www.reurnthai.com เรือนไทยนี้มีมนตร์ขลัง

เรื่องพิเศษ

เรือนไทยหลังนี้มีมนตร์ขลัง...ทั้งๆที่ไม่มีเสาเรือน ฝาประกน หลังคา กระได ประตู หน้าต่าง ฯลฯ อีกทั้งทางเข้ายังมีเพียงทางเดียว นั่นคือทางโลกไร้สายในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หรือที่ชาวเรือนไทยเรียกว่า "อินทรเนตร" นามว่า www.reurnthai.com

จากประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เขียน เมื่อใดก็ตามในยามดึกที่ใช้อินทรเนตรแง้มประตู "เรือนไทย" เข้าไป กว่าจะกลับออกมาได้ก็เป็นเวลาเกือบรุ่งสางแทบทุกครั้งคล้ายดั่งต้องมนตร์...เมื่อได้ท่องไปในโลกของศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ภาษาและวรรณคดี กับบรรยากาศที่คล้ายนั่งปูเสื่อรอฟังผู้มีความรู้แต่ละท่านเข้ามาให้ความรู้ ถกเถียงด้วยหลักฐานข้อมูลจากแหล่งที่มาต่างๆชวนให้วิเคราะห์ จินตนาการ และศึกษาต่อ เช่นเดียวกับคนอีกจำนวนมากที่ให้ความสนใจกับเว็บไซต์เล็กๆที่ไม่มีสปอนเซอร์ ไม่มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์จนขณะนี้มีจำนวนผู้เข้ามาคลิกอ่านประมาณ ๘๐๐,๐๐๐- ๑,๐๐๐,๐๐๐ ครั้งในแต่ละเดือน

"คนมาหาความรู้ที่นี่ จะพบผู้ทรงคุณวุฒิแปลกๆบางท่าน วิชาเอกสัตวแพทยศาสตร์ วิชาโท ภาษาไทย บางท่านเป็นเจ้าชายจากแคว้นปางฟ้า ทำปริญญาเอกทางคอมพิวเตอร์ อยู่ในอังกฤษแต่ว่างก็ปลอมตัวเป็นคุณชายบ้าง เป็นแท็กซี่แถวสุวรรณภูมิบ้าง แสวงหารักแท้ บางท่านเป็นสถาปนิก แต่วิชาโท ประวัติศาสตร์ไทยบางท่านเป็นวิศวกร  แต่วิชาโท แผนที่ หลายท่านเป็นนายแพทย์ แต่มีความรู้ทางนิเทศศาสตร์ หรือประวัติศาสตร์ ฯลฯ"

เจ้าเรือน หรือผู้ดูแลเว็บไซต์เรือนไทย นามว่า "เทาชมพู" เขียนถึงบรรดาเหล่าสมาชิกไว้ในกระทู้หนึ่ง ทำให้รู้ว่าผู้ที่เรานั่งปูเสื่อรอฟังเหล่านั้นมาจากภูมิหลังที่แตกต่าง แต่สิ่งเดียวที่เหมือนกันคือความสนใจใคร่รู้ประวัติศาสตร์ และหลายท่านศึกษาจนถ่องแท้จนสามารถให้ข้อมูลความรู้อันเป็นประโยชน์ต่อผู้เข้ามาเยือนเรือนไทย

ขณะที่คุณ CrazyHOrse ผู้ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารจัดการเว็บไซต์ (แอดมิน) เล่าถึง "เรือนไทย" ในยุคแรกว่า "ตอนที่ผมเข้ามาที่เรือนไทยใหม่ๆ ผมเพิ่งจะสนใจเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ได้ไม่นาน ข้อมูลในอินเทอร์เน็ตแทบจะไม่มี ตอนนั้น Wikipedia ยังไม่เกิดเลยนะครับ การที่มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้กับสมาชิกท่านอื่นๆในเรือนไทย ช่วยเปิดหูเปิดตาได้อย่างมากทีเดียว ถ้าให้อธิบายความรู้สึก ก็คงเหมือนเด็กที่ได้เข้าไปในสวนสนุกเป็นครั้งแรกครับ สนุกตื่นเต้นทุกลมหายใจ"

ก่อนจะมาสร้างความตื่นเต้นเร้าใจราวกับสวนสนุกดังที่แอดมินกล่าวมานี้ แรกเริ่มเดิมที "เรือนไทย" ตั้งขึ้นเมื่อปี ๒๕๔๒ เป็นส่วนหนึ่งของ www.vcharkarn.com ซึ่งตั้งขึ้นโดยกลุ่มนักศึกษาปริญญาเอกที่เรียนอยู่ต่างประเทศ คือ ดร.อรรถกฤต ฉัตรภูติ ดร.พิเชฐ กิจธารา และ ดร.บุญญฤทธิ์ อุยยานนวาระ ซึ่งขณะนั้นกำลังจะตั้งเว็บไซต์นี้โดยได้รับการสนับสนุนจาก สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ที่ได้ทุนพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) มาเปิดเว็บไซต์ให้บริการทางวิชาการ แต่เนื่องจากทั้งสามท่านเรียนจบสาขาวิทยาศาสตร์ จึงประกาศรับสมัครผู้ที่มีความรู้ทางด้านภาษา วรรณคดี ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมไทยมาช่วยเสริม และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ "เทาชมพู" ได้เข้ามารับหน้าที่เป็น "เจ้าเรือน" ดูแลเรือนไทยทั้งที่ไม่ได้รู้จักกับผู้ก่อตั้งเว็บไซต์มาก่อน เป็นการช่วยเหลือแบบการกุศล ไม่มีค่าตอบแทน

