เที่ยวสุดสายชายแดนไทยที่แม่สอด

สรรเที่ยว...ถิ่นไทย

1. ปฏิภาณมูเซอดำดอยมูเซอ

ปกติแล้วสารภาพตรงๆว่าผมเป็นคนชอบยึดติดอยู่กับความหลังครั้งเก่าๆ แบบคนที่ได้หน้าแล้วไม่เคยคิดจะลืมหลัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรทั้งสิ้น อย่างเช่นการเดินทางไปบนเส้นทางจากเมืองตาก เพื่อมุ่งหน้าผ่านแนวทิวเขาถนนธงชัยไปยังเมืองชายแดนพม่าด้าน อำเภอแม่สอด ที่อยู่ห่างกันประมาณ 90 กิโลเมตร บนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข12 หรือทางหลวงสายเอเชีย หมายเลข AH 1

โดยเมื่อผ่านดอยมูเซอซึ่งแต่ก่อนเคยเป็นที่ตั้งของศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา แต่ปัจจุบันได้ถูกปรับเปลี่ยนมาเป็นศูนย์พัฒนาสังคม หน่วยที่ 16 จังหวัดตาก กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ไปเรียบร้อยแล้ว หลังจากผมแวะเวียนเข้าไปเพื่อดูสภาพหมู่บ้านชาวเขาเผ่ามูเซอดำแห่งบ้านอุมยอม กระทั่งทราบข่าวว่า "จะบู" เพื่อนเก่าชาวมูเซอดำที่รู้จักกันมานานกว่า 30 ปี ณ หมู่บ้านแห่งนี้ ได้จบชีวิตและลาโลกนี้ไปแล้วกว่าสิบปี ยังมีสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่ผมจะขาดเสียมิได้ในการเข้าไปใช้วันเวลาที่นั่น

มันคือตลาดมูเซอซึ่งต้นฉบับขนานแท้ดั้งเดิมจริงๆนั้น อยู่ตรงเส้นทางผ่านที่หลักกิโลเมตร 29 ของทางหลวงแผ่นดินสายดังกล่าว แต่ปัจจุบันได้เพิ่มจำนวนขึ้นมาทั้งที่ตลาดต้นแบบ กับตลาดมูเซอแห่งใหม่ตรงหลักกิโลเมตรที่ 28 ห่างไกล แค่ 1 กิโลเมตรบนเส้นทางสายเดียวกัน

ผมจะขอย้อนกลับไปตรงตลาดมูเซอต้นแบบ ซึ่งแต่ก่อนชาวมูเซอดำแห่งบ้านอุมยอมนี่แหละ จะพากันนำเอาสินค้าอันเป็นผลผลิตจากเรือกสวนออกมาวางขายให้กับคนเดินทางผ่าน โดยลักษณะตลาดขณะนั้นยังเป็นเพิงไม้แบบเรียบง่ายใช้จากมุงหลังคาเพื่อกันแดด ไม่มีร่มหรือผืนผ้าใบกำบัง กับไม่มีฝากั้นเป็นที่อยู่อาศัยแรมคืนไปในตัว

ที่เป็นเสน่ห์ชวนมองคือชาวมูเซอดำทุกคน ยังคงรักษาเอกลักษณ์ท้องถิ่นตนเองด้วยการแต่งชุดพื้น บ้านประจำเผ่าของพวกเขาอย่างสมัครใจ ดูแล้วช่างน่ารักเสียจริงๆ

สินค้าที่นำมาวางขายกันในตอนนั้นก็ไม่พ้นจำพวกพืชผักเมืองหนาว อาทิ ฟักแม้ว กะหล่ำปลี คะน้า ผลอะโวคาโด้ ต้นหอม หรือไม่ก็สตรอว์เบอร์รี่ตามฤดูกาลอะไรทำนองนี้

มีคนเคยให้ข้อสังเกตผมไว้อย่างหนึ่งว่า ชาวมูเซอดำเหล่านี้ถึงจะดูซื่อๆในทีท่า แต่ถ้ารู้ถึงพฤติกรรมอันลุ่มลึกแล้ว เขาบอกว่าคนเหล่านี้ฉลาดและหลักแหลมในเชิงการค้าอย่างเยี่ยมยุทธ์เลยทีเดียว เช่น ทำมาหากินค้าขายมาได้เงินมากน้อยแค่ไหน ก็จะนำไปฝากไว้กับธนาคารในตัวเมืองตากโดยแทบจะไม่ถอนออกมาใช้จ่ายกันอย่างสุรุ่ยสุร่าย นอกเสียจากว่าจะใช้เงินตามความจำเป็นจริง อาทิ ซื้อรถกระบะเพื่อนำมาใช้เป็นยานพาหนะลำเลียงสินค้าไปขายกันในตลาด

เขาจะนิยมถอนออกมาเป็นเงินสดๆร้อนๆแล้วเอาไปจ่ายกันเดี๋ยวนั้น โดยปฏิเสธไม่ประสงค์วางดาวน์เพื่อเข้าสู่ระบบเงินผ่อนให้ต้องสูญเสียดอกเบี้ยจะร้อยละกี่บาทกี่สตางค์ก็ตามที - เอากะเขาสิ!

