รักมักง่าย

คุยสารพันสาระเพ

ตอนที่ 1

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว แต่ไม่นานจนเกินที่จะจำได้ เมื่อครั้งโรงพักแห่งนั้นยังเป็นเพียงตึกชั้นเดียวสีเหลืองจางๆ ขึ้นบันไดไปแค่ 4-5 ขั้น ตัวอาคารเป็นเรือนยาวๆ มีบันได 3 ด้าน บันไดหลักอยู่ส่วนกลางของอาคาร และบันไดข้าง 2 ด้าน หากขึ้นบันไดกลางตึกไปก็จะเจอเคาน์เตอร์สูงๆ อยู่ตรงกลางซึ่งเรียกกันว่า โต๊ะสิบเวร มีตำรวจอยู่ประจำเพื่อคอยรับเรื่องราวร้องทุกข์ต่างๆ และให้ข้อแนะนำพาผู้มาติดต่อไปดำเนินเรื่องต่อ หลังเคาน์เตอร์นี้จะเป็นโต๊ะทำงานของตำรวจยศต่างๆ มีม้ายาวทำด้วยไม้ 2-3 ตัว ให้ผู้คนที่มาร้องเรียน แจ้งความเรื่องต่างๆ นั่งรอ หลังโต๊ะทำงานเหล่านี้ก็จะเป็นห้องขังเรียงยาวไปตามแนวอาคาร เวลาเดินผ่านห้องขังเรามักจะได้ยินเสียงโวยวายเอะอะดังออกมาจากห้องขังเหล่านี้เป็นประจำ

บางครั้งที่ต้องเดินไปหาพ่อที่ห้องทำงาน ฉันจะเดินผ่านเข้าไปในอาคารโรงพัก เพราะบ้านพักอยู่คนละฝั่งกับห้องทำงานพ่อ พ่อว่าฉันบ่อยๆ ไม่ให้เดินขึ้นไปบนโรงพักและผ่านห้องขังเหล่านี้ ให้เดินอ้อมหลังโรงพัก หน้าโรงพักก็ไม่ให้เดินเพราะเป็นลานจอดรถ มีผู้คนและตำรวจมากมายไปเกะกะเขาเปล่าๆ แต่ฉันก็ฝืนคำสั่งพ่ออยู่บ่อยๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าคนที่อยู่ในห้องขังนี่เขาดูเป็นอย่างไรกัน

พ่อเป็นสารวัตรสืบสวนสอบสวน ก็เรียกว่าใหญ่พอตัวแล้วในที่นั้น ตอนนั้นฉันอายุประมาณ 11-12 ขวบ เป็นคุณหนูประจำถิ่น ไม่มีใครกล้าหืออือด้วย แต่ฉันก็ไม่เคยวุ่นวายหรือเบ่งบารมีกับใครอาจยังเพราะเด็กอยู่ มีลูกตำรวจแถวนั้นเป็นลูกน้องประมาณหนึ่งไว้ตีแบตมินตันด้วย และไว้โหนบาร์คู่เล่นเป็นเพื่อน บ้านพักที่เราอยู่กันเป็นเรือนไม้ใต้ถุนสูง เราใช้ใต้ถุนไว้จอดรถ บ้านหลังใหญ่พอประมาณ มีห้องนอนตั้งสามห้อง มีห้องรับแขกให้ด้วย

พอขึ้นกระไดบ้านไปเปิดประตูไม้เตี้ยๆ ที่อยู่หัวกระไดก็จะเจอลานบ้านโล่งๆ แบบบ้านไทยโบราณทั่วๆไป เราเอาส่วนนี้ไว้วางโต๊ะอาหารเป็นห้องกินข้าว มีห้องครัวกับห้องลูกจ้างให้ด้วย เรียกว่าบ้านนี้เป็นเรือนไทยประยุกต์ที่น่าอยู่หลังหนึ่ง บ้านเราโล่งมากอย่างไม่น่ากลัวขโมย เพราะเราอยู่ในบริเวณโรงพัก เต็มไปด้วยตำรวจพร้อมอาวุธครบมือ แม่ฉันตกแต่งบ้านเสียน่าอยู่ สิ่งที่แม่ขาดไม่ได้คือเสื่อน้ำมันไว้ปูตามห้องแทนพรมราคาแพง มันก็ดูเหมาะสำหรับบ้านทรงนั้นเมื่อห้าสิบปีก่อน

