ภูสอยดาว...ติดตราตรึงใจตลอดกาล 2

โลกสวยด้วยพรรณไม้

2. ผมกัดฟันแน่นและรวมกำลังเดินต่อไป ครั้งแลเห็นเป้าหมายตระหง่านอยู่เบื้องหน้า คือ เนินมรณะ ก็แทบจะลงไปนอนพักกับผืนดินก่อนเลย เป็นบริเวณที่ช่างดุดันและโหดร้ายสมชื่อจริงๆ

โดยมีลักษณะเป็นเนินดินแคบๆเล็กๆ ที่พุ่งทยานขึ้นไปตามเขาสูงชันเอามากๆ ทั้งสองข้างทางเต็มไปด้วยพุ่มไม้เล็กๆ ได้สลับกับทุ่งหญ้าขึ้นเป็นหย่อมๆ อันเป็นผลพวงมาจากไฟป่า แต่ยังมีสายลมพัดผ่านเป็นระยะๆ ในความโหดร้าย ความลาดชัน และความยากลำบาก มีเสียงเล่าลือกันว่า เป็นที่สุดของทั้งหมดในการเดินทางเลย 

เสียงชีพจรเต้นระรัว จังหวะหายใจถี่เร็ว เรี่ยวแรงในกายอ่อนล้า แข้งขาปวดเมื่อยเกร็ง ภายในลำคอแห้งผาด ผมรู้สึกเหมือนจะขาดใจให้ได้เลย ปลายทางอีกเพียงแค่ 1.1 กิโลเมตรเท่านั้น จะมายอมแพ้กันง่ายๆไม่ได้หรอก ผมจะต้องพยายามฝ่าฝันต่อสู้ต่อไป โดยเฉพาะคู่ต่อสู้ที่สำคัญที่สุด คือ ตัวเอง ที่มีทีท่าพร้อมจะหันหลังกลับ มากว่าที่จะอยากเดินต่อไปข้างหน้า ทว่าพลังใจที่คอยเติมให้กับตัวเอง...ก็พลันได้สัมฤทธิ์ผลขึ้น เพียงได้ยืนพักสงบใจ...ทุกอย่างก็คลีคลายลงไปอย่างมาก แล้วเมื่อหันกลับไปมองทางด้านหลัง ก็ให้ถึงกับอ้าปากค้างเบิกตาโตกว้าง แล้วอุทานออกมาว่า สวยงามตระการตาที่สุด

ภาพทิวเขาที่ปกคลุมด้วยแมกไม้นานา เหลื่อมซ้อนทอดตัวกันเป็นแนวยาว เหนือขึ้นไปปุยเมฆลอยเลื่อนอย่างเชื่องช้า ในบางขณะก็เรี่ยลงมาปกคลุมยอดภูจนมิด ส่วนทางด้านโค้งขอบฟ้าด้านทิศตะวันตก มีดวงอาทิตย์คล้อยเคลื่อนต่ำลงไปทุกขณะ อันส่งผลให้อากาศที่เย็นรวยรื่น เริ่มแทรกตัวเข้ามาอย่างเงียบเชียบ แต่ก็รับรู้ได้ด้วยขนตามตัวที่ลุกสู้ เมื่อกระชับเสื้อให้แน่นขึ้นอีกหน่อย สองแรงขาก็เริ่มออกแรงเดินเหมือนเดิม ครั้งเห็นยอดภูสอยดาวอยู่เบื้องหน้า ซึ่งเป็นลานกางเต้นท์กลางหมู่สนสามใบ ร่องรอยยิ้มก็ผุดพรายตามขึ้นมา

ผมรีบเข้าไปเก็บข้าวของอย่างฉับไว แล้วเร่งบึงไปที่จุดชมวิวชมพระอาทิตย์ตก ซึ่งลานสนภูสอยดาวแห่งนี้ เป็นภูเขาหินทรายยอดตัดเช่นเดียวกับภูกระดึง อยู่ในระดับความสูง 1,600-1,650 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง มีเนื้อที่ประมาณ 3,000 ไร่ สภาพพื้นที่เป็นเนินสูงต่ำสลับกันไป นอกจากนั้นยังมีความท้าทายอีกรูปแบบหนึ่ง คือ การพิชิตยอดสูงสุดภูสอยดาว ที่มีความสูงประมาณ 2,102 เมตร จัดเป็นยอดเขาสูงอันดับที่ 4 ของประเทศไทย จะต้องให้เจ้าหน้าที่นำทางและไม่อนุญาติให้ขึ้นไปในฤดูฝน

