สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี

ดวงแก้วกลับสู่ฟ้าสุราลัย

ปฐมบทขัตติยนารี

กว่า ๑๐๐ ปีที่ล่วงมาแล้ว ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ บ้านเมืองสยามในยุคนั้น กำลังเผชิญกับกระแสความเปลี่ยนแปลงทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ ความสงบสุขมั่นคงภายในราชอาณาจักร จึงเป็นสิ่งที่อยู่ในพระราชหฤทัยของพระประมุขอยู่ตลอดเวลา ทรงอาศัยพระราชอัจฉริยภาพหลายประการที่เป็นพระคุณสมบัติประจำพระองค์ในการดำเนินพระบรมราโชบาย ทั้งด้านการเมืองการปกครอง ด้านการทหาร ด้านอักษรศาสตร์ และด้านศิลปวัฒนธรรม นำพาสยามประเทศให้ก้าวหน้าทัดเทียมชาติอารยะ ทรงเป็นจอมปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ กระทั่งในกาลต่อมา ทรงได้รับพระราชสมัญญาว่า "สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า"

 

อย่างไรก็ตาม จวบจนปลายรัชสมัย ยังคงมีพระปริวิตกประการหนึ่ง นั่นคือ ยังไม่มีพระราชโอรส เป็นพระรัชทายาทที่จะสืบราชสมบัติต่อจากพระองค์ เมื่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร

 

ตราบจน พ.ศ. ๒๔๖๗ เจ้าจอมสุวัทนา (นามเดิมว่า เครือแก้ว อภัยวงศ์) พระสนมเอก ได้ตั้งครรภ์และเป็นที่คาดหมายได้ว่าจะมีพระประสูติกาล จึงทรงสถาปนาเจ้าจอมขึ้นเป็น "พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี" เพื่อผดุงพระอิสริยยศพระราชกุมารที่จะประสูตินั้น ให้ทรงเป็น "สมเด็จเจ้าฟ้า" นับแต่แรกประสูติ เพราะหากพระชนนีเป็นเพียงเจ้าจอมสามัญชน พระราชกุมารที่ประสูตินั้นจะทรงเป็นเพียง "พระองค์เจ้า"

 

เดือนตุลาคม ๒๔๖๘ พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี มีพระครรภ์แก่ใกล้ประสูติ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ยิ่งทรงพระโสมนัส โปรดเกล้าฯ ให้พระนางเจ้าสุวัทนาฯ เสด็จไปประทับ ณ พระที่นั่งเทพสถานพิลาส ในหมู่พระมหามณเฑียร พระบรมมหาราชวัง เพื่อ "สมเด็จเจ้าฟ้า" พระองค์แรก จะได้ประสูติในพระมหามณเฑียร ตามโบราณราชประเพณี อีกทั้งยังเสด็จพระราชดำเนินเข้าไปประทับ ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ติดกับพระที่นั่งเทพสถานพิลาส ทรงรอฟังข่าวพระประสูติกาลอย่างจดจ่อ

 

แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระประชวรหนักอย่างกะทันหัน ด้วยโรคพระอันตะ (ลำไส้) มีพระอาการรุนแรงทวีมากขึ้นทุกขณะ นับแต่วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน อันเป็นวันฉัตรมงคลในรัชกาลของพระองค์เป็นต้นมา

 

มหาธีรราชธิดา

 

พระประสูติกาล

เวลา ๑๒ นาฬิกา ๕๕ นาที ของวันอังคาร ที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๖๘ พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ก็มีพระประสูติกาล "เจ้าฟ้าหญิง" เป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์แรกและพระองค์เดียวในรัชกาลที่ ๖ เวลานั้นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระประชวรหนักมากแล้ว เมื่อทรงทราบข่าวพระประสูติกาลว่าเป็นเจ้าฟ้าหญิง มิใช่เจ้าฟ้าชายซึ่งทรงตั้งพระราชหฤทัยว่าจะได้เป็นพระรัชทายาทสืบสนองพระองค์ ก็มีพระราชกระแสเบาๆ ว่า "ก็ดีเหมือนกัน"

 

วันรุ่นขึ้น เจ้าฟ้าหญิงพระองค์น้อย พระชนมายุเพียง ๑ วัน มีโอกาสได้เฝ้าฯ สมเด็จพระบรมชนกนาถ ซึ่งทรงพระประชวรหนักบนพระแท่น ไม่สามารถมีพระราชดำรัสใดๆ ได้เสียแล้ว คงได้แต่ทอดพระเนตรและสัมผัสพระราชธิดา เป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย ในคืนนั้นเอง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จสวรรคต เมื่อพ้นเที่ยงคืนย่างสู่วันพฤหัสบดี ที่ ๒๖ พฤศจิกายน ได้ราวหนึ่งชั่วโมง

 

พระนาม

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชอนุชาในรัชกาลที่ ๖ เสด็จขึ้นครองราชย์สืบสนองพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๗ และได้พระราชทานพระนามสมเด็จเจ้าฟ้าพระราชธิดาในรัชกาลที่ ๖ ว่า "สมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี" ซึ่งหมายความว่าลูกสาวผู้เป็นดั่งดวงแก้วของพระมหากษัตริย์ มีพระกำเนิดเป็นศรีอันงามพร้อม

 

เจริญพระวัยใต้พระบารมี

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระประมุขแห่งพระบรมราชวงศ์ กับทั้ง สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า (ทรงเป็น "ย่า" ในรัชกาลที่ ๘ และรัชกาลปัจจุบัน และทรงเป็น "ย่าใหญ่" คือพระเชษฐภคินีหรือพี่สาว ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็น "ย่า" ของสมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ) ทรงเอาพระราชหฤทัยใส่ดูแลทั้งด้านพระอนามัย ด้านการศึกษา และการดำรงพระชนมชีพของเจ้าฟ้าหญิงพระองค์น้อยอย่างใกล้ชิด เมื่อสมเด็จเจ้าฟ้าฯ ประชวร ก็ทรงรับไปดูแลด้วยพระองค์เอง โปรดเกล้าฯ ให้ประทับ ณ พระตำหนักสวนหงษ์ อันเป็นที่ประทับเดิมส่วนพระองค์ หรือเมื่อมีงานรื่นเริงพิศษก็โปรดเกล้าฯ ให้เสด็จไปประทับ ณ วังสระปทุม เพื่อทรงพระสำราญร่วมกับกับเจ้านายในราชสกุลมหิดล