สิ่งที่แม่ทนไม่ได้คือบ้านนี้ไม่มีห้องน้ำชั้นบน มีห้องอาบน้ำห้องเดียวอยู่ข้างล่าง ซึ่งแยกออกจากห้องส้วมซึ่งอยู่ติดกัน โดยทั้งสองห้องนี้อยู่เป็นส่วนหนึ่งของบริเวณใต้ถุนบ้าน ฉันก็ไม่เข้าใจว่าสารวัตรคนเก่ากับลูกเมียเขาเดินลงมาอาบน้ำ หรือเข้าส้วมกันอย่างไร เพราะบ้านเปิดโล่งขนาดนั้นไม่มีรั้วรอบขอบชิด ผู้คนเดินผ่านบ้านกันทั้งวัน ห้องอาบน้ำมีหน้าต่างไม้ตั้งสามบาน สองบานอยู่ด้านใต้ถุนอีกบานอยู่ทางด้านฝั่งบ้านสารวัตรปราบปรามหนุ่มโสด แต่มีผู้หญิงมาบ้านทุกวันอย่างไม่ซ้ำหน้า สรุปแล้วเวลาจะอาบน้ำต้องปิดหน้าต่างลงกลอนให้มิดชิด แต่ถึงจะปิดหน้าต่างมิดชิดอย่างไรก็ยังดูน่าหวาดเสียวว่าจะมีคนแอบดูอยู่ดี ส่วนห้องส้วมไม่มีหน้าต่าง แต่มีซี่ไม้อยู่ส่วนบนติดเพดานไว้ระบายลม ส้วมซึมยกพื้นสูง ขืนปิดประตูไม่สนิทขึ้นมาในขณะนั่งทำธุระอยู่ เฮ้อ แค่คิดภาพก็สยดสยองเหลือทน ฉันแอบมองสารวัตรหนุ่มโสดข้างบ้านอยู่บ่อยๆ แกก็นุ่งผ้าเช็ดตัวผืนหนึ่งเดินลงมาอาบน้ำไม่ได้เดือดร้อนอะไร