หลังจากอาหารมื้อเย็นแสนอร่อยผ่านไป การพักผ่อนเป็นการส่วนตัวก็เริ่มขึ้น บ้างก็ถ่ายภาพหมู่ดาว บ้างก็นั่งคุยเพ้อเจ่อรอบกองไฟ หรือนั่งดื่มเพื่อให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น แต่ผ่านไปไม่นานเท่าไร ผองเพื่อนที่ง่วนกับกิจกรรมต่างๆ ท่ามกลางความมืดแห่งค่ำคืน ที่มีเพียงแสงไฟจากตะเกียง ไฟฉาย หรือเทียนไข ก็เริ่มสลายหายไปที่ละคน แล้วหันหน้าไปมุดเต้นท์เพื่อนอนหลับพักผ่อน แต่จากหน้าต่างภายในเต้นท์ที่แย้มเล็กน้อยนั้น เราได้เห็นดาวพราวแสงเกลือนตามฝากฟ้า หากแม้ไม่มีแสงจันทร์สุกสว่างด้วยแล้ว หมู่ดาวได้ปรากฏชัดนับแสนล้านดวง ซึ่งมองเห็นแล้วรู้สึกอยู่ใกล้แค่เอื้อมมือเอง

มืดค่ำดึกสงัดตลอดคืนนี้ มีเสียงขับกล่อมเบาๆจากธรรมชาติ เป็นเสียงสายลมที่ครางหวีด หวิว สลับด้วยเสียงกรีดปีกของแมลงตัวน้อย พร้อมเสียงหลังคาเต้นท์กระพือพลึบพลับ ผมเงี่ยหูฟังจนเคิ้มหลับยาวถึงเช้าตรู่ ซึ่งมองเห็นสายหมอกขาวไหลอ้อยอิ่ง เคลียคลอกันทิวสนที่ยืนต้นตระหง่าน ดอกไม้สีม่วง ชมพู เหลือง แลอ่อนหวาน แข่งขันกันชูช่อเชิดเบ่งบาน ยามต้องสายลมบางเบาก็ให้สั่นไหวระรวย ภาพของมวลดอกไม้งดงามกับทิวต้นสนสามใบ ทำให้ลานสนบนภูสอยดาวเป็นเสมือนแดนสวรรค์ ที่เหล่านักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสจับต้องได้

อุณหภูมิประมาณ 10 กว่าองศาของเช้านี้ เรามิเกรงกลัวความหนาวเหน็บ ต่างรีบตื่นนอนออกจากเต้นท์ มาชื่นชมบรรยากาศที่ให้ความสดชื่นกัน ซึ่งท่ามกลางม่านหมอกจางๆ ที่กำลังโอบล้อมทิวสนและทุ่งดอกไม้ คล้ายจะพยายามปกปิดความสวยงามเอาไว้ แต่ครั้นแสงกระจ่างกระจายไปได้ทั่ว สิ่งที่ซ้อนเร้นกลับได้เผยโฉมงามชัดตา อันเป็นภาพลานสนสามใบขึ้นเป็นกลุ่มพืช (pure stand) ส่วนพืชชั้นล่างประกอบด้วยหงอนนาค สร้อยสุวรรณา กระดุมเงิน และดอกหญ้าอีกหลายชนิด ที่จะหมุนเวียนเปลี่ยนกันไปในแต่ละฤดูกาล โดยมากจะผลิบานอย่างพร้อมเพรียง ในช่วงเดือนกรกฏาคมไปจนถึงเดือนตุลาคม

เราเดินชมธรรมชาติตอนเช้ากันเป็นขบวน ซึ่งทำให้เห็นได้ว่า ลานสนภูสอยดาวมีต้นสนขึ้นอย่างหนาแน่นเลยทีเดียว