 

เวลาแห่งความเปลี่ยนแปลง

สวนรื่นฤดี

ระหว่างความวุ่นวายทางการเมืองเมื่อเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง ใน พ.ศ.๒๔๗๕ และเหตุการณ์กบฏบวรเดช สมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ และพระชนนีต้องทรงย้ายที่ประทับเพื่อความปลอดภัยหลายแห่ง จนเหตุการณ์ได้ผันผ่านไป พระนางเจ้าสุวัทนาฯ จึงโปรดให้สร้างตำหนักที่ประทับเป็นที่ส่วนพระองค์ของพระธิดา ณ ที่ดินบนถนนราชสีมาตัดกับถนนสุโขทัย ทรงขนานนามที่ประทับแห่งนี้ว่า "สวนรื่นฤดี"

 

การทรงพระอักษรเบื้องต้น

สมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ ทรงพระอักษรเบื้องต้น ณ โรงเรียนราชินี แล้วจึงทรงพระอักษรตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ กับพระอาจารย์จากโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ซึ่งมาถวายพระอักษร ณ สวนรื่นฤดี พร้อมกับทรงเริ่มเรียนเปียโนกับพระอาจารย์ชาวต่างประเทศ

 

สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ

ในเดือนมีนาคม ๒๔๗๗ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละราชสมบัติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล เสวยราชย์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๘ คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์จึงได้มีประกาศเปลี่ยนคำนำพระนามสมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ผู้ทรงเป็น "ลูกพี่ลูกน้อง" กับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เนื่องจากทรงอ่อนพระชนมายุกว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๘ ประมาณ ๔ เดือน ทั้งนี้คำว่า "ภคินี" แปลว่า "น้องหญิง" หรือ "พี่หญิง" ก็ได้ทั้งสองความหมาย ดังนั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน เถลิงถวัลยราชสมบัติ ก็ยังคงคำนำพระนามเดิมไว้ดังเช่นในรัชกาลที่ ๘ ทั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ มีพระชนมายุสูงกว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ราว ๒ ปี

 

นิราศประเทศไทย

สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า และพระนางเจ้าสุวัทนาฯ ทรงสังเกตว่าพระอนามัยของสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ มีลักษณะพิเศษ เช่น ทรงมีความสามารถด้านการคำนวณ การจดจำทิศทาง และความสนพระทัยจดจ่อต่อสิ่งต่างๆ รอบพระองค์ที่ผิดแผกจากเด็กสามัญทั่วไป ทรงเห็นพ้องต้องกันให้นำเสด็จสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ไปทรงศึกษาต่อและประทับรักษาพระองค์ยังต่างประเทศ ทั้งนี้ยังเป็นไปเพื่อสวัสดิภาพของเจ้าฟ้าหญิง ในช่วงสมัยที่บ้านเมืองกำลังเผชิญกับความไม่มั่นคงทางการเมืองการปกครองด้วย

ครั้น พ.ศ.๒๔๘๐ พระนางเจ้าสุวัทนาฯ จึงทรงพาพระธิดาขณะพระชนมายุ ๑๒ พรรษา เสด็จจากประเทศไทยไปประทับ ณ ประเทศอังกฤษ ซึ่งขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังทรงสละราชสมบัติ ได้ประทับอยู่แล้วพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี

 

เจ้าฟ้าหญิงแห่งกรุงสยาม

 

เกียรติศักดิ์ราชนารี

ณ ประเทศอังกฤษ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ และพระชนนี ประทับ ณ ตำหนักแฟร์ฮิลล์ เมืองแคมเบอร์เลย์ มณฑลเซอร์เรย์ เป็นแห่งแรก ตำหนักมีขนาดและการจัดตกแต่งที่งดงามสมพระเกียรติ ทรงวางพระองค์อย่างประหยัด เรียบง่าย แต่เหมาะสมสง่างาม เพื่อมิให้ชาวต่างชาติตำหนิครหาพระราชวงศ์ไทยได้ บรรดาผู้ปฏิบัติงานในตำหนักล้วนเป็นสตรีทั้งสิ้น ทรงตั้งพระทัยมั่นในการรักษาพระเกียรติศักดิ์แห่งความเป็นราชนารี ไม่ให้ด่างพร้อยหรือเปิดช่องให้ผู้ใดติฉินนินทา แม้ประทับห่างไกลขนบธรรมเนียมในพระบรมมหาราชวังทางเมืองไทย แต่ก็ทรงรักษาจารีตอย่างเจ้านายฝ่ายในแห่งกรุงสยามไว้อย่างเหมาะสมกาลเทศะ

 

แม้ในยามยากลำบาก

ต่อมาได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ขึ้น ทรงประสบปัญหาอย่างยิ่งโดยเฉพาะด้านการเงิน ต้องทรงรับปันส่วนอาหารเช่นพลเมืองอังกฤษทั่วไป ต้องทรงอพยพลี้ภัยไปประทับ ณ แคว้นเวลส์ ต้องทรงทำงานบ้านเองอย่างสามัญชน แต่แม้ในความยากลำบากเช่นนั้น สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ พร้อมด้วยพระชนนี ยังมีพระเมตตากรุณา ได้เสด็จไปทรงช่วยกิจการสภากาชาดอังกฤษ ทรงถักเครื่องกันหนาว และม้วนผ้าพันแผลสำหรับผู้ปฏิบัติงานในแนวรบ สภากาชาดอังกฤษจึงทูลเกล้าฯ ถวายเกียรติบัตรสรรเสริญน้ำพระทัยของราชนารีแห่งกรุงสยามทั้งสองพระองค์ ที่เปี่ยมด้วยมนุษยธรรม ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่โดยไม่เลือกเชื้อชาติ ศาสนา แม้ในยามที่ทรงประสบความยากลำบากโดยส่วนพระองค์เองอยู่แล้วเป็นทุนเดิมก็ตาม

