จอนิ โอ่โดเชา...ปราชญ์ชนเผ่าบนดอยสูง

ชีวิตกับการเดินทาง

จอนิ โอ่โดเชา

เขาเป็นเหมือนเมล็ดพันธุ์พื้นเมืองเล็กๆ เมล็ดหนึ่ง

ที่ถูกสายลมแห่งกาลเวลาพัดพา

ปริแตกจากเปลือกแห้ง ปลิวละลิ่วลอยไปในอากาศ

ก่อนร่วงสู่พื้นดินกลางป่าลึก แทรกตัวอยู่ในพงหญ้า

นิ่งสงบรอลมฟ้า อากาศ และเม็ดฝนหล่นพรมลงมา

พอดินนุ่มชุ่มน้ำสัมผัส ไม่นาน

เมล็ดพันธุ์พื้นเมืองเมล็ดนั้นก็ผลิใบงอกงาม

 

จอนิ โอ่โดเชา

กลางเทือกเขา หุบเขา ผืนป่าและสายน้ำ

'แดลอวากลือ' คือผืนดินอันอุดม ชีวิตเขาก่อเกิดอยู่ที่นั่น

ใช่,รกสะดือเขาอยู่ตรงนั้น อยู่ในกระบอกไม้ไผ่

มัดผูกไว้กับต้น 'เส่วาลอ ไม้เปลือกขาว' กลางป่าเดปอ

ชีวิตเขาจึงมาจากธรรมชาติ สัจจะ ความงามและความรัก

รากมาจากดิน รกสะดือผูกติดกับไม้ใหญ่

แนบแน่นผูกพัน จนกลายเป็นชีวิต จิตวิญญาณ

 

จอนิ โอ่โดเชา

เขาก็เป็นเหมือนคนธรรมดาสามัญทั่วไป

ครั้งหนึ่งเคยถูกพายุทุนนิยมโหมกระหน่ำพัดปลิว

ชีวิตเคว้ง วิถีคว้าง ความเจริญเหมือนงูใหญ่

พุ่งเลื้อยขึ้นไปถึงชุมชนบนหลืบดอย

มันกระหวัดรัดร่าง บ้างกลืนกิน บ้างกระชากลากถู

จากดอยสู่เมือง จากป่าสู่เมือง วันแล้ววันเล่าๆ

ผู้คนบนดอยต่างพากันพูดถึงเรื่องความเปลี่ยนแปลง

ความเจริญ ความมั่งมี ความสบาย รถยนต์ มอเตอร์ไซค์

ความอยากจึงทะยานไปเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด

 

ทุกคนต่างมุ่งไปทางนี้...เสกใบไม้ให้กลายเป็นเงิน

ปลูกพืชให้กลายเป็นเงิน ทั้งกะหล่ำปลี มะเขือเทศ ดอกไม้ มันอะลู สลัดแก้ว

ความโลภคลุกเคล้ากับยาฆ่าแมลง สารเคมี

กลายเป็นดอกไม้ที่มีพิษ กลายเป็นพืชผักสารเคมี

ทว่ายิ่งปลูก ยิ่งเป็นหนี้ ยิ่งปลูกยิ่งหนักเหนื่อยอ่อนแรงล้า

กระทั่งกายล้ม จิตวิญญาณทรุด นอนนิ่ง- -คิดใคร่ครวญ

เขากลับมาทบทวนค้นหารากเหง้าของตัวตน,อีกครั้ง

 

จอนิ โอ่โดเชา

ทุกวันนี้ เขาใช้ชีวิตช้าลง เขาเดินช้าลง

เขาหันหลังให้กับโลกทุนนิยม

ก้าวทีละก้าว กินข้าวทีละคำ

เดินไปหาผืนดินผืนสุดท้าย

แล้วใคร่ครวญกับแม่ธรรมชาติ

อ้อมกอดของแม่นั้นยังคงอบอุ่น

 

จอนิ โอ่โดเชา

เขาเรียนรู้ที่จะเลือกอยู่อย่างคนขี้เกียจในสวนของคนขี้เกียจ

เรียบง่าย ใช้ชีวิตช้าลง คือหนทางเดียวของความอยู่รอด

ปลูกทุกอย่างไว้ในดิน หว่านเมล็ดพันธุ์พืชผักลงไปในดิน

ฟักทอง ฟักหม่น ผักกาด พริก มะเขือ ข่า

ตะไคร้ กระเพรา โหระพา เผือก มันฯลฯ

ปลูกไม้ผลกินได้แทรกในพื้นที่ว่าง มะขาม ขนุน มะม่วง มะไฟ

มะกอก พลับ สาลี่ อะโวคาโดฯลฯ

ปลูกไม้ป่าแซมลงไป ทั้งไผ่ หวาย สมุนไพร

ให้หมู่มวลแมลง สัตว์น้อยใหญ่ได้มีพื้นที่อยู่ร่วมกัน

กลายเป็นป่าเจ็ดชั้น ให้ป่าดูแลคน ให้คนอาศัยป่า

เก็บดอกออกผล หมุนเวียนไปตามฤดูกาล

 

