สุขสันต์กลางธรรมชาติ..."บ้านแม่กลางหลวง"

ท่องเที่ยววิถีไทย

เกิดความสุขทุกครั้ง ที่ได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ บนเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ ที่แวดล้อมด้วยความบริสุทธิ์ จากแมกไม้ สายธาร นาข้าว และน้ำตก พร้อมกลิ่นกาแฟสด ได้ดอมดมก่อนจิบดื่ม

ณ หมู่ที่ 17 บ้านแม่กลางหลวง ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เกิดความรู้สึกเช่นนั้นได้จริงๆ แม้ประสบการณ์ในครั้งกระโน้น จะผ่านพ้นไปนานแล้ว แต่ก็ยังจำได้อยู่เลยว่า เมื่อราวๆ 2-3 ปีที่ผ่านมา หลังจากไปเที่ยวบ้านแม่กลางหลวง ก็กะจะรวมตัวกับผองเพื่อน ไปท่องเที่ยวกันอีกสักหน และสุดท้ายที่ตั้งใจก็ล้มเหลว

แต่ด้วยมี ททท. จะนำพาไปสัมผัสอีกครั้งหนึ่ง

ก็เกิดความสุขอีกครา ที่จะไปใกล้ชิดธรรมชาติ

ในระหว่างการเดินทางอยู่นั้น ก็ให้กลับหวนนึกไปถึงแมกไม้ สายธาร นาข้าว น้ำตก และกลิ่นกาแฟสด ซึ่งยังเป็นสภาพแวดล้อมที่บริสุทธิ์...รึไม่

บ้านแม่กลางหลวง ได้ตั้งอยู่ในหุบเขานาขั้นบันได อันเป็นพื้นที่ที่ลุ่มน้ำชั้น 3 ที่บนดอยอินทนนท์ ในเขตการปกครองของตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีการอพยพมาจากประเทศพม่า แล้วเข้ามาอยู่ในบริเวณพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เมื่อประมาณทศวรรษที่ 2330 แล้วอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐาน อยู่ในพื้นที่บ้านอ่างกาน้อย และบ้านผาหมอน ก็เมื่อประมาณ 20 กว่าปีก่อน ทว่าการอพยพย้ายถิ่นฐาน จะเป็นไปตามความเชื่อเกี่ยวกับภัยพิบัติ และโรคระบาดที่เกิดขึ้น จึงได้มีการขยายหมู่บ้าน จากอ่างกาน้อยไปบ้านแม่กลางหลวง แล้วก็จากบ้านผาหมอนไปบ้านหนองหล่ม ดังเช่นที่เป็นในปัจจุบันนี้

ในบริเวณลุ่มน้ำแม่กลาง หรือเรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า แม่กลางคี ได้มีชนเผ่ากะเหรี่ยงอาศัยอยู่ ซึ่งล้วนเป็นชาติพันธุ์ในกลุ่มสะกอหรือยางขาว ทางราชการรู้จักกันในนาม ปกาเกอะญอ หรือ คานยอ อันหมายถึงผู้มีความสมถะและเรียบง่าย โดยประกอบไปด้วยชุมชนย่อย 4 แห่ง คือ ชุมชนบ้านอ่างกาน้อย ชุมชนบ้านแม่กลางหลวง ชุมชนบ้านหนองหล่ม แล้วก็ชุมชนบ้านผาหมอน ซึ่งจำนวนครัวเรือน ในแต่ละกลุ่มราว 60-80 ครัวเรือน

ส่วนในด้านการเดินทาง เพื่อมาท่องเที่ยวที่บ้านแม่กลางหลวง จะต้องอาศัยเส้นทางหลวงหมายเลข 108 (เชียงใหม่-ฮอด) ซึ่งพามายังอำเภอจอมทอง แล้วแยกขวาตามทางหลวงหมายเลข 1009 (จอมทอง-อินทนนท์) ถึง กม.26 ก็เลี้ยวซ้ายสู่บ้านแม่กลางหลวง แต่จุดเริ่มต้นเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ตรงบริเวณ กม.30 จะมีทางลงที่ด้านซ้ายมือ

เมื่อลงจากรถก็พบกับ โต๊ะ ผู้นำเที่ยวท้องที่

โต๊ะ...หนุ่มฉกรรจ์วัย 20 ปลายๆ หลังจากสวัสดีทักทาย ก็ได้เริ่มบอกเล่าถึงกฎระเบียบ ในการเดินศึกษาตามธรรมชาติ ว่าจะต้องมีไก๊ด์ท้องถิ่น นำพาเดินไปด้วยทุกครั้ง ก็เพื่อให้ปลอดภัยไม่พลัดหลง แล้วเป็นการกระจายรายได้ สู่ชาวบ้านแม่กลางหลวงโดยตรง ทั้งมีกติกามารยาทพื้นฐาน อย่างห้ามทิ้งขยะ ห้ามเก็บพืชพันธุ์ ห้ามส่งเสียงดัง