โดยการตัดสินใจเข้าไปทำงานนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากพระราชดำรัสใน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๔๓ ที่อัญเชิญมาลงหน้าแรกของห้องเรือนไทยในยุคนั้นว่า

"พระอริยเจ้าที่ปฏิบัติอยู่ในป่า พูดกับข้าพเจ้าเพราะท่านเป็นผู้ใหญ่เสมอว่า มีวิชาการแต่ไม่มีศีลธรรมอยู่ในตัว จะไม่ยั่งยืน เดี๋ยวนี้ไม่มีหลักสูตรไม่มีหน้าที่พลเมือง ศีลธรรม ประวัติศาสตร์ก็ไม่มี เราไม่ได้เพาะศีลธรรมในตัวเด็กของเราเลย เป็นปัญหาใหญ่ เป็นผลร้ายต่อประเทศชาติ พ่อแม่ออกไปหากินไม่มีเวลาอยู่ใกล้ชิด จะสั่งสอนศีลธรรมเดี๋ยวนี้ไม่มี ถือเป็นของล้าสมัย เชย ข้าพเจ้าอยู่ที่โรงเรียนประจำที่สวิส ก็เรียนประวัติศาสตร์ แม้แต่คนต่างประเทศไปเรียน ก็เรียนประวัติศาสตร์ของสวิสด้วย แปลก ไม่มีประวัติศาสตร์ชาติไทย เหมือนแผ่นดินได้มาง่ายๆ ไม่ต้องคิดถึงพระเดชพระคุณของปู่ย่า ตายายบุกฟันฝ่ามา แม้ชีวิตก็สละให้เพื่อเป็นหลักประกันของคนไทย ความจริงแล้วการมีแผ่นดินของตัวเองเป็นประกัน แล้วไปหากินประเทศอื่น ค่อนข้างปลอดภัยว่าพวกเรามีแผ่นดินไทยรองรับอยู่ทั้งแผ่นดิน"

"เรือนไทย" ได้รับความสนใจจากชาว "อินทรเนตร" เข้ามาเยี่ยมชมหาความรู้อย่างต่อเนื่อง มีกระทู้เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ไทยที่น่าสนใจมากมาย ส่วนหนึ่งเพราะ "สมาชิก" หลายท่านที่เข้ามาร่วมแบ่งปันความรู้เป็นผู้ที่มีความรู้และสามารถบอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ให้เข้าใจได้ง่าย และอ่านสนุก โดยเฉพาะ "เจ้าเรือน" นั้นนอกจากจะเป็นผู้ควบคุมดูแลเรือนไทยแล้ว ยังเป็นผู้ที่เขียนเล่าเรื่องราวต่างๆได้อย่างน่าติดตามราวกับมืออาชีพ

ในอีกหลายปีต่อมา ความจริงก็เปิดเผยว่า เจ้าเรือน "เทาชมพู" แท้จริงไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นศิลปินแห่งชาติและเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงวรรณกรรม รองศาสตราจารย์ ดร.คุณหญิงวินิตา ดิถียนต์ หรือ ว.วินิจฉัยกุล "แก้วเก้า" นั่นเอง แต่เมื่อแรกเริ่มที่ทำงานนี้ ท่านเจ้าเรือนไม่ต้องการเปิดเผยตัว จึงเลือกใช้นามแฝงใหม่เอี่ยมว่า "เทาชมพู" ซึ่งมาจากสีของเทวาลัย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพราะถือว่าได้รับความรู้ทางอักษรศาสตร์จากที่นี่ เมื่อมาตอบคำถามทางอักษรศาสตร์ ไม่ว่าภาษา วรรณคดี ประวัติศาสตร์ ความรู้ต่างประเทศ จึงตั้งนามแฝงเพื่อเป็นที่ระลึกถึงพระคุณของแหล่งเรียนมา

เหตุที่ ว.วินิจฉัยกุล "แก้วเก้า" ซึ่งเป็นนักเขียนนวนิยาย เป็นผู้มีความรู้ในทางประวัติศาสตร์จนมาทำหน้าที่ "เจ้าเรือน" เรือนไทยได้เช่นนี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล เพราะเป็นเจ้าของผลงานนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ไทยหลายๆเรื่องที่ผ่านการค้นคว้าอย่างละเอียด อาทิ รัตนโกสินทร์ สองฝั่งคลอง บูรพา ราตรีประดับดาว เรือนมยุรา ฯลฯ อีกทั้งผู้เขียนยังมีความสนใจในเรื่องศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

"ภูมิหลังทางบ้านก็ช่วยส่งเสริมให้สนใจเรื่องในอดีต จากคำบอกเล่าของคุณแม่ซึ่งเป็นคนห้าแผ่นดิน และรับถ่ายทอดความรู้เรื่องเก่าๆของคุณปู่ คุณย่าของท่านมาอีกทีหนึ่ง ต่อมาเริ่มมาตั้งแต่หัดค้นคว้าประวัติศาสตร์เพื่อเป็นข้อมูลเขียนนวนิยายเรื่อง 'รัตนโกสินทร์' เริ่มจากเลขศูนย์ รวบรวมข้อมูลอยู่ ๑๐ ปีกว่าจะเขียนได้ แม้ว่าเขียนจบแล้ว ก็ยังเหลือข้อมูลอีกมาก ก็เลยสนใจประวัติศาสตร์นับแต่นั้นเป็นต้นมา

