กูรูแพทย์ญี่ปุ่น-กูรูแพทย์สหรัฐฯ ผู้คว้ารางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล

ชื่นชมพระบารมีเจ้าฟ้ามหิดล ทรงเป็นแบบอย่างการแพทย์ที่ยิ่งใหญ่
รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ปีที่ 23

"จากการได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ห้องสมเด็จพระบรมราชชนก ทรงประกอบพระราชกรณียกิจที่เป็นคุณประโยชน์ต่อการพัฒนาด้านการแพทย์ การสาธารณสุข การพยาบาล และการอุดมศึกษาของไทยเป็นอเนกประการ จึงได้ทราบว่าพระองค์ทรงเป็นพระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันและการสาธารณสุขไทย ทรงจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ผมรู้สึกชื่นชมเป็นอย่างยิ่งที่พระองค์ทรงนำความรู้มาเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทางด้านการแพทย์ในเมืองไทย เป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่ เป็นประโยชน์ต่อประชาชนไทย" ศาสตราจารย์ ดร.อากิระ เอ็นโด ประธานกรรมการ บริษัทห้องปฏิบัติการวิจัยไบโอฟาร์ม กรุงโตเกียว ศาสตราจารย์พิศิษฐ์เกียรติคุณ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ผู้ได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล สาขาการแพทย์ กล่าวความรู้สึกในรายการ Meet the Press ที่ห้องจุฬาภรณ์ ตึกสยามินทร์ ชั้น2 โรงพยาบาลศิริราช

"ผมขอชมเชยโรงพยาบาลศิริราช มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นสถานที่ทันสมัย เจริญก้าวหน้าทางการแพทย์เป็นที่รู้จักในระดับโลก ผมเคยเข้าไปในทำเนียบขาวเพื่อขอให้มีการสนับสนุนงบประมาณ ร่วมมือกันสร้างเครือข่ายงานวิจัยในประเทศต่างๆทั่วโลก สร้างความก้าวหน้าจากงานวิจัยอย่างไร้พรมแดน เป็นผลงานแห่งความภาคภูมิใจร่วมกันในอนาคต" ศาสตราจารย์ นายแพทย์โดนัลด์ เอ. เฮนเดอร์สัน ศาสตราภิธาน ศูนย์ความมั่นคงด้านสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์ก คณบดีเกียรติคุณ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ สหรัฐอเมริกา ผู้ได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล สาขาการสาธารณสุข กล่าวความรู้สึกในรายการ Meet the Press

ศาสตราจารย์ทางด้านการแพทย์จากซีกโลกตะวันออก และศาสตราจารย์ทางด้านการสาธารณสุขจากซีกโลกตะวันตกมาพบกันใต้ฟ้าเมืองไทยที่โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเก่าแก่ที่สุดของเมืองไทย ก่อตั้งมาแล้ว 129 ปี ผู้ที่ได้รับรางวัลทั้ง 2 ท่าน นั่งรถWheel Chair Nextcareที่โรงพยาบาลสมิติเวชส่งมาอำนวยความสะดวกให้ เนื่องจากทั้งสองท่านอยู่ในวัยสูงอายุแล้วเป็นที่ประทับใจอย่างยิ่ง

ศาสตราจารย์ ดร.อากิระ เอ็นโด (สาขาการแพทย์ จากประเทศญี่ปุ่น) และ ศาสตราจารย์ นายแพทย์โดนัลด์ เอ. เฮนเดอร์สัน (สาขาการสาธารณสุข จากสหรัฐอเมริกา) ผู้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2557 และคณะเดินทางจากโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล โดยรถยนต์หลวง ถึงโรงพยาบาลศิริราช บริเวณหน้าตึกอำนวยการ ศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ นายแพทย์สุพัฒน์ วาณิชย์การ เลขาธิการรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ศาสตราจารย์พิเศษ นายแพทย์สรรใจ แสงวิเชียร ที่ปรึกษาคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมด้วยผู้บริหารคณะฯ ให้การต้อนรับ และมอบพวงมาลัย