 

ที่พึ่งของชาวไทยในต่างแดน

เมื่อสงครามยุติ ทรงย้ายไปประทับ ณ ตำหนักในเมืองไบรตัน สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ทรงเป็นศูนย์รวมน้ำใจชาวไทยในประเทศอังกฤษและประเทศใกล้เคียง ได้เสด็จไปทรงร่วมงานของ สามัคคีสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นสมาคมชาวไทยในอังกฤษอยู่เสมอ ทั้งยังมีชาวไทยมาขอพึ่งพระบารมีในโอกาสต่างๆ ถึงยังตำหนักที่ประทับ ทรงพระกรุณาช่วยเหลือทุกเรื่อง เช่น นักเรียนไทยบางคนประสบปัญหาทางสุขภาพ ก็โปรดให้แพทย์ประจำพระองค์ช่วยดูแล บางรายคิดถึงอาหารไทยก็โปรดพระราชทานเลี้ยงอาหารให้อิ่มหนำสำราญ เป็นที่พึ่งของคนไทยในต่างแดนตลอดเวลากว่า ๒ ทศวรรษที่ประทับ ณ ประเทศอังกฤษ

 

 

งามพระจริยา

นิวัตประเทศไทย-วังรื่นฤดี

เมื่อพระอนามัยดีขึ้น และสภาวการณ์บ้านเมืองไทยเป็นปกติสุข กอปรกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน เสด็จฯ นิวัตประเทศไทยแล้ว สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ และพระชนนี จึงเสด็จกลับมาประทับ ณ ประเทศไทยเป็นการถาวร เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๒ ทรงซื้อที่ดินในซอยสุขุมวิท ๓๘ และโปรดให้สร้างวังเป็นที่ประทับแทนสวนรื่นฤดี ถนนราชสีมา ซึ่งทรงขายแก่รัฐบาลไปในช่วงภาวะสงคราม พระราชทานนามวังแห่งใหม่ว่า วังรื่นฤดี และเป็นจุดเริ่มต้นของการทรงงานเพื่อประชาชนอย่างจริงจังตลอดพระชนมชีพ

 

เจ้าฟ้าผู้ทรงธรรม

พระธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงพระหฤทัยอยู่ตลอดพระชนมชีพ โปรดเสด็จไปทรงบำเพ็ญพระกุศลตามวัดต่างๆ ทั้งใกล้ไกลทั่วประเทศ เสด็จไปทรงถวายผ้าพระกฐินอย่างน้อยปีละ ๓ วัดทุกปี ทรงบูชาพระรัตนตรัยด้วยดอกไม้ธูปเทียน และทรงสวดมนต์ทุกวัน โปรดสดับพระพุทธมนต์ สดับพระธรรมเทศนา ทรงอ่านหนังสือธรรมะและทรงศึกษาธรรมะ ได้เคยเสด็จไปทรงศึกษาธรรมะกับสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ณ วัดบวรนิเวศวิหาร นานนับปี และทรงศึกษาพระอภิธรรมอย่างจริงจัง

ทรงแจ่มแจ้งในหลักธรรมอย่างลึกซึ้ง และมีพระโอวาทสั่งสอนเตือนสติข้าราชบริพารอยู่เสมอ เช่นครั้งหนึ่งเคยรับสั่งสอนธรรมะด้วยอุปมาโวหาร กับข้าราชบริพารซึ่งเป็นคนโมโหง่าย ว่า "โทสะนั้นเหมือนไฟ เช่นตะเกียงที่จุดไฟ ถ้ารุนแรงขึ้นเมื่อใดก็ให้ระงับเสีย เหมือนเราดับตะเกียง คือค่อยๆ หรี่ตะเกียงลง แล้วโทสะก็จะดับหายไปเอง"

 

ความเป็นไทย

แม้ประทับในต่างประเทศนานกว่า ๒๐ ปี สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ทรงนิยมและภาคภูมิพระทัยในความเป็นไทยอย่างยิ่ง โปรดฉลองพระองค์ผ้าไหมและผ้าฝ้ายของไทย ฉลองพระบาท กระเป๋าทรงถือ เครื่องพระสำอางล้วนโปรดที่ผลิตในประเทศไทย ทั้งยังโปรดน้ำอบไทยอย่างมาก ทรงใช้นับแต่ทรงพระเยาว์จนตลอดพระชนมชีพ

การใช้ภาษาไทย ทรงเคร่งครัดเป็นพิเศษ ทรงเขียนและมีรับสั่งด้วยภาษาไทยที่ถูกต้องชัดเจนตามแบบแผน จะมีรับสั่งภาษาอังกฤษหรือภาษาฝรั่งเศสกับชาวต่างประเทศเท่านั้น ไม่โปรดให้ผู้ใดกราบทูลภาษาไทยปนภาษาต่างประเทศ โปรดให้ใช้คำไทย เช่น ล็อคประตู ให้กราบทูลว่า ลงกลอนประตู, ทีวี ให้กราบทูลว่า โทรทัศน์, เน็ตคลุมผม ให้กราบทูลว่า ร่างแห่คลุมผม เป็นต้น

 

