"สมโภชน์ โตรักษา"

นักข่าวตัวจริงแห่งสนามการเมือง
ศิลปบันเทิง
ช่างภาพ: 

คอข่าวการเมืองคงไม่มีใครไม่รู้จัก สมโภชน์ โตรักษา ผู้สื่อข่าวผู้อยู่ในแวดวงการสื่อข่าวการเมืองยาวนานมากกว่ายี่สิบปี แม้ว่าจะมีช่วงมรสุมถูกฟ้องร้อง เขาก็ยังยืนหยัดทำหน้าที่ของตนเองอย่างมั่นคง จนกระทั่งมีคำพิพากษาของศาลที่ยืนยันความบริสุทธิ์ของเขาออกมาในที่สุด

ปัจจุบัน สมโภชน์ โตรักษา ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยหัวหน้ากองบรรณาธิการข่าวอาวุโส รับผิดชอบงานที่เกี่ยวกับด้านการเมือง ทหาร และความมั่นคง รายการคอลัมน์หมายเลข ๗ ต้านทุจริต ตามติดคนโกง ซึ่งออกอากาศทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ ในรายการสนามข่าว ช่วงเวลา ๐๘.๔๐ ประมาณ ๕ นาที และรายการคอข่าวการเมือง ออกอากาศช่วงเที่ยงคืนครึ่งของวันศุกร์ หลังรายการวันวานยังหวานอยู่

เส้นทางการทำงานตลอดระยะเวลายี่สิบว่าปีของ สมโภชน์ โตรักษา คือเส้นทางของความมุ่งมั่นในงานข่าวคุณภาพที่ไม่เคยคิดหยุดการสร้างสรรค์และพัฒนาแม้สักครั้ง

ผู้สื่อข่าวมากรางวัล - การันตีความสามารถ

ผมภูมิใจกับทุกรางวัลที่ได้รับ ในปีที่แล้วที่ได้มา ไม่ว่าจะเป็นรางวัลช่อสะอาด ของป.ป.ช.(สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ที่ได้รับมา ๓ ปีซ้อน โดยปีแรกได้จากหัวข้อข่าว "จับสด เรียกรับค่าฝากงาน" ปีที่ ๒ ได้จากหัวข้อข่าว "พบพิรุธใช้งบฉุกเฉิน ซื้อสารเคมี แจกชาวบ้าน" และปีที่ ๓ได้จากหัวข้อข่าว "พบพิรุธ อบจ.สมุทรปราการให้เงินอุดหนุนวัด" ซึ่งเป็นหัวข้อข่าวที่ทำให้ได้รับรางวัลบุคคลคุณธรรมแห่งชาติ ของศูนย์คุณธรรมสาขาสื่อมวลชน รางวัลข่าวจาก มูลนิธิแสงชัย สุนทรวัฒน์ ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกของทางช่อง ๗ ที่ได้รางวัลข่าวสืบสวนสอบสวน

จากความฝันคือนักกฎหมาย สู่การทำงานจริงสาย "นักข่าว"

"ใจเองก็ไม่เคยคิดว่าจะมาทำงานข่าว คิดตอนนั้นว่าอยากเป็นนักกฎหมาย นักการทูต หลังจากที่เรียนจบโรงเรียนสามเสน ก็ไปเรียนนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่ว่าสุดท้ายก็ไม่ได้เรียน เพราะว่าต้องไปช่วยคุณแม่ทำงานเป็นหัวหน้ากุ๊กอาหารไทยอยู่ที่ สีลม วิลเลจ เทรดเซ็นเตอร์ อยู่ ๒ ปี พอจะเรียนก็ไปสอบเข้าวิทยาลัยครูพระนคร ๒ ปี คณะวารสารและการประชาสัมพันธ์ แล้วก็ไปต่อที่สวนดุสิต (มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต) อีก ๒ ปีจบด้วยเกียรตินิยมอันดับ ๒ ก็ไปทำงานที่ช่อง ๙ อ.ส.ม.ท พอดีจังหวะช่อง ๗ เปิดรับสมัครนักข่าวในปี ๒๕๓๔ ก็เลยสมัครแล้วได้รับการคัดเลือกเข้ามา ตอนนั้นยังคิดอยู่เลยว่าเราจะเป็นนักข่าวเหรอ เพราะว่าไม่เคยคิดว่าจะเป็นนักข่าว แต่ว่าเป็นคนชอบดูข่าว โดยเฉพาะข่าวการเมือง ข่าวต่างประเทศ ข่าวกีฬา เพราะว่าเป็นนักกีฬาด้วย ก็เลยชอบติดตามข่าวสารบ้านเมืองเหตุการณ์ต่างๆที่จะเกิดขึ้น