จอนิ โอ่โดเชา

เขาคือตัวแทนของคนอยู่กับป่า

และเขารู้แล้วว่า ธรรมชาตินั้นสามารถบำบัดเยียวยาชีวิตคนเราได้

เพียงปลดปล่อยและยอมรับกับความเป็นจริง

ให้มันเป็นไปอย่างนั้น ให้มันเป็นอยู่อย่างนั้น

ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ให้เป็นไปตามธรรมชาติ

ให้ธรรมชาติบำบัดเยียวยาหัวใจเรา

ให้ธรรมชาติบำบัดเยียวยาจิตวิญญาณของเรา.

 

ผมเขียนและอ่านบทกวีบทนี้ ในงานรับปริญญารัฐศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการบริหารงานภาครัฐและเอกชน ของ พะตีจอนิ โอ่โดเชา ปราชญ์ชนเผ่าปกาเกอะญอที่ทางมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้มอบให้เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

เช้าวันนั้น ภาพพี่น้องชนเผ่า ปกาเกอะญอ ทั้งผู้เฒ่าผู้แก่ ทั้งเด็กๆ เยาวชนที่เดินทางมาจากดอยแม่แจ่ม ร่วมร้อยชีวิตพากันมาร่วมแสดงความยินดีกับพะตีจอนิที่ได้รับปริญญาร่วมกับบัณฑิตปัญญาชนคนหนุ่มสาวทั่วไป ด้วยสีหน้าตื่นเต้นดีใจ พะตีจอนิ โอ่โดเชา ก็เช่นกัน เขาเดินเข้ามาพร้อมสีหน้าเบิกบาน อารมณ์ดี ขณะลูกหลานกำลังช่วยกันแต่งชุดครุยสวมทับเสื้อเชิ้ตขาวกันอยู่นั้น

"เหมือนควายกำลังปีนขึ้นต้นไม้เลย" พะตีจอนิ เอ่ยออกมา ก่อนกระชับชุดครุยไปมา ทำให้ทุกคนพากันหัวเราะชอบใจในถ้อยคำขำๆ ของเขา กระนั้น พะตีจอนิ ยังคงบอกย้ำๆ ให้ทุกคนฟังว่า โลกนี้ไม่ใช่ของเราคนเดียว ฉะนั้น คนกินน้ำก็ต้องรักษาน้ำ คนอยู่ป่าก็ต้องดูแลป่า คนอยู่กับสรรพสิ่ง ก็ต้องดูแลสรรพสิ่ง

จริงสิ พะตีจอนิ โอ่โดเชา ก็ยังเป็นคนเดิมอยู่อย่างนั้น เป็นผู้เฒ่าอารมณ์ดี เปี่ยมอารมณ์ขัน แต่ถ้อยคำของเขานั้นแฝงไปด้วยปรัชญาชีวิตให้หลายคนได้ยินได้ฟังต้องนำไปขบคิดกันหลายตลบเลยทีเดียว

การที่พะตีจอนิ โอ่โดเชา ได้รับปริญญามหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ในครั้งนี้ จึงไม่ธรรมดา ท่ามกลางสายตาคนเมืองที่เดินผ่านไปมา หยุดจ้องมองสงสัย พร้อมแอบตั้งคำถามข้างหลังว่า เขาคือใคร และมาทำอะไรกันที่นี่

ในขณะทางสภามหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้กล่าวถึง พะตีจอนิ โอ่โดเชา ว่าเป็นปราชญ์ที่มีความรู้ในการจัดการบริหารป่า รู้จักและเข้าใจธรรมชาติอย่างลึกซึ้งตามวิถีทางของ บรรพบุรุษชาวปกาเกอะญอ และได้นำองค์ความรู้เหล่านั้นถ่ายทอดแก่สังคม ซึ่งเป็นประโยชน์แก่สาธารณชน จนเป็นที่ประจักษ์ ควบคู่กับการสร้างกิจกรรมการพัฒนารวบรวมเครือข่ายชาวไทยภูเขา 13 เผ่า ร่วมจัดทำแผนพัฒนาเพื่อดูแลรักษาป่าไม้และทำเกษตรเชิงอนุรักษ์ จัดตั้งธนาคารข้าวร่วมกับเครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือ 100 องค์กร ร่วมแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน จัดตั้งเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มแม่น้ำวาง จำนวน 40 หมู่บ้าน จากการทุ่มเทในการทำงานจึงทำให้ได้รับการยกย่องจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ ได้รับการประกาศจากคณะกรรมการ "คนดีศรีสังคม" ให้เป็น ปราชญ์แห่งขุนเขา อีกทั้งได้รับยกย่องเป็น "บุคคลผู้ที่มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม" ตามคำประกาศของคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ในด้านงานวิชาการ ได้ทำการค้นคว้าศึกษาหาความรู้ตามวิถีของบรรพบุรุษจนสามารถรวบรวมและเรียบเรียงเป็นหนังสือเรื่อง "ป่าเจ็ดชั้นปัญญาปราชญ์" ซึ่งสะท้อนถึงความเข้าใจอันลุ่มลึก และตกผลึกทางความรู้ ด้านป่าไม้ และธรรมชาติ

ดร.สมคิด แก้วทิพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวแสดงความชื่นชมและยินดีกับพะตีจอนิ โอ่โดเชา ว่า เป็นปราชญ์ชาวบ้าน เป็นผู้มีภูมิปัญญาและยังสามารถนำเอาภูมิปัญญาที่มีอยู่นั้นมาปรับใช้ในวิถีชีวิตของตนเอง และเป็นแบบอย่างให้กับพี่น้องชนเผ่าได้อย่างดี

"การที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้มอบปริญญามหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ให้แก่พะตีจอนิในครั้งนี้ ก็เพื่อต้องการให้เด็กๆ เยาวชนลูกหลานของพี่น้องชนเผ่าได้รับรู้ เรียนรู้และเห็นความสำคัญของภูมิปัญญาชนเผ่า ว่าสิ่งที่พะตีจอนิกำลังทำอยู่นั้นคือส่วนหนึ่งและมีคุณค่าต่อการศึกษา และจะทำให้ลูกหลานชนเผ่าได้รู้และภูมิใจว่า จริงๆ แล้วการศึกษานั้นอยู่ในวิถีชีวิต อยู่ในรากเหง้าของตัวเราเอง" ดร.สมคิด แก้วทิพย์ บอกย้ำอย่างนั้น หลังจากนั้น พะตีจอนิ โอ่โดเชา ได้บอกเล่าความรู้สึกให้ทุกคนด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม "ต้องขอขอบคุณอาจารย์ทุกท่าน ขอบคุณภรรยาของผมด้วย รวมไปถึงญาติพี่น้อง เยาวชนคนรุ่นใหม่ที่มาร่วมงานในวันนี้ จริงๆ แล้วตัวเองนั้นยังคิดอยู่เสมอว่าตัวเองยังเป็นคนเลี้ยงควาย แต่วันนี้ได้สวมชุดครุยรับปริญญา จึงทำให้วันนี้นึกไปถึงนิทานของปกาเกอะญอ เรื่องควายกำลังปีนต้นไม้ ดังนั้น จึงขอขอบคุณทุกคนที่ทำให้วันนี้เป็นวันที่ควายสามารถขึ้นต้นไม้ได้" พะตีจอนิ กล่าวอย่างติดตลก จนคนหัวเราะชอบใจ เป็นถ้อยคำที่ยังคงเต็มไปด้วยความถ่อมใจ แต่ซ่อนปรัชญาความหมายให้เราได้ฉุกคิดไปต่างๆ นานา

หลังจากนั้น จอนิ โอ่โดเชา ได้บอกเล่าความรู้สึกให้ทุกคนด้วยสีหน้าเบิกบานว่า อยากจะบอกทุกคนว่า โลกนี้ไม่ใช่ของเราคนเดียว ฉะนั้น คนกินน้ำ ก็ต้องรักษาน้ำ คนกินข้าว ต้องรู้จักต้นข้าว คนอยู่ป่าก็ต้องดูแลป่า คนกินสรรพสิ่งก็ต้องดูแลสรรพสิ่ง

