อาหารลดปวด

ห้องยาธรรมชาติ

ยาแก้ปวดส่วนใหญ่ มักมีผลข้างเคียงที่ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร และกระดูกเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น เวลาเกิดอาการปวดขึ้นมา โดยเฉพาะผู้สูงวัยทั้งหลายที่มักจะมีอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ปวดกระดูกมาเยี่ยมมาเยือนอยู่เสมอ ก็มักจะลูกหลาน หรือคนรอบข้างห้ามว่า อย่ากินยาแก้ปวดนะเดี๋ยวกัดกระเพาะบ้าง เดี๋ยวกระดูกผุบ้าง ซึ่งที่จริงแล้ว ถ้ากินตามแพทย์สั่งก็ไม่เป็นไร แต่ส่วนใหญ่มักจะไปซื้อยามากินเอง เนื่องจากบางทีอาการปวดมันเกิดขึ้นอยู่เสมอ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดเข่า ปวดแข้งปวดขา ปวดศีรษะ ปวดตัว สารพัดจะปวดละค่ะ ครั้นจะวิ่งไปหาคุณหมอทุกครั้งก็ใช่ที่ แต่แทนที่จะซื้อยามากินเอง เรามากินอาหารลดความปวดกันดีกว่าค่ะ

1. ขิง

ขิงเป็นหนึ่งในอาหารธรรมชาติที่มีสารที่ช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อได้ดีที่สุดในโลก เทียบได้กับยาแก้ปวดยอดนิยม ไอบูโปรเฟน แถมยังดีกว่าด้วยซ้ำ เพราะในขิงมีสาร จินเจอรอล โชโกล พาราโดล และซิงเจอโรน ซึ่งมีคุณสมบัติในการลดปวด ขิงบรรเทาอาการปวดที่มีสาเหตุมาจากระดับของโพรสตาแกลนดินในร่างกาย มีการศึกษาพบว่า เมื่อให้คนที่ปวดกล้ามเนื้อกินขิงแล้ว อาการปวดลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยปริมาณที่แนะนำ คือ วันละ 500 - 1000 มิลลิกรัม

2. กาแฟ

มีการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องอาการปวดศีรษะที่แสดงว่า กาเฟอีน 200 มิลลิกรัมที่ได้จากกาแฟที่ชงแล้ว 453 กรัม สามารถบรรเทาอาการปวดศรีษะ รวมถึงไมเกรนและอาการปวดศีรษะที่เกิดจากการหดตัวของหลอดเลือด แต่การพึ่งพากาเฟอีนในระยะยาวก็ย่อมจะส่งผลตรงกันข้าม เพราะคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำมักจะมีปัญหาเรื่องปวดศีรษะเมื่อเลิกดื่ม การดื่มเพื่อสุขภาพจึงควรอยู่ในปริมาณที่พอดีๆ ไม่มากจนเกินไป

3. น้ำมันมะกอก

น้ำมันมะกอกเปรียบเสมือนยาอายุวัฒนะสำหรับสุขภาพ รวมถึงใช้บำบัดอาการปวด เนื่องจากอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระโพลีฟีนอล ซึ่งช่วยลดกลไกที่ทำให้เกิดอาการปวดในร่างกาย น้ำมันมะกอกยังใช้แทนเนยได้ดีอีกด้วย แต่ก็ใช้อย่างระมัดระวัง เพราะน้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะกมีแคลอรีถึง 120 แคลอรี

4. ผักใบเขียว

ผักสีเขียว เช่น ผักขม ผักคะน้า ผักกาดเขียว ผักสลัดร็อคเก็ต ซึ่งไม่เพียงมีธาตุเหล็กสูง แต่ยังอุดมด้วยวิตามินเค ที่ช่วยให้กระดูกและข้อต่อแข็งแรง มีการศึกษาที่แสดงว่า ผู้ใหญ่ที่มีระดับวิตามินเคในเลือดเพียงพอจะเป็นโรคข้อกระดูกอักเสบน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ระดับวิตามินเคในเลือดต่ำ อย่างไรก็ตาม วิตามินเคยังช่วยให้เลือดแข็งตัว ดังนั้น ถ้าคุณอยู่ในช่วงที่แพทย์สั่งให้กินยาที่ทำให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก (blood thinners) ก็อย่าโด๊ปวิตามินเค ในเวลาเดียวกัน

5. องุ่น

เรสเวอราทรอล สารอาหารที่มีมากในผลองุ่น และน้ำองุ่น มีคุณสมบัติที่คล้ายกับแอสไพริน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญที่ทำการศึกษาเรื่องนี้แนะนำให้ดื่มน้ำองุ่นวันละ 1 แก้ว สำหรับผู้หญิง ส่วนผู้ชาย ให้ดื่มวันละ 2 แก้ว