วันที่มีสอบสัมภาษณ์ผมยังจำได้ว่า วันนั้นมี พี่จักรพันธุ์ ยมจินดา พี่หว่อง -พิสิทธิ์ กีรติการกุล

ซึ่งถือว่าเป็นอาจารย์ แล้วก็มีผู้บริหารอีก ๒ ท่าน ที่สอบสัมภาษณ์ผม ผมยังจำได้แทนที่กรรมการจะสัมภาษณ์ผม แต่ผมกลับเป็นคนสอบถามกรรมการในบางประเด็น ในทางกลับกันทั้งสองท่านก็ถามผมกลับว่า แล้วในฐานะคุณเป็นคนดู เป็นประชาชน คุณคิดเห็นอย่างไรกับสิ่งที่คุณถามผม เราก็อึ้ง จากวันนั้นก็เลยได้มุมมองวิธีคิด วิธีการตั้งคำถาม มันเลยทำให้คิดว่าเราต้องสอบเข้าช่อง ๗ ให้ได้ สุดท้ายก็ได้รับการคัดเลือกให้มาทำงานในส่วนของสายการเมือง เป็นช่วงรัฐประหารเลย รอยต่อของ รสช. (คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ) กับรัฐบาลของ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ แล้วก็ต่อด้วยรัฐบาล คุณอานันท์ ปันยารชุน"

ลงสนามการเมืองตั้งแต่วันแรกของการทำงานจนถึงปัจจุบัน

"วันแรกได้รับมอบหมายให้ติดตามภารกิจของนายกรัฐมนตรี อาทิตย์แรกก็ไปเรียนรู้งานที่รัฐสภา การประชุมสภา แล้วก็ข่าวอาชญากรรม ข่าวกีฬา สุดท้ายแล้วทางหัวหน้างานก็บอกว่าคุณเหมาะสมที่จะอยู่สายการเมือง เพราะเป็นคนที่ชอบกฎหมาย รู้เรื่องข่าวการเมือง รู้ชื่อนักการเมือง สามารถที่จะแยกแยะวิเคราะห์ข่าวการเมืองได้ ก็เลยได้รับมอบหมายให้ติดตามภารกิจของ คุณอานันท์ ปันยารชุน ตั้งแต่สมัยนั้น ผ่านเหตุการณ์ช่วงการเรียกร้องในปี ๒๕๓๕ เดือน พฤษภาคม แล้วก็ผ่านเหตุการณ์การเลือกตั้งมาหลายส่วนทำข่าวภาคสนามก็เสร็จสิ้นตอนที่จบในรัฐบาลของ นายชวน หลีกภัย สมัยแรก หลังจากนั้นก็ได้เข้ามาเป็นหัวหน้าข่าวการเมืองอยู่ในสถานี แล้วก็ได้รับมอบหมายภารกิจในหลายส่วน หน้าที่การงานก็เติบโตขึ้นตามอายุงานครับ ตามอายุงาน แล้วก็ภารกิจที่ได้รับมอบหมายก็เพิ่มขึ้นตามลำดับ การจัดรายการก็เพิ่มขึ้น ได้รับมอบหมายเป็นคนวิเคราะห์สถานการณ์เหตุการณ์ทางการเมือง หรือวิเคราะห์คำพิพากษาสำคัญๆ ก็จะได้รับมอบหมายจากผู้บริหาร ให้มาทำหน้าที่นี้ในเหตุการณ์สำคัญทางการเมือง"