แล้วก็เริ่มต้นการเดินเท้า กับระยะทางราว 3 กิโลเมตร ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เนื่องแน่นด้วยพรรณพืช ที่อุดมสมบูรณ์ในแบบป่าฝนเขตร้อน

เส้นทางเดินเท้าแคบๆ ขนาดพอเดินสวนกันได้ กำลังทอดตัวในแนวนอน โดยมีต้นไม้ขนาดเล็กใหญ่ ยืนต้นเรียบรายสลับกันไป พอเราเดินพ้นบันไดลงมา ก็พบกับโรงเรือนปลูกไม้ดอก ซึ่งเป็นอาชีพหนึ่งของชาวบ้าน ที่โครงการหลวงมาส่งเสริม

โต๊ะเล่าว่า "ตอนอายุ 10 ขวบ ดีใจมากครับ ที่ได้เห็นในหลวง และพระราชินี มาดูตรงที่ที่ปลูกฝิ่น พ่อกับแม่เล่าว่า ท่านให้ลดการปลูกฝิ่น แล้วส่งเสริมให้ชาวบ้าน ได้ทำการเกษตรบนที่สูง โดยการปลูกไม้ดอก หรือปลูกผักผลไม้เมืองหนาว ตอนที่ทั้งสองพระองค์เข้ามา ชาวบ้านต่างก็ดีใจ ด้วยไม่อยากปลูกฝิ่น แต่อยากมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น"

ฟังเรื่องเล่าจากไก๊ด์หนุ่ม แล้ววนไปถ่ายรูปดอกเบญจมาศ ที่บานสะพรั่งในโรงเรือน ซึ่งจะมีโรงเรือนไม้ดอกเช่นนี้ ให้เห็นอีกหลายแปลงด้วยกัน

จะว่าไป...ในอดีตย้อนไป 30 ปีกว่าๆ แถวบ้านแม่กลางหลวง จะมีการทำไร่ฝิ่นมากมาย ไม่รวมถึงการทำไร่เลื่อนลอย และการตัดไม้ทำลายป่า

ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และมีความสุขอย่างยั่งยืน อันเนื่องจากชาวบ้าน ได้มีการส่งเสริมทำการเกษตร การทอผ้า หรือการจักรสาน พร้อมกับรู้รักษ์ธรรมชาติ ตามภูมิปัญญาในท้องถิ่น แต่ยังคงไว้ซึ่งความเชื่อ ประเพณี และวัฒนธรรมชนเผ่า

สำหรับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ทางผู้นำชุมชนลุ่มน้ำแม่กลางหลวง ได้พัฒนาในรูปแบบการท่องเที่ยว ที่ก่อให้เกิดความยั่งยืน โดยจัดเวทีสร้างความรู้ความเข้าใจ เรื่องของการพัฒนาการท่องเที่ยว การบริหารจัดการการท่องเที่ยว และการพัฒนาบุคลากร ที่จะมาเป็นผู้ที่สื่อความหมายธรรมชาติ และการประชาสัมพันธ์ในการท่องเที่ยว

เดินพลางฟังวิถีชีวิตชาวเขาไป เมื่อผ่านโรงเรือนไม้ดอก แล้วก้าวเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ ก็เริ่มแว่วยินเสียงของสายน้ำ ก็เห็นว่า...ต้นน้ำอยู่ที่ดอยอินทนนท์ และที่เห็นไหลเป็นน้ำตกอยู่นี้ เรียกว่า น้ำตกผาดอกเสี้ยว ซึ่งตรงนี้เป็นน้ำตกในชั้นแรกๆ

ลัดเลาะทางเรียบลำธารลงมา เข้าสู่จุดไฮไลท์ของน้ำตก ด้วยเป็นบริเวณในฉากภาพยนตร์ รักจัง มาก่อน นักท่องเที่ยวจึงเรียกกันว่า น้ำตกรักจัง

ยังคุ้นตาอยู่เลยว่า ตรงสะพานไม้เก่าๆ ที่ทอดข้ามน้ำตกไปนั้น พระเอกกับนางเอก มาส่งตาหวานให้กัน แม้ว่าหนังจะเก่า แต่ผู้คนยังจดจำดี

น้ำตกผาดอกเสี้ยว ที่ผมกำลังสัมผัสตรงนี้ เห็นเพื่อนบอกมาว่า เป็นน้ำตกในชั้นที่ 7 โดยมีความสูงคะเนจากสายตา น่าจะประมาณ 20 เมตร...กระมัง นับเป็นบริเวณที่โดดเด่น ของการเดินศึกษาธรรมชาติครั้งนี้ จึงนั่งซึมซับกันให้นานหน่อย

