พระราชสมภพปีกุน

ศรีพัชรินทรานุสรณ์

ด้วยเหตุที่ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ทรงพระราชสมภพในปีกุน จึงมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับหมูอันเกี่ยวเนื่องกับพระองค์อยู่หลายเรื่อง ล้วนแล้วแต่บ่งบอกถึงพระราชอัธยาศัยที่ทรงเปี่ยมด้วยน้ำพระราชหฤทัยตามที่มีผู้กล่าวว่า คนเกิดในปีหมูหรือปีกุนนั้นมักใจดี มีเมตตา และร่ำรวย

เรื่องแรกเป็นเรื่องของ "แม่หมูเสาวภา" แม่หมูตัวนี้ ข้าหลวงผู้หนึ่งถวายในงานเฉลิมพระชนมพรรษา เป็นหมูพันธุ์ฝรั่งขนาดใหญ่ ผิวกายเผือกสีชมพูอ่อน ขนขาวเป็นมันทั้งตัว มีนัยน์ตาสีฟ้าอ่อน หูเป็นกลีบ ขนยาวปุยงาม

สมเด็จฯ โปรดเกล้าฯให้เลี้ยงไว้ทางประตูติดด้านหลังของพระบรมมหาราชวัง พระราชทานเบี้ยหวัดเงินปีให้เป็นอาหารประจำ และเป็นสัตว์เลี้ยงเพียงตัวเดียวของพระองค์

เรื่องต่อมาคือ "เหรียญหมู" เป็นเหรียญที่สมเด็จฯ มีพระราชเสาวนีย์ให้สร้างขึ้นเป็นที่ระลึกในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 50 พรรษา เพื่อพระราชทานแจกแก่แขกผู้มีเกียรติที่ได้รับเชิญมาร่วมพิธี เป็นเหรียญกลมขนาดเหรียญบาท มีรูปหมูลงยาสีชมพูอยู่บนเหรียญ ทรงทำขึ้น 4 ชนิด ชนิดแรก เป็นเข็มกลัดห้อยเหรียญกะไหล่ทองรูปหมูลงยา สำหรับผู้ใหญ่ใช้กลัดหน้าอกเสื้อร่วมกับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชนิดที่สอง เป็นเหรียญห้อยคอกะไหล่ทองรูปหมูลงยา สำหรับพระราชทานหม่อมเจ้า และข้าหลวง ร้อยสร้อยผูกคอ ชนิดที่สาม เป็นเข็มกลัดเหรียญเงินรูปหมูลงยา พระราชทานสำหรับข้าราชบริพารฝ่ายหน้า และชนิดที่สี่ เป็นเหรียญเงินห้อยคอรูปหมูลงยา พระราชทานสำหรับข้าหลวง และพนักงานทั่วไป ด้านหลังของเข็มและเหรียญรูปหมู มีอักษรจารึกไว้ว่า "หมูนี้คือ เสาวภา ซึ่งอุบัติมาร่วมชาติภพ อันมีความหวังดีต่อท่านเสมอ"

นอกจากเหรียญหมูแล้ว ยังมีอนุสาวรีย์หมู ซึ่ง สมเด็จฯ โปรดเกล้าฯให้สร้างเป็นที่