คณะทั้งหมดเดินผ่านแถวนักศึกษาแพทย์และพยาบาลในชุดเครื่องแบบ ชั้นปีที่ 3 ยืนต้อนรับเป็นแนวยาวไปจนถึงบริเวณหน้าพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก โดยมีวงดุริยางค์ทหารเรือในชุดเครื่องแบบสีขาว จำนวน 12 คน และวาทยกร1คน นำบรรเลงเพลงประจำชาติของผู้ได้รับพระราชทานรางวัล กระหื่มดังก้องลานหน้าพระราชานุสาวรีย์ฯ รวมทั้งเพลงพระราชนิพนธ์บัวขาว เพลงวอลท์ซ์นาวี ทั้งนี้ เพราะพระบรมราชชนกทรงเป็นนายทหารเรือมาก่อน ถึงได้เรียนต่อทางด้านแพทยศาสตร์ ฯลฯ โดยมี พนัญญา พุ่มเจ้า กานต์พิชชา พุ่มขจร บุคลากรคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล สวมชุดไทยบรมพิมานสีเหลืองอ่อน ให้การต้อนรับ

จากนั้นผู้ได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล เข้ามาถวายบังคมพระราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลเดชวิกรม พระบรมราชชนก และ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ถวายแจกันดอกไม้ และลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เยี่ยมชมห้องสมเด็จพระบรมราชชนก ณ ตึกสยามินทร์ชั้น 2 ภายในรวบรวมเรื่องราวพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ รวมทั้งสิ่งของส่วนพระองค์และของที่ระลึกที่หาดูได้ยาก ทั้งนี้ ศาสตราจารย์พิเศษ นายแพทย์สรรใจ แสงวิเชียร ที่ปรึกษาคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ทำหน้าที่เป็นวิทยากรกิตติมศักดิ์ เล่าถึงที่มาของโรงพยาบาลศิริราชแห่งนี้ พร้อมนำชมนิทรรศการถาวร

โรงพยาบาลศิริราช ก่อตั้งขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เกิดอหิวาตกโรคระบาดชุกชุม เมื่อพ.ศ.2424 ในครั้งนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดตั้งโรงพยาบาลขึ้นชั่วคราวในที่ชุมชนรวม 48 ตำบล ครั้นโรคร้ายเสื่อมถอยลง โรงพยาบาลจึงได้ปิดทำการ หากแต่ในพระราชหฤทัยทรงตระหนักว่า โรงพยาบาลนั้นจะยังประโยชน์บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้พสกนิกรและผู้อยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร แต่การจัดตั้งโรงพยาบาลนั้นเป็นการใหญ่ จำเป็นต้องมีคณะกรรมการเพื่อจัดการโรงพยาบาลให้สำเร็จ ดังนั้น เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ.2429 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะกรรมการจัดสร้างโรงพยาบาลขึ้น เพื่อดำเนินการก่อสร้างโรงพยาบาลถาวรแห่งแรก ณ บริเวณวังของกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข(วังหลัง) ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยพระราชทานพระราชทรัพย์เป็นทุนแรกเริ่มในการดำเนินการ

ในระหว่างที่เตรียมการก่อสร้างโรงพยาบาลนั้น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ฯ พระราชโอรสอันประสูติจากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ได้ประชวรโรคบิด สิ้นพระชนม์ลง เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2430 ยังความอาลัยเศร้าโศกแห่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยิ่งนัก ถึงกับมีพระราชปณิธานอย่างแรงกล้าที่จะให้มีโรงพยาบาลขึ้น ครั้นเสร็จงานพระเมรุแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้รื้อโรงเรือน และเครื่องใช้ต่างๆในงานพระเมรุ นำไปสร้างโรงพยาบาล ณ บริเวณวังหลังดังกล่าว นอกจากนี้ยังพระราชทานทรัพย์ส่วนของ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ฯ แก่โรงพยาบาลอีกด้วย ดังข้อความในกรอบรูปขนาดใหญ่ที่นำมาติดตั้งไว้บนชั้น 2 ตึกสยามินทร์ ซึ่งอาคารหลังนี้ออกแบบโดยวิศวกรโครงสร้าง อรุณชัยเสรี คอลซัลติ้ง เอ็นจิเนียร์ส และงานสถาปนิก โดยบริษัทที่ปรึกษาไทยกรุ๊ป จำกัด