ความเรียบง่าย

แม้มีพระกำเนิดเป็นเจ้าฟ้า มีพระเกียรติยศสูงส่ง มีข้าในพระองค์แวดล้อมถวายงาน แต่กลับไม่โปรดให้รบกวนผู้ใดจนเกินไปให้ต้องลำบาก จะทรงหยิบจับใช้สอยสิ่งใด โปรดทรงทำเองทุกอย่าง เวลาเสด็จออกไปยังที่ใดก็ไม่โปรดให้กีดกันประชาชนให้ไกลห่างไปจากพระองค์ จะเสด็จไปทอดพระเนตรสิ่งใด หรือสถานที่ใด ก็ไม่โปรดให้ตระเตรียมการให้เกินปรกติ ส่วนใหญ่จึงโปรดเสด็จไปทรงปฏิบัติพระกรณียกิจอย่างเงียบๆ ในลักษณะ "ปิดทองหลังพระ" ไม่ต้องมีการป่าวประกาศ ประชาสัมพันธ์ทำข่าว หรือกะเกณฑ์ใดๆ ให้ยุ่งยาก ทรงวางพระองค์อย่างเป็นปรกติ รับสั่งทักทายผู้คนด้วยรอยแย้มพระสรวลสดใสเสมอ มีพระจริยวัตรที่เรียบง่ายและสามัญธรรมดา

 

ความมัธยัสถ์

ทรงใช้จ่ายอย่างประหยัดมัธยัสถ์ การใช้จ่ายเงินส่วนพระองค์จะทรงลงบันทึกรายการอย่างชัดเจนถี่ถ้วน ทรงประหยัดไฟฟ้า ไม่โปรดให้ผู้ใดเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าถวายไว้ล่วงหน้า จะเสด็จเข้าออกห้องใด โปรดทรงเปิดปิดเครื่องไฟฟ้าในห้องนั้นๆ เอง เมื่อฉลองพระองค์ชำรุด ก็ทรงซ่อมด้วยฝีพระหัตถ์ เพราะโปรดงานเย็บปักถักร้อยอยู่แล้วเป็นทุนเดิม เครื่องใช้ส่วนพระองค์ก็โปรดให้มีเท่าที่จำเป็น เมื่อทรงมีสิ่งของใดมากเกินกว่าจะทรงใช้สอย เช่น ฉลองพระองค์ ฉลองพระบาท กระเป๋าทรงถือ ฯลฯ ก็ไม่ทรงเก็บไว้จนเกินจำเป็น แต่จะโปรดพระราชทานไปยังสภากาชาดไทย เพื่อนำออกจากหน่ายหารายได้เพื่อสาธารณกุศลในงานกาชาดเป็นประจำทุกปี

 

วันเวลาในพระชนม์

 

พระจริยวัตรอันควรแก่การสรรเสริญอีกประการหนึ่งคือ ทรงตรงต่อเวลาและทรงตระหนักในคุณค่าของเวลาเป็นอย่างยิ่ง ไม่ทรงปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าดาย ยามทรงว่างเว้นจากพระภารกิจจะทรงถักนิตติ้งเป็นผ้าผันคอพระราชทานทหาร ตำรวจผู้ปฏิบัติราชการชายแดน และโปรดพระราชทานไปให้อย่างปิดทองหลังพระ คือไม่ให้ออกพระนามว่าเป็นผ้าพันคอเหล่านั้นเป็นของฝีพระหัตถ์ ส่วนการเสด็จออกปฏิบัติพระกรณียกิจก็ต้องตรงต่อเวลาอย่างเคร่งครัด พระกิจวัตรประจำวันนั้นก็ทรงปฏิบัติเป็นเวลา ดังมีบันทึกพระกิจวัตรประจำวันขณะพระอนามัยยังอำนวยไว้ ดังนี้

"๐๖.๐๐ น. หรือก่อนเล็กน้อย บรรทมตื่น เปิดวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยเทียบนาฬิกาข้อพระกรและทุกๆเรือน

ทรงออกพระกำลังโดยแกว่งพระกร ๒๐๐ ครั้ง

เสร็จแล้วจะทรงสรงน้ำ แต่งพระองค์หรือทำธุระการงานด้วยพระองค์เอง ไม่เรียกผู้ใดเข้ามารับใช้ เช่น เก็บพระภูษา ฉลองพระองค์ พับเรียบร้อย นับชิ้นใส่ถุงผ้าซัก เตรียมสำหรับข้าหลวงจะเข้ามาเก็บส่งซัก และเมื่อถึงเวลาบ่ายเชิญพระภูษาขึ้นมา จะทรงเก็บใส่ตู้เองและทรงตรวจตรานับจำนวน ถ้าขาดหายไปสัก ๑ ชิ้นก็ทรงทราบ

๐๘.๐๐ น. เสด็จออกจากห้องบรรทมตรงไปที่ห้องพระ จุดธูปเทียนถวายเครื่องสังเวยพระกระยาหารเช้าแด่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวีและท้าวหิรันยพนาสูร (เทวรูปประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว)

๐๘.๐๐ น. เสวยพระกระยาหารเช้า รายการพระกระยาหารทรงสั่งล่วงหน้า ๗ วัน มีรายการต่างๆไม่ซ้ำกัน ๐๙.๓๐-๑๐.๓๐ น. ทรงงานแต่ลำพังไม่ต้องมีข้าหลวงเฝ้า ทรงถักผ้าพันคอทหารหรือเย็บผ้า ฯลฯ ถ้ามีบุคคลภายนอกมาขอเฝ้า ก็จะได้เฝ้าในระหว่างนี้ ๑๐.๓๐ น. เสวยพระสุธารส เช่น กาแฟเย็นและน้ำผลไม้

๑๑.๓๐ น. เสด็จเข้าห้องพระถวายเครื่องสังเวยพระกระยาหารกลางวันแด่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวีและท้าวหิรันยพนาสูร

๑๒.๐๐ น. เสวยพระกระยาหารกลางวันซึ่งทรงสั่งรายการล่วงหน้า ๗ วัน มีลักษณะอาหารและคุณค่าแตกต่างกันไป ตั้งแต่ประมาณ ๑๒.๔๐ น. ถ้าไม่มีธุระกับผู้ใด ก็จะประทับเงียบๆแต่พระองค์เดียว หรือบรรทมพักผ่อนตามพระอัธยาศัย ไม่มีผู้ใดรบกวน ๑๖.๐๐ น. เสวยพระสุธารส

