60 พรรษา เจ้าฟ้าจักรีสิรินธร

วิถีอาเซียน-วิถีไทย

อนัมสยามมิตร

มีคนกล่าวเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า ถ้าประเทศไทยต้องต่อสู้กับความยากลำบากทั้งภัยพิบัติจากธรรมชาติอันเนื่องมาจากการเป็นเส้นทางผ่านของพายุไต้ฝุ่นอยู่เนืองๆ บ้านเมืองต้องเผชิญกับสงครามครั้งแล้วครั้งเล่า และถูกยึดครองโดยประเทศมหาอำนาจจนในที่สุดที่ประชุมเจนีวาต้องมีมติให้แบ่งประเทศที่เส้นขนานที่ 17 องศาเหนืออย่างที่เวียดนามต้องประสบ คนไทยอาจจะรักชาติ และนำพาความเจริญก้าวหน้ามาสู่มาตุภูมิของตน และกลายเป็นอันดับต้นๆของอาเซียน ไม่ต่างไปจากที่ชาวญวนกำลังเป็นอยู่

สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เป็นหนึ่งในประเทศเพื่อนบ้านของไทย ซึ่งถึงแม้จะมีระบอบการปกครองที่แตกต่างกัน แต่ด้วยความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เวียดนามและไทยจึงดำรงความเป็นมิตรและมีไมตรีจิตด้วยดีเสมอมา และด้วยความคล้ายคลึงกันทั้งในด้านอัตลักษณ์ หน้าตา ผิวพรรณ การนับถือพุทธศาสนา ตลอดจนในอดีตกาลก่อนต่างชาติเข้ายึดครอง ก็มีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมดวงใจพลเมืองเฉกเช่นกัน

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ระหว่างวันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ - อังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2536 โดยมี นายกรัฐมนตรี โววันเกียต ถวายการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ มีพระราชวินิจฉัยว่า การที่จะเรียนรู้ประวัติศาสตร์ประเทศใดในเวลาสั้นๆได้ดีที่สุด ไม่มีที่ใดจะดีไปกว่าพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ จึงเป็นสถานที่จุดแรกที่เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตร

ทำให้ทรงทราบตำนานการเกิดชนชาติเวียดนามว่า กษัตริย์ De Minh ได้นางฟ้าแห่งภูเขาเป็นมเหสี มีโอรส คือ Kinh Duong Vaong ซึ่งได้กับมังกร ลูกเจ้าสมุทร มีโอรสชื่อ Lac Long Quong เป็นกษัตริย์เวียดนามองค์แรก ต่อมาสมรสกับเซียนหญิง ชื่อ Auco เกิดไข่ 100ฟอง แบ่งลูกกันคนละ50 พวกหนึ่งตามแม่ไปอยู่ที่สูง อีกพวกอยู่กับพ่อในที่ลุ่ม โอรสที่ได้ครองราชย์ชื่อ Hung Vuong ตั้งราชวงศ์ Hong Bang เรียกชื่อแคว้นว่า Van Lang แปลว่าดินแดนของผู้มีรอยสัก

หลังจากนั้นเสด็จฯไปที่สุสานโฮจิมินห์ เพื่อติดตามตำนานวีรบุรุษชาวเวียดนามที่คนไทยคุ้นเคยเป็นอย่างมาก ร่างของท่านนอนอยู่ในตู้ ดูหมือนหุ่นขี้ผึ้ง มีเรือนพักที่ยังวางสิ่งของและเอกสารไว้เหมือนกับสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ หมวกเหล็ก ชั้นบนเป็นห้องทำงาน มีห้องหนังสือ ซึ่งมีทั้งหนังสือภาษาเวียดนามและต่างประเทศ ลุงโฮเป็นหนอนหนังสือคนหนึ่ง ท่านอ่านหนังสือมาก อ่านแล้วเล่มใหนดีก็จะนำไปห้องสมุดให้คนอื่นๆได้อ่านกัน ในห้องนอนของลุงโฮ มีวิทยุ ซึ่งลุงโฮได้รับเป็นของขวัญจากชาวเวียดนามในเมืองไทย ในปี

ค.ศ.1928 ท่านเคยมาใช้ชีวิตอยู่ที่อุดรธานี นครพนม และพิจิตร ได้เรียนภาษาไทย และทำงานรับจ้างเวย นอกจากนี้ชีวประวัติของโฮจิมินห์ยังปรากฏอยู่ในพิพิธภัณฑ์เป่าตาง มีหนังสือพิมพ์ที่ลุงโฮ เขียนบทความเป็นภาษาฝรั่งเศส และเวียดนาม มีเอกสารมากกว่า 2,000 ชิ้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้อ่านบทประพันธ์ของลุงโฮตั้งแต่สมัยทรงเรียนหนังสือ ได้แก่ เรื่องบันทึกในเรือนจำ เขียนเป็นภาษาจีน และแปลเป็นภาษาอังกฤษ ลุงโฮเขียนเป็นบทกวีในลักษณะบทกวีจีนสมัยราชวงศ์ถัง มีความไพเราะมากว่า

