"แม่" วีรสตรีตลอดกาล ของ ศิริรัตน์ ญาณรัตน์

พลอยหลากสี
ช่างภาพ: 

"พรุ่งนี้แล้วนะแม่จ๋า บีทำให้แม่ได้แล้วนะ ภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นลูกของพ่อกับแม่"

ข้อความและภาพถ่ายบัณฑิตหญิงกอดคุณพ่อร้องไห้โดยมีรูปถ่ายคุณแม่อยู่ในภาพ ถูกส่งขึ้น Facebook ที่ใช้ชื่อว่า Be Sirirat สร้างความสะเทือนใจ จนหลายคนกลั้นน้ำตาไม่อยู่

ภาพนี้เป็นที่กล่าวขานในโลก Social Media และแชร์ต่อกันมากมาย จากการหาข้อมูลดังกล่าวทราบชื่อว่า เจ้าของภาพ คือ "น้องบี" นางสาวศิริรัตน์ ญาณรัตน์ บัณฑิตสาวจากสาขาวิชาการบัญชี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี สาวจังหวัดนครศรีธรรมราช ปัจจุบันทำงานเป็นพนักงานบัญชีที่ร้านเจ้เล้ง (ดอนเมือง) น้องบีเป็นบุตรสาวของคุณพ่อ ธวัชชัย ญาณรัตน์ และคุณแม่ สุวรรณี ญาณรัตน์ ทั้งคู่ประกอบอาชีพค้าขาย น้องบีเล่าถึงชีวิตตนเองให้เราฟังว่า

"...หนูอยากเรียนคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน แต่แม่อยากให้หนูเรียนบัญชี เพื่อแม่ หนูจึงตัดสินใจเรียนตามที่แม่อยากให้หนูเรียน แต่บีไม่ชอบบัญชี จึงพยายามหากิจกรรมต่างๆในมหาวิทยาลัยทำไปด้วย เพื่อเสริมสร้างกำลังใจในการเรียน บีเป็นทั้ง เชียร์ลีดเดอร์ เคยเดินแบบ และเป็นนักกีฬาลีลาศของมหาวิทยาลัย บีชอบแสดงออก งานบัญชีจึงไม่ใช่ทางของหนู...

...ตอนเข้าเรียนแรกๆ หนูก็บอกแม่ว่า ถ้าสอบตก แม่ห้ามด่าหนูนะ เพราะแม่บังคับให้เรียนเอง แม่คอยปลอบเสมอว่า สอบตกก็สอบใหม่ อย่าเครียด อ่านหนังสือเยอะๆ อดทน เรียนให้จบนะลูก แม่พูดเสมอว่าบัญชีหางานง่าย ต่อไปจะได้ไม่ตกงาน หนูคิดว่าแม่คงปลอบใจให้หนูทนเรียนให้จบ แม่พูดเสมอว่า แม่เรียนจบบัญชีแค่ปวส. อยากเรียนต่อปริญญาตรีบัญชีก็ไม่ได้เรียนเพราะบ้านแม่ยากจน แม่จึงทำงานส่งหนูให้เรียนจบปริญญาตรีบัญชี เพื่อให้หนูสานฝันของแม่ แม่บอกว่า ต้องอดทนเพื่อแม่ และเพื่ออนาคตของตัวเองนะลูก...(เสียงบีสั่นเครือ)

ตั้งแต่จำความได้ แม่กับบีไปไหนไปด้วยกันตลอด เป็นภาพชินตาของทุกคนที่รู้จัก บีสนิทกับแม่มากกว่าพ่อ เพราะพ่อเป็นคนดุ เงียบ พูดน้อย ในขณะที่บีกับแม่สามารถคุยกันได้ทุกเรื่อง

"?แม่เป็นโลกทั้งใบของหนู เป็นที่พึ่งยามท้อและมีปัญหา เป็นที่ปรึกษาคอยช่วยตัดสินใจในทุกเรื่อง ถ้าถามว่ารักมากขนาดไหน ไม่สามารถบรรยายออกมาได้เป็นคำพูด เพราะรู้สึกมากกว่าคำว่ารัก มากกว่าคำว่าชีวิต แม่เป็นคนที่หนูอยากเจ็บแทน อยากตายแทน...

...คุณแม่ของหนูเสียชีวิต เมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ.2556 ด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ไตวาย หัวใจล้มเหลว บีไม่เคยคิดเลยว่าแม่จะเป็นโรคร้ายแรงขนาดนี้ เพราะท่านเป็นคนแข็งแรง ยิ้มแย้มแจ่มใส ตลก เฮฮาตลอด เข้าโรงพยาบาลได้แค่ 7 วัน ท่านก็เสียชีวิต หมอบอกว่า แม่เป็นมะเร็งมาอย่างน้อย4ปี แต่กลับไม่มีใครรู้ ตัวแม่เองก็ไม่รู้ เข้าโรงพยาบาลด้วยอาการแค่ปวดหลัง หลังจากนั้นก็ทรุดลงเรื่อยๆ บีเพิ่งรู้ว่าแม่เป็นมะเร็งในวันที่แม่เข้า ICU วันที่ 6 เพราะที่บ้านปิดข่าว ช่วงนั้นบีฝึกงานอยู่ แต่น้องสาวแอบโทร.มาบอกว่าแม่อาการหนักแล้ว บีได้ยินก็แทบช็อก นั่งเครื่องบินกลับบ้านวันนั้นเลย ทั้งๆที่ตนเองไม่เคยขึ้นเครื่องบินและขึ้นเครื่องบินไม่เป็น มาถึงโรงพยาบาล หมอก็ฉีดยาสลบแม่แล้ว พอเช้าวันที่ 8 แม่ก็จากพวกเราไป บีโวยวายเหมือนคนบ้า หมอก็ปั๊มหัวใจแม่ สถานการณ์ฉุกเฉินมาก พยาบาลกับหมอเต็มเตียงแม่ ตอนนั้นสิ่งที่บีทำได้แค่เพียงกุมมือแม่ไว้ แล้วพูดกับแม่ว่า ไหนบอกจะรออีกเทอมเดียว...