๑๖.๓๐ น.ทรงพระดำเนินออกพระกำลังไปรอบๆตำหนัก ๖ รอบหรือทรงพระดำเนินตามทางเรียบให้ได้ ๑ ชั่วโมง เสร็จจากการออกพระกำลังจะทรงพักผ่อนระยะหนึ่ง แล้วเข้าไปจัดของเครื่องใช้และจัดพระภูษา จัดฉลองพระองค์ที่ซักรีดแล้วเข้าที่ เข้าตู้ด้วยพระองค์เอง ถ้าจะเสด็จหัวเมืองก็จะทรงจัดของเครื่องใช้ต่างๆโดยมีผู้คอบหยิบถวายเท่านั้น ในระหว่างนี้เมื่อเสด็จออกจาก ห้องบรรทมแล้ว จะทรงถักไหมพรม ทอดพระเนตรโทรทัศน์ไปจนเวลา ๑๙.๐๐ น.

๑๙.๐๐ น. เสวยพระกระยาหารค่ำ ทรงสั่งล่วงหน้าบางวัน ถ้าไม่ทรงสั่งล่วงหน้าก็แล้วแต่ทางห้องเครื่องจัดถวาย เสวยเสด็จแล้วบางทีทอดพระเนตรโทรทัศน์หรือทรงถักไหมพรมต่อ ทรงสนทนากับบุคคลภายในซึ่งเป็นข้าราชบริพารอยู่ที่ตำหนัก

๒๐.๔๐-๒๐.๔๕ น. เสด็จเข้าห้องพระทรงบูชาพระด้วยดอกไม้ธูปเทียน สวดมนต์เสร็จแล้วถวายบังคมสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระอัฐิพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ด้วยดอกไม้ธูปเทียน หลังจากนี้แล้ว จะไม่ทรงรบกวนผู้ใดจะเสด็จเข้าห้องบรรทม ทรงงานส่วนพระองค์ เช่น จัดเครื่องทรง สรงน้ำ ฟังวิทยุ ฯลฯ จะไม่เสด็จออกอีกจนถึงเวลาบรรทมตื่นในวันรุ่งขึ้น"

 

ผลพระกรณียกิจ

 

กำลังสำคัญแห่งพระราชวงศ์

สมัยที่สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ เสด็จนิวัตประเทศไทยเมื่อ ๕๐ ปีก่อน สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอในรัชกาลปัจจุบัน ยังทรงพระเยาว์เกินกว่าจะทรงแบ่งเบาพระราชภารกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้อย่างเต็มที่ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ จึงทรงมุ่งมั่นบำเพ็ญพระกรณียกิจเพื่อแบ่งเบาพระราชภาระนั้นด้วยพระอุตสาหวิริยะ ทั้งในการเสด็จแทนพระองค์ไปในพระราชพิธี รัฐพิธี และพิธีต่างๆ ตลอดจนทรงริเริ่มเปิดวังรื่นฤดี เป็นสถานที่จัดงานการกุศลเพื่อหารายได้สมทบทุนองค์กรสาธารณกุศล เช่น การจัดงานเดินแฟชั่น งานราตรีสโมสร และงานรื่นเริงต่างๆ หารายได้เพื่อการกุศล เป็นครั้งแรกๆ ในประเทศไทย โดยมีสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นประธาน

ทั้งยังทรงงานร่วมกับพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ เช่น ทรงสร้าง "โรงเรียนเพชรรัตนราชสุดา" เป็นโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ณ จังหวัดสระแก้ว ตามพระราโชบายของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงบริจาคทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวนมากเพื่อสมทบทุนมูลนิธิต่างๆ เช่น มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์, มูลนิธิชัยพัฒนา, มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ฯลฯ อยู่เป็นนิตย์ เพื่อช่วยเหลือบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาราษฎร

 

ทรงเยี่ยมราษฎร

สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ โปรดได้เสด็จไปทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในทุกภูมิภาค และทรงพระสำราญยิ่งเมื่อได้ประทับท่ามกลางประชาชน ในสมัยนั้นการคมนาคมยังลำบาก ต้องเสด็จโดยรถไฟบ้าง รถยนต์ไปตามหนทางขรุขระทุรกันดารบ้าง ทางเรือบ้าง ทรงนำสิ่งของจำเป็นไปพระราชทานแก่ผู้มาเฝ้าอย่างทั่วถึง ด้วยน้ำพระทัยห่วงใยทุกข์สุขของประชาชน ตราบจนพระชนมายุสูงขึ้น พระอนามัยไม่สู้อำนวย และพระราชโอรสธิดาในรัชกาลปัจจุบันทรงพระเจริญแล้ว จึงเสด็จออกต่างจังหวัดน้อยลง แต่ก็ยังพระราชทานทุนทรัพย์และความช่วยเหลือประการต่างๆ เพื่อยังประโยชน์แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่องจนตลอดพระชนมชีพ

 

สืบสานพระราชปณิธานจากพระบุพการี

แนวพระดำริที่ทรงยึดถือเป็นหลักในการทรงงานคือการปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยความกตัญญูกตเวทีต่อพระบุพการี ด้วยเหตุนี้ จึงทรงมุ่งมั่นสืบสานพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวอย่างจริงจัง ทรงรับกิจการลูกเสือ-เนตรนารี และอาสาสมัครรักษาดินแดน ไว้ในพระอุปถัมภ์ ทรงสนับสนุนหน่วยทหารที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานกำเนิดไว้ ทรงอุปการะกิจการของสถาบันการศึกษาและองค์กรต่างๆ ในรัชกาลที่ ๖ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, วชิราวุธวิทยาลัย, โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย, โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย, โรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา ฯลฯ รวมถึงการบูรณะซ่อมแซมพระราชฐานในรัชกาลที่ ๖ เช่น พระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม, พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน จังหวัดเพชรบุรี และพระราชวังพญาไท ในบริเวณโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวและศึกษาค้นคว้าทางประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมของชาติ ทั้งยังทรงก่อตั้ง หอวชิราวุธานุสรณ์ และ มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อเผยแผ่พระเกียรติคุณของสมเด็จพระบรมชนกนาถ แม้ในส่วนของสมเด็จพระอัยยิกาก็มิได้ทรงทอดทิ้ง ทรงอุปการะสถาบันที่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงก่อตั้งไว้เป็นจำนวนมาก เช่น โรงเรียนราชินี, โรงเรียนวิเชียรมาตุ, วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา, สภากาชาดไทย เป็นต้น

