อ่านจิตให้กระจ่างใจ ใน "จิตตนคร"

หนังสือแห่งธรรม
ช่างภาพ: 

ตอนที่ 11 : หัวไม้อีก 16 คน ของเพื่อนคู่หู เจ้าเมืองแห่งจิตตนคร

"อันที่จริงชาวเมืองจิตตนครเป็นคนมีความรู้ความฉลาด เป็นคนมีการศึกษา ในโลกมีการศึกษาถึงระดับไหน ในจิตตนครก็จะมีการศึกษาสูงระดับนั้น การศึกษาทุกระดับ ตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงชั้นมหาวิทยาลัย มีอยู่ครบถ้วนบริบูรณ์ในจิตตนคร การศึกษาด้วยการค้นคว้าก็ก้าวหน้าไปไกล ดูก็น่าจะรู้จักคนดีคนชั่ว และช่วยกันปราบปรามทุจริตต่างๆที่เที่ยวกวนบ้านกวนเมืองให้เดือดร้อนตลอดถึงตัวหัวโจก แต่หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะสมุทัยเป็นตัวสำคัญที่แสดงตนเป็นเพื่อนสนิทของชาวเมืองจิตตนครทั้งปวง ชาวเมืองตลอดถึงเจ้าเมืองไว้วางใจขนาดที่เรียกว่าเพื่อนคู่หูคู่คิด ด้วยมีความเข้าใจและเชื่อในสมุทัยว่าเป็นผู้ช่วยสร้างความสุขความเจริญต่างๆ สมุทัยเป็นผู้สามารถครองใจคนทั้งเมืองไว้ได้ และสามารถในการใช้พรรคพวกที่เป็นหัวโจกดังที่แล้วคือ โลโภ โทโส โมโห หัวโจกทั้ง 3 นี้ มิได้ไปแสดงตัวเป็นหัวโจกวางท่าแก่ชาวเมืองโดยตรง แต่ไปแอบสิงใจชาวเมืองให้โลภอยากได้ ให้โกรธพยาบาท ให้หลงใหล โมโหเป็นหัวโจกสำคัญที่แอบสิงใจคนให้หลง ให้เพลิดเพลิน ให้ติดคล้ายกับเป็นยาเสพติด โมโหชอบสิงใจอยู่นานๆ โลโภ โทโส ชอบสิงใจเป็นพักๆ แม้ทั้ง 2 จะออกไปแล้วโมโหก็ยังประจำอยู่ สมุทัยได้อาศัยโมโหนี้แหละเป็นเครื่องมือครองใจคนทั้งเมือง"

เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวรฯ ทรงอธิบายให้เห็นถึงลักษณะการทำงานของกิเลส3ตัวหลักในจิตใจเรา คือ โลโภ โทโส และโมโห โลโภ กิเลสร้ายทั้ง3มีสมุทัยเป็นหัวหน้าใหญ่จอมบงการอีกทีหนึ่ง ทั้ง3ทำงานกันเป็นทีมโดยมีจุดหมายร่วมกันคือการเข้าครอบครองจิตตนครนั่นเอง

กิเลสที่เด่นชัด คือตัวโลภ และตัวโกรธ เมื่อไหร่ที่เข้าสิงสู่ก็ง่ายที่จะรู้ได้ว่าตัวไหนเป็นตัวไหน หรือเวลานี้ตัวใดกำลังออกอาการอยู่ แต่เจ้าตัวโมโหนั้นอาจดูยากหน่อยเพราะฤทธิ์เดชอาจไม่ชัดเจน เพราะบางครั้งบางคราวก็ดูเหมือนนิ่งๆ แต่กลับเป็นนิ่งแบบไม่รู้เรื่องรู้ราว นิ่งแบบไร้สติ บางทีก็ทำให้ซึมๆ หงอยๆ งงๆ ไม่รู้จะเอาอย่างไรดี ทำให้วิตกจริต บางทีก็มอมเมาให้เพลิดเพลินไปกับเรื่องไร้สาระ คอยทำให้ใจฟูขึ้น หรือไม่ก็ฉุดดึงใจให้ต่ำลง อำนาจในการเข้าสิงสู่ของโมโหอาจไม่เห็นชัดเจน เพราะไม่มีพละกำลังเทียบเท่ากับโลโภ และโทโส แต่โมโหนั้นถนัดงานในลักษณะแทรกซึมขยายเครือข่าย