เห็นว่า...บรรดานักท่องเที่ยวเอง ก็มักหยุดพักการท่องเที่ยว บริเวณน้ำตกชั้นนี้เช่นกัน อาจเป็นเพราะมีองค์ประกอบต่างๆที่ทำให้ตื่นตาตื่นใจ

แค่นั่งเฉยๆ กับมองน้ำตก ก็มีความสุขแล้ว

ธรรมชาติ...ยิ่งได้ใกล้ชิด ก็ยิ่งให้มีความสุข

เก็บภาพความประทับใจ แล้วข้ามสะพานไม้หน้าน้ำตก และมีทางที่เลาะไปตามเนิน ซึ่งได้ขนานกับร่องน้ำเล็กๆ ที่เป็นภูมิปัญญาการจัดการน้ำ เพื่อนำไปใช้ในนาขั้นบันได ในระหว่างเดือนมิถุนายน ถึงเดือนพฤศจิกายน โดยจะเห็นบรรยากาศสวยๆ ที่แตกต่างกันในแต่ละวันเวลา อีกทั้งก็ยังไปใช้กับผักผลไม้เมืองหนาว อย่างการปลูกสตรอว์เบอร์รี่ ซูกีนี่ เยอร์บีร่า หรือลิลี่ และเมื่อถึงช่วงที่ผลิดอกออกผล ก็เปิดให้เข้าชมและเก็บเกี่ยวได้ด้วย

ส่วนผลิตภัณฑ์กาแฟ ที่เห็นเพื่อนชื่นชอบกันนัก ก็จัดว่า...โดดเด่นในคุณภาพ ไม่ว่าทั้งการปลูก เก็บ ตาก คั่ว บด หรือชง...ก็ทำเองทุกขั้นตอน

คลับคล้ายว่า เมื่อครั้งก่อนที่มาเที่ยว ในหมู่บ้านแม่กลางหลวง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตรงนี้ไป มีกาแฟรสชาติเป็นเลิศ รอท่าให้ได้ลิ้มลองอยู่ด้วย ครั้นเมื่อนึกถึงขึ้นมาแล้ว จึงเร่งก้าวฝีเท้ากว้างยาว เพื่อไปให้ถึงที่หมายโดยเร็ว ยิ่งพอได้เข้าไปใกล้หมู่บ้าน กรุ่นกลิ่นอันหอมหวนของกาแฟ ก็โชยชายมาตามสายลม เลยขอวิ่งแซงหน้าผองเพื่อนไปก่อน

เมื่อมาถึงศาลาโล่งโถง ก็เห็น นายโต๊ะ กำลังชงกาแฟ ให้กับนักท่องเที่ยวได้ลิ้มลอง ซึ่งเห็นทุกคนมีความสุข ผ่อนคลาย และสบายอารมณ์ กับกาแฟถ้วยย่อม พร้อมกับได้ทัศนาแมกไม้ ที่รายล้อมบริเวณศาลากาแฟ ซึ่งภายในยังมีภาพที่เก่าแก่

หนุ่มโต๊ะเข้ามาชวนชี้ให้ดูว่า ภาพเก่าแก่ที่สีซีดจางไป ล้วนเป็นภาพพระราชกรณียกิจ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งที่เสด็จฯมาละแวกนี้ พร้อมกับส่งเสริมด้านการเกษตร ปลูกไม้ดอกไม้ผลเมืองหนาว ซึ่งกาแฟก็ได้เป็นอีกหนึ่งอย่าง ที่ได้รับการส่งเสริมมา และประสบความสำเร็จ

"เมื่อก่อนเราก็กินกาแฟไม่เป็น เพราะรู้สึกว่ามันขมๆ พอลองกิน ลองชิมเรื่อยๆ...ก็เลยชิน แล้วก็รู้สึกว่ามันอร่อยดีเหมือนกัน" โต๊ะเล่าแล้วอมยิ้ม

จิบกาแฟร้อนหมดถ้วย หันไปซื้อผลิตภัณฑ์กาแฟกลับบ้าน ซึ่งเป็นสายพันธุ์อาราบิก้า แล้วรู้สึกดีใจแทนบ้านแม่กลางหลวง ที่อยู่ดีมีความสุขกัน

แม้ภาพที่ติดตามผนังศาลา จะมีสีสันที่เจือจางไปแล้ว แต่เนื้อแท้ของภาพที่เก่าแก่ คือ พระราชกรณียกิจ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่เสด็จฯกลับยังสุขสดใสสว่างไสว อยู่กลางใจชาวเขาเสมอมา