ทำบุญหล่อพระ

ลดละกิเลส
อิ่มใจได้บุญ
ช่างภาพ: 

เมื่อวันอาทิตย์ ที่ 11มกราคม 2558 เราสองคนมีโอกาสได้ไปร่วมงานหล่อพระรูปเหมือนสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก องค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ณ สวนแสงธรรม พุทธมณฑลสาย 3 กรุงเทพฯ โดย หลวงปู่ลี กุสลธโร วัดป่าภูผาแดง อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และ หม่อมราชวงศ์ทองศิริ ทองแถม เป็นประธานฝ่ายฆราวาส

รูปหล่อ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ นี้ จะนำไปประดิษฐาน ณ พุทธมหาเจดีย์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าภูผาแดง 1 องค์ และประดิษฐาน ณ พิพิธภัณฑ์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 1 องค์ ในเวลา19.00น. ของวันเสาร์ที่ 10 มกราคม2558 ณ สวนแสงธรรม มีศรัทธาสาธุชนไปร่วมทำวัตร สวดมนต์ ฟังเทศน์ นั่งสมาธิภาวนา เช้าวันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม พระสงฆ์ออกบิณฑบาต สำหรับพิธีเททอง เริ่มในเวลา 10.45น. หลวงปู่บุญมี ปริปุณโณ วัดป่านาคูณ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี เมตตารับเป็นประธานในการนำสวดพุทธมนต์เททองหล่อพระรูปเหมือน สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

การปั้นหล่อพระพุทธรูปแบบไทยประเพณี เป็นงานช่างแขนงหนึ่งในงานช่างสิบหมู่ของไทย จัดอยู่ในกลุ่มงานช่างหล่อ ซึ่งต้องเกี่ยวเนื่องกับงานปั้น เนื่องจากเมื่อจะทำรูปโลหะหล่อก็ต้องจัดการปั้นหุ่นรูปนั้นๆขึ้นเสียก่อน แล้วจึงเปลี่ยนสภาพรูปหุ่นนั้นเป็นรูปโลหะหล่อ กระบวนการแต่ละขั้นตอนจึงมีความสัมพันธ์กัน การปั้นหล่อพระพุทธรูปแบบประเพณีมีขั้นตอน โดยเริ่มจากการขึ้นหุ่น และการปั้นดินแกนหรือดินหุ่นเพื่อเป็นหุ่นแกนทรายชั้นใน ขั้นตอนต่อไปคือ การทำรางรูป ตัววี ทั้งรางแกน และรางกิ่ง เพื่อเป็นทางให้โลหะหลอมละลายไหลเข้าแม่พิมพ์แทนที่ขี้ผึ้งที่ถูกขับไปจากแม่พิมพ์

จากนั้นเป็นงานทาดินมอม คือ การลงนํ้ายาชนิดหนึ่งประกอบด้วยผงขี้เถ้า ดินเหนียว และนํ้าพอสมควรผสมเข้าด้วยกันอย่างเข้มข้น เพื่อให้พื้นผิวหุ่นเรียบแน่น ตามด้วยงานทาเทือก คือ การลงนํ้าเมือกชนิดหนึ่งสำหรับงานหล่อโลหะ ประกอบด้วยขี้ผึ้งแท้ นํ้ามันยาง เคี่ยวให้เข้ากันจนข้น เพื่อทำให้ผิวของหุ่นแกนทรายพร้อมสำหรับขั้นตอนการเข้าขี้ผึ้งหรือหุ้มขี้ผึ้ง จากนั้นจึงเป็นการปั้นแต่งรายละเอียดของประติมากรรมต้นแบบให้สมบูรณ์

การทำแม่พิมพ์ เริ่มจากการทาดินนวล คือ ดินเหนียวตากแห้ง ป่นร่อนเป็นผงดินละเอียด ผสมนํ้าขี้วัว กวนให้เข้ากัน นำมาทาทับรูป3 ครั้ง แต่ละครั้งต้องผึ่งดินนวลให้แห้งเสียก่อน จากนั้นเป็นการตอกทอย ซึ่งเป็นเหล็กเส้นสั้นๆ ปลายแหลมตอกผ่านขี้ผึ้งไปติดหุ่นแกนทรายให้แน่น เพื่อยึดหุ่นแกนทรายกับแม่พิมพ์ชั้นที่ 1 มิให้เคลื่อนเวลาสุมไฟไล่ขี้ผึ้ง จากนั้นติดสายชนวนขี้ผึ้ง เพื่อเป็นทางขับขี้ผึ้งจากแม่พิมพ์ ขั้นตอนต่อไปเป็นการทับดินอ่อน คือ ดินนวลผสมกับทรายละเอียดและนํ้า นวดให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว โดยพอกทับรูปขี้ผึ้งที่ตอกทอยและติดสายชนวนขี้ผึ้งเรียบร้อยแล้ว เพื่อเป็นแม่พิมพ์ชั้นที่ 1