"ข้อที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งก็คือ ในจิตตนครไม่มีการทรงวิญญาณหรือทรงเจ้า คือไม่มีวิญญาณหรือเจ้าหรือผีมาทรง หรือมาเข้าสิงคนเหมือนอย่างในบางเมือง มีแต่หัวโจกทั้ง3นี้แหละเป็นตัวมาสิงใจ มาเข้าทรงชาวเมืองทั้งปวง" เมืองอื่นๆ อาจมีเรื่ององค์ลง มีเรื่องทรงเจ้าเข้าผี แต่ที่จิตตนครไม่เคยมีเรื่องราวเหล่านี้ มีก็แต่เหล่ากิเลสและสมัครพรรคพวกเท่านั้น ที่เข้าสิงสู่ใจผู้คนทำให้บ้านเมืองวุ่นวายป่วนปั่นไปทั่วด้วยอำนาจกิเลสตัณหาที่รุกคืบเข้าครองมหานครแห่งนี้ ถ้าไม่รู้จักจัดการ ไม่รู้จักบริหารกิเลส ปล่อยให้กิเลสเพ่นพ่านเต็มบ้านเต็มเมือง สุดท้ายเมืองทั้งเมืองคงหนีไม่พ้นถูกกิเลสท่วมทับ กลายเป็นเมืองโลกีย์ที่ตกในวังวนแห่งกิเลสตัณหา

"นอกจากนี้ หัวโจกทั้ง 3 ยังมีพรรคพวกหัวมีดหัวไม้ต่างๆ อีก 16 คน น่าจะแนะนำให้รู้จักไว้บ้าง เพื่อว่าเมื่อพบเห็นเข้าจะได้พอรู้จักว่าใครเป็นใคร คือ 1 อภิชฌาวิสมโลภะ ละโมบไม่สม่ำเสมอ คือความเพ่งเล็ง 2 โทสะ ร้ายกาจ 3 โกธะ โกรธ 4 อุปนาหะ ผูกโกรธไว้ 5 มักขะ ลบหลู่คุณท่าน 6 ปลาสะ ตีเสมอ คือยกตนเทียมท่าน 7 อิสสา ริษยา 8 มัจฉริยะ ตระหนี่ 9 มายา มารยา คือเจ้าเล่ห์ 10 สาเถยยะ โอ้อวด คืออวดคุณที่ไม่มี 11 ถัมภะ หัวดื้อ 12 สารัมภะ แข่งดี 13 มานะ ถือตัว 14 อติมานะ ดูหมิ่นท่าน 15 มทะ มัวเมา 16 ปมาทะ เลินเล่อ

ทั้ง 16 คนนี้มีลักษณะต่างๆกัน เหมือนดังชื่อนั่นแหละ ล้วนเป็นพวกก่อกวนความสงบสุขของบ้านเมืองจิตตนครทั้งนั้น และวิธีก่อกวนก็ด้วยการเที่ยวสิงใจคนเช่นเดียวกันกับหัวโจก ชาวเมืองจิตตนครถูกพวกหัวมีดหัวไม้เหล่านี้สิงใจ ก็แสดงออกต่างๆกันตามสิ่งที่สิง เช่น ถูกโกธะสิงใจก็แสดงอาการโกรธต่างๆ ถูกสาเถยยะสิงใจก็พูดจาโอ้อวดคุณที่ไม่มีนานัปการ การศึกษาระดับต่างๆ ช่วยไม่ได้ บางทีกลับนำความรู้มาคุยฟุ้ง อวดรู้อวดฉลาดไปเสียอีก"