The body is in prison
The mind escapes outside
To bring about great things
The mind must be large and well-tempered

จุดหมายต่อไปของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ก็คือ วัดจั่วโหมดกด หรือวัดเสาเดียว บางคนเรียกวัดแห่งความรัก สร้างขึ้น ในค.ศ.1049 และมาซ่อมแซม ในค.ศ.1954 ตอนที่ฝรั่งเศสเผากรุงฮานอย ได้เผาวัดนี้ไปด้วย ต้องมาซ่อมแซมภายหลัง สัญลักษณ์ที่ปรากฏ คือ รูปฉวนอัน หรือกวนอิม ตำนานการสร้างวัดแห่งนี้กษัตริย์เวียดนามพระองค์หนึ่งไม่มีโอรส พอฝันเห็นกวนอิมก็ได้โอรส จึงสร้างวัดถวาย จากนั้นเสด็จฯไปวัดว่านมิว สร้างโดย จักรพรรดิ Ly Thanh Tong ในค.ศ.1070 เพื่อเป็นที่บูชาขงจื๊อ และเป็นที่ศึกษาของบรรดาพระโอรสของกษัตริย์กับพวกขุนนาง วัดแห่งนี้ถือเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกในเวียดนาม ต่อจากนั้นเสด็จฯไปวัดกว่านซือ อายุกว่า 600 ปี ยังมีพระอยู่ เป็นที่เคารพนับถือมาก สมาคมพุทธศาสนิกชนเวียดนามก็ตั้งอยู่ที่นี่

ในการเสด็จฯไปทรงเยือนเวียดนามครั้งนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทอดพระเนตรเมืองเดียนเบียนฟู ทอดพระเนตรบังเกอร์ของ นายพล เดอ กาสตรีส์ เนินเขาที่มีการต่อสู้กันอย่างดุเดือด ทำเป็นอนุสาวรีย์ มองเห็นภูเขาล้อมรอบกว้างใหญ่ไพศาลมาก จากนั้นเสด็จฯไปที่เมืองดานัง หรือที่ฝรั่งเศส เรียก ตูราน

มีท่าเรือขนาดใหญ่ที่สุด ทรงได้รับการถวายพระกระยาหารค่ำ ที่โรงแรมหัวบินห์ ทางจังหวัดถวายพระกระยาหารค่ำแบบอาหารจีน ซึ่งคนเวียดนามขอให้พระองค์เสวยมากๆ เพราะอาหารแบบนี้ โดยเฉพาะกุ้งในเวียดนาม มีราคาถูก จากนั้นเสด็จฯต่อไปยังเมืองเว้ รับสั่งว่าเส้นทางสวยงาม เป็นเขตภูเขา สองข้างทางเป็นดอกไม้ป่า ดอกสีม่วง นอกจากนั้นเป็นผกากรอง โครงเครง เข็มป่า เฟิร์น ต้นไม้ใหญ่ถูกตัดเกือบหมดแล้ว ทรงประทับใจกับที่ประทับรับรองหลังใหญ่ ที่มีระเบียงนั่งเล่นมองเห็นทิวทัศน์ของแม่น้ำเฮือง แปลว่า กลิ่นหอม ชวนให้ทรงนึกถึงบรรยากาศของอยุธยา บริเวณวัดหน้าพระเมรุ และวังหลวง

เมืองเว้ เคยเป็นราชธานีของอาณาจักรเวียดนาม มาตั้งแต่ ค.ศ.1802-1945 ทอดพระเนตรพระราชวังหลวงเมืองเว้ ซึ่งขณะนั้นรัฐบาลกำลังบูรณะ ชมท้องพระโรง มีดนตรีเวียดนามบรรเลงขับกล่อม ภายในมีโรงละครหลวงที่ประทับจักรพรรดิและมเหสี ถัดไปเป็นที่อยู่ของเจ้าจอม ทรงสนพระทัยหอพระสมุด สร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิมินหม่าง นอกจากเป็นที่อ่านหนังสือแล้ว ยังเป็นที่แต่งบทกวีของจักรพรรดิ มีหอพระโลกบิดรเก็บพระป้ายและสิ่งของที่ใช้ในพิธี ทรงสนพระทัยกับโอ่ง 9 ใบ ลวดลายมงคล เป็นสถานที่ต่างๆ อาทิ ปากน้ำดานัง ปากแม่น้ำโขง รูปปลาชนิดต่างๆ พืชพันธัญญาหาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รับสั่งว่า ทรงรู้สึกเสียดายที่อ่านภาษาจีนได้ไม่ดีนัก ถ้าอ่านภาษาจีนได้ดี จะทำให้เข้าใจสิ่งต่างๆที่ทอดพระเนตรในวัง และตามวัดได้มากกว่านี้