"ภายหลังเกิดวิบัติเคราะห์ร้าย ลูกซึ่งเป็นที่รักตาย เป็นที่สลดใจ ด้วยการที่รักษาไข้เจ็บเห็นว่า แต่ลูกเราพิทักษ์รักษาเพียงนี้ยังได้ความทุกข์เวทนาแสนสาหัส ลูกราษฎรที่อนาถาทั้งปวงจะได้ความลำบากทุกขเวทนายิ่งกว่านี้ประการใด ยิ่งทำให้มีความปรารถนาที่จะให้มีโรงพยาบาลยิ่งขึ้น"

"โรงพยาบาลนี้เป็นส่วนพระราชกุศล ทรงสละราชทรัพย์ให้ตั้งขึ้นเป็นทานในการรักษาโรค และป้องกันความทุกข์ยากของชนทั้งหลายที่จะเกิดจากพยาธิ ยอมยกทรัพย์สมบัติของลูกที่ตายให้เป็นส่วนในการทำโรงพยาบาลนี้เป็นต้นทุน"

ในระยะแรก คณะกรรมการจัดสร้างโรงพยาบาล ได้จัดสร้างเรือนพักผู้ป่วยขึ้น6หลัง เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ.2431 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาเสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีเปิด และพระราชทานนามว่า "โรงศิริราชพยาบาล" หรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า "โรงพยาบาลวังหลัง" โดยทำการบำบัดรักษาผู้ป่วยไข้ทั้งแผนปัจจุบัน และแผนโบราณของไทย ต่อมาจึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น โรงพยาบาลศิริราช

"ข้าพเจ้าไม่ต้องการให้ท่านเป็นเพียงแพทย์ แต่ต้องการให้ท่านเป็นคนดีด้วย" พระราชดำรัสของสมเด็จพระบรมราชชนก เพื่อเป็นการเดินรอยตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนก รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล เป็นรางวัลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้งขึ้น เพื่อถวายเป็นพระราชานุสรณ์ แด่ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ในโอกาสจัดงานเฉลิมฉลอง 100 ปี แห่งการพระราชสมภพ 1 มกราคม 2535 หากพระองค์มีพระชนม์ชีพ จะมีพระชนมายุ 123 ชันษา ดำเนินงานโดยมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่ง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯไปทรงเป็นประธานมอบรางวัลให้แก่บุคคลหรือองค์กรทั่วโลกที่มีผลงานดีเด่น เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติทางด้านการแพทย์ 1 รางวัล และด้านการสาธารณสุข 1 รางวัล เป็นประจำทุกปี แต่ละรางวัลประกอบด้วยเหรียญรางวัล ประกาศนียบัตร และเงินรางวัล 100,000 เหรียญสหรัฐ

ผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2557 จำนวน 59 ราย จาก 25 ประเทศ คณะกรรมการที่ปรึกษาทางวิชาการได้พิจารณากลั่นกรอง และคณะกรรมการรางวัลนานาชาติได้พิจารณาจากผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ รวม 3 ปี คือ ปี 2557 ปี 2556 ปี 2555 นำเสนอต่อคณะกรรมการมูลนิธิฯ ซึ่ง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯไปทรงเป็นประธานให้พิจารณาตัดสินเป็นชั้นสุดท้าย เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2557