 

ชีวิตชีวาแห่งศาสตร์และศิลป์

 

ด้านการดนตรี

นับแต่ประทับ ณ ประเทศอังกฤษ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ทรงศึกษาเปียโนอย่างจริงจังกับพระอาจารย์ชาวอังกฤษ สืบต่อจากพื้นฐานที่ทรงศึกษาเบื้องต้นในเมืองไทย พระอัจฉริยภาพทางด้านดนตรีจึงฉายแววขึ้นอย่างเด่นชัด ทรงสามารถจดจำโน้ตเพลงและบรรเลงได้อย่างคล่องแคล่ว แม้ทอดพระเนตรแผ่นโน้ตเพียงครั้งเดียว ในลักษณะคล้ายการต่อเพลงแบบดนตรีไทย คือใช้วิธีจำโน้ตเพลงโดยไม่ต้องทอดพระเนตรโน้ตอีกเลย ต่อมาได้ทรงพัฒนาจนสามารถบรรเลงเปียโนได้แม้ไม่มีแผ่นโน้ตก็ทรงฟังเพลงที่โปรด แล้วทรงบรรเลงได้ทันที

นอกจากนี้ ยังโปรดการขับร้องควบคู่ไปกับการทรงเปียโน ทรงสามารถร้องเพลงไทย และเพลงสากล ด้วยกระแสพระสุรเสียงไพเราะและถูกต้อง โปรดทรงฟังดนตรีทุกประเภท ทั้งไทยเดิม สากล คลาสสิก ป๊อบ แจ๊ส ทรงสามารถใช้เครื่องเล่นแผ่นเสียงและเทป ตัดต่อเพลงผสานกับเนื้อร้องได้อย่างกลมกลืน เพลงที่โปรดส่วนใหญ่เป็น เพลงจากบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๖, เพระราชนิพนธ์ในรัชกาลปัจจุบัน และวงสุนทราภรณ์ ยิ่งไปกว่านั้น ยังทรงสนับสนุนและพระราชทานกำลังใจแก่นักร้อง นักดนตรี และนักแสดงต่างๆ อยู่เสมอ เมื่อทรงมีโอกาสได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ก็มักมีรับสั่งสนทนากันเรื่องเพลงและดนตรี เป็นที่ทรงพระสำราญ เนื่องด้วยเป็นความสนพระทัยร่วมกันของทั้งสองพระองค์

ในทางดนตรีไทย โดยเฉพาะการขับร้อง ก็ทรงทราบอย่างถ่องแท้ นักดนตรีไทยของกรมศิลปากร และกรมประชาสัมพันธ์ ที่เคยได้เฝ้าบรรเลงและขับร้องถวาย ทราบกันดีกว่าหากขับร้องไม่ถูกต้อง ก็จะมีพระวิจารณ์อย่างสุภาพ แล้วทรงสอนแนวทางการขับร้องและบรรเลง บางครั้งก็ทรงขับร้องพระราชทานให้ฟังเป็นตัวอย่าง ด้วยเหตุมาจากที่ทรงได้รับการอบรมจากพระนางเจ้าสุวัทนาฯ พระชนนี ซึ่งทรงเคยรับราชการเป็นต้นเสียงในกรมมหรสพ ในสมัยรัชกาลที่ ๖

 

การคำนวณ ความทรงจำ

สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ยังมีพระอัจฉริยภาพอย่างน่าอัศจรรย์ด้านการคำนวณปฏิทินร้อยปีได้ในพระทัยอย่างแม่นยำ มักมีรับสั่งถามวันเดือนปีเกิดของผู้มาเฝ้าว่าเกิด วันที่ เดือน และปีอะไร เมื่อกราบทูลสนองรับสั่งแล้ว จะทรงคำนวณในพระทัยได้ทันทีว่าบุคคลนั้นเกิดตรงกับวันอะไร อีกทั้งทรงมีความจำแม่นยำยิ่ง ทรงจำวันเกิดและวันที่มาเฝ้าของบุคคลต่างๆ ได้เป็นจำนวนมาก เป็นเหตุให้ผู้มาเฝ้าต่างซาบซึ้งในพระอัธยาศัยอันงดงามว่าไม่ทรงเคยลืม ทรงจดจำได้แม้กระทั่งสิ่งของที่บุคคลนั้นเคยนำมาทูลเกล้าฯ ถวาย และมักมีรับสั่งทรงขอบใจ หรือรับสั่งย้อนระลึกถึงสิ่งของนั้นๆ ด้วยความชื่นชมทำให้ผู้มาเฝ้ารู้สึกปีติยินดี

 

ภูมิศาสตร์

ทรงพระปรีชาสามารถในด้านภูมิศาสตร์ ทรงสามารถสังเกตความเปลี่ยนแปลงของแสงเงา กระแสลม ทิศทาง และสภาพแวดล้อมรอบพระองค์ได้อย่างรวดเร็ว ทรงสามารถคำนวณเวลาน้ำขึ้นลง และเวลาดวงจันทร์ขึ้นและลงได้อย่างชำนาญจากการศึกษาค้นคว้าด้วยพระองค์เอง