ในขณะที่ ชิ 'สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์' ศิลปินหนุ่มปกาเกอะญอ ที่มาร่วมงานได้กล่าวแสดงความยินดีกับพะตีจอนิ โอ่โดเชา ว่า รู้สึกดีใจที่สถาบันการศึกษาหลายแห่ง นักวิชาการหลายท่านนั้นเริ่มมองเห็นคุณค่า องค์ความรู้ ภูมิปัญญาของชนเผ่ามากขึ้น โดยผ่านตัวผู้รู้ อย่างเช่นพะตีจอนิ โอ่โดเชา ซึ่งถือว่าเป็นผู้ได้นำชีวิตเป็นทั้งผู้ให้ ผู้แบ่งปันวิทยาทานให้กับผู้คน สังคมมายาวนานหลายทศวรรษ "หลายๆ ครั้ง หลายๆ ปัญหาวิกฤติของสังคมไทย มีการถกเถียงและหาทางออกของปัญหา ก็มักมีหลายคนหยิบยกเอามุมมองความคิดของพะตีจอนิ มาปรับใช้ในการแก้ปัญหาอยู่บ่อยครั้ง ฉะนั้น ผมคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่เราจะหันมาให้ความสนใจ ให้ความสำคัญต่อภูมิปัญญาชนเผ่า และไม่ใช่มีเพียงแค่ชนเผ่าปกาเกอะญอเท่านั้น แต่ยังมีอีกหลากหลายชนเผ่าที่มีองค์ความรู้ มีภูมิปัญญาที่มีคุณค่าในการนำมาปรับใช้ในสังคมไทย ดังนั้น ผมคิดว่าเราจะต้องเปิดพื้นที่ตรงนี้ให้มากยิ่งขึ้น" ชิ สุวิชาน กล่าวถึงพะตีจอนิ โอ่โดเชา อีกว่า เขาเป็นปราชญ์ เป็นผู้นำชนเผ่าที่มีคุณค่า มี่ความกล้าหาญ ที่ได้เอาตัวเองเข้าแลก เข้าต่อสู้กับปัญหา เอาตัวเองไปทดลองอย่างเช่น การทำสวนขี้เกียจ การทำป่าเจ็ดชั้น ซึ่งได้ลงมือทำ จนเห็นผล เป็นการเอาตัวตนอธิบายและหาทางออกให้กับสังคมไทยได้ "ในมุมมองของผม ในฐานะที่เป็นลูกหลานปกาเกอะญอ มองว่า พะตีจอนิ ในเวลานี้เป็นเหมือนพี่เลี้ยงของนักต่อสู้เคลื่อนไหวรุ่นหลังๆ ซึ่งแน่นอนว่า ที่ผ่านมานั้น ใช่ว่าแกจะได้รับผลตอบแทนดีงามเสมอไป แต่บ่อยครั้งพะตีจอนิ นั้นเจ็บปวดเพราะถูกทิ่มแทงจากคนรอบข้างที่ไม่เข้าใจจนหัวใจตัวเองบาดเจ็บ แต่ถึงอย่างไร พะตีจอนิ ก็ยังยืนหยัดที่ก้าวเดินตามแนวทางของตนเอง นั่นคือสิ่งที่พะตีจอนิได้บอกย้ำกับหลายๆ คนว่า บางครั้งเราไม่ได้หลีกเลี่ยง แต่ต้องหลบหลีก, เผชิญหน้าโดยไม่ปะทะ และบางครั้งยอมให้ถูกทิ่มแทงบาดเจ็บ แต่คอยช่วยเยียวยาบาดแผลให้คนอื่น" ชิ สุวิชาน บอกเล่าถึงตัวตนของนายจอนิ โอ่โดเชา

พะตีจอนิ โอ่โดเชา เป็นชาวปกาเกอะญอ หรือชนเผ่ากะเหรี่ยง เขาเกิดที่แดลอวากลือ ชุมชนเล็กๆ กลางป่าลึก ในพื้นที่ตำบลหนองเต่า อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ แน่นอนว่า เขาผ่านวัย ผ่านเวลา และความยากของชีวิตมาอย่างหนักหน่วงและยาวนาน ว่ากันว่า สมัยเป็นเด็กนั้น เขามีชีวิตลำบากแร้นแค้น พอโตขึ้นมาก็ทำนา ทำไร่ใส่สวนและเลี้ยงควาย จนวันหนึ่ง เขามีโอกาสรู้จักกับมิชชันนารีคาทอลิก จึงได้เรียนหนังสือกับบาทหลวงและนับถือศาสนาคริสต์ตั้งแต่นั้นมา จนเรียนหนังสือจบการศึกษาผู้ใหญ่ระดับ 3 เพียงเท่านั้น ทว่า ความรู้และภูมิปัญญาในตัวเขากลับมากล้นเพิ่มพูนมากขึ้นทุกวันๆ โดยเขาได้นำเอาภูมิปัญญาชนเผ่าดั้งเดิมมาผสานกับหลักข้อเชื่อของคริสเตียนมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างสอดคล้องและลงตัว โดยเฉพาะการใช้ชีวิตอยู่กับวิถีธรรมชาติของมนุษย์ซึ่งอยู่ร่วมอาศัยพึ่งพากันมาช้านานแล้ว อีกทั้ง นอกจากเขาเป็นผู้รู้ เขายังเป็นผู้ขวนขวาย โดยการออกเดินทางไปยังสถานที่แปลกใหม่ทั้งในและนอกประเทศ เขาเคยไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชนพื้นเมืองของญี่ปุ่น เนปาล รวมไปถึงชนพื้นเมืองในแถบละตินอเมริกา และอีกหลายๆ ประเทศ นั่นหมายถึงการนำเอาประสบการณ์จากการเดินทางและแลกเปลี่ยน มาปรับใช้และดำเนินชีวิตให้เรียนรู้เท่าทันสังคมไทยและสังคมโลก

