"ซินจ่าว เวียดนาม"

คาราวานสุขสุดใจ เที่ยวไทย-ลาว-เวียดนาม
ที่นี่รายการตะวันหรรษา

"การเดินทางกับการเรียนรู้ จะควบคู่ไปด้วยกันเสมอ" นักเดินทางคนหนึ่งบอกไว้เช่นนั้น เรื่องราวความแตกต่างของประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนใกล้ชิดติดต่อกัน ยังคงเป็นดั่งมนตราหรือมนตร์มายา ที่เรียกร้องให้เกิดความหวังว่าสักวันฉันจะไป ณ ที่แห่งนั้น

การสถาปนา ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) มุ่งมั่นสู่ความเป็นเอกภาพบนความแตกต่างและความหลากหลายของกลุ่มสมาชิก 10 ประเทศ จะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว จากที่เคยต่างคิดต่างอยู่ ทั้งภาษา อาหารการกิน การแต่งกาย การนับถือศาสนา ฯลฯ คาดหวังว่าจะเกิดความร่วมมือกันในปลายปี 2558

จังหวัดนครพนม หอการค้าจังหวัดนครพนม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครพนม บัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ และแฮปปี้เนส กรุ๊ป ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมเดินทางท่องเที่ยวและสำรวจเส้นทางต้อนรับ AEC เดินทางสามประเทศ (ไทย-ลาว-เวียดนาม) รวมระยะทางประมาณ 900 กิโลเมตร นำคณะนักธุรกิจ นักลงทุน ผู้ประกอบการธุรกิจ โดยกลุ่มสื่อมวลชนได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปด้วย

ดิฉันไปถึงจังหวัดนครพนมก่อนหนึ่งวัน เพื่อสำรวจย่านการค้าและแหล่งท่องเที่ยวริมแม่น้ำโขง ตั้งใจจะมา ถนนคนเดินนครพนม ชม-ชิม-ช็อป-ชิว-แชะ (ภาพ) แล้วแชร์ (ภาพ) ครบสูตร มีร้านจำหน่ายสินค้าเสื้อผ้าแฟชั่นและผ้าพันคอ ของที่ระลึกน่ารักน่าใช้ ขนมหวาน อาหารหลากรส การแสดงวัฒนธรรม แล้วไปอิ่มอุ่นกับสุกี้อีสานที่ ร้านโคขุน ป.จุก เจ้าถิ่นการันตี ร้านนี้ดีจัง อร่อยจัง และเจ้าของใจดีมาก

เช็คอินเข้าพักที่ โรงแรมฟอร์จูน ริเวอร์ วิว นครพนม ยามเช้าเฝ้าชมพระอาทิตย์ทอแสงสีทองได้งดงามจับตาใกล้โค้งลำน้ำโขง เอกลักษณ์เฉพาะที่ผู้มาเยือนจะพบได้ในมุมที่ต่างจากจุดชมวิวที่อื่นค่ะ

รุ่งเช้า (06.30 น.) คณะเดินทางพร้อมกันที่บริเวณจัดพิธีการปล่อย ขบวนคาราวานสุขสุดใจ เที่ยวไทย-ลาว-เวียดนาม ด่านนครพนม (ไทย) เตรียมข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 3 จากนครพนมไปสู่ ด่านคำม่วน (ลาว) แล้วเดินทางต่อไปที่ ด่านน้ำพาว (ลาว) ผ่านเข้าสู่ ด่านกาวแจว (เวียดนาม) เรียกว่า เพียงวันเดียวได้ไปเที่ยวสามประเทศ แค่คิดก็เริ่มสนุกแล้ว

ชาญยุทธ อุปพงษ์ ประธานหอการค้าจังหวัดนครพนม กล่าวรายงานความเป็นมาและวัตถุประสงค์การจัดกิจกรรม"คาราวานสุขสุดใจ เที่ยวไทย-ลาว-เวียดนาม" จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมและประชาสัมพันธ์เส้นทางการท่องเที่ยว การค้า การลงทุนที่มีศักยภาพ เส้นทาง R8-R12 ซึ่งเป็นเส้นทางสู่อาเซียนและจีนตอนใต้ที่สั้นที่สุด ตามกรอบความร่วมมือทางการท่องเที่ยว 3 ประเทศ 9 จังหวัด (ไทย ลาว เวียดนาม) ให้เกิดเป็นรูปธรรม

"จังหวัดนครพนมจะเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อให้นักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ได้เข้ามาลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดนครพนม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเข้า-ส่งออกสินค้า ซึ่งมีตัวเลขมูลค่าการค้าที่เติบโตเป็นอันดับ 1 ถึง 70,000 ล้านบาท และยังมีแนวโน้มที่จะเจริญเติบโตต่อไป"

โปรแกรมการเดินทาง 4 วัน 3 คืน เริ่มต้น จากสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 นครพนม-ท่าแขก-เหงะอาน-ฮาติงห์-กวางบิงห์-คำม่วน-นครพนม รวมระยะทางประมาณ 918 กิโลเมตร โดยมีรถยนต์เข้าร่วมคาราวานในครั้งนี้ จำนวน 12 คัน และมีนักท่องเที่ยวร่วมเดินทางจำนวน 53 คน

อดิศักดิ์ เทพอาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม ประธานในพิธีฯ กล่าวเปิดงานว่าตามที่หอการค้าจังหวัดนครพนมได้ริเริ่มจัด กิจกรรมการท่องเที่ยวในรูปแบบ ขับรถยนต์ท่องเที่ยวคาราวาน เป็นกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน และเป็น เส้นทางท่องเที่ยวในอาเซียน คือเส้นทาง R8 และ R12 ที่กำลังเกิดขึ้นใหม่ และมีแนวโน้มที่จะเติบโตแบบก้าวกระโดด

บุณยนุช วรรณยิ่ง ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สนง.นครพนม เปิดเผยว่ากิจกรรมขับรถท่องเที่ยวคาราวานสุขสุดใจฯ เป็นโครงการความร่วมมือเพื่อส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสนับสนุนให้เกิดการจัดกิจกรรมนำนักท่องเที่ยวจากเวียดนามและลาว เดินทางเข้ามาสัมผัสประสบการณ์ในแหล่งท่องเที่ยวการค้าการลงทุนของจังหวัดนครพนม และกระตุ้นการท่องเที่ยวเชื่อมโยงระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน เตรียมพร้อมต้อนรับ AEC ในอนาคต

การตีธงปล่อยขบวนคาราวานฯโดย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม และผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สนง.นครพนม เป็นสัญญาณให้ออกเดินทางข้าม สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 นครพนม (ไทย) สู่ด่านคำม่วน (สปป.ลาว) แยกเข้าทางหลวงหมายเลข R13 ก.ม.324 สู่ บ้านเหล่า เมืองปากกะดิ่ง (91 กม.) เป็นเส้นทางที่อยู่กึ่งกลางระหว่างแม่น้ำโขงและเทือกเขาหินปูน

เส้นทางนครพนม-คำม่วน-วิงห์-ฮาติงห์-ดงเห่ย สวยงามด้วยธรรมชาติสลับการไปมาองค์ประกอบของเส้นทางท่องเที่ยว แม่น้ำ ภูเขา ถ้ำ ทะเล วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของทั้ง 3 ประเทศ การเดินทางด้วยการขับรถยนต์ท่องเที่ยวแบบคาราวาน จึงมีโอกาสและแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมต่อไป

การขับรถยนต์ท่องเที่ยวคาราวาน เป็นการขับรถแบบเรียงตามกันไปตามลำดับ ควบคุมความเร็วให้เท่ากัน รถแต่ละคันจะมีหมายเลขกำกับติดไว้บริเวณที่สังเกตเห็นได้ชัด มีรถนำและรถปิดท้ายขบวน ติดต่อผ่านเครื่องมือสื่อสารประจำรถ สามารถรับรู้และส่งข่าวสารได้พร้อมกันทุกคันตลอดเวลา และมีการเล่นเกมเก็บคะแนนสะสมไว้ระหว่างการเดินทาง เพื่อรับรางวัลในวันที่เสร็จสิ้นภารกิจการเดินทาง