...สำหรับหนูแล้ว แม่คือหัวใจทั้งดวง วันที่แม่จากไป ตนเองคิดอะไรไม่ออกเลยจริงๆว่าต่อไปชีวิตข้างหน้าจะเดินต่อยังไงเมื่อไม่มีแม่ ทุกวันนี้ ทุกคนในครอบครัวยังคิดถึงและยังทำใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ไม่มากนักเพราะแม่เปรียบเหมือนจุดศูนย์รวมของบ้าน เป็นคนที่สร้างเสียงหัวเราะให้กับครอบครัวเสมอ...

...ภาพที่หนูถ่ายกับคุณพ่อ กอดคุณพ่อร้องไห้ เป็นภาพที่หนูก้มกราบพ่อแล้วก็เข้าไปกอด แล้วบอกว่า หนูทำได้แล้วนะ แล้วก็ปล่อยโฮเรียกหาแม่ ด้วยความคิดถึง ทั้งพ่อและน้องก็ต่างร้องไห้กันหมด หนูไม่คิดว่าพี่ช่างภาพจะถ่ายเก็บไว้ คืนนั้นพี่ช่างภาพส่งรูปมาให้ดู ทำให้หนูร้องไห้ไม่รู้กี่ครั้ง หนูอั้พรูปนี้ขึ้น facebook ก่อนวันเข้ารับพระราชทานปริญญา หนูไม่รู้ว่าตอนนี้แม่ไปอยู่ที่ไหน แต่หนูอยากให้แม่รับรู้ว่าหนูทำความฝันของแม่ให้สำเร็จแล้วนะ หนูอยากให้แม่อยู่ในงานวันรับปริญญาของหนู แม่พูดเสมอว่าจะตัดชุดรอมางานรับปริญญา หนู รอวันนั้น แต่แม่ก็ไม่รอ วันนี้หนูทำได้ดีที่สุดแค่นี้คือเอารูปหน้าโลงศพ รูปรอยยิ้มสุดท้าย มาถ่ายรูปกับหนูในวันที่แม่รอคอย...

...บีไม่รู้ว่ามีใครสักกี่คนที่ทนเรียนอะไรสักอย่างเพื่อใครสักคนแบบตนเองหรือเปล่า การแบกความฝันและความคาดหวังของคนอื่นไว้ บางครั้งอาจท้อ บางครั้งอาจล้มเหลว แต่เชื่อเถอะว่า เมื่อเราทำได้แล้วไม่ใช่แค่เราคนเดียวที่ภูมิใจ แต่หมายถึงความภูมิใจของใครอีกคนที่ฝากความฝันไว้ที่เรา

"ทุกวันนี้พ่อของหนูยังประกอบอาชีพค้าขาย น้องสาวกำลังศึกษาอยู่ที่ มทร. ธัญบุรี ชั้นปี 3 คณะศิลปศาสตร์ และน้องชายกำลังศึกษาอยู่ที่สถาบันพละ ลำปาง ชั้นปีที่ 1 หนูไม่รู้ว่าใบปริญญาจะสำคัญต่อคนอื่นอย่างไร แต่สำหรับปริญญาลูกแม่ค้าคนนี้ เป็นใบปริญญาที่แม่ตั้งตารอดูความสำเร็จ แลกมาด้วยหยาดเหงื่อของพ่อกับแม่ เป็นใบปริญญาใบแรกของยาย และเป็นใบปริญญาใบแรกของแม่

...หนูเชื่อว่าพ่อกับแม่ต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกเสมอ ชีวิตพ่อแม่ก็เปรียบเสมือนเทียน ยิ่งให้แสงสว่างแก่ลูกนานมากเพียงใด ลำเทียนก็สั้นลงไปเรื่อยๆ ยิ่งเราเจริญขึ้นมากเท่าไร สุขภาพร่างกายพ่อแม่ก็เสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ สวนทางกับการเจริญรุ่งเรืองของเรา สุดท้าย เทียนก็เหลือแค่ไส้ดำๆ ที่วางอยู่บนเชิงเทียน หนูอยากให้ทุกคนรักพ่อแม่ และตอบแทนบุญคุณ ด้วยการดูแลท่านทั้งกายและใจให้มากเท่าที่จะมากได้ค่ะ"