ตลอดระยะเวลา 23 ปีที่ผ่านมา มีบุคคลหรือองค์กรได้รับรางวัลนี้ 68 ราย มี 2 รายที่ได้รับรางวัลโนเบลในเวลาต่อมา คือ ศาสตราจารย์ นายแพทย์แบรี่ เจมส์ มาร์แซล รับพระราชทานรางวัลเจ้าฟ้ามหิดล ปี 2544 ต่อมารับรางวัลโนเบล ปี 2548 ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ฮารัลด์ ซัวร์ เฮาเซน รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ปี 2548 และรับรางวัลโนเบล ปี 2551และ1รางวัล ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกในเวลาต่อมา คือ แพทย์หญิงมากาเร็ต เอฟซี ชาน รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ปี 2549 และมีคนไทยได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล 4 ราย คือ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประสงค์ ตู้จินดา ศาสตราจารย์แพทย์หญิงสุจิตรา นิมมานนิตย์ รับพระราชทาน ปี 2539 นายแพทย์วิวัฒน์ โรจนพิทยากร มีชัย วีระไวทยะ รับพระราชทาน ปี 2552

ในช่วง Meet the Press ศาสตราจารย์แพทย์หญิงจิรายุ เอื้อวรากุล รองคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยมหิดล ทำหน้าที่ดำเนินรายการและทำหน้าที่เป็นล่ามเพื่อแปลข้อความเป็นภาษาไทยให้สื่อมวลชนไทยเข้าใจอย่างถูกต้อง ด้วยการแนะนำผู้ได้รับรางวัลทั้ง 2 ท่าน รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล สาขาการแพทย์ ศาสตราจารย์ ดร.อากิระ เอ็นโด ประธานกรรมการ บริษัทห้องปฏิบัติการวิจัยไบโอฟาร์ม กรุงโตเกียว ศาสตราจารย์พิศิษฐ์เกียรติคุณ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี และปริญญาเอกทางชีวเคมี จากมหาวิทยาลัยโตโฮกุ ประเทศญี่ปุ่น เป็นบุคคลแรกที่ค้นพบยาลดไขมันที่ชื่อว่า คอมแพคติน (compactin) (แรกชื่อML-236B) ซึ่งเป็นต้นแบบของยากลุ่มสแตติน โดยแยกได้จากเชื้อราเพนนิซิเลียม ซิตรินุ่ม (penicillium citrinum) ใน พ.ศ.2519 ทั้งนี้ได้ทำการวิจัยเชื้อรา6,000ชนิด จนสามารถค้นพบสารที่สามารถลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือดได้ ใช้ชื่อในครั้งแรกว่าML-236Bมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ เอชเอ็มจี-โคเอรีดัคเตส (HMG-CoA reductase) ซึ่งเป็นสำคัญในกระบวนสังเคราะห์โคเลสเตอรอล

จุดเริ่มต้นของงานวิจัยยาลดไขมัน เมื่อกลางปี 2503 ขณะนั้น ศาสตราจารย์ ดร.อากิระ เอ็นโด มีอายุ 32 ปี ศึกษาอยู่ที่นิวยอร์ก สหรัฐฯ พบว่าที่สหรัฐฯ มีผู้สูงอายุเป็นจำนวนมากที่ป่วยด้วยโรคหัวใจ ตอนนั้นประเทศญี่ปุ่นยังไม่ได้เป็นสังคมผู้สูงอายุเหมือนในปัจจุบัน แต่มีอัตราของผู้ป่วยเส้นเลือดในสมองแตก (สโตรก) มากกว่า 3 เท่า จึงวิจัยเพื่อลดอัตราการเสียชีวิตจากการเป็นโรคหัวใจ เมื่อกลับจากสหรัฐฯ จึงสนใจค้นคว้าเกี่ยวกับเชื้อรามากกว่า 6,000 ชนิด ในที่สุดก็ได้ค้นพบสารที่สามารถลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือดได้สำเร็จ คนทั่วโลกใช้ยานี้ 40 ล้านคน