เพราะด้วยสภาพภูมิอากาศที่อุณหภูมิค่อนข้างต่ำ เป็นระยะเวลายาวนาน สภาพดินที่ค่อนข้างเป็นกรดจัด และความแห้งแล้งในช่วงฤดูแล้ง ที่ไม้ป่าดงดิบปรับตัวได้ยากเย็น อันเป็นปัจจัยกำหนดที่สำคัญ ที่ก่อให้เกิดป่าสนเขาบนภูสูงแห่งนี้ ซึ่งในบ้านเรามีสนอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน คือ สนสองใบ และสนสามใบ ที่หากมองผ่านๆอาจจะแยกกันไม่ออกว่า มีความแตกต่างกันอย่างไร โดยสนสามใบเป็นพืชอยู่ในวงศ์ Pinaceae มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Pinus kesiya Royle ex Gordon มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศพม่า มันชอบขึ้นเป็นกลุ่มอยู่ตามเนินเขา ที่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000-1,600 เมตร

สนสามใบมีลำต้นตรงขนาดใหญ่สูง 10-30 เมตร เป็นไม้ที่ไม่ผลัดใบ เรือนยอดเป็นพุ่มกลมสวยงาม ลำต้นมีเปลือกสีน้ำตาลปนชมพูอ่อน เป็นล่อนสะเก็ดตื้นๆรูปตาข่าย ใบเล็กยาวเรียวเป็นรูปเข็มไม่แข็ง ออกเป็นกระจุกๆละ 3 ใบ เวียนสลับถี่ตามปลายกิ่ง โคนใบอัดแน่นอยู่ในกระเปาะ ผลเมื่ออ่อนมีลักษณะกลม แต่เมื่อแก่จะแยกออกเป็นกลีบๆ กลีบแข็งเป็นรูปกรวยคว่ำ เมล็ดเป็นรูปรีๆมีครีบบางๆสีขาวและก้านของผลยาว ส่วนสนสองใบเป็นพืชอยู่ในวงศ์เดียวกับสนสามใบ แต่จะมีลำต้นที่สูงกว่า เปลือกสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ แตกเป็นร่องลึกตามยาว และกระจุกใบมี 2 ใบตามชื่อ แต่สำหรับที่อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว จะมีสนชนิดแรกเท่านั้น คือ สนสามใบ ที่ให้ก่อเกิดระบบนิเวศน์ที่พึ่งพาอาศัยแก่กัน

แม้กระทั่งเศษซากของใบสน ที่กองทับถมกันอย่างมหาศาล แล้วก็ย่อยสลายค่อนข้างยากเสียด้วย เมื่อประกอบกับดอกไม้ป่า ได้เบ่งบานตระการตาไปทั่วบริเวณ ครั้นถึงฤดูแล้งก็ได้กลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ป่าสนเขาแถบนี้ มันเกิดไฟป่าอยู่เป็นประจำ แต่ด้วยระบบนิเวศน์ที่ออกแบบมาอย่างดี ทำให้ในแต่ละปีมีไฟป่าในปริมาณที่พอเหมาะ จนไม่ส่งผลกระทบต่อต้นสนมากนัก ประกอบมีวิวัฒนาการควบคู่กับเพลิงป่า มาเป็นระยะเวลาที่นานแล้ว กระทั่งทำให้เปลือกมีความหนามากพอ ที่จะป้องกันจากความร้อนจากไฟป่า ไม่ให้เข้าไปทำลายเนื้อเยื่อที่อยู่ภายใน ดังจะเห็นได้จากลำต้นสนบางต้น ปรากฏร่องรอยไฟไหม้ดำไปทั้งต้น แต่ก็ยังสามารถตั้งลำต้นยืนหยัด ท้าทายกาลเวลาได้ถึงทุกวันนี้

ผ่านพระเอกของผืนป่าไปแล้ว เรามารับรู้ถึงนางเอกของป่ากันต่อ คือ หงอนนาค ซึ่งหลังจากเราเดินทางข้ามลำธาร ที่อยู่ด้านหลังของที่พักเจ้าหน้าที่ ออกห่างไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ก็กลายเป็นอาณาจักรของมวลดอกไม้นานาชนิด โดยเฉพาะหงอนนาคดอกไม้สีหวานสดใส ที่เปรียบเสมือนราชินีแห่งภูสูงแห่งนี้ แต่บางท้องถิ่นเรียกว่า หญ้าหงอนเงือก หรือ น้ำค้างกลางเที่ยง เจริญเติบโตได้ดีบนยอดภูเขาสูง ที่มีอากาศหนาวเย็น ลักษณะเป็นพืชล้มลุก โตขึ้นกันเป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ ลำต้นสูงประมาณ 1 เมตร