...ก่อนมีอินเทอร์เน็ต ใช้วิธีไปค้นตามห้องสมุดของมหาวิทยาลัย บวกกับหาซื้อและสะสมหนังสือเก่า อ่านทุกเล่มทุกหน้าที่เกี่ยวข้อง ต้องอาศัยความอดทนอย่างมาก เพราะนอกจากอ่านยากแล้ว ยังต้องจดจำเรื่องที่อ่านให้ได้ด้วย เพื่อมาปะติดปะต่อเป็นฉากหลังในหนังสือ" รองศาสตราจารย์ ดร.คุณหญิงวินิตา เล่าถึงที่มาที่ไปเกี่ยวกับความสนใจในเรื่องศิลปวัฒนธรรมที่สั่งสมมาจากการค้นคว้าข้อมูล จนกระทั่งวันหนึ่ง "เทาชมพู" ก็ได้ปรากฏกายขึ้นที่ "เรือนไทย" ในโลกอินเทอร์เน็ต จนนำมาสู่คลังข้อมูลด้านศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ภาษา และวรรณคดีที่ผู้คนสามารถคลิกเข้ามาหาความรู้ได้อย่างสะดวกง่ายดายอย่างเช่นทุกวันนี้ ถึงกระนั้นก็ตามในช่วงเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมา ชุมชนเล็กๆของคนที่นิยมชมชอบในศิลปวัฒนธรรมนี้ก็ได้ผ่านเรื่องราวต่างๆมามากมาย

"การทำงานในเรือนไทยยุคแรกๆมีอุปสรรคหลายอย่าง ทั้งจากบุคคลภายนอกที่ไม่พึงประสงค์ เข้ามาป่วน ทั้งสแปมโฆษณาสินค้า ต้องบล็อกกันไปไม่หวาดไม่ไหว และปัญหาจากเทคโนโลยีของระบบคอมพิวเตอร์เอง หลายปีต่อมา เมื่อเว็บวิชาการมีการปรับแก้ระบบการใช้งานในเว็บให้คล่องตัวขึ้น เรือนไทยซึ่งเป็นห้องหนึ่งในนั้นต้องหยุดไปชั่วระยะหนึ่งจนกว่าเว็บจะปรับได้สำเร็จ ตอนนั้นดิฉันคิดจะวางมือ เพราะทำงานมานานหลายปี จนไม่รู้จะเขียนอะไรแล้ว แต่สมาชิกเรือนไทยคนหนึ่ง ชื่อ คุณ CrazyHOrse ยื่นมือเข้ามาช่วยให้เรือนไทยมีเว็บไซต์เฉพาะตัวใช้ไปก่อน แต่ยังลิงค์กับเว็บวิชาการ การมีเว็บไซต์เองนับว่าสะดวกในการควบคุมระบบ โดยเฉพาะการรับสมาชิก และการบล็อคโฆษณาสินค้าหรือบุคคลผู้ไม่พึงประสงค์

จากนั้น คุณ CrazyHOrse ในฐานะแอดมินก็รอจนดิฉันตัดสินใจกลับมาทำงานให้เรือนไทยอีกครั้ง เพราะพบว่ายังมีคนสนใจเข้ามาตั้งกระทู้ถามหาความรู้กันไม่ขาดสาย เราตกลงกันว่าจะดำเนินงานโดยไม่มีสปอนเซอร์ เพราะสะดวกในการกำหนดทิศทางของเราเอง ทุกวันนี้ ก็มีแอดมินกับดิฉันทำงานบริหารเว็บไซต์กันสองคน โดยไม่เคยเจอหน้ากันเลย นับว่าโชคดีที่มีผู้ทรงคุณวุฒิในหลายๆด้านเข้ามาสมัครสมาชิก ทำหน้าที่ตอบประจำ ช่วยให้วิทยาทานเพิ่มเติมจากที่มีอยู่ เช่น คุณ NAVARAT.C คุณเพ็ญชมพู คุณ Siamese คุณ V_Mee คุณ SILA และท่านอื่นๆที่เกินกว่าจะเอ่ยนามได้หมดในที่นี้ ท่านเหล่านี้ส่วนใหญ่ดิฉันรู้จักแต่เพียงนามแฝง ไม่เคยเห็นหน้ากัน มีส่วนน้อยที่ดิฉันรู้ว่าเป็นใคร เพราะท่านให้วิทยาทานด้วยใจรักจริงๆ ไม่ต้องการสิ่งตอบแทน หลายท่านก็ไม่ประสงค์แม้แต่จะเปิดเผยตัวตนว่าเป็นใครอยู่ที่ไหน ต้องขอบอกว่าถ้าปราศจากความร่วมมือจากท่านเหล่านี้ แอดมินและดิฉันก็คงจะทำงานในเว็บเรือนไทยมาจนถึงทุกวันนี้ไม่สำเร็จ"

ท่านเจ้าเรือนเล่าถึงสมาชิกเรือนไทยที่คุ้นนามอยู่หลายท่าน ซึ่งมักจะปรากฏว่าเป็นผู้ที่เข้าไปตอบกระทู้ หรือตั้งกระทู้ที่น่าสนใจชนิดที่เรียกว่าตามอ่านกันข้ามวันข้ามคืนทีเดียว ท่านเหล่านี้เป็นสีสันของเว็บไซต์เรือนไทย ทั้งให้ข้อมูลความรู้ที่เป็นประโยชน์ ถกเถียง วิเคราะห์ นำหลักฐานมายืนยันอ้างอิงด้วยสำนวนภาษาที่อ่านสนุกเพลิดเพลิน ชวนให้ผู้อ่านได้ค้นคว้าและคิดวิเคราะห์ต่อไป