เหล่าสมุนทั้ง 16 ของจอมกิเลส 3 ตัวหัวโจกถูกเลี้ยงไว้เป็นกองกำลังและถูกส่งออกไปป่วนเมืองเป็นระยะๆ ตามแต่สถานการณ์เอื้ออำนวย ลูกสมุน 16 ตัวนี้ก็เดินเพ่นพ่านกันอยู่ในจิตตนครนี้แหละ ต่างก็จ้องคอยโอกาสที่จะแสดงฤทธิ์เดชป่วนเมืองของตนอยู่เสมอ พอได้ช่องก็เข้าสิงสู่จิตใจชาวเมืองให้แสดงออกต่างๆนานาในทางชั่วร้าย ถ้าเจ้าเมืองไม่รู้เท่าทัน ไหวตัวไม่ทันกาล ชาวจิตตนครก็ย่อมถูกลูกสมุนของ 3 จอมโจกเล่นงานเข้าจนได้

เป็นอันว่าถ้าเราเผลอตัวเผลอใจเมื่อไหร่ ก็จะถูกหมู่มารเหล่านี้ย่องเข้ามาสิงใจได้ทุกเมื่อ จากนั้นจึงออกฤทธิ์สำแดงเดชให้เห็นตามแต่ว่าเป็นสมุนมารตัวใดเข้าสิง นานเข้าความชั่วในใจก็หมักหมมสั่งสมเป็นกองใหญ่ที่ทบทวีขึ้นเป็นลำดับ สุดท้ายก็กลายเป็นกรรมหนักที่อาจถึงขั้นทำลายล้างจิตตนครให้ย่อยยับลงได้

ดังนั้น งานหลักอย่างหนึ่งของชาวจิตตนครจึงจำเป็นต้องมีเวรยามผลัดกันเฝ้าระมัดระวัง ไม่เผลออารมณ์ปล่อยตัวปล่อยใจให้กิเลสมารนานาผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้าสิงสู่ ต้องเฝ้าระมัดระวังสำรวมกายใจอยู่เสมอ หมั่นขัดเกลากิเลสไม่ว่าตัวเล็กตัวน้อย หรือตัวใหญ่โตไว้ให้ดี เพราะถ้ามัวประมาท หรือเผลอเพลินปล่อยเล็ดลอดมาถึงใจอยู่เรื่อยๆ แล้ว จะทับถมเพิ่มพูนจนเป็นขบวนการใหญ่ที่ยากแก่การปราบปราม

ในหนังสือคู่มือชีวิต ซึ่งเป็นหนังสือที่คัดสรรพระพุทธพจน์และบทพระนิพนธ์ในแง่มุมต่างๆ เกี่ยวกับการใช้ชีวิตมารวมพิมพ์ไว้ โดยในภาคบทพระนิพนธ์ช่วงหนึ่ง ได้ยกข้อความที่เจ้าพระคุณสมเด็จทรงนิพนธ์ไว้ กล่าวถึงการกำราบปราบมารในกิเลสมารในใจว่า " มาร แปลว่า ผู้ฆ่า ผู้ทำลายล้าง มารข้างนอกคือผู้มุ่งทำลายล้างข้างนอก มารข้างในคือกิเลสในใจของตนเอง เป็นต้นว่า ความรักความชังความหลง ซึ่งบังใจเราไม่ให้เกิดปัญญาในเหตุผล เมื่อชนะมารในใจของตนได้แล้ว มารข้างนอกก็ทำอะไรไม่ได้"

" แม้ชาวเมืองจิตตนครจะตกอยู่ในอำนาจของพวกหัวมีดหัวไม้ดังกล่าวจนแทบจะหาผู้ช่วยไม่ได้ ดังเช่นกล่าวแล้วว่าการศึกษาระดับต่างๆ ทุกระดับก็ช่วยไม่ได้ แต่ก็ยังมีอยู่อย่างหนึ่งที่ช่วยได้ และช่วยได้แน่ด้วย สิ่งนั้นคือปัญญา ปัญญาเป็นอาวุธสำคัญที่สุด มีอำนาจสูงสุด ปัญญามีอยู่ที่ไหน อย่าว่าแต่จะฟาดฟันพวกหัวมีดหัวไม้ให้แตกกระจัดกระจายไปได้เพียงพวกสองพวกเลย จะกี่ร้อยกี่พันพวก ปัญญาก็สามารถเอาชนะได้สิ้น เปรียบเหมือนแสงอาทิตย์ที่อาจขับไล่ความมืดให้หมดไปได้ไม่หลงเหลือนั่นแล ข้อสำคัญอยู่ที่ว่า ปัญญามิใช่แสงอาทิตย์ที่มีอยู่ประจำโลก ปัญญาเป็นสิ่งต้องสร้างขึ้น ต้องอบรมให้มีขึ้น"

เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงเน้นย้ำถึงปัญญาอยู่เสมอทุกเมื่อทุกคราวที่มีโอกาส ด้วยทรงเห็นประโยชน์อย่างยิ่งของปํญญา เนื่องเพราะศีล สมาธิ ปัญญา นั้นเป็นเครื่องมือสำคัญที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ เราทุกคนเมื่อเกิดมาย่อมมีปัญญาติดตัวมาด้วยไม่มากก็น้อย ตามแต่เหตุปัจจัยที่ทำมา และเราทุกคนล้วนอาศัยปัญญาเป็นดั่งแสงสว่างส่องทางในการดำเนินชีวิต

แม้ต้นทุนทางปัญญาที่ติดตัวมาแต่แรกอาจไม่เท่ากัน แต่ทุกคนย่อมมีสิทธิ์ที่จะขวนขวายสั่งสม อบรมปัญญาให้มีขึ้นในตนได้เช่นกัน ดังนั้น ผู้มีปัญญา จึงไม่จำเป็นต้องเป็นคนร่ำรวย คนหล่อคนสวย คนร่ำเรียนจบสูงๆ แต่อย่างใด คนจบป.4 หรือจบป.6 ก็เป็นผู้มีปัญญาได้ ถ้าเป็นคนมีศีล รู้จักทำสมาธิ ทำให้จิตใจตั้งมั่นได้ง่าย แล้วพิจารณาเห็นตามความเป็นจริง เห็นข้อธรรมต่างๆ ตามที่พระพุทธองค์ทรงเห็นแจ้งและทรงนำมาแจกแจง ตัวปัญญาที่ทำให้เกิดความเจริญก้าวหน้าในธรรมก็จะเกิดขึ้น

คำว่า "ปัญญา" หมายถึงความฉลาด ความรอบรู้ ความเข้าใจชัดในสิ่งต่างๆ เป็นความรู้ทั่วถึงในเหตุในผล รู้แจ่มชัดในบาปบุญคุณโทษ รู้วิชา รู้จักกาลเทศะ ในอรรถกถา สังคีติสูตร ซึ่งแสดงโดยพระสารีบุตร กล่าวถึงที่มาของปัญญา โดยสรุปได้ว่าเกิดได้จาก 3 ทางด้วยกันคือ

1. สุตมยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดจากการฟัง หมายถึงเอาปัญญา ความรู้ ความเข้าใจจากการอ่านและการฟัง ทบทวนศึกษาซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งมีพื้นฐานความรู้ที่ถูกต้องและแม่นยำในอรรถะและพยัญชนะ 2. จินตามยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดจากการคิดค้น เป็นปัญญาที่สำเร็จโดยการคิดพิจารณา ได้มาจากการคิดใคร่ครวญ พินิจพิจารณา จนเกิดเป็นความเข้าใจอย่างถ่องแท้ เป็นความรู้ที่ตกผลึกตามขั้นตอนของเหตุผล และความสัมพันธ์ต่างๆ ไม่ใช่ความรู้ที่ได้จากการจดจำ แต่สามารถมองสภาพปรมัตถ์ธรรมออกด้วยจินตนาการ เข้าใจถึงเป้าหมาย และรายละเอียดธรรมะได้ตรงทาง ไม่ว่าโดยนัยตรงหรือเชิงประยุกต์