ส่วนใบเป็นรูปดาบยาวประมาณ 15-40 เซนติเมตร กว้างประมาณ 4-12 เซนติเมตร ดอกออกเป็นช่อตั้งที่ปลายกิ่งหรือปลายยอด กลีบดอกมีเพียงสามกลีบ จะเบ่งบานเต็มที่เมื่อต้องกับแสงแดด ส่วนล่างของดอกมักมีน้ำค้างติดอยู่ แม้จะอยู่ในช่วงที่แดดจัดก็ตาม จนกระทั่งได้รับฉายาว่า น้ำค้างกลางเที่ยง โดยจะออกดอกกันตลอดทั้งปี และกลายเป็นทะเลดอกไม้สีม่วงเกลื่อนตา ช่วงหน้าฝนในเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม ภูสอยดาวได้ขึ้นชื่อว่า เป็นทุ่งหงอนนาคที่กว้างใหญ่ และสวยงามที่สุดในประเทศไทย  

ความสวยงามที่มีอยู่ตามธรรมชาตินั้น ในความเป็นจริง...มิได้มีตัวเอกตัวรองแต่อย่างใด ซึ่งไม้ล้มลุกที่ขึ้นเป็นก่ออย่าง ชมพูนุช ที่จะไม่แผ่ขยายพันธุ์ออกเป็นวงกว้าง ดอกเป็นช่อออกตามซอกใบสีชมพูสวยสดใส ในประเทศไทยมีอยู่ด้วยกัน 4 ชนิด ได้แก่ จันทร์เชียงดาว ชมพูเชียงดาว พู่ชมพู รวมถึงชมพูนุชที่เรากำลังมุ่งถ่ายภาพกันอยู่ ก็สวยงามไม่แพ้ดอกไม้สายพันธุ์อื่นๆ หรือกระทั่งตามบริเวณที่เฉอะแฉะหรือมีน้ำขังตื่นๆ จะพบกับจุดสีขาวกระจ่ายตัวมากมาย แต่หากลองสังเกตุอย่างตั้งใจ แล้วจะพบว่าเป็น ดอกกระดุม ถึงแม้จะชูดอกสีขาวเพียงก้านเดียวขึ้นมา ทว่าเมื่อมารวมตัวอยู่กันเป็นจำนวนมากเข้า ก็ให้ความสวยงามอย่างน่าอัศจรรย์

นอกจากเหล่าดอกไม้ที่เห็นกันจะๆตา ก็ยังมีดอกไม้ที่หาดูได้ยากอีกมาก จะต้องมาชมให้ถูกที่และตรงเวลาด้วย เพราะมักจะเล่นเนื้อเล่นตัวน่าดู รองเท้านารีอินทนนท์...ดอกออกเดี่ยวๆ ตามซอกใบมีสีเขียวจุดม่วง มีขนยาวนุ่มๆปกคลุม เป็นกล้วยไม้ที่ต้องหาดูตามเปลือกหนาของต้นไม้ ที่ได้ปกคลุมด้วยมอสส์ เฟิน ตะไคร่น้ำ เอื้องเทียนหนู...ออกดอกเป็นช่อ 5-10 ดอก กลีบเลี้ยงและกลีบดอกสีน้ำตาล กลีบปากสีขาว มีแถบสีน้ำตาลกลางกลีบ จะออกดอกเฉพาะช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคมเท่านั้น เอื้องพรายงาม...ดอกเดี่ยวขนาดใหญ่สีชมพู กลีบเลี้ยงแยกจากกันเป็นอิสระ ด้วยเป็นกล้วยไม้อิงอาศัย จึงหาชมได้เฉพาะบนต้นไม้ บนหิน หรือบนดินก็มี เอื้องลิ้นมังกร...กล้วยไม้ดินสีส้มสดใสขนาดเล็ก กลีบปากมีขนาดใหญ่เป็นแฉกดูแปลกตา มักขึ้นอยู่บนฮิวมัสซึ่งอยู่บนหินที่ระบายน้ำได้ดี    