ถึง กม.90 เลี้ยวขวาเข้า ถนน RB (กม.0) มองเห็น โรงผลิตไฟฟ้าน้ำเทิน-น้ำบูน (กม.45) แล้วจึงตรงเข้าสู่ บ้านหลักซาว แขวงบริคำไซ (กม.98) เป็นที่อยู่อาศัยของชาวเขา เผ่าม้งและ เมย (แถง) เป็นชุมชนขนาดใหญ่ก่อนถึงเขตชายแดน สปป.ลาวและเวียดนาม ทีมงานฯ แจ้งให้เตรียมพร้อม เล่นเกมเก็บคะแนนสะสม อาทิ แต้มความสุขตระการตาด้วยภาพ และแต้มสหายร่วมขบวนขบวน คันหน้า-คันหลัง

เติมพลังที่ ร้าน ONLY ONE RESTAURANT ยังเป็นอาหารไทยที่คุ้นเคย เดินทางไปยัง ด่านน้ำพาว ( R8 กม. 130) ออกจาก สปป.ลาวไปเข้า ด่านกาวแจว (เวียดนาม) ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองได้แล้ว เดินทางต่อไปประมาณ 92 กม. เข้าสู่ หมู่บ้านกิมเลียน (Kim Lien) หรือหมู่บ้านแซน อำเภอนามด่าน จังหวัดเหงะอาน เยี่ยมชมบ้านเกิดของลุงโฮ สร้างด้วยไม้ทรงเรียบง่าย มีต้นไม้เยอะทั้งไม้ผลกินได้และไม้ประดับ

ประธานโฮจิมินห์ เกิดที่จังหวัดเหงะอาน (19 พฤษภาคม ค.ศ.1890) เป็นครอบครัวชาวนา บิดาตั้งชื่อว่า "เหวียนซิงกุง" เมื่อมารดาเสียชีวิต บิดาก็ย้ายไปอยู่ที่เมืองเว้ เปลี่ยนชื่อเป็น "เหวียนทัตทันห์" สำหรับชื่อ "โฮจิมินห์" เป็นนามที่ใช้ในการเคลื่อนไหวกอบกู้อิสรภาพในเขตปลดปล่อยทางภาคเหนือของประเทศ ในราว ค.ศ.1942 และประกาศสถาปนาเอกราช-อิสรภาพของเวียดนาม (2 กันยายน ค.ศ.1945) ชาวเวียดนามนิยมเรียกว่า "ลุงโฮ" ผู้ดำรงชีวิตเรียบง่ายอ่อนน้อมถ่อม และเคยใช้ชีวิตอยู่ในภาคอีสานของประเทศไทย

เดินทางไป เมืองวิงห์ เมืองเอกของจังหวัดเหงะอาน อิ่มอร่อยมื้อค่ำที่ ร้าน Muong Thanh Song Lam แล้ว เช็คอินที่ Muong Thanh Song Lam Hotel โรงแรม 5 ดาว ภายในห้องพักมีสิ่งอำนวยความสะดวกสบาย และมี Free Wifi รวดเร็วทันใจ

วันที่สอง เดินทางสู่ เมืองด่งหลก TL6-QL15 (12 กม.) ที่นี่เคยถูกวางระเบิดมากที่สุดในภาคกลางของเวียดนาม มีความสำคัญต่อการกอบกู้เอกราช และเรื่องของ 10 สาวที่สละชีวิตให้แก่ประเทศชาติ เจ้าหน้านำชมจุดเกิดเหตุในอดีตเคยเป็นที่พักและหลุมหลบภัยของสิบสาว ดิฉันนำ ดอกไม้และชุดของใช้ (กระจก หวี และฝักไม้หอม) ไปวางไว้ให้กับสิบสาว เชื่อกันว่าสิบสาวจะพึงพอใจและจะอวยพรให้มีโชคดี