สมาชิกท่านแรก คือผู้ใช้นามแฝงว่า NAVARAT.C หรือเป็นที่เปิดเผยแล้วว่าคือ หม่อมหลวงชัยนิมิตร นวรัตน ผู้เขียนคอลัมน์ "ประวัติศาสตร์มีชีวิต" ในสกุลไทยขณะนี้ หม่อมหลลงชัยนิมิตรเป็นอดีตนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัย จบการศึกษาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ท่านที่สอง คือ คุณ CrazyHOrse ท่านนี้เป็นผู้บริหารจัดการเว็บไซต์ หรือที่เรียกกันว่าแอดมินนั่นเอง จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่านที่สาม คือ คุณเพ็ญชมพู ซึ่งใช้ชื่อลูกสาวมาเป็นนามแฝง โดยตั้งชื่อตามสีของสถาบันที่จบการศึกษา คือ "จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" ปัจจุบันมีอาชีพ "รับใช้ประชาชน"

สมาชิกท่านที่สี่ คือ คุณ V_Mee จบการศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา จากโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย และจบนิติศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง เคยเป็นทนายความ และอาจารย์ที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระบรมราชูปถัมภ์ และเป็นนักเขียน-นักประวัติศาสตร์สมัครเล่น

ท่านที่ห้า คือ คุณ Siamese หรือที่สมาชิกเรือนไทยเรียกกันว่า "หนุ่มสยาม" จบการศึกษาจากสถาบัน SIIT คณะวิศวกรรมศาสตร์ภาคภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบันทำงานในตำแหน่งวิศวกรโยธา

จะเห็นได้ว่าสมาชิกทั้งห้าท่านไม่ได้ร่ำเรียนมาโดยตรงแต่มีความสนใจในเรื่องศิลปวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ ทั้งนี้เจ้าเรือนได้เล่าถึงสมาชิกเรือนไทยว่า

"สมาชิก ๙๙% เป็นผู้มีวุฒิภาวะสูง เมื่อมีข้อมูลหรือความเห็นไม่ตรงกัน นำออกมาแย้งหรือถกเถียงกันก็เป็นไปอย่างผู้รู้จริง ใช้สติ และปัญญา ไม่ใช้อารมณ์ จึงไม่เกิดการตอบโต้รุนแรง แต่แสดงออกในรูปของเสนอหลักฐานและความคิดเห็นให้คนอ่านไปตัดสินเอาเองว่าจะเห็นด้วยกับฝ่ายไหน ไม่ผูกขาดความคิดใดๆ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีมากของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน

ส่วนคนป่วนเว็บมีบ้างประปราย เป็นพวกมีปัญหาสุขภาพจิต จึงแสดงความหยาบคาย ก้าวร้าว เพราะแน่ใจว่าตัวเองอยู่ในที่มืด มีแต่นามแฝง ไม่มีหน้าตา คงจับไม่ได้ว่าใคร ผู้ดูแลเว็บก็ไม่เสียเวลาถกเถียงด้วยให้เสียบรรยากาศ จับได้ก็บล็อกไปเลย เปลี่ยนชื่อเข้ามาอีกก็บล็อกอีก แต่ถ้าทำถึงขั้นผิดกฎหมายก็แจ้งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบรับไป ถ้าสาวถึงตัวเมื่อไรก็เข็ดทุกราย"

เว็บไซต์เรือนไทยนี้มีเสน่ห์ตรงที่มีสมาชิกที่มีวุฒิภาวะดังที่เจ้าเรือนได้กล่าวไปแล้ว นอกจากนั้นก็คือการมุ่งวิเคราะห์ ถกเถียง หาข้อมูลเชิงลึกอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในเรื่องประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเกิดการศึกษาค้นคว้า ใช้เอกสารหลักฐานอ้างอิงในเรื่องที่ยังมีข้อขัดแย้งอยู่ดังที่ คุณ "เพ็ญชมพู" ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า

"ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของไทยมีหลายเรื่องซึ่งมีข้อขัดแย้งกัน เช่น เรื่องคนไทยมาจากไหน (อยู่ที่นี่มาก่อนหรือมาจากภูเขาอัลไต) เรื่องศิลาจารึก (เขียนโดย พ่อขุนรามคำแหง หรือรัชกาลที่ ๔) เรื่องท้าวสุรนารี (มีตัวตนจริงหรือไม่ ถ้ามีสร้างวีรกรรมอย่างที่เล่าขานกันมาจริงหรือไม่) เรื่องหลังนี้น่าสนใจ และเป็นเรื่องละเอียดอ่อนกระทบกับความรู้สึกของคนในท้องถิ่นมาก คนที่ค้นคว้าหาความจริงในเรื่องนี้ เช่น คุณสายพิน แก้วงามประเสริฐ แม้จะเผยแพร่ในแง่วิชาการ ก็ยังถูกกล่าวว่าเสียหาย หนังสือ 'การเมืองในอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี' ก็ถูกเรียกร้องให้เผา จนสำนักพิมพ์ต้องงดการจำหน่าย แม้เมื่อเรื่องนี้นำมาเขียนเป็นกระทู้ในเรือนไทย 'คำถามจากหนังสือการเมืองในอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี -วีรกรรมนี้ เกิดขึ้นจริงหรือ' ก็ยังถูกซักฟอกในหลายประเด็นเชียว

