จังหวะชีวิต...

ส่องทางรักษ์โลก

หลังจากคณะธรรมยาตราลุ่มน้ำลำปะทาวช่วยกันทำความสะอาดพื้นที่ภายในวัดบ้านขนุน เป็นที่เรียบร้อย นักเดินทางต่างมารวมตัวกันเพื่อรอเวลาออกเดินเท้าไปยังจุดหมายแรกของวัน...

ขบวนแถวอันเหยียดยาวหาได้มีความหมายเพียงปริมาณของผู้คนเท่านั้น หากยังหมายถึงการรวมความแตกต่างทั้งในด้านสถานภาพหรือวัยวันของแต่ละคนได้อย่างกลมกลืน นั่นคงเป็นเพราะเรามีจุดหมายเดียวกัน จึงส่งผลให้บรรยากาศการอยู่ร่วมกันเต็มเปี่ยมไปด้วยมิตรภาพอันงดงาม...

เมื่อสัญญาญกลองรัวเร้าจากภิกษุผู้นำทางดังขึ้น เราต่างน้อมสตินำสู่ความสงบ เตรียมจิตใจก่อนเดินเท้า เดินเท้าที่ไม่ได้หวังเพียงไปถึงยังจุดหมายตามหลักไมล์ของสถานที่ใดๆ หากเราเดินเท้าเพื่อไปให้ถึงยังฟากฝั่งของการภาวนาอย่างแท้จริง...

เวลากว่าสี่วันที่ผ่านมา ด้วยจำนวนระยะทางและสภาพแวดล้อมที่ต้องเผชิญ อุปสรรคเหล่านี้ขัดเกลาให้ทุกคนสามารถปรับตัวเข้ากับการเดินเท้าทางไกลได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้น ทุกวงสนทนาจึงไร้คำถาม "จะไปต่อไหวไหม...?" และนั่นก็นับเป็นสิ่งยืนยันได้ว่า "การเดินเท้าได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของทุกคนแล้ว..."

 

แม้ระยะทางจากวัดบ้านขนุน สู่วัดป่าสุคะโตไม่ไกลกันนัก อีกทั้งยังเป็นถนนสายหลักที่เราใช้สัญจรกันเป็นประจำ บรรยากาศเมื่อแรกเดินจึงเต็มไปด้วย "ความวางใจ" ในเส้นทางอัน "คุ้นเคย"...

ครั้นคณะทำงานแจ้งถึงการปรับเปลี่ยนไปสู่ถนนสายใหม่ ความวางใจที่เคยมีกลับเลือนหายไป ปล่อยให้ ความกังวล ความไม่แน่ใจ ไล่ต้อนเราจนมุม ความสงบจากสติเมื่อก่อนออกเดินเท้าแตกกระเจิงหายไปจนหมดสิ้น และเมื่อเส้นทางพาเราแยกออกจากใจกลางหมู่บ้านเพียงไม่นาน โลกที่คุ้นตาก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง...

จากชุมชนเหย้าเรือนสองชั้นที่ "หน้าบ้าน" ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นร้านค้า อาทิ ร้านขายของชำ ร้านขายผลิตภัณฑ์การเกษตร (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นปุ๋ยเคมี และยากำจัดศัตรูพืข) ร้านซ่อมรถ และร้านอื่นๆอีกมากมายที่เป็น "ความเคยชิน" ของเรา บัดนี้กลับกลายเป็นทุ่งกว้าง ทุ่งกว้างที่คราหนึ่งในวันวานมันเคยเป็น "หน้าบ้าน" ของชุมชน...

ณ ภาพไกลๆ ใต้พยับแดด แม่เฒ่ากับชายชรายังคงหาบคอนตะกร้า มือถือพล้าลัดเลาะไปตามคันนา ผ่านฝูงวัวในทุ่งที่บางตัวก้มหน้าหากินเพียงอย่างเดียว หากบางตัวกลับผึ่งพุงนอนเคี้ยวเอื้องอยู่หยับๆ พร้อมกับขยับใบหูไล่แมลงที่มารบกวน จนชวนให้ผู้เฝ้าดูรู้สึกว่า "กาลเวลา" ที่ผูกติดอยู่กับข้อมือซ้ายหาได้มีความหมายอันใดต่อโลกตรงหน้าแม้แต่น้อย...

อาจเป็นอุปาทานจากบรรยากาศรอบตัวหรืออะไรก็ตามแต่ ณ ช่วงเวลาเดียวกันผมได้ยินเสียงกลองนำขบวนมีจังหวะที่ช้าลง และด้วยเหตุนี้เองกระมังที่ทำให้ผู้เดินเท้ารู้สึกว่า เราใช้เวลาเดินทางไม่นานก็มาถึงยัง "วัดป่าสุคะโต"...