ทรงเป็นแบบอย่างอันดีแก่ผู้ขวนขวายศึกษาเรียนรู้ และรู้จักฝึกฝนให้เกิดทักษะความชำนาญในศาสตร์และศิลป์ที่น่าสนใจอยู่ตลอดเวลา สมกับที่เป็นสายพระโลหิตแห่งสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ผู้ทรงเป็นจอมปราชญ์โดยแท้

 

เพื่อ "แผ่นดิน" และ "ปวงประชา"

 

สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ทรงรับเป็นนายกกิตติมศักดิ์ ประธานกรรมการ และองค์อุปถัมภิกา ของสถาบันหรือองค์กรเพื่อการสาธารณกุศลต่างๆ ดังนี้

๑. ทรงเป็นนายกกิตติมศักดิ์

๑.๑ มูลนิธิเพชรรัตน - สุวัทนา

๒. ทรงเป็นประธานกรรมการ

๒.๑ คณะกรรมการอำนวยการบูรณะพระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม

๒.๒ มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ในพระบรมราชูปถัมภ์

๓. ทรงเป็นอุปนายกกิตติศักดิ์

๓.๑ สยามสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์

๔. ทรงเป็นผู้บังคับการพิเศษ

๔.๑ กองพันทหารราบที่ ๒ กรมทหารราบที่ ๑๕

๕. ทรงเป็นนายทหารพิเศษ

๕.๑ กรมทหารม้าที่ ๑ รักษาพระองค์

๕.๒ กรมทหารราบที่ ๑๑ รักษาพระองค์

๕.๓ กรมนักเรียนนายเรือ รักษาพระองค์ โรงเรียนนายเรือ

๕.๔ กรมนักเรียนนายเรืออากาศ รักษาพระองค์ โรงเรียนนายเรืออากาศ

๕.๕ กรมราชองครักษ์ (ตำแหน่งราชองครักษ์พิเศษ)

๕.๖ กองพันทหารราบที่ ๓ กรมทหารราบที่ ๑ รักษาพระองค์

๕.๗ ฝูงบินที่ ๖๐๒ รักษาพระองค์ กองบิน ๖

๖. ทรงรับไว้ในพระอุปถัมภ์

๖.๑ คณะลูกเสือแห่งชาติ

๖.๒ ค่ายลูกเสือเพชรรัชต์

๖.๓ ชมรมคนรักวัง

๖.๔ มูลนิธิดุลยภาพบำบัดเพื่ออายุและสุขภาพ

๖.๕ มูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน

๖.๖ มูลนิธิวชิรพยาบาล

๖.๗ มูลนิธิศรีรัตนโกสินทร์

๖.๘ มูลนิธิหม่อมเจ้าหญิงพิจิตรจิราภา เทวกุล

๖.๙ มูลนิธิอาสาสมัครรักษาดินแดนสุรสีห์ร่มเกล้า

๖.๑๐ มูลนิธอนุรักษ์พระราชวังพญาไท

๖.๑๑ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี

๖.๑๒ โรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์ เพชราวุธวิทยา

๖.๑๓ โรงเรียนเทศบาลปลูกปัญญา จังหวัดภูเก็ต

๖.๑๔ โรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา

๖.๑๕ โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่

๖.๑๖ โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่

๖.๑๗ วิทยาลัยเทคโนโลยีพณิชยการสยาม

๖.๑๘ โรงเรียนเพชรรัชต์

๖.๑๙ โรงเรียนเพาะปัญญา จังหวัดตรัง

๖.๒๐ โรงเรียนศรีอยุธยา

๖.๒๑ โรงเรียนสายน้ำผึ้ง

๖.๒๒ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามธุรกิจ

๖.๒๓ โรงเรียนห้องสอนศึกษา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

๖.๒๔ วัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร

๖.๒๕ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสันติราษฎร์

๖.๒๖ สมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

๖.๒๗ สมาคมมิตรภาพกีฬาแข่งนก

๖.๒๘ สมาคมศิษย์เก่าพณิชยการสันติราษฎร์

๖.๒๙ สมาคมสตรีอาสาสาสมัครรักษาดินแดน กรุงเทพมหานคร

๖.๓๐ สมาคมสตรีอาสาสมัครรักษาดินแดนแห่งประเทศไทย

๖.๓๑ สมาคมสตรีอาสาสมัครแห่งประเทศไทย

๖.๓๒ สหพันธ์สมาคมสตรีอาสาสมัครรักษาดินแดนแห่งประเทศไทย

๖.๓๓ สโมสรลูกเสือกรุงเทพ

๖.๓๔ สมาคมสโมสรลูกเสือวิสามัญแห่งประเทศไทย

๖.๓๕ สามัคคีสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์

๖.๓๖ สโมสรเนตรนารีเพชราวุธ

๖.๓๗ สำนักงานอาสากาชาด สภากาชาดไทย

๗. ทุนที่ทรงก่อตั้งและทุนในพระนาม

๗.๑ ทุนจุฬาเพชรรัตน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

๗.๒ ทุนเพชรรัตน มหาวิทยาลัยศิลปากร

๗.๓ ทุนเพชรรัตน สำนักงานบรรเทาทุกข์ สภากาชาดไทย

๗.๔ ทุนเพชรรัตนการุญ ศิริราชมูลนิธิ

๗.๕ ทุนเพชรรัตนการุณ กองพันทหารราบที่ ๒ กรมทหารราบที่ ๑๕

๗.๖ ทุนเพชรรัตนอุปถัมภ์ โรงเรียนสายน้ำผึ้ง

๗.๗ ทุนสมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระบรมราชูปถัมภ์

๗.๘ ทุนสมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ สำนักงานอาสากาชาด สภากาชาดไทย

๗.๙ ทุนสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ นิธิวัดราชบพิธ

๗.๑๐ ทุนสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ

๗.๑๑ ทุนสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตรราชสุดาฯ สำนักเรียนวัดโมลีโลกยาราม