การหาข้อเท็จจริงของเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีต วิธีสืบค้นให้ได้ความจริงที่สุดต้องอาศัยหลักฐานปฐมภูมิ (primary source) ขอยกตัวอย่างการสืบค้นเรื่อง 'ท้าวสุรนารี' หลักฐานปฐมภูมิในเรื่องนี้ได้แก่ใบบอก คำให้การของบุคคลทั้งฝ่ายไทยและลาวในสมัยนั้น ส่วนหลักฐานทุติยภูมิ (secondary source) เช่น พงศาวดารหรือตำนานที่เขียนในสมัยหลังๆ การให้ความสำคัญย่อมน้อยลงมา หรือในกระทู้ของ หม่อมหลวงชัยนิมิตร นวรัตน เรื่อง 'สมัยรัชกาลที่ ๔ มี Photoshop หรือไม่' ซึ่งมุ่งหาความจริงเกี่ยวกับพระบวรฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ๒ องค์ ว่า องค์ไหนเป็นองค์ต้นฉบับจริง หลักฐานปฐมภูมิในเรื่องนี้น่าจะเป็นกระจกเนกาตีฟหรือฟิล์มกระจก การค้นหาก็ต้องไปสืบค้นในแหล่งที่คาดว่าจะเป็นที่เก็บสิ่งเหล่านี้ เช่น หอจดหมายเหตุแห่งชาติ อย่างที่คุณชัยนิมิตรมีอุตสาหะไปสืบค้น สำหรับตัวเองคงไม่มีอุตสาหะขั้นนั้น คงเพียงแต่นั่งสืบค้นในอินเทอร์เน็ตเท่านั้น"

หม่อมหลวงชัยนิมิตร นวรัตน หรือ NAVARAT.C ผู้ที่อุตสาหะค้นคว้าข้อมูลดังที่ คุณ "เพ็ญชมพู" กล่าวถึง เป็นผู้หนึ่งที่ทำให้กระทู้ในเรือนไทยมีความเคลื่อนไหว โดยในหลายครั้งครา NAVARAT.C ได้นำเสนอข้อมูลใหม่ๆทางประวัติศาสตร์ที่ทำให้ชาวเรือนไทยต้องมานั่งปูเสื่อรอชมกันข้ามวันข้ามคืน

"ผมเคยพบข้อมูลใหม่ในทางประวัติศาสตร์ ทั้งที่พบแล้วจึงนำมาเสนอกระทู้ และในระหว่างที่กระทู้ใดกระทู้หนึ่งกำลังดำเนินอยู่ แล้วผู้ที่เข้ามาร่วมเขียนความเห็นได้นำหลักฐานที่ไม่เคยนึกฝันมาก่อนว่าจะมีมาแสดง หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางให้ความเห็นทางวิชาการที่เชื่อถือได้ เกิดเป็นข้อเท็จจริงใหม่ทางประวัติศาสตร์ ความจริงมีอยู่หลายเรื่อง แต่ขอยกตัวอย่างกรณีหนึ่ง ผมค้นคว้าเหตุการณ์ ร.ศ.๑๑๒ ตอนฝรั่งเศสนำเรือรบบุกเข้ามาแล้วเกิดการรบที่ปากน้ำ เกิดสนใจ พระชลยุทธโยธินทร์ ผู้บัญชาการรบฝ่ายสยามขณะนั้นซึ่งเป็นนายทหารเดนมาร์ก ค้นไปค้นมาได้ข้อมูลทางฝ่ายโน้นที่คนไทยน้อยคนนักที่จะทราบว่า Andre de Richelieu ชื่อที่คนไทยสมัยรัชกาลที่ ๕ เรียกว่า "ริชลิว" ภายหลังที่ได้ยศถาบรรดาศักดิ์เป็น พลเรือโท พระยาชลยุทธโยธินทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือคนเดียวของไทยที่เป็นชาวต่างชาติ แล้วลาป่วยออกจากราชการ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระเมตตาเสด็จฯโดยเรือพระที่นั่งมหาจักรีไปส่งลงเรือเมล์ถึงสิงคโปร์ และพระราชทานเงินบำนาญมากกว่าข้าราชการไทยหลายเท่าให้กินจนตาย เนื่องจากทรงเห็นว่าเงินเดือนของพระยาชลยุทธฯนั้นน้อยนัก (เมื่อเปรียบเทียบกับมาตรฐานยุโรป) แต่เมื่อกลับถึงบ้านเกิด ปรากฏว่าริชลิวมีเงินฝากก้อนมหาศาลรออยู่ที่นั่น ทำให้เป็นมหาเศรษฐีอันดับต้นๆของเดนมาร์ก จนเงินบำนาญของสยามกลายเป็นแค่เศษรายได้ และยังมีบทบาทเด่นในราชสำนักถึงกับครั้งหนึ่ง พระเจ้าเฟรเดอริก เกือบจะทรงแต่งตั้งให้เป็นถึงนายกรัฐมนตรี ก่อนที่จะประสบวิบากกรรมแทบจะสิ้นเนื้อประดาตัวในบั้นปลายของชีวิต"

ในการค้นคว้าหาหลักฐานและข้อมูลต่างๆนั้น หม่อมหลวงชัยนิมิตร กล่าวถึงในประเด็นนี้ว่า

"ถ้าสนใจประเด็นไหนก็ต้องอ่านให้มากเล่มที่สุดเท่าที่จะหาได้ สมัยที่ค้นคว้าทางอินเทอร์เน็ตได้แล้วยิ่งสนุก เพราะสามารถเข้าไปในเว็บของทุกประเทศที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง ดึงข้อมูล (ที่หาได้มากและง่ายกว่าหนังสือ) มาแปล โดยใช้ Google Translation เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งพอจะพึ่งพาอาศัยได้ ข้อความใดที่น่าสนใจก็จะก๊อบปี้ไว้ทั้งหมด แล้วนำมาประมวลเปรียบเทียบว่าเราควรจะเชื่อข้อมูลใดของใคร ข้อสำคัญเมื่อนำมาเขียน ต้องทำใจให้เป็นกลางจริงๆก่อนแล้วจึงใช้วิจารณญาณตัดสิน ถูกผิดไม่ทราบ ทราบแต่ว่าตัวเราเชื่อว่าเช่นนั้นโดยบริสุทธิ์ใจก็แล้วกัน