แม่ฉันรับไม่ได้อย่างมากเรื่องห้องน้ำห้องส้วม แม่ลงทุนทำห้องน้ำห้องส้วมเองอยู่บนบ้าน โดยต่อเสาทำห้องยื่นออกมาจากลานโล่งข้างบนที่เราใช้เป็นห้องกินข้าว ส่วนห้องน้ำห้องส้วมข้างล่างก็ให้บรรดาลูกจ้างนุ่งกระโจมอกลงไปใช้ห้องนั้นกันเอง ท่าทางเขาก็ชอบกันอยู่ ในบริเวณที่พักอาศัยของข้าราชการตำรวจเหล่านี้ สมัยนั้นผู้คนเดินไปมาในชุดกระโจมอก หรือผ้าเช็ดตัวไม่ใช่เรื่องแปลกหรืออุจาดแต่อย่างไร เพราะห้องน้ำห้องส้วมในสมัยนั้นเป็นห้องรวมหมด มีห้องอาบน้ำหลายห้อง ห้องส้วมหลายห้องเรียงกันอยู่ส่วนล่างของที่พักอาศัย ตำรวจระดับรองลงมาที่ไม่ได้เป็นระดับสารวัตรจะไม่มีบ้านเดี่ยวอยู่ พวกเขาอยู่ในอาคารไม้ 2 ชั้น แต่เพดานสูงเชียวแบบโบราณ ทำให้ดูเหมือนมี 3 ชั้น อาคารไม้ที่นี่ใหญ่มากมีสองอาคารต่อกันเป็นมุม มีการแบ่งห้องเหมือนอพาร์ตเม้นต์สมัยนี้ ระดับนายร้อยจะได้ห้องที่ใหญ่กว่า หรือได้ 2 ห้อง และอยู่ส่วนริมของอาคาร ส่วนห้องถัดไปกลางๆ ตึกก็สำหรับตำรวจชั้นประทวน ทุกคนจะได้ห้องเล็กๆ ที่อยู่ตรงข้ามห้องนอนใช้เป็นห้องเก็บของ หรือห้องครัวด้วย แต่ไม่มีห้องน้ำทุกคนต้องลงมาใช้ห้องน้ำห้องส้วมรวม ระดับสัญญาบัตรจะมีห้องน้ำห้องส้วมต่างหาก มาถึงตอนนี้คุณก็เข้าใจแล้วซินะว่าคนที่นี่เขาเดินนุ่งกระโจมอก หรือห่อแต่ผ้าเช็ดตัวคุยกันนี่เป็นเรื่องปกติ เพราะอยู่ในบ้านใหญ่หลังเดียวกัน

มาถึงกาลครั้งนี้ บ้านไม้หลังใหญ่ที่ฉันเคยอยู่ อาคารไม้สำหรับตำรวจคนอื่นๆ ถูกรื้อทิ้งไปหมดแล้ว และสร้างแทนที่ด้วยตึกสมัยใหม่มีมากชั้นขึ้น มีห้องมากขึ้น สำหรับจำนวนตำรวจที่มากขึ้นพร้อมคดีอาชญากรรมที่เพิ่มขึ้นตามยุคสมัย การจัดแบ่งห้องเป็นไปตามระดับยศแบบธรรมเนียมดั้งเดิม คราใดที่ฉันผ่านไปกินข้าวที่โรงแรมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับโรงพักแห่งนี้ ยังอดคิดถึงสถานที่และบริเวณรอบๆไม่ได้

โรงแรมนี้เป็นที่ที่ฉันเข้ามาวิ่งเล่นในวัยเยาว์ แต่ก่อนเป็นโรงสี มีสะพานไม้ยื่นออกไปในแม่น้ำไว้สำหรับเทียบเรือ และลำเลียงกระสอบข้าวสาร และพืชเมล็ดต่างๆขึ้นลงระหว่างเรือ กับโรงสี รอบบริเวณโรงพักเคยเป็นสวนดอกไม้ มีดอกไม้ไทยๆปลูกอยู่มากมาย ฉันคุ้นเคยกับกลิ่นดอกราตรียามค่ำคืน และดอกการะเวกที่ห่อมาในกรวยใบตอง ที่เด็กๆในโรงพักมักชอบเก็บดอกตามต้นที่มีอยู่มากมายแถวโรงพัก ตัดใบตองมาทำเป็นกรวยใส่ดอกการะเวกเข้าไป ปิดกรวยด้วยไม้กลัด แล้วก็นำมาให้แก่กัน พอได้มาก็นั่งคุยกันไปดมดอกไม้กันไป ตอนเข้านอนก็วางไว้ใกล้ๆ หมอนกรุ่นกลิ่นไปอีก 2-3 วัน