๗.๑๒ ทุนสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี โสสะมูลนิธิแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์

๗.๑๓ ทุนสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ

สำหรับพระราชทานแก่นักเรียนและนักศึกษาใน :

โรงเรียนราชินี

โรงเรียนราชินีบน

วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา

โรงเรียนราชินีบูรณะ จังหวัดนครปฐม

โรงเรียนวิเชียรมาตุ จังหวัดตรัง

โรงเรียนสภาราชินี จังหวัดตรัง

โรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

โรงเรียนศรียานุสรณ์ จังหวัดจันทบุรี

คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาลัยพยาบาล สภากาชาดไทย

 

ดวงแก้วกลับสู่ฟ้าสุราลัย

 

พระชนมชีพในปัจฉิมกาล

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ทรงยกย่องนับถือสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ในพระฐานะพระบรมวงศ์ผู้ใหญ่มาโดยตลอด พร้อมทั้งพระราชทานพระมหากรุณาเป็นอเนกประการ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุดเกือบทุกตระกูล พระราชทานพระยศทหารในที่ "พลเอกหญิง" "พลเรือเอกหญิง" และ "พลเรือเอกหญิง" ในด้านการอภิบาลพระอนามัยก็ทรงเอาพระราชหฤทัยใส่ โปรดเกล้าฯ ให้มีแพทย์และพยาบาลเฝ้าดูแลถวายอย่างใกล้ชิด มีองคมนตรีผลัดเปลี่ยนกันเชิญของพระราชทานมาทูลเกล้าฯ ถวายทุกสองสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม เมื่อพระชนมายุสูงขึ้นย่างสู่ราว ๘๐ พรรษา พระอนามัยก็เริ่มอ่อนแอลงด้วยพระโรคหลอดเลือดสมอง ทำให้เสด็จออกทรงปฏิบัติพระกรณียกิจนอกสถานที่น้อยลง แต่ก็ยังทรงพระกรุณาโปรดให้ผู้แทนองค์กรในพระอุปถัมภ์และที่ทรงอุปการะมาเฝ้ากราบทูลรายงานความก้าวหน้า พร้อมรับพระราชทานทุนทรัพย์บำรุงช่วยเหลืออยู่เสมอ

 

ความต่อเนื่องแห่งพระกรณีย์

ด้วยพระปรีชาญาณอันยาวไกล สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ได้ทรงก่อตั้ง "มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระบรมราชูปถัมภ์" เพื่อเผยแผ่พระเกียรติคุณของสมเด็จพระบรมราชบูรพการี และทรงก่อตั้ง "มูลนิธิเพชรรัตน-สุวัทนา" ไว้เพื่อเป็นกำลังหลักในการทรงบำเพ็ญกุศลสาธารณะ สืบสานพระกรณียกิจโดยเฉพาะในยามที่พระอนามัยไม่เอื้ออำนวย หรือแม้กระทั่งเมื่อสิ้นพระชนม์แล้ว กิจการอันยังประโยชน์แก่ประชาชนที่ได้ทรงริเริ่มและสนับสนุนไว้ จักยังต้องดำเนินสืบเนื่องต่อไป โดยได้พระราชทานพระนโยบายไว้ล่วงหน้าว่ามูลนิธิมีหน้าที่ดำเนินงานเพื่อสาธารณประโยชน์ และคอยค้ำจุนองค์กรที่ทรงเคยอุปถัมภ์และทรงอุปการะต่อไปตามพระปณิธานตราบนานเท่านาน เพื่อประโยชน์สุขของแผ่นดินไทยที่ทรงผูกพันรักและภักดีมาจนตลอดพระชนมชีพ

 

สิ้นพระชนม์

สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ได้เสด็จไปประทับรักษาพระอาการติดเชื้อในกระแสพระโลหิต ณ ตึก ๘๔ ปี ชั้น ๕ โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่วันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔ พระอาการประชวรได้ทรุดลงตามลำดับ และสิ้นพระชนม์เมื่อเวลา ๑๖ นาฬิกา ๓๗ นาที ของวันพุธ ที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๕ รวมพระชนมายุ ๘๕ พรรษา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สำนักพระราชวังจัดการพระศพ ถวายพระเกียรติยศสูงสุดตามโบราณราชประเพณี ประดิษฐานพระศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาทในราชสำนักไว้ทุกข์ถวายมีกำหนด ๑๐๐ วัน ตั้งแต่วันสิ้นพระชนม์เป็นต้นไป ครั้นถึงอวสานแห่งการพระราชกุศลพระศพ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญพระศพออกสู่พระเมรุ ท้องสนามหลวง พระราชทานเพลิงพระศพ ในวันจันทร์ ที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๕ เมื่อพระราชทานเพลิงแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญพระอัฐิขึ้นประดิษฐานบนพระวิมานพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ร่วมกับพระบุพการีในมหาจักรีบรมราชวงศ์ และเชิญพระสรีรางคารไปบรรจุไว้ ณ เสาวภาประดิษฐาน สุสานหลวงวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ในพระฐานะที่เสด็จอุบัติมาทรงเป็นสมาชิกแห่งจุฬาลงกรณราชสันตติวงศ์ สมพระเกียรติยศสูงสุดตามที่ทรงดำรงอยู่ทุกประการ

 

"ฉันขอกล่าวต่อท่านทั้งปวงว่า จะพยายามบำเพ็ญตนเพื่อประโยชน์แก่บ้านเมือง

ด้วยความจงรักภักดีต่อบ้านเกิด

และต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นพระประมุขของชาติ

ทั้งจะได้รักษาเกียรติศักดิ์

แห่งความเป็นราชนารีในมหาจักรีบรมราชวงศ์ไว้จนชั่วชีวิต"

 

(พระดำรัสของสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี

พระราชทานในงานฉลองพระชนมายุ ๖๑ พรรษา ณ วชิราวุธวิทยาลัย, พฤศจิกายน ๒๕๒๙)