"ความเป็นธรรม" สำคัญเมื่อมีความเป็นกลาง คำถามคือใครเป็นคนวัด

"ผมเชื่อว่านักข่าวทุกคนยังไงก็ต้องมีความคุ้นเคยกับแหล่งข่าว เพียงแต่ว่าเราต้องแยก ในเรื่องของภาระความรับผิดชอบ ไม่มีใครหรอกครับที่เป็นกลาง ๑๐๐ % ผมก็ไม่ได้เป็นกลาง ๑๐๐ % แต่ผลงานจากการทำหน้าที่มันจะเป็นตัวพิสูจน์ ว่าการทำหน้าที่ของเรา เราให้ความเป็นธรรมการนำเสนอข่าว ผมเชื่อมั่นนะครับว่า ความเป็นกลางไม่เทียบเท่ากับความเป็นธรรม เพราะว่าความเป็นธรรมมันจะทำให้สังคมอยู่ได้อย่างถูกต้องและมีกติกา ความเป็นกลางใครล่ะเป็นคนวัด เพราะฉะนั้นดีที่สุดคือความเป็นธรรม มันยั่งยืน มันตอบโจทย์ได้"

คุณสมบัติสำคัญของนักข่าวสายการเมืองในแบบของ สมโภชน์ โตรักษา

"นักข่าวสายการเมืองต้องพยายามศึกษาหาความรู้ในทุกด้าน เพราะว่าข่าวการเมืองคือผู้ที่กำหนดนโยบายของประเทศ พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งก็จะได้รับเลือกเข้ามาเป็นนายก เป็นไปตามขั้นตอนเสียงข้างมาก กำหนดนโยบายการบริหารประเทศ การออกกฎหมายนิติบัญญัติ ซึ่งมันก็จะทำให้เราต้องรอบรู้เศรษฐกิจ สังคมต่างประเทศ ข่าวอาชญากรรม ที่เกี่ยวกับเรื่องของตำรวจ รวมไปถึงกระบวนการยุติธรรม ฉะนั้นความเป็นนักข่าวสายการเมือง คุณต้องตื่นตัวตลอดเวลา แล้วผมว่านักข่าวทุกสายคือต้องคิดเหมือนกัน แล้วก็ต้องมีในเรื่องของสัมมาคาราวะ เพราะว่าสายการเมืองจะอยู่ใกล้ชิดในส่วนของแหล่งข่าวระดับสูง ได้พบปะพบเจอนายกรัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. สัมมาคาราวะเป็นสิ่งที่ทำให้เราทำงานง่ายขึ้น เพราะว่าคงไม่มีใครอยากคุยกับนักข่าวที่ก้าวร้าว การมีสัมมาคาราวะไม่ได้หมายความว่าย่อหย่อนในวิชาชีพ จรรยาบรรณ แต่มันเป็นเหมือนประตูเปิดทางให้เราเดินเข้าไปหาแหล่งข่าวง่ายขึ้นในสังคมของคนไทย ซึ่งผมยึดถือเรื่องการมีสัมมาคาราวะมาตลอด"

พัฒนาตนเองอย่างไม่หยุดนิ่ง

"การเป็นนักข่าวสมัยนี้ง่าย วิธีการได้ข่าวสมัยปัจจุบันก็มีช่องทางหลายช่องทางที่จะสามารถได้ข่าวมา การช่วยเหลือในลักษณะให้ความร่วมมือกันค่อนข้างมาก นักข่าวสมัยใหม่เก่าอย่างเราอยู่นิ่งไม่ได้ ผมไม่เคยหยุดนิ่ง ถ้าผมหยุดนิ่งเมื่อไหร่แปลว่าผมหยุดอาชีพนักข่าวแล้ว ศึกษาหาความรู้ตลอด อย่างตอนนี้ทำงานอยู่ช่อง ๗ ก็ไปเรียนหนังสือเพิ่มเติมหลักสูตรผู้บริหารจากสถาบันพระปกเกล้าหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) รุ่นที่ ๒ ของ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)หลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บยส.) รุ่นที่ ๑๗ ของสำนักงานศาลยุติธรรม และล่าสุดที่เพิ่งจบไปคือหลักสูตรนักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง (นยปส.) รุ่นที่ ๕ ทั้ง ๔ หลักสูตรมันสามารถเติมเต็มความรู้ให้กับเรา สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวได้อย่างรอบด้านขึ้น แล้วมันทำให้ข่าวที่เรานำเสนอมีความถูกต้อง"

สื่อมวลชนต้องตรวจสอบ และ "ถูกตรวจสอบได้"