ทานอาหารที่ ภัตตาคาร BINH MI แล้วตรงไป วัดเฮืองติ๊ก บนยอดเขาห่งหลิง เป็นการเดินทางที่ทดสอบกำลังใจเพราะ นั่งเรือข้ามทะเลสาบ เดินขึ้นภูเขาไปจุดขึ้นกระเช้าลอยฟ้า ข้ามดงป่าไม้สนสูงเสียดฟ้า เพื่อขอพระพระแม่กวนอิม มีกิจกรรมนำธนบัตร 2 ใบเข้าพิธีบูชา แล้วเก็บมาไว้ในกระเป๋าหนึ่งใบ เชื่อว่าจะเป็นมงคลเรียกทรัพย์ให้ทำมาค้าขายเจริญรุ่งเรือง เมื่อสมปรารถนาจะต้องกลับมาบูชาอีกในปีถัดต่อไป

เที่ยวกลับลงมาปรับเปลี่ยนเส้นทางใหม่ นั่งมอเตอร์ไซค์ ชมป่าเขาลำเนาไพร เปลี่ยนบรรยากาศและเติมเต็มความสุขให้กับผู้เดินทาง ต้องยอมรับว่าการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ของคนเวียดนาม เขาไม่แพ้ชนชาติใดในโลกใบนี้ ไม่ลองไม่รู้ ต้องมาสัมผัสประสบการณ์ด้วยตนเองค่ะ มื้อค่ำสำราญในงานเลี้ยงสังสรรค์ที่ห้องอาหารของโรงแรม Sailing Tower Hotel ดยมีประธานสภาวัฒนธรรมของเวียดนาม นำช่อดอกไม้มาแสดงความยินกับผู้จัดฯและคณะนักท่องเที่ยว

วันที่สาม ชมวิถีชีวิตชาวเมือง ตลาดเช้าเมืองฮาติงห์ ได้รู้จัก ขนมกูเดอ (ถั่วทอด) อร่อยถูกใจจนต้องตามไปชมกันถึงแหล่งผลิตที่เป็นต้นแบบ ใครไปแล้วไม่ซื้อถือว่าผิด เป็นขนมที่ผสมจากน้ำอ้อย น้ำตาล ขิงและถั่วดินเม็ดมาผสมในขนมเบื้อง รสชาติหวานมัน เผ็ด เปรี้ยว ครบรส เป็นอาหารว่างที่ชาวฮาติงห์นิยม

เดินทางไปฟังบรรยายและให้ข้อมูลสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนใน เขตเศรษฐกิจพิเศษหวุงอ๋าง ท่าเรือหวุงอ๋าง AH131 เป็นท่าเรือน้ำลึกที่สำคัญของฮาติงห์ และเป็นหนึ่งใน 5 เขตเศรษฐกิจชายฝั่งทะเล ของเส้นทางการค้าสำคัญที่เชื่อมต่อกับศูนย์กลางเศรษฐกิจภายในประเทศ (64 กม.)

อิ่มอร่อยกลางวันที่ TroungTho Hotelในเมืองกี๋แอ๊งห์ (KY ANH) แล้วไปเมืองกวางบิงห์ เยี่ยมชม สุสานของนายพลหวอเงียนย้าป AH1 (35 กม.) ผู้มีบทบาทสำคัญในการกอบกู้เอกราชให้แก่ประเทศเวียดนาม เปรียบเป็นมือขวาของลุงโฮในการลงมือปฏิบัติการได้รับความเคารพนับถืออย่างสูงจากประชาชนชาวเวียดนาม จุดที่ตั้งสุสานฯของท่านถือว่าเป็นดวงตาของหัวมังกร มีความเป็นมงคลสูงสุด ผู้มาถึงจะต้องขึ้นไปยืนอยู่บริเวณนั้น (หน้าที่ตั้งสุสานของท่านนายพล) เพื่อรับพลังมังกรขอพรให้มีสุขภาพแข็งแรง รอบรู้ในศาสตร์และศิลป์ มีความเจริญรุ่งเรืองการทำงานและการค้าขาย

เมื่อลงมายืนมองจากด้านล่าง เทือกเขาตัวทอดตัวยาวตลอดแนวมีลักษณะคล้ายพญามังกร ด้านหน้าเป็นทะเลและมีเกาะลักษณะคล้ายพญาเต่าหมอบอยู่ ชาวเวียดนามเชื่อว่าเป็นสถานที่มงคล เพราะมีทั้งพญาเต่า (อายุยืนยาวมั่นคง) และพญามังกร (มีอำนาจและอิทธิฤทธิ์มาก) อยู่ร่วมกันในบริเวณนี้

ร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์และกิจกรรมสันทนาการ ดำเนินรายการโดย "ตัวโน้ต" และ "ช็อกโกเลต" ประกาศผลการแข่งขัน เก็บแต้มเติมสุข Happiness Carawan แล้วไปเช็คอินเข้าพักที่ โรงแรม Muong Thanh Quang Binh Hotel ระดับ 4 ดาวริมทะเล (66 กม.)