แล้วก็อย่างที่รู้ๆกันมานาน คนเมืองจะกู้เงินทุนจากธนาคารออกมาเป็นทุน เชื่อมั้ยว่าบางรายก็ต้องไปอ้อนวอนให้ชาวมูเซอดำเจ้าของบัญชีนี่แหละ มาทำหน้าที่ค้ำประกันให้!

มีเรื่องเล่ากันมานานแล้วนะครับว่า เมื่อหลายสิบปีก่อนสมัยชาวมูเซอดำดอยมูเซอยังไม่แข็งแรงพอในการใช้ภาษาไทยแบบคนเมือง แต่เพราะเขาต้องออกมาทำมาค้าขายกับคนเมืองที่ตลาดมูเซอ จึงต้องพยายามสื่อความหมายกันให้รู้เรื่อง จะโดยคำพูดหรือจะใช้ภาษามือแทนภาษาใบ้อะไรก็ตามแต่

มีอยู่วันหนึ่งเกิดมีคุณนายแต่งตัวเช้งจากกรุงเทพฯ นั่งรถผ่านมา และลงไปแวะดูสินค้าจำพวกพืชผักตรงตลาดมูเซอต้นแบบที่ว่านี้ พลันคุณนายเกิดเหลือบไปเห็นพริกขี้หนูสดทั้งเขียวและแดงวางแยกขายอยู่เป็นกองๆ อยู่ ๕ กอง ในปริมาณที่เท่ากัน ถึงเดินนวยนาดไปกรีดนิ้วถามแม่ค้าชาวมูเซอดำ

"ขายไงจ้ะ?"

มูเซอดำสาววัยกลางคนตอบด้วยภาษาที่ไม่เข้มแข็งเท่าไรนัก พร้อมชูมือแผ่ขึ้นมาทั้งห้านิ้ว

"ห้าบะ" ซึ่งหมายถึงห้าบาท เพราะคนเหล่านี้แต่ก่อนพูดภาษาไทยที่มีตัวสะกดลงท้ายไม่จะชัดเจน

"งั้น! ชั้นซื้อเหมาเอาทั้งหมด" คุณนายเอ่ยปากสั่งให้จัดการห่อให้ทันที พร้อมกับเปิดกระเป๋าแบรนด์หรูจ่ายเงินให้มูเซอดำไป 5 กอง กองละ 5 บาท เป็นเงิน 25 บาท โดยไม่จำเป็นต้องยั้งคิดด้วยเห็นว่ามันถูกกว่าจะซื้อหาจากตลาดในเมืองกรุง

แม่ค้าชาวมูเซอดำรับเงินมาอย่างงงๆ แต่ไม่พูดอะไรให้เสียโอกาส เพราะราคาที่บอกว่าห้าบาทนั้น แท้ที่จริงมันหมายรวมถึงจำนวนพริกขี้หนูสดทั้ง 5 กอง โดยตั้งราคาขายเบื้องต้นเอาไว้เพียงกองละ 1 บาทในสมัยนั้น!

นี่ก็เป็นเรื่องราวในปฏิภาณไหวพริบของชาวมูเซอดำ ที่เคยเกิดขึ้นกับตลาดมูเซอแห่งนี้มาก่อน!

การเดินทางไปสุดสายชายแดนไทยที่แม่สอดทั้งที ผมไม่ให้พลาดหรอกครับกับการแวะเข้าไปยังตลาดมูเซอทั้งแห่งใหม่ ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านซ้ายมือ ตรงหลักกิโลเมตรที่ 28 แล้วก็ตลาดมูเซอต้นแบบที่ตั้งอยู่ทางด้านขวามือ ตรงหลักกิโลเมตรที่ 29 โดยพบว่าทั้งสองตลาดล้วนมีความคล้ายคลึงกันในแทบจะทุกอย่าง ตั้งแต่สภาพร้านรวงที่เริ่มดูจะถาวรเป็นแบบคูหามากขึ้น สินค้าที่นำมาวางขายถ้าเป็นผักสดเมืองหนาว หรือของป่าจำพวกกล้วยไม้ป่านั้น ให้พอมั่นใจได้ว่าเป็นผลผลิตที่ออกมาจากเรือกสวนของชาวเขาแท้