ทรงประทับใจกับพระกระยาหารที่ทางจังหวัดจัดเลี้ยง ซึ่งเป็นอาหารเวียดนามแท้ มีผู้ถวายรายงานว่าเมืองเว้มีอาหารกว่า 3,000 ชนิด อาหารที่เสวย มีขนมเบื้องญวนแบบขนานแท้ดั้งเดิม ใส่กล้วยดิบ ถั่วงอก ผัก ราดน้ำจิ้มเผ็ดๆ ใส่งา จากนั้นเป็นการแสดงรำดาบแบบงิ้ว เพลงพื้นเมืองของเว้ ดีดพิณ ระบำเจ้าชายเจ้าหญิง แม่ยูนิคอร์น การแสดงปี่ กลอง และรำโคมดอกบัว ซึ่งโปรดมาก รับสั่งว่า เป็นญวนรำโคมขนานแท้

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยังได้มีโอกาสทอดพระเนตรสุสานของจักรพรรดิมินหม่าง คนเวียดนามโบราณถือว่าชีวิตหลังความตายมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การสร้างสุสานจึงต้องสร้างให้ดีและถูกต้อง ดีกว่าบ้านที่อยู่อาศัยในขณะยังมีชีวิตเสียอีก เพราะถือว่ามีความนิรันดร สุสานของจักรพรรดิเวียดนามทำตามแบบอย่างสุสานจักรพรรดิจีน คือสร้างในพื้นที่กว้างใหญ่ อาคารมีรูปแบบสอดคล้องกับภูมิประเทศ แสดงความกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ต้องใช้เซียนผู้มีความรู้ออกแบบเนินเขา ลำธาร สระน้ำ น้ำตก และสวน ทรงรับสั่งว่าน่าเสียดายที่สุสานจักรพรรดิเวียดนามถูกทำลายไปมาก แม้จะเป็นสุสานที่ใช้เวลาสร้างไม่กี่ปี แต่ใช้เวลาถึง 14 ปีในการเลือกสถานที่

ก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับ เสด็จฯแวะที่นครโฮจิมินห์ซิตี้ ซึ่งกำลังมีการส่งเสริมอุตสาหกรรมหลายขนาน ทั้งพลาสติก สิ่งทอ เสื้อผ้า การแปรรูปสินค้าเกษตร หัตถกรรม เครื่องไฟฟ้า การประกอบรถยนต์ และในด้านการเกษตรปลูกข้าวได้ถึงปีละ 3 ครั้ง แต่คุณภาพสู้ข้าวไทยไม่ได้ ประทับที่นี่หนึ่งคืน วันรุ่งขึ้นเสด็จฯอุโมงค์กูจี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์เวียดนามที่น่าตื่นเต้น อุโมงค์มีความยาว 200 กิโลเมตร เวียดกงสร้างอุโมงค์นี้ตั้งแต่ต่อสู้กับฝรั่งเศสด้วยกองทัพชาวนาที่ไม่มีอาวุธ เวียดกงใช้เป็นฐานในการโจมตีไซง่อน แม้สหรัฐอเมริกาจะพยายามเสาะหาอุโมงค์ แต่ไม่พบ บางครั้งถึงขั้นทิ้งระเบิดนาปาล์มเผาทุกอย่าง จนถึงการใช้หน่วยหนูอุโมงค์เข้าไปรบในอุโมงค์บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก เวียดกงสร้างอุโมงค์ด้วยวิธีง่ายๆ มีประตูกลพรางด้วยดินและกิ่งไม้ ข้างในมีบ้าน มีโรงครัว ห้องอาหาร โรงพยาบาล มีห้องผ่าตัด โรงละครแสดงนาฏศิลป์ รับสั่งติดตลกว่า เข้าไปในอุโมงค์เพียงตื้นๆ ได้เสวยอาหารเวียดกงที่โรงครัวด้วย ไม่กล้าลงไปลึก เพราะไม่ค่อยสบาย ไม่มีแรงโหน พระองค์ตัวโต คงไม่มีใครแบกออกมาได้

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รับสั่งว่า เมืองโฮจิมินห์ซิตี้มีสิ่งต่างๆน่าชมอีกมาก แต่ไม่ทรงมีเวลา ได้ทรงเยี่ยมชมสวนสัตว์ ทอดพระเนตรรูปช้าง ที่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานเป็นที่ระลึกในคราวเสด็จฯไปทรงเยือนเมืองไซ่ง่อน เมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ.2473 มีจารึกเป็น 4 ภาษา คือ ไทย ฝรั่งเศส อังกฤษ และเวียดนาม

หลังจากเสด็จพระราชดำเนินกลับประเทศไทย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยังได้ถ่ายทอดเรื่องราวความประทับใจที่ทรงมีต่อเพื่อนบ้าน เวียดนาม ไว้ในพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 21 "อนัมสยามมิตร" รายได้จากการพิมพ์ และจำหน่ายสมทบทุนมูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ นำไปช่วยเหลือเด็กนักเรียนที่ขาดแคลนทั่วประเทศอีกด้วย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้