แน่ละ มาถึงตอนนี้ ใครหลายคนถึงพูดถึงเขาในฐานะ ปราชญ์แห่งขุนเขา แต่เขามักบอกย้ำกับใครต่อใครว่า เขาคือปกาเกอะญอ แปลว่า 'คน' และเขามักบอกกับผู้คนที่เดินทางไปเยือนทุ่งไร่กลางป่ากลางดอย ว่า จริงๆ แล้วเขาคือ 'คนขี้เกียจ' ใช่ เขาคือคนสวนคนหนึ่งที่มีสวนของคนขี้เกียจ สวนที่ไม่ต้องไปทำอะไร ปล่อยให้มันรกเรื้อ ด้วยหญ้ารกปกคลุม วันว่างก็หยิบหน่วยไม้จิ้มลงดินนุ่มชุ่มน้ำ และปล่อยให้นกกาบินมาจับกิ่งไม้ในสวน ขี้หล่นลงดิน กลายเป็นเมล็ดพันธุ์ กลายเป็นชีวิตงอกงามยามหน้าฝน ให้มดหนู แมลง งู กิ้งก่า ไส้เดือน ฯลฯ ได้อยู่อาศัยร่วมกัน ทำให้ผมหวนนึกถึงเมื่อครั้งที่เราเดินทางไปส่งข่าวให้กับคนเมืองใหญ่ได้รับรู้เรื่องคนอยู่กับป่า จำได้ว่า ในขณะอยู่ในรถตู้ ผมนั่งติดกับ พะตีจอนิ โอ่โดเชา ในระหว่างที่พวกเรานั่งอยู่ในรถตู้มุ่งสู่เมืองใหญ่นั้น พะตีจอนิ ได้เล่าคำสอนปกาเกอะญอให้เราฟังอีกเรื่องหนึ่ง?ว่าด้วยเรื่อง 'คน' "คนเราจะทำการทำงานอะไร ต้องค้นหาเพื่อนร่วมทางอย่างน้อย 7 คน 7 พวก คือคนหูกว้างมือยาว ร้อนกว่าไฟ เย็นกว่าน้ำ หนักกว่าหิน เบากว่านุ่น คมกว่ามีด แหลมกว่าเข็ม?" ตอนแรกผมรู้สึกอึ้งในคมความคิดของเขา แต่สักครู่ก็ได้รับการอธิบายความหมาย

"หูกว้าง คือคนที่ได้ยินไกล รู้จักฟังและเรียนรู้ตลอดเวลา มือยาว หมายถึงคนที่รู้จักใช้เครื่องไม้เครื่องมือเข้ากับการทำงาน ร้อนกว่าไฟ คือคนที่ใจกล้า เย็นกว่าน้ำ คือคนที่นิ่ง สุขุม มีสมาธิ หนักกว่าหิน คือเป็นคนที่หนักแน่น เบากว่านุ่น คือคนที่ใช้สื่อซึ่งเป็นสิ่งเบาแต่ล่องลอยไปไกล คมกว่ามีดแหลมกว่าเข็ม คือคนประเภทผู้มีปัญญา เมื่อรวมคนเหล่านี้มาทำงานร่วมกัน นั่นแหละคือความสำเร็จ?" นั่นเป็นเพียงบางส่วนปรัชญาชีวิตของ พะตีจอนิ โอ่โดเชา ปราชญ์แห่งขุนเขาท่านนี้.

****************************************************

หมายเหตุ: 'พะตี' เป็นคำปกาเกอะญอ หมายถึง 'ลุง'