การค้นพบได้รับการยอมรับว่าเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการป้องกันและรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ รวมถึงโรคหลอดเลือดที่สำคัญชนิดอื่นด้วย เนื่องจากโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นปัญหาทางการแพทย์และการสาธารณสุขในประเทศส่วนใหญ่มานานหลายศตวรรษ และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตระดับต้นๆของประชากรทั่วโลก พบว่าการเสียชีวิตของโรคหลอดเลือดหัวใจมีความสัมพันธ์กับภาวะไขมันในเลือดสูง ก่อให้เกิดคราบไขมันภายในผนังหลอดเลือดแดง เมื่อคราบไขมันแตกตัวจะเกิดเป็นลิ่มภายในหลอดเลือดแดงปิดกั้นการไหลของเลือด นำไปสู่ภาวะหัวใจวายเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต

การค้นพบยาลดไขมันของ ศาสตราจารย์ ดร.อากิระ เอ็นโด ทำให้เปลี่ยนกระบวนทัศน์จากเดิมที่เคยเชื่อว่าโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นโรคที่ป้องกันไม่ได้ เปลี่ยนมาสู่โรคที่ป้องกันได้ และนำไปสู่การพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพของยาลดไขมัน จนใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันถึง7ชนิด ตัวยากลุ่มสแตติน ส่งผลให้อุบัติการณ์การเกิดโรค และการเสียชีวิตจากหัวใจและหลอดเลือดลดลงอย่างมากในปัจจุบัน เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ ช่วยชีวิตผู้ป่วยนับร้อยล้านคนทั่วโลก

รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล สาขาการสาธารณสุข ศาสตราจารย์ นายแพทย์โดนัลด์ เอ.เฮนเดอร์สัน ศาสตราภิธาน ศูนย์ความมั่นคงด้านสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์ก และคณบดีเกียรติคุณ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์ สหรัฐอเมริกา เป็นผู้นำของโครงการที่ทำการกวาดล้างโรคไข้ทรพิษหรือฝีดาษได้สำเร็จ นับเป็นโรคติดเชื้อร้ายแรงชนิดแรก และชนิดเดียวที่สามารถกวาดล้างให้หมดไปจากโลกนี้ได้ ไข้ทรพิษเป็นโรคร้ายแรงที่พบมาตั้งแต่ 3,500 ปี สมัยฟาโรห์ แห่งประเทศอียิปต์ และแพร่ระบาดเป็นระยะ มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 ล้านคนทุกปี มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก เป็นปัญหาสาธารณสุขระดับโลกมาโดยตลอด องค์การอนามัยโลกวางแผนที่จะกำจัดโรคนี้ให้หมดไปจากโลก มีการจัดทีม 10 คน เดินทางไปทั่วโลก กระทั่งมีการค้นคว้าวัคซีนป้องกันโรคไข้ทรพิษได้ ในพ.ศ.2339 แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จในการป้องกันการระบาดของโรคได้ การระบาดในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 มีผู้เสียชีวิตจากทุกพื้นที่ทั่วโลกจำนวน 300-500 ล้านคน ปัจจุบันนี้เด็กจำนวน 83% ทั่วโลกได้รับการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกัน คาดหมายว่าภายใน 10 ปี โรคไข้ทรพิษจะหายไปจากโลกนี้