"ผมว่าการถูกตรวจสอบเป็นเรื่องดีนะครับ เพราะว่าสื่อมวลชนเนี่ย ตรวจสอบคนอื่นได้ ในขณะเดียวกันเราต้องยอมรับและภูมิใจที่มีคนอื่นเขาตรวจสอบเรา เพราะว่ามันเป็นตัวที่ตรวจสอบการทำงานของเราว่ามันมีคุณภาพและจรรยาบรรณมากแค่ไหน อย่างผมถูกฟ้องดำเนินคดี ถามว่าผมคิดที่จะไปแจ้งความดำเนินคดีกับทางที่เขาฟ้องไหม คำตอบคือไม่เลย เพราะผมมั่นใจว่าสิ่งที่ผมนำเสนอข่าวไปมันถูกต้อง และมีความเป็นธรรม และในเมื่อผมได้รับความเป็นธรรม ผมก็ควรพอใจกับสิ่งที่ผมได้รับ ในขณะเดียวกันผมโกรธหรือแค้นกับสิ่งที่ผมถูกตรวจสอบไหม อันนี้ไม่เลยครับ อันนี้พูดด้วยความสัตย์จริงว่า ไม่โกรธแค้นเลย ในทางกลับกันผมคิดว่ามันเป็นบทพิสูจน์ บททดสอบในการทำหน้าที่ของผม ในเมื่อเราตรวจสอบเขาได้ เราก็ต้องน้อมรับถ้าเขาจะมาตรวจสอบเราด้วยวิถีทางกระบวนการยุติธรรม สุดท้ายแล้วสิ่งที่นำเสนอข่าวมันถูกต้อง ผมก็เลยรอดพ้นคดีนี้แล้ว"

การนำเสนอข่าวต้องไม่ใช่ "ข่าวร้ายลงฟรี ข่าวดีเสียตังค์"

"ความถูกต้องของข่าวเป็นเรื่องสำคัญมาก อีกอย่างคือผมไม่อยากให้มันเกิดในลักษณะที่ว่า ข่าวร้ายลงฟรีข่าวดีเสียตังค์ ข่าวก็คือข่าว เราต้องทำข่าวให้เป็นข่าว ไม่ใช่ว่าข่าวร้ายลงกันดี แต่พอจะลงข่าวดีต้องเสียตังค์ ผมไม่เคยคิดแบบนี้เลย โดยเฉพาะมาทำข่าวเกี่ยวกับเรื่องของการติดตามตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่น ผมไม่อยากยกยอตัวเอง แต่ผมพูดได้เลยว่าตลอดชีวิตผมในการทำงานเกือบ ๒๔ ปี ผมไม่เคยรับเงินจากนักการเมืองแม้แต่สตางค์แดงเดียวในการประกอบวิชาชีพของผม ซึ่งสามารถตรวจสอบได้"

ปราบปรามการทุจริต คอร์รัปชั่นคือเป้าหมายสำคัญของการทำงาน

"ตอนนี้ผมมีความตั้งใจอยากจะทำเรื่องการต่อต้านการทุจริต ให้เข้มแข็งขึ้น เพราะผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมทำอยู่ ผมรู้ว่าบางครั้งมันก็เสี่ยงต่อชีวิต ความปลอดภัย แต่ว่าไม่เคยกลัว ไม่ได้ท้าทายแต่ผมคิดว่ามันเป็นโอกาสดีที่เราได้ทำงานตรงนี้ เราไม่ได้ทำให้สถานีอย่างเดียว แต่เราทำให้สังคม มันเกิดการพัฒนาที่ดีขึ้น อยากเห็นสังคมที่ดีขึ้น ผมมีครอบครัว ผมก็อยากจะให้ครอบครัวอยู่ในสังคมที่ดี เพราะฉะนั้นการที่เราได้เข้ามาทำงานข่าวเกี่ยวกับการต่อต้านการทุจริต ถ้าเรียกร้องได้ผมอยากเรียกร้องให้คนไทยทุกคนมาช่วยกัน หวังพึ่งเจ้าหน้าที่อย่างเดียวไม่ได้ ต้องพึ่งคนไทยทั้งประเทศ เพราะว่าแต่ละพื้นที่ คุณอยู่ใกล้ชิดมากที่สุด คุณรู้เลยว่าหน่วยงานที่เขาเอาเงินคุณไปใช้ ก็คืองบประมาณแผ่นดิน เรารู้อยู่แล้วว่าเขาทำอะไร ไม่มีใครรู้ดีมากกว่าประชาชนในพื้นที่ เราเห็นว่าสิ่งที่เขาทำมันถูกต้องไหม ถ้าไม่ถูกต้องอย่างไร ส่งข้อมูลเลยครับ"