ขั้นตอนต่อมาเป็นการพอกทับด้วยดินแก่ คือ ดินที่มีส่วนผสมเป็นดินเหนียวและทรายละเอียดเจือนํ้า ขยำจนเป็นเนื้อเดียวกัน โดยพอกให้มีความหนากว่าดินอ่อนเล็กน้อยเพื่อเป็นแม่พิมพ์ชั้นที่ 2 ตามด้วยการเข้าลวด คือ การเอาลวดรัดขัดร้อยเป็นตารางสี่เหลี่ยม เพื่อมาล้อมรัดแม่พิมพ์ป้องกันความร้อนหรือความกดดันภายในที่อาจเบ่งให้แม่พิมพ์แตกจากนั้นเป็นการเข้าดินทับปลอก คือ การนำดินแก่พอกทับแม่พิมพ์ชั้นที่ ๒ ที่เข้าลวดรัดไว้ เพื่อเป็นแม่พิมพ์ชั้นที่ 3 ผึ่งแม่พิมพ์ให้แห้ง 4-7 วัน ต่อมาทำปากจอบหรือช่องกลวง ซึ่งทำขึ้นสำหรับเททองลงไปในแม่พิมพ์ และทำรูผุดริมขอบแม่พิมพ์ซึ่งทำเป็นช่องกลวงสำหรับระบายอากาศ

มาถึงขั้นตอนที่ต้องเริ่มเข้าสู่พิธีสงฆ์ นั่นคือการหล่อโลหะ ( การเททอง) เริ่มจากการล้มหุ่น คือการเคลื่อนย้ายแม่พิมพ์ที่หุ้มหุ่นขี้ผึ้งไปยังบริเวณที่จะเททองและการขึ้นทน คือการยกแม่พิมพ์กลับเอาด้านล่างขึ้นมาตั้งบนแท่นที่จะเททอง ทำนั่งร้าน และติดรางถ่ายขี้ผึ้ง เพื่อเป็นรางรองรับขี้ผึ้งที่ถูกละลายออกมาจากแม่พิมพ์ ต่อจากนั้นคือการสุมแม่พิมพ์โดยสุมไฟให้แม่พิมพ์ร้อนจัดจนสำรอกขี้ผึ้งออกไปจากแม่พิมพ์ ตามด้วยการหลอมทองให้ละลาย และนำไปเทลงใส่แม่พิมพ์ หลังจากที่ทองเย็นตัวลงแล้ว จึงทุบแม่พิมพ์ รื้อลวดที่รัดออกตกแต่งความเรียบร้อยหลังการหล่อ ตามด้วยการรมดำ หรือลงรักปิดทองเป็นลำดับสุดท้าย

กรรมวิธีการปั้นหล่อพระพุทธรูปและพระรูปเหมือน ตามขนบประเพณีแบบโบราณของไทย สะท้อนถึงภูมิปัญญาในการเลือกใช้วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่นอย่างเหมาะสม รวมทั้งมีเทคนิคการหล่อที่เป็นเอกลักษณ์ สามารถหล่อเนื้อโลหะได้บาง ด้านในพระพุทธรูปกลวง งานช่างปั้นหล่อพระพุทธรูปและพระรูปเหมือน จึงถือว่าเป็นงานประติมากรรมพุทธศิลป์ที่ทรงคุณค่า และยังเป็นส่วนหนึ่งที่จรรโลงพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ในสังคมไทยมาโดยตลอด

เรายืนมองเปลวไฟที่ลุกโชนโชติช่วงอยู่ในเตาหล่อพระ มีผู้ร่วมงานหลายท่านนำสิ่งของเครื่องใช้ที่ทำจากทองเหลือง อาทิ หม้อข้าว พาน แจกัน ขันข้าวใส่บาตร เชิงเทียน ส่งให้ช่างหล่อพระนำลงเตา บางชิ้นเป็นพานทองเหลืองขนาดใหญ่ราคาแพง แต่ไม่สามารถใส่เข้าไปในเบ้าหลอมได้ ช่างหล่อจะเผาให้ทองเหลืองอ่อนตัว ก่อนจะนำมาทุบย่อส่วนให้มีขนาดเล็กลงแล้วใส่กลับลงไปในเบ้าหลอม แปรสภาพจากพานสวยงามใส่ดอกไม้บูชาพระกลายเป็นส่วนหนึ่งในองค์พระรูปเหมือนให้คนทั้งหลายได้กราบไหว้บูชา

ด้วยศรัทธาอันแรงกล้า หลายท่านนำทองคำแท่ง และทองรูปพรรณ เช่น สร้อยคอ กำไล กรอบพระ และแหวน (ถ้ามีอัญมณีประดับอยู่ให้แกะออก เพราะอาจระเบิดได้) มารวมกันแล้วนำลงไปเผาในเบ้าหลอมพระรูปเหมือน ของเหล่านี้อาจดูมีค่ามากมายในทางโลก แต่ในทางธรรมแล้ว ล้วนเป็นเครื่องฉุดรั้งหน่วงเหนี่ยวให้เกิดความอาลัยอาวรณ์ในภพชาติ ผู้มีใจแน่วแน่สู่การสะสมเสบียงบุญเพื่อการหลุดพ้น จึงสามารถสละทรัพย์นอกกายได้อย่างไม่ไยดี เพราะต่างตระหนักดีว่า สุดท้ายแล้วก็ไม่สามารถหยิบจับอะไรติดมือไปได้ นอกจากบุญบารมีที่สะสมไว้ในจิตของตนอย่างเดียวเท่านั้น