และ 3. ภาวนามยปัญญา คือ ปัญญาที่สำเร็จโดยการภาวนา เป็นปัญญาที่เกิดจากการอบรมฝึกฝน หมายถึงปัญญาของผู้ปฏิบัติวิปัสสนาตามแนวทางของมหาสติปัฏฐาน 4 แล้วประจักษ์แจ้งในความมิใช่ ตัวตน สัตว์ บุคคล ของขันธ์ 5 เพราะประกอบด้วยรูปธรรมและนามธรรมเท่านั้น แม้ 'ใจ' หรือ 'วิญญาณ' ก็ไม่ใช่ตัวตน เมื่อเห็นแจ้งดังนี้แล้ว ก็รู้ได้ว่าไม่มีสิ่งใดต้องยึดถือให้เกิดความทุกข์ทรมาน บีบคั้นจิตใจอีกต่อไป เป็นปัญญาที่เป็นผลมาจากการปฏิบัติ

ปัญญาทั้ง 3 ประการสามารถนำไปใช้ได้ทั้งทางโลกทางธรรม และปัญญาทั้ง 3 ประการนี้ล้วนสอดคล้องต้องกัน เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่มีอะไรสำคัญมากน้อยกว่ากัน เปรียบเสมือนตอนเราเดินข้ามสะพาน ก็ต้องเดินผ่านต้นสะพาน มาถึงกลางสะพาน แล้วไปสู่ปลายสะพาน จึงข้ามฟากได้

ทว่าปัญญาทางโลก กับปัญญาทางธรรมนั้นก็มีความแตกต่างกัน ปัญญาทางโลกเน้นให้สั่งสมเพิ่มพูน ยิ่งฟังมากอ่านมาก เรียนรู้มากก็ยิ่งเพิ่มพูนปัญญา ในขณะที่ปัญญาทางธรรมเน้นไปที่การสละละวาง อย่างนี้เป็นต้น ยิ่งละ ยิ่งวาง ยิ่งสลัดออกให้ได้มากเท่าไร ปัญญาก็ยิ่งผ่องใส จิตใจก็โปร่งเบายิ่งขึ้น

ถ้าจะพูดง่ายๆ ปัญญาทางโลกเป็นความฉลาดรอบรู้ในศิลปวิทยาต่างๆ และในกิจการงานที่ทำ การรู้จักเอาตัวรอดในสถานการณ์ต่างๆ ปัญญาทางโลกนี้ถ้าไม่มีศีลธรรมกำกับ เข้าทำนองว่าใครมือยาวสาวได้สาวเอาแล้ว สังคมจะอยู่กันอย่างเดือดร้อนวุ่นวายมาก ส่วนปัญญาทางธรรมคือการรู้แจ้งว่า สิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ยิ่งผู้คนเข้าใจธรรม เห็นธรรม และปฏิบัติธรรมกันมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งรู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รู้จักเสียสละ และละวาง ช่วยกันสร้างสังคมที่ร่มเย็นเป็นสุข

"บรรดาผู้มาบริหารจิตก็คือผู้กำลังอบรมปัญญาให้มีขึ้น ให้เจริญงอกงามขึ้น เพื่อให้ตนเองมีอาวุธสำคัญที่สุดประจำตน สำหรับปราบพวกหัวมีดหัวไม้ให้สิ้นไป ไม่อาจก่อความเดือดร้อนให้ได้ต่อไปนั่นเอง จึงนับได้ว่าบรรดาผู้มาบริหารจิตทั้งหลายจะได้เป็นเจ้าของจิตตนครอันร่มเย็นเป็นสุขยิ่งขึ้นตามวันเวลาที่ล่วงไป พร้อมกับความพากเพียรพยายาม ไม่ท้อถอยที่จะอบรมปัญญาให้เจริญงอกงาม ชั้นต้นก็ให้เกิดปัญญาเห็นชอบตามความจริง ว่าไหนดีไหนชั่ว ไหนควรสงวนรักษาไว้ ไหนควรทำลายให้สิ้นไป"


(ขอขอบคุณภาพประกอบจากหนังสือ วจนธรรม # instanyana ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก)

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า