ติดตามการทำงาน และส่งข้อมูลให้ตรวจสอบได้ทั้งหน่วยงานภาครัฐและรายการข่าว

"ถ้าเห็นความไม่ถูกต้องสามารถส่งข้อมูลมาทางเฟซบุ๊ค คอลัมน์หมายเลข ๗ ต้านทุจริตตามติดคนโกง https://www.facebook.com/columnnumber7 ผมก็จะนำข้อมูลมาติดตามตรวจสอบและขยายผลร่วมกับหน่วยงานการตรวจสอบ ผมไม่ได้ทำเพื่อให้เป็นประเด็นข่าว แล้วพอเป็นข่าวแล้วก็จบไป แต่ผมทำในลักษณะติดตามตรวจสอบ พอทำเป็นข่าวแล้วมีการแก้ไขปัญหา ผมนำกลับมาเสนอ แล้วคิดว่าการแก้ไขปัญหามันคือภารกิจของคนทั้งชาติ สื่อมวลชนทำลำพังไม่ได้ จึงเป็นที่มาว่าทำไมเราจึงต้องไปทำงานร่วมกับหน่วยงานตรวจสอบ"

ความสำเร็จมาจากโอกาสและคำยืนยันว่า "ทำตรงนี้ด้วยความสุจริตต่อไป"

"โอกาสนี้ก็ขอกราบขอบคุณทางผู้บริหารช่อง ๗ สี ที่ให้โอกาสผมได้มาทำหน้าที่ในฐานะของสื่อมวลชน เป็นระยะเวลา ๒๔ปีแล้ว ขอบคุณทีมงานทุกๆคนที่ร่วมทำงานกับผม ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายต่างๆ ตัดต่อ ช่างภาพ กราฟฟิค หรือแม้แต่ผู้ช่วยที่ขับรถให้ผม น้องในทีมงานทุกๆคน สำคัญอย่างยิ่งคือ ผู้บริหารจากองค์กรต่างๆที่ให้โอกาสทางช่อง ๗ สี คือคอลัมน์หมายเลข ๗ ไปร่วมทำงานด้วย และขอบคุณครอบครัวของผม คุณพ่อ คุณแม่ และครอบครัว และประชาชนคนไทยทุกคนที่ให้ความสนใจกับการติดตามข่าวสารของบ้านเมือง โดยเฉพาะในเรื่องของการต่อต้านการทุจริต ผมถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ตอนนี้คนไทยกำลังตื่นตัวอย่างยิ่ง ผมภูมิใจที่ได้มีโอกาสทำงานนี้ และจะทำงานนี้ต่อไป แล้วผมจะไม่ทิ้งหน้าที่สื่อสารมวลชน จะทำตรงนี้ด้วยความสุจริตต่อไป"

สื่อมวลชนเป็นวิชาชีพที่ถูกตั้งคำถามถึงหน้าที่ คุณธรรม และจรรยาบรรณอย่างมาก ในยุคของการสื่อสารปัจจุบัน "สมโภชน์ โตรักษา" คือชื่อที่การันตี ทั้งความสามารถ คุณภาพ และความตั้งใจโดยสุจริตที่จะทำหน้าที่สื่อมวลชนคุณภาพ โดยเฉพาะความแน่วแน่ที่จะแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น หน้าที่ของผู้ชมในยุคแสวงหาสื่อคุณภาพ จึงไม่ได้มีเพียงแค่ติดตาม และสนับสนุนผลงานของเขาเท่านั้น แต่การ "ร่วมอุดมการณ์เดียวกัน" ต่างหาก ที่จะเป็นสิ่งยืนยันถึงสื่อมวลชนคุณภาพคนนี้ ว่าเขาเดินมาถูกทางแล้ว