อนึ่ง ต้องใจกว้างหากเกิดข้อถกเถียงเพราะมีผู้ไม่เห็นด้วย การยกเหตุผลมาโต้แย้งกันถือว่าเป็นการเจริญปัญญา และเป็นสาระประโยชน์ของผู้อ่าน ตัวผมเองพร้อมจะน้อมรับผิดหากจำนนในหลักฐานที่ดีกว่า แต่ถ้ามั่นใจว่าตนเองถูกก็ไม่ยอมเหมือนกัน"

ส่วน คุณ V_Mee เล่าถึงวิธีการค้นคว้าข้อมูลว่าก่อนที่จะมีอินเทอร์เน็ตนั้น ค้นคว้าจากการอ่านหนังสือ เอกสารจดหมายเหตุ และซักถาม รวมทั้งฟังคำบอกเล่าจากผู้ใหญ่ในการค้นคว้าข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่มีข้อขัดแย้ง หรือมีหลักฐานอ้างอิงน้อยมากในเรื่องนั้นๆ เพื่อค้นหาข้อเท็จจริง

"ในกรณีมีข้อขัดแย้งทางประวัติศาสตร์หรือพบพิรุธอันชวนสงสัย ต้องพยายามค้นคว้าหาหลักฐานมาพิสูจน์ข้อขัดแย้งหรือข้อพิรุธนั้นๆ โดยพยายามเก็บเล็กผสมน้อยจากแหล่งต่างๆมาต่อรวมเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน ตัวอย่างเช่น เรื่องที่บอกเล่าต่อๆกันมาว่า ในตอนปลายรัชกาลที่ ๕ มหาดเล็กของสมเด็จพระบรมฯ (รัชกาลที่ ๖) ไปแย่งกันจีบแม่ค้า จนถึงมหาดเล็กตีหัวทหารแตกแล้วไปร้องท้าทหารที่หน้าค่าย เมื่อสมเด็จพระบรมฯ ทรงทราบก็กริ้ว และได้นำความกราบบังคมทูลรัชกาลที่ ๕ ขอลงโทษโบยนายทหารคู่กรณี ถ้าไม่พระราชทานพระบรมราชานุญาตจะทรงลาออกจากรัชทายาท แต่ในประวัติต้นรัชกาลที่ ๖ ทรงพระราชบันทึกไว้ว่า มหาดเล็กวิวาทกับทหารแล้วถูกทหารทำร้าย เมื่อมีการสอบสวนกันแล้ว กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช ได้กราบบังคมทูลขอให้ลงอาญาโบยนายทหารคู่กรณี ในขณะที่ไม่ทรงเห็นด้วยกับการลงอาญาคราวนี้ ในเมื่อข้อมูลในเรื่องนี้ขัดกันโดยสิ้นเชิง และหากนำความในประวัติต้นรัชกาลที่ ๖ ไปอ้างกับฝ่ายที่เห็นตรงข้ามก็จะได้รับคำตอบว่า ในเมื่อทรงพระราชบันทึกเองก็ต้องทรงเข้าข้างพระองค์เองเป็นธรรมดา นี้จึงเป็นที่มาของการค้นหาหลักฐานว่า ใครกันแน่ที่เป็นผู้กราบบังคมทูลรัชกาลที่ ๕ ขออนุญาตโบยหลังทหารที่วิวาท ผมเก็บความสงสัยนี้มานานจนวันหนึ่งไปค้นเอกสารจดหมายเหตุที่หอจดหมายเหตุแล้วลองสุ่มค้นดูแฟ้มเอกสารเรื่องศาลทหาร ก็พบลายพระหัตถ์ กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช กราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่องนายทหารกระทำผิด และขอพระบรมราชานุญาตโบยหลังที่สนามในศาลาว่าการกรมยุทธนาธิการ และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ มีพระราชหัตถเลขา ตอบพระราชทานพระบรมราชานุญาต จึงเป็นที่ยุติสำหรับเรื่องนี้

ส่วนการค้นพบข้อมูลใหม่ทางประวัติศาสตร์นั้น จากการค้นคว้าเอกสารจดหมายเหตุที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติในเรื่องหนึ่ง มักจะพบข้อมูลใหม่ในเรื่องอื่นๆอยู่เสมอๆ เช่น การค้นพบแผนที่เมืองนครเชียงใหม่ ซึ่งกรมทำแผนที่ได้สำรวจ และจัดพิมพ์ไว้ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ครองนครเชียงใหม่ ซึ่งแผนที่นี้เมื่อใช้ประกอบกับเอกสารหลักฐานอื่นๆ สามารถไขเรื่องราวในประวัติศาสตร์เมืองนครเชียงใหม่ให้ชัดเจนขึ้น เช่น ประตูเมืองเชียงใหม่ ที่เล่ากันมาว่าเป็นประตูสองชั้นนั้น มีลักษณะเป็นเช่นไร เวียงแก้ว ซึ่ง พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ประทานพระดำรัสตรัสเล่าว่าแบ่งเป็น ๓ ส่วนนั้น แบ่งพื้นที่เป็นอย่างไร รวมทั้งการสร้างอารามไว้ที่ ๔ มุม เจติยสถานสำคัญกลางเมือง ตามคติเดียวกับที่เมืองสุโขทัย และนครศรีธรรมราช ฯลฯ และเมื่อเร็วๆนี้ ไปค้นเรื่องที่รัชกาลที่ ๕ โปรดฯให้พระยาศรีสหเทพ (เส็ง อมาตยกุล - ต่อมาเป็น พระยามหาอำมาตยาธิบดี) ราชปลัดทูลฉลองกระทรวงมหาดไทย เป็นข้าหลวงพิเศษขึ้นไปจัดระเบียบปกครองหัวเมืองประเทศราชล้านนา เมื่อ ร.ศ.๑๑๘ (พ.ศ.๒๔๔๒) ก็ไปพบลายพระหัตถ์ที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ กราบบังคมทูลรัชกาลที่ ๕ ว่า ก่อนที่พระยาศรีสหเทพ จะเดินทางกลับกรุงเทพฯ เจ้านครลำปาง และเจ้านครเชียงใหม่ มอบของที่ระลึกมีมูลค่าให้พระยาศรีสหเทพ แต่พระยาศรีสหเทพไม่กล้ารับ ได้โทรเลขลงมาหารือ ทรงตอบไปว่าให้รับ พระยาศรีสหเทพจึงรับของที่ระลึกนั้นมา เมื่อกลับมาถึงกรุงเทพฯ แล้วได้ความกราบบังคมทูลเรียนพระราชปฏิบัติ หากไม่โปรดฯให้รับก็จะส่งกลับคืนไป แต่เมื่อมีพระบรมราชโองการให้รับ พระยาศรีสหเทพจึงส่งรถสี่ล้อไปให้เจ้านครลำปาง ๑ คัน รถสี่ล้อนั้นคงจะเป็นรถม้าหลังแรกของนครลำปางก่อนที่จะเป็นสัญลักษณ์ของเมืองลำปางมาจนทุกวันนี้ ขณะเดียวกันก็ส่งนาฬิกาเรือนใหญ่ราคา ๒ ชั่ง ไปให้เจ้านครเชียงใหม่