ความร่มรื่นจากต้นไม้ที่วัดป่าสุคะโตอนุรักษ์ไว้ ส่งอานิสงส์มาสู่นักเดินเท้าให้ได้คลายจากความอบอ้าวและเหนื่อยล้าตลอดการเดินทาง หลายคนนั่งพักใต้ต้นไม้ใหญ่ หลายคนเลือกหลบเข้าไปภายในศาลาอันกว้างขวาง หากสำหรับผมได้ยึดเอาพื้นปูนหลังรถกระบะเป็นที่เอนกายพักสายตา...

แต่ขณะที่กำลังเคลิบเคลิ้มไปกับลมเย็นๆนั้น บางสำเนียงที่สอดแทรกเข้ามากลับปลุกเร้าเอาความสนใจให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง...

ท่วงทำนองอันไพเราะไหลลื่นและเป็นธรรมชาติจากบทเพลงพระราชนิพนธ์ที่บรรเลงด้วยกีตาร์คลาสสิคนั้น นับเป็นตัวบอกให้ผู้ฟังที่แม้จะไม่ประสาเรื่องดนตรีสักเท่าไรนักได้รู้ว่า ผู้เล่นผ่านการเคี่ยวกรำมาอย่างหนักจนกระทั่ง เขา หรือ เธอ มี "จังหวะเป็นของตนเอง"...

ครั้นตั้งใจตามหาไม่นานก็ได้พบว่า นักดนตรีที่กำลังบรรเลงหาใช่ใครอื่นไกลสำหรับชาวธรรมยาตรา ด้วยทุกปีเขาและเธอจะมาขับกล่อมดนตรีตามความถนัดให้ได้ฟังกันอยู่เสมอ...

แม้ต้องออกเดินทางไกลจากเมืองศิวิไลด์มายังถิ่นทุรกันดาร แต่คณะนักดนตรีจากโรงเรียนดนตรีกาญจนา จังหวัดนครราชสีมา ของ อาจารย์สันติ แก้วใจ หาได้ครั่นคร้ามต่ออุปสรรค ด้วย อาจารย์สันติ และลูกศิษย์ต่างรู้ และเข้าใจดีว่าจังหวะ และท่วงทำนองของบทเพลงมีความสำคัญต่อจิตใจของนักเดินเท้ามากมายเพียงใด...

เมื่อรู้ที่มาเช่นนั้น ผมจึงกลับมายังตำแหน่งของตนเอง เอนกายและหลับตาเพื่อเปิดโสตรับฟังเสียงดนตรีจากศิษย์ของอาจารย์สันติ ที่แต่ละคนมีรางวัลระดับประเทศการันตีความสามารถเอาไว้ด้วย คงไม่บ่อยนักที่คนเดินดินเช่นผมจะได้นอนฟังดนตรีคลาสสิคใต้เงาไม้เช่นนี้ กระนั้นไยจึงต้องปล่อยโอกาสงามๆให้ลอยผ่านไป...

 

หลังจากอิ่มท้องและเต็มอิ่มกับท่วงทำนองดนตรีคลาสสิคแล้ว คณะธรรมยาตราก็ได้เวลามารวมตัวเพื่อออกเดินทางต่อในช่วงบ่าย ขณะที่นักเดินเท้าวุ่นอยู่กับการจัดขบวนนั้น ไม่ไกลออกไปนักดนตรีของอาจารย์สันติ กำลังเก็บข้าวของขึ้นหลังรถกระบะเตรียมขนย้ายไปยังวัดท่าทางเกวียน อันเป็นปลายทางของค่ำคืน...

เมื่อรถกระบะเคลื่อนตัวออกไป กระบะหลังที่ปรากฏเพียงอุปกรณ์ดนตรีสร้างความงุนงงให้ผู้เฝ้าดูอยู่ไม่น้อย แต่ครั้นลองสังเกตรอบกายก็พบว่า นักดนตรีหนุ่มสาวเลือกที่จะวางจังหวะของตนเองไว้ชั่วคราวเพื่อเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในจังหวะเดียวกันกับคณะธรรมยาตรา...

พลันที่เสียงกลองสัญญาญดังขึ้น ขบวนเดินเท้าจึงเริ่มเคลื่อนตามกันไปอย่างช้าๆ เสียงกลองที่หนักแน่น คือสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เรากำหนดจังหวะภาวนาได้ง่ายขึ้น ดังนั้น ทุกคนจึงมีจังหวะเป็นของตนเอง...

จังหวะของปัจเจกล้วนต้นธารมาจากสิ่งเดียวกัน นั่นคือการหายใจ เข้า - ออก อันเป็นจังหวะพื้นฐานที่เราหรือหลายๆใครต่างละเลยมาเสียเนิ่นนาน นานจนกระทั่งเราหลงลืมไปแล้วว่า "จังหวะการหายใจ" สำคัญต่อชีวิตเช่นไร...