วันที่สี่ สัมผัสบรรยากาศ ตลาดยามเช้า ชื่นชมวิถีชีวิตของผู้คน ความขยันขันแข็งของหนุ่มสาวชาวเวียดนาม ฟังเรื่องเล่าความกล้าหาญของแม่ซ็อค (Tuong Dai Me Suot) พายเรือพาชาวเวียดนามหนีภัยสงครามได้รับการยกย่องและสร้าง อนุสรณ์สถานแม่ซ็อคไว้ที่ริมฝั่งแม่น้ำยะเหล่ (Nhat Le) เป็นจุดชมวิวริมที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวผู้มาเยือน ที่นี่มี เรือกระจาด และการทำประมงให้ได้ชมด้วยค่ะ

เดินทางต่อไปตาม เส้นทางโฮจิมินห์ (44 กม.) มุ่งหน้าสู่ อุทยานแห่งชาติฟองญา-แกะบ่างญา มรดกโลกทางธรรมชาติของประเทศเวียดนาม มีความโดดเด่นทางด้านธรรมชาติและธรณีวิทยา ตามข้อมูลระบุว่ามีวิวัฒนาการมาตั้งแต่ยุคน้ำแข็งหรือประมาณ 400 ล้านปี เป็นภูมิประเทศแบบหินปูนที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชีย

นักสำรวจถ้ำรับรอง ถ้ำฟองยา เป็นถ้ำอันดับหนึ่งของโลก และเป็นเจ้าของสถิติ 7 ประการ 1. ถ้ำที่มีน้ำลอดยาวที่สุดในโลก 2. โถงถ้ำสูงที่สุด 3. มีลำน้ำลอดภูเขายาวที่สุด 4. ปากถ้ำกว้างที่สุด 5. หินงอกหินย้อยสวยที่สุด 6. มีเนินทรายและหินใต้น้ำสวยที่สุด และ 7. ทะเลสาบน้ำจืดในถ้ำสวยที่สุด

อิ่มอร่อยที่ ฟองยาเลค เฮ้าส์ บรรยากาศดีและมีที่พักสวยสงบ เดินทางไปด่านสากลจาลอ ตรวจเอกสารพิธีการผ่านแดนออกจากเวียดนามเข้า สปป.ลาวที่ ด่านนาเพ้า (118 กม.) ไปตาม เส้นทาง R12 คดโค้งสวยงามชมวิวทิวทัศน์ เทือกเขา น้ำตกและลำธาร ผ่าน เมืองยมมะลาด คลองระบายน้ำจากเขื่อนน้ำเทิน 2 เมืองมะหาไซ และเมืองท่าแขก (158 กม.) ตรวจเอกสารพิธีการผ่านแดนออกจาก สปป.ลาว ข้ามสะพานมิตรภาพลาว-ไทย แห่งที่ 3 กลับคืนสู่นครพนม ประเทศไทย ด้วยความปลอดภัยและความประทับใจ

เปิด "ประตูใจ" ก่อนแล้วค่อยไปเปิดประตูสู่ AEC คงไม่ไกลเกินจริง การเดินทางในปัจจุบันมิใช่เพียงเพื่อการท่องเที่ยวเท่านั้น การเดินทางในแต่ละครั้งได้ให้โอกาสเก็บเกี่ยวประสบการณ์และข้อมูลด้านสังคม เศรษฐกิจ การค้าการลงทุนและวัฒนธรรม ที่สำคัญคือได้ "เพื่อนใหม่" และคนรู้ใจเพิ่มขึ้นอีกมากมาย