...ยิ่งอ่านมาก เรายิ่งรู้มากว่าประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึกไว้ล้วนมีการแต่งแต้มแปรเปลี่ยนไปจากข้อเท็จจริงมิใช่น้อย และหากไม่ทำอะไรเพื่อแก้ไขความผิดพลาดทางประวัติศาสตร์นั้นเสียแต่วันนี้ ก็เปรียบเสมือนส่งต่อยาพิษให้ลูกหลานไทยในอนาคต"

ในเรื่องการค้นคว้าข้อมูลทางประวัติศาสตร์นั้น คุณ Siamese ให้ความเห็นว่าปัจจุบันเมื่อมีระบบอินเทอร์เน็ต การค้นคว้าข้อมูลนั้นไม่อาจเชื่อถือได้เสมอไปนัก

"ก่อนหน้าจะมีอินเทอร์เน็ต การค้นคว้าข้อมูลได้จากแหล่งหนังสือเป็นส่วนใหญ่ เก็บเล็กผสมน้อยในหนังสือเล่มต่างๆประมวลเข้าด้วยกัน แต่สำหรับปัจจุบันนี้การค้นหาทางระบบอินเทอร์เน็ตก็มีส่วนช่วยมากในการค้นหา แต่ก็จะชั่งใจไม่เชื่อจนหมด เนื่องจากไม่รู้ว่าข้อมูลที่กล่าวในระบบออนไลน์จะมีความถูกต้องแค่ไหน ซึ่งยังมีการค้นคว้าเอกสารประวัติศาสตร์อีกแหล่ง คือ หอสมุดแห่งชาติ ซึ่งเป็นเอกสารพื้นฐานเป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่แม่นยำ แต่การเข้าไปค้นคว้าต้องใช้เวลาพอสมควร เนื่องจากเอกสารในหอสมุดมีจำนวนมาก

'หนุ่มสยาม' จะเน้นมากไปทางภาพถ่ายเก่าๆของกรุงเทพมหานคร ในช่วงรัชกาลที่ ๔ - ๘ ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง เช่น มีการพบภาพถ่ายของพระบรมบรรพต (ภูเขาทอง) เมื่อยังไม่เป็นทรงพระปรางค์ และเป็นกองอิฐขนาดใหญ่ปล่อยร้างไว้ จนกระทั่งมีการสร้างโอบล้อมจนเป็นภูเขาทอง ภาพถ่ายในพระราชพิธีสำคัญต่างๆ สมัยรัชกาลที่ ๕ บางภาพนั้นในตำราไม่ได้บรรยายไว้ เมื่อมีภาพถ่ายเก่าเพิ่มเข้ามา ก็เท่ากับมาช่วยเติม และไขปัญหาได้มาก"

จะเห็นได้ว่าสมาชิกเรือนไทยแต่ละท่านนั้นเป็นผู้ที่ศึกษาสิ่งที่ตนเองสนใจอย่างลงลึกและจริงจัง สั่งสมเป็นความรู้ที่สามารถจะแบ่งปันให้แก่บุคคลทั่วไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแบ่งปันความรู้ใน "เรือนไทย" นั้น เป็นการมอบเป็นวิทยาทานโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ เพราะบางท่านแม้แต่ชื่อเสียงเรียงนามก็ไม่ประสงค์จะเปิดเผย มีแต่เพียงเรื่องราวที่ค้นคว้า และ "นามแฝง" เท่านั้นที่บ่งบอกถึงตัวตน

ท่านเจ้าเรือนเล่าถึงความประทับใจต่อมวลหมู่สมาชิกเรือนไทยที่ช่วยกันก่อร่างสร้างเรือนมาตั้งแต่ยุคเริ่มแรกมาจนถึงปัจจุบันว่า

"ความประทับใจมากที่สุด คือ ท่านทั้งหลายเหล่านี้ได้อุทิศเวลาและแรงสมองในการบำเพ็ญวิทยาทานโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน ไม่มีแม้แต่แสดงชื่อจริงของท่านให้เป็นที่รู้จัก เข้ามาให้ความรู้ยาวนานต่อเนื่องกันมาหลายปี