6. เมล็ดแฟล็กซ์ และน้ำมันแฟล็กซ์

เมล็ดแฟล็กซ์บดละเอียด และน้ำมันแฟล็กซ์กลั่นเย็น มีกรดไขมันโอเมก้า 3 อยู่สูงมาก แต่อย่าใช้น้ำมันแฟล็กซ์มาปรุงอาหารโดยผ่านความร้อน เพราะจะให้ผลที่ตรงกันข้ามเลยทีเดียว นั่นคือจะยิ่งทำให้ระคายเนื้อเยื่อและไปซ้ำเติมอาการปวดมากยิ่งขึ้น

7. ขมิ้นชัน

มีการศึกษาที่แสดงว่า ขมิ้นชันมีสรรพคุณในการต้านการอักเสบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่ายาสเตอรอยด์เสียอีก สารตัวสำคัญในขมิ้นที่เรียกว่าเคอร์คูมิน ช่วยบรรเทาความปวดโดยผ่านกลไกเดียวกับยาลดการอักเสบ COX-1 และ COX-2 แถมยังไม่มีผลข้างเคียงอีกด้วย ควรกินในปริมาณ 1500 มิลลิกรัมต่อวัน

8. ปลาแซลมอนแมคเคอเรล และเฮอร์ริ่ง

ปลาที่มีไขมันมากอย่างแซลมอนแมคเคอเรล และเฮอร์ริ่ง ล้วนแต่มีน้ำมันที่มีประโยชน์สูง นั่นก็คือโอเมก้า 3 ซึ่งเมื่อเข้าไปในร่างกายแล้วจะเปลี่ยนเป็นสารที่ทำหน้าที่คล้ายฮอร์โมนที่ช่วยลดความปวดและการอักเสบ โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการปวดจากโรคข้ออักเสบ

9. เซลารี่

ดร.เจมส์ ดุ๊ค ผู้เขียนหนังสือชื่อ The Green Pharmacy พบสารต้านการอักเสบในเซลารี่มากกว่า 20 ชนิด รวมถึงสารที่เรียกว่า อะพิจีนิน ซึ่งมีคุณสมบัติในการต้านการอักเสบได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก

10. เชอร์รี่เปรี้ยว

อาการเจ็บกล้ามเนื้อหลังการออกกำลังกาย มีการวิจัยที่สหราชอาณาจักรพบว่าคนที่ดื่มน้ำเชอร์รี่คั้น 28 กรัม วันละ 2 ครั้ง ติดกันเป็นเวลา 10 วัน จะฟื้นพลังหลังออกกำลังกายได้เร็วกว่าคนที่ไม่ได้ดื่มน้ำเชอร์รี่ จากการวิจัยทำให้ทราบว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าในเชอร์รี่มีสารต้านการอักเสบและต้านอนุมูลอิสระ เช่นเดียวกับองุ่นสีดำ และผลไม้สีม่วงอื่นๆ เช่น องุ่น ทับทิม บลูเบอร์รี่ ฯลฯ ซึ่งจะทำหน้าที่เป็น NSAID ธรรมชาติ (กลุ่มยาแก้อักเสบที่ไม่มีสเตอรอยด์ เช่น ไอบูโพรเฟนและแอสไพริน) ช่วยลดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อจากการออกกำลังกาย น้ำเชอร์รี่คั้นเข้มข้น กินวันละ 2 ช้อนโต๊ะทุกวันก็เพียงพอแล้ว เชอร์รี่หวานก็มีประสิทธิภาพเหมือนกัน แต่มีไม่มากเท่าเชอร์รี่เปรี้ยว

11. สตรอว์เบอร์รี่ และผลไม้ตระกูลเบอร์รี่

สารประกอบที่ช่วยลดความเจ็บปวดนี้ยังพบได้ในแบล็คเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ และสตรอว์เบอร์รี่ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นอาหารที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะในการที่ไปช่วยเพิ่มปริมาณของสารประกอบที่เรียกว่า ฮีทช็อกโปรตีน ซึ่งจะลดลงเมื่ออายุมากขึ้น เมื่อร่างกายมีฮีทช็อกโปรตีนไม่เพียงพอก็จะส่งผลให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อ และจะทำให้เกิดความเจ็บปวดได้ง่าย นอกจากนั้นผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ยังอุดมไปด้วยวิตามินซี ซึ่งช่วยต้านอนุมูลอิสระ มีคุณสมบัติในการช่วยลดความเจ็บปวดได้อย่างดีเยี่ยม งานวิจัยบางชิ้นยังแนะนำว่า วิตามินซีอาจช่วยให้ความเจ็บปวดน้อยลง หลังเกิดภาวะกระดุกหัก หรือหลังผ่าตัดกระดูก

12. พริกชี้ฟ้า

สารประกอบในพริกชี้ฟ้าที่ชื่อว่า แคพไซซิน มีฤทธิ์ในการช่วยลดความร้อนที่เกิดจากการอักเสบ