ริมถนนเคยมีคูน้ำเล็กๆ อยู่ทั้งสองฝั่ง ตลอดเส้นทางมีต้นหางนกยูงที่ออกดอกตอนหน้าร้อนเป็นสีส้มเจิดจ้าไปทั้งแนวถนน คิดถึงตรอกหมอที่เคยเข้าไปเดินเล่นกับลูกสาวรองผู้การฯ คิดถึงสุสานคริส ที่พวกเราเด็กๆ เคยเข้าไปเดินเล่นและเก็บดอกไม้ที่มีอยู่มากมายนานาพันธุ์ จริงๆนะคะ สุสานคือที่เที่ยวพักผ่อนหย่อนใจของเรา เราเห็นหลุมศพมีป้ายชื่อติดไว้มากมาย ก็ไม่ยักกะกลัว บางวันมีหนุ่มสาวนั่งจับมือกันในสุสานด้วยซ้ำ อีกทั้งสะพานกรุงเทพฯที่เมื่อสมัยนั้นเราเดินกันไปแต่มืดเพื่อรอดูพระอาทิตย์ขึ้น ที่เที่ยวช่างมีมากมาย แต่กิจกรรมเที่ยวซอกแซกเหล่านี้ก็ทำได้เฉพาะเสาร์อาทิตย์กับเวลาปิดเทอมแค่นั้นแหละค่ะ ฉันมักคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายๆอย่าง ณ สถานที่แห่งนั้น ผู้คนมากหน้าหลายตารวมถึงลูกจ้างคนหนึ่งที่ชื่อ พร

พรเป็นหนึ่งในสองคน ของลูกจ้างที่บ้าน แม่มักมีลูกจ้างสองคนเสมอ แม่เจ้าระเบียบ บ้านเรากวาดถูสะอาดตลอดเวลา เพราะบ้านเรามีแขกทั้งวัน ทั้งตำรวจนำงานมาเสนอมานั่งคุย ช่วงเวลาที่พ่อพักขึ้นมากินข้าวหรือหลังเลิกงาน ผู้ที่มีคดีความทั้งหลายมักมาขอคำปรึกษาจากพ่อ พ่อฉันฉมังนักเรื่องข้อกฎหมายและการสืบสวน บ้านเราจึงครึกครื้นทั้งวันแทบไม่มีเวลาพัก ลูกจ้างของเราก็ต้องรับแขกคอยยื่นหน้ายื่นตามาคอยดูว่าใครมาที่ประตูเตี้ยๆ ตรงกระไดของเรา หาน้ำหาท่าให้ดื่มบ้าง

แล้ววันหนึ่งพรก็สบตากับตำรวจหนุ่มชั้นประทวนคนหนึ่งเข้า สบตาต้องใจต้องมนต์กันเป็นที่เรียบร้อย ฉันก็มองไม่ออกว่ามันหล่อตรงไหน จำได้ว่าตัวผอมๆ สูงๆ ผมสั้นทรงตำรวจ หน้าพรุนไปด้วยสิว แต่ต้องตาต้องใจสาวพรยิ่งนักเพราะหล่อนก็ผอมสูงหน้าพรุนไม่แพ้กัน ฉันเฝ้าสังเกตดูความสัมพันธ์ของคนคู่นี้จนเห็นความก้าวหน้าที่พรวดพราดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

จากที่สบตากัน เอียงอายกันไปมาไม่กี่วันต่อมาสาวพรก็เริ่มแต่งตัวสวยขึ้น เริ่มมีการทาปากใส่เสื้อสวยขึ้น สมัยนั้นเขาก็หาซื้อเสื้อผ้ากันไม่ยาก เวลาเดินไปตลาดเพื่อซื้อกับข้าว ที่นั่นมีร้านขายเสื้อผ้าก็เลือกซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้าน ไม่ต้องนั่งรถไปไหนไกล พรเริ่มติดโบที่ผมฟูๆของหล่อนบ้าง บางวันก็คาดผมโดยมีน้อยลูกจ้างอีกคนคอยสมรู้ร่วมคิดช่วยเหลือ