มีเหตุการณ์ประทับใจหลายครั้ง เมื่อมีผู้เข้ามาขอความรู้ ซึ่งหาไม่ได้ในตำรา ท่านเหล่านี้ก็ช่วยกันตอบคนละไม้คนละมือด้วยความเต็มใจ อาศัยจากประสบการณ์และความรอบรู้ของแต่ละท่าน มาผสมผสานกัน ให้คนถามได้คำตอบที่เขาแสวงหามานาน เพื่อกลับไปเขียนตำราบ้าง งานค้นคว้ารวบรวมบ้าง ตามจุดมุ่งหมาย เช่น มีอาจารย์จุฬาฯท่านหนึ่งกำลังรวบรวมพรรณไม้ชนิดต่างๆที่ปลูกในมหาวิทยาลัยมาตั้งแต่ก่อตั้งจนปัจจุบัน คนตอบก็ช่วยกันหาจากความทรงจำบ้าง จากหนังสือต่างๆบ้าง ตอบไปจนได้ชื่อต้นไม้มาหลายสิบชนิด บางชนิดดิฉันก็ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเคยปลูกอยู่ในจุฬาฯ"

ส่วน หม่อมหลวงชัยนิมิตร เล่าถึงความประทับใจว่า "กระทู้ที่ผมเขียนเรื่องหนึ่งชื่อ ชะตากรรมของ พระยาทรงสุรเดช หนึ่งในสี่ทหารเสือคณะราษฎร์ ได้รับการปักหมุดให้เป็นกระทู้แรกในหน้าเว็บอยู่นานนับเดือน (ถึงปัจจุบัน ณ วันนี้ กระทู้นี้มีผู้เปิด ๑๒๓,๗๑๙ ครั้ง) ทำให้เกิดเรื่องสืบเนื่องต่อมาอีกสองกระทู้ คือ 'หลวงอดุล-หลวงพิบูล คู่รัก พล.ต.อ. อดุล-จอมพล ป. คู่แค้น' และ 'จอมพล ป.๒ ไม่ผ่านขึ้น ป.๓' กลายเป็นมหากาพย์ ช่วงนั้นผมเกิดฉันทะที่แรงกล้า ขนาดเอาหนังสือหลายสิบเล่มมาเรียงพร้อมไว้หน้าคอมพ์ฯให้หยิบมาค้นเรื่องได้ทันที หมกมุ่นอยู่จนแทบจะไม่ได้หลับได้นอน จบมหากาพย์นี้แล้วผมคิดว่าผมได้เรียนรู้การเมืองไทย ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๗๕ ถึง ๒๕๐๐ อย่างมากมาย จนเห็นถึงคุณค่าของการศึกษาประวัติศาสตร์

...ผมเคยได้ยินคำกล่าวว่า ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้วไม่ควรใส่ใจ ควรจะสนใจเรื่องของอนาคตมากกว่า นั่นก็จริงส่วนหนึ่ง แต่ประวัติศาสตร์หลายเรื่องถือว่าเป็นบทเรียนของความผิดพลาดในอดีต เราควรเรียนรู้ไว้ ผมศึกษาประวัติศาสตร์มามากพอที่จะรู้ว่าเรื่องเดิมๆมันมักจะวนเวียนกลับมาซ้ำรอยเสมอๆ โดยเปลี่ยนแค่ฉากกับตัวละครเท่านั้น หากทุกคนเรียนรู้แล้ว เมื่อใดมีหน้าที่ต้องตัดสินใจจะได้ไม่ทำอะไรโง่ๆซ้ำซากกับอดีตอีก"

เช่นเดียวกับคุณเพ็ญชมพู ที่กล่าวถึงคุณค่าที่ได้รับจากการค้นคว้าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ในวิถีชีวิตของเราทุกคน

"ประวัติศาสตร์ย่อมเป็นบทเรียนสำหรับปัจจุบัน เพื่อแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดที่ผ่านมาในอดีต เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทราบกันอยู่ นอกจากนี้การค้นหาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ทำให้เราประเมินคุณค่าของตัวบุคคลในอดีตตามความเป็นจริง มิใช่ประเมินจาก 'เรื่องที่ เขาเล่ามา' เพื่อผลประโยชน์แอบแฝงบางอย่าง ทักษะวิธีการค้นคว้านี้เป็นวิธีทางวิทยาศาสตร์ซึ่งสามารถประยุกต์กับเรื่องราวอื่นๆได้อีกเช่นเรื่องราวเล่าลือเกี่ยวกับสิ่งประหลาดมหัศจรรย์ อภินิหารต่างๆ ซึ่งมีอยู่บ่อยๆในสังคมไทย แม้ในเรื่องการเมือง ไม่ว่าในไทยหรือต่างประเทศ หากเราสามารถค้นคว้าหาความจริงโดยสืบค้นหาหลักฐานปฐมภูมิได้ ว่าฝ่ายไหนควรยกย่องหรือติเตียน ย่อมมีประโยชน์สำหรับการอยู่ในสังคมที่มีเรื่องซับซ้อนซ่อนเงื่อนอยู่ในปัจจุบัน"

www.reurnthai.com เรือนไทยแห่งนี้ไม่มีประตู หน้าต่าง หรือสิ่งใดที่จับต้องเป็นรูปธรรมในโลกของความเป็นจริง เป็นเพียงเรือนไทยในโลกเสมือนที่มีเพียง "ความรู้" เท่านั้นที่เป็นจริง ช่องทางเดียวที่เข้าไปสู่ที่นั่นได้ คือใช้ "อินทรเนตร" และปลายนิ้ว บวกหัวใจแห่งความสนใจใคร่รู้ ที่สำคัญอย่าลืมดื่มกาแฟร้อนๆสักแก้ว เผื่อว่าค่ำคืนนี้ของคุณจะผ่านไปอย่างรวดเร็วราวต้องมนตร์ขลัง...