ศาสตราจารย์ นายแพทย์โดนัลด์ เอ. เฮนเดอร์สัน ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะแพทย์ในโครงการกวาดล้างโรคไข้ทรพิษ ขององค์การอนามัย ระหว่าง พ.ศ.2509-2520 มีบทบาทสำคัญในการประสานงานกับหน่วยงานทั่วโลกในการรณรงค์กวาดล้างโรคไข้ทรพิษ การให้วัคซีนแก่ประชากรทุกกลุ่มเป็น mass vaccination และติดตามเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดจนประสบความสำเร็จ มีรายงานผู้ป่วยโรคไข้ทรพิษรายสุดท้ายจากประเทศโซมาเลีย ในพ.ศ.2520 องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้โรคไข้ทรพิษถูกกวาดล้างหมดสิ้นไปจากโลก เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2523 นับเป็นการช่วยชีวิตประชากรโลกจำนวนหลายร้อยล้านคน และเป็นแบบอย่างของการพัฒนาแนวทางกวาดล้างโรคติดต่อร้ายแรงอื่นๆ ในปัจจุบันด้วย

ศาสตราจารย์ นายแพทย์โดนัลด์ เอ. เฮนเดอร์สัน สำเร็จการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยโรเชสเตอร์ และสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ หลังจากกลับจากทำงานที่องค์การอนามัยโลก ได้เป็นคณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ ทั้งยังเคยเป็นคณะกรรมการรางวัลนานาชาติ มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลในพระบรมราชูปถัมภ์

พิธีพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯแทนพระองค์ พระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2557 ในวันพุธที่ 28 มกราคม เวลา 17.30 น. พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติให้เป็นรางวัลนานาชาติ เพื่อเป็นพระราชานุสรณ์ให้พระเกียรติขจรขจายไปทั่วโลก ด้วยการร่วมรำลึกถึงพระราชกรณียกิจที่ สมเด็จพระบรมราชชนก ทรงปรับปรุงการศึกษาแพทย์ การศึกษาพยาบาล และปรับปรุงโรงพยาบาลศิริราช ทรงรับเป็นผู้แทนรัฐบาลสยามเจรจากับมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ ส่งศาสตราจารย์มาจัดหลักสูตรและปรับปรุงการสอนของคณะแพทยศาสตร์ และศิริราชพยาบาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ทุนอาจารย์ไทยไปศึกษาต่างประเทศ ส่งอาจารย์พยาบาลเข้ามาช่วยปรับปรุงหลักสูตรและการสอนในโรงเรียนพยาบาล

นอกจากนี้ยังได้พระราชทานทุนการศึกษาส่วนพระองค์ให้แพทย์และพยาบาล พระราชทานเงินเป็นทุนสำหรับการสอนและค้นคว้า รวมทั้งสิ้น 994,876 บาท ทรงจ้างพยาบาลชาวต่างประเทศมาช่วยสอน ทรงปรับปรุงด้านกายภาพของศิริราช พระราชทานเงินสร้างตึกมหิดลบำเพ็ญ ตึกอำนวยการ ซ่อมแซมปรับปรุงโรงเรียนพยาบาล และขอพระราชทานทุน จาก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ เพื่อเป็นทุนสำหรับศิริราช ทรงวางแผนพัฒนาวชิรพยาบาล พระราชทานความช่วยเหลือโรงพยาบาลแมคคอร์มิค และโรงพยาบาลสงขลา ด้วย

สมเด็จพระบรมราชชนก ขณะดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ อภิเษกสมรส กับ นางสาวสังวาล ตะละภัฏ (สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2463 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานน้ำพระมหาสังข์ ณ วังสระปทุม ทั้ง 2 พระองค์ มีพระราชโอรส พระราชธิดา 3 พระองค์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ประสูติ เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2466 ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ทรงพระราชสมภพ เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2468 ณ เมืองไฮเดลเบร็ก ประเทศเยอรมนี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชสมภพ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2470 ณ เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซ็ทท์ ประเทศสหรัฐอเมริกา

คนไทยทั้งประเทศพร้อมใจร่วมกันแซ่ซ้องสดุดี สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พร้อมกันทั้งประเทศ เพื่อเป็นเฉลิมพระเกียรติให้เป็นรางวัลนานาชาติ เพื่อเป็นพระราชานุสรณ์ให้พระเกียรติขจรขจายไปทั่วโลก