แต่ถ้าเป็นกระเทียมหรือหอมแดง สินค้าเหล่านี้ต่างถูกลำเลียงมาจากโน่น อำเภอพบพระ หรือถ้าเป็นผล ไม้ตามฤดูกาลอย่างสตรอว์เบอร์รี่ ก็ไม่หนีไปจากแปลงปลูกของชนเผ่าชาวเขาแถบนี้ ส่วนมะยงชิดที่เห็นวาง ขายกันเกลื่อนแผง ต่างมีพ่อค้าแม่ขายนำมาให้ขายกันจาก จังหวัดกำแพงเพชร ทั้งนั้นแหละครับ

ในฤดูมะตึงยางหรือลูกเนียงเหมือนทางปักษ์ใต้ กับหัวชะเนียงของจันทบุรี และชาวเขาสามารถหามาได้จากมะตึงยางที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในราวป่า ก็เห็นวางแผงขายกันเกร่อที่ตลาดแห่งนี้ ผมเห็นแล้วยังช้ำใจไม่หายที่สู้อุตส่าห์เข้าไปซื้อหามาจากชาวเขาเผ่าลีซอ ด้วยหลงเชื่อว่าขายให้ในราคาส่งกิโลกรัมละ 20 บาท พอมาเห็นที่ตลาดมูเซอซึ่งวางแผงเต็มตลาดเขาขายกันแค่กิโลกรัมละ 10 บาท ถ้าเหมา 5 กิโลกรัม จะลดลงมาเหลือกิโลกรัมละ 8 บาท

เรื่องนี้คงต้องจำกันไปจนตายเลยทีเดียว!

สินค้าอย่างอื่นก็คละเคล้าหลากหลายกันออกไป ตั้งแต่เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มของกินของใช้ อาหารถุงอาหารห่อ ที่ดูเป็นของใหม่ร่วมสมัยหน่อยก็คือร้านกาแฟมีชนิดให้เลือกไม่ต่างร้านกาแฟแถวๆสีลม หรือซอยทองหล่อ ร้านสเต็กเนื้อจานร้อนก็ยังพอหากินได้ในตลาดนี้

ผมมองตลาดสินค้าแห่งนี้แล้วสามารถสรุปได้ด้วยตาตัวเองว่า เป้าหมายที่เป็นลูกค้าหลักนั้นไม่พ้นไปจากนักท่องเที่ยวรวมถึงผู้เดินทางผ่าน ที่เห็นขบวนรถหมุนเวียนเปลี่ยนเข้ามาจับจ่ายสินค้ากันเสร็จแล้วก็พากันออกไปมิได้ขาด ซึ่งไม่ต่างไปจากตลาดสินค้าแถวๆ มวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี บนเส้นทางไปสู่ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

โดยถ้าตลาดมูเซอมีกะหรี่ปั๊บขาย ผมว่าไม่ต่างตลาดสินค้ามวกเหล็กดีๆนี่เอง!

กระนั้น ยังมีอยู่อีกสิ่งหนึ่งที่ผมยอมรับว่ามันเป็นเสน่ห์ของตลาดแห่งนี้ ก็ตรงที่จะเป็นมูเซอดำสูงวัย หรือเด็กสาวชาวมูเซอดำจำนวนไม่น้อย ยังเห็นแต่งชุดชนเผ่ามานั่งขายสินค้ากันถ้วนหน้า แท้ว่าจะประยุกต์กันไปบ้างแต่ก็ดูไม่ถึงกับน่าเกลียดเท่าไรนัก

เรื่องความเข้มแข็งในภาษาไทยไม่ต้องพูดถึง เดี๋ยวนี้คำควบกล้ำหรือตัวสะกดคนเหล่านี้ออกเสียงได้อย่างชัดเจนกว่าเด็กไทยในสังคมออนไลน์ตามเมืองใหญ่เสียอีก!

จากตลาดมูเซอเมื่อเดินทางผ่านต่อไปภาพสองข้างทางก็เริ่มกลับมาปรากฏเป็นแนวทิวเขาสลับซับ ซ้อนไปโดยตลอด ขณะที่ช่องทางการจราจรซึ่งกว้างขวางเป็นสี่ช่องทาง ก็ยังได้รับการบูรณะซ่อมแซมเพื่อขยับขยายป้องกันปัญหาอุบัติภัยที่มักกจะเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอบนเส้นทางสายนี้

แต่ก็อย่างว่าแหละครับ ถนนหนทางเพื่อการสัญจรสายใดก็ตามต่อให้ดีเยี่ยมกับการรองรับความปลอดภัยขนาดไหน ลองผู้ขับขี่ยึดติดอยู่กับความประมาทในการขับขี่แต่ละครั้ง มันไม่พ้นหรอกครับกับความตายที่รออยู่ข้างหน้า

เห็นกันบ่อยมีการรณรงค์ให้ระมัดระวังกันมากแค่ไหน จำนวนคนบาดเจ็บและถึงตายก็เพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัวอยู่ตลอด!

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า