กล้วยไม้สามสี่สายพันธุ์ที่ยกตัวอย่างมา ผมมาภูสอยดาวก็หลายครั้งแล้ว ไม่เคยออกมาให้เห็นโฉมหน้ากันเลย โดยตามปกติจะมีการแบ่งพืชออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มพืชที่สร้างอาหารได้เอง กลุ่มพืชเบียนหรือพืชกาฝาก และกลุ่มพืชกินซาก ทางสภาพผืนป่าที่อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ก็มีความหลากหลายเช่นกัน อันประกอบไปด้วยป่าหลายชนิด ได้แก่ ป่าสนเขา ป่าดิบเขา ป่าดิบแล้ง ป่าเบญพรรณ และป่าเต็งรังที่มีพันธุ์ไม้ที่สำคัญ อาทิ ไม้แดง ไม้ประดู่ ไม้ตะเคียน ไม้วงศ์ยาง ไม้วงศ์ก่อ และสนสามใบที่เจริญเติบโตกันเป็นกลุ่มๆ ส่วนสัตว์ป่าก็มีอยู่ชุกชุมหลายชนิด ทั้งนี้เนื่องจากสภาพป่าติดต่อกับป่าของสาธารณประชาธิปไตยประชาชนลาว ทำให้สัตว์ป่าทั้งหลายได้เดินทางข้ามประเทศไปมาสะดวก โดยมีสัตว์ที่หาดูยากหลายชนิด เช่น กระทิง เลียงผา กวาง เก้ง หมี นกชนิดต่างๆเกือบ 200 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์ครึ่งน้ำจำพวกกบภูเขา เขียดแลว กะท่างหรือซาลาเมนเดอร์

บนลานสนภูสอยดาว มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกหนึ่งแห่งด้วยครับ ซึ่งอยู่ไม่ห่างไกลกับลานสนมากนัก เป็นน้ำตกเย็นช่ำขนาดย่อมๆ ชื่อว่า น้ำตกสายทิพย์ ที่มีสายน้ำลดหลั่นลงมาตามชั้นเตี้ยๆรวม 7 ชั้น ในระดับความสูงแต่ละชั้นประมาณ 5-10 เมตรเท่านั้น แล้วมีน้ำเฉพาะช่วงฤดูฝนเท่านั้นด้วย เนื่องจากเป็นบริเวณที่มีความชุ่มชื้นสูง จึงมีมอสขึ้นปกคลุมหนาแน่นตามก้อนหิน เสมือนได้ปูพรหมสีเขียวขจีสวยงามยิ่ง และก็น้ำตกแห่งนี้อีกเช่นกัน มาเยือนครั้งคราใดไม่เคยทันกาลซะที ได้แต่ยลก้อนหินสีเขียวขลึมได้เท่านั้น แต่มาท่องเที่ยวในครั้งนี้ เป็นช่วงของปลายฤดูกาลมากๆ จึงไม่คิดกระเสือกกระสนเดินไปดู

ทั้งสนุกสนาน เพลิดเพลิน บันเทิงในหัวใจซะจริงๆ ผมชื่นชมความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติและถ่ายภาพไปพร่างๆด้วย จนกระทั่งทีมงาน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานแพร่ มาป่าวประกาศให้เตรียมตัวกลับกันได้แล้ว ฮ่ะ!!!นี่เรามานอนค้างแรมได้เพียงค่ำคืนเดียวเท่านั้นนะ จะต้องเดินลงไปจากลานสนภูสอยดาวกันแล้ว ทั้งแข้งขาที่เริ่มมีทีท่าจะปวดตึง...ยังไม่ค่อยทุเลาเลย ก็จำต้องฝืนลากสังขารกันต่อไปอีก อย่างไรก็ตาม ความมหัศจรรย์ของภูสอยดาว ที่เราได้สัมผัสกันแบบแนบชิด ก็ถือว่าได้ตักตวงใส่ในความทรงจำกันอย่างไม่อั้นมาแล้ว แต่ที่ทำให้รู้สึกภูมิใจและประทับใจอย่างสุดๆ คือ การได้เอาชนะตัวเอง ที่มีความอึดอดทนเดินมาบนลานสนภูสอยดาว...เป็นครั้งที่ 4 ได้แล้ว อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว “ลานสนสูงเสียดฟ้า ภูผาสายทิพย์ไหล หงอนนาคเต็มทุ่งไพร หนาวจับใจภูสอยดาว” สักวันข้างหน้า...จะมากระชับความสัมพันธ์อันลึกซึ้งอีกครั้งแน่นอนครับ