ฉันยังเด็กไม่ค่อยเข้าใจการแสดงออกเรื่องความรักสักเท่าไรนัก แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นฉันก็คอยสอบถามจากน้อย จึงได้รู้ว่าเขาสองคนแอบออกไปนั่งคุยกันตอนกลางคืน แถวนั้นมีซอกมีหลืบให้นั่งคุยกันเยอะค่ะ มีอยู่ครั้งตอนเช้าฉันยืนอยู่ในครัวและมองขึ้นไปที่ชั้น 2 ของเรือนไม้ซึ่งเป็นที่อยู่ของบรรดาตำรวจทั้งหลาย ไปเห็นเอาหน้าต่างห้องหนึ่งเปิดกว้างมีตำรวจตัวก้างหน้าปรุคนนั้นยืนเกาะหน้าต่างห้องมองลงมาที่บ้านฉัน ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่

ฉันรีบหลบหลังหน้าต่างห้องครัวแต่ก็ยังคงแอบดูผ่านทางบานพับหน้าต่างอยู่ ลักษณะท่าทีของตำรวจผู้นั้นยังคงเป็นอยู่อย่างนั้นซักพักจนฉันเริ่มสงสัยว่ามันมีอะไรอยู่ที่ห้องน้ำชั้นล่าง เลยรีบวิ่งลงมาดู ประตูห้องน้ำเปิดกว้างยัยพรนั่งซักผ้าอยู่บนม้านั่งเตี้ยๆ มีกะละมังใบเขื่องเต็มไปด้วยผ้าซัก แม่เจ้า หล่อนนั่งอ้าขาเต็มที่ ถลกผ้าถุงขึ้นมาเหนือเข่า โชว์ของสงวนของหล่อนให้นายก้างนั่นดูอย่างเต็มที่ ฉันก็ไม่รู้หรอกว่าด้วยระยะที่ไกลขนาดนั้นนายนั่นจะมองเห็นภาพชัดแค่ไหน ฉันมองยัยพรทีมองตำรวจหนุ่มคนนั้นที แต่สองคนนี่ไม่ยักกะสนใจมองมาที่ฉัน

ฉัน...ที่กำลังยืนจ้องมองพฤติกรรมของเขาทั้งสอง เออนะ เขาคงคิดว่า โลกนี้มีแต่เขาสองคนจริงๆ ไปๆมาๆ ฉันเป็นฝ่ายอายเสียเองต้องรีบวิ่งกลับขึ้นไปข้างบนบ้าน

จากนั้นมาฉันก็เริ่มติดตามความเคลื่อนไหวของพรมาตลอดผ่านทางน้อย น้อยเล่าให้ฉันฟังถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของพร นอกจากจะแต่งตัวผัดหน้าทาปากมากขึ้นจากเดิม ใส่เสื้อผ้าใหม่ๆแล้ว ตอนกลางคืนยังไม่ได้นอนที่บ้าน แต่หนีไปนอนกับตำรวจหนุ่มผู้นั้นที่ห้องพักของเขา เอ้อ รักมักง่ายกันแบบนี้น่ะหรือ เพิ่งสบตากันมาไม่กี่วันเอง บทรักโรแมนติคของคนคู่นี้ก็ถูกนำมาเล่าให้ฉันฟังอยู่เรื่อยๆโดยน้อย

ในวัยเด็กฉันก็ได้แต่นั่งงงๆ กับบทรักเปิดเผย ไม่อายฟ้าดินของคู่รักคู่ใหม่คู่นี้ พ่อแม่ฉันเริ่มระแคะระคายแต่ก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไร มีแต่แม่ที่เตือนพรให้ทำอะไรก็ให้อยู่ในกรอบธรรมเนียม เพราะเราเป็นผู้หญิงอย่าทำสิ่งที่น่าอับอาย อย่ามักง่าย สาวพรก็ก้มหน้าก้มตารับฟังเป็นอย่างดี ตราบใดที่งานการไม่เสียไม่มีเรื่องร้องเรียนมันก็ยังคงเป็นแค่เรื่องรักใคร่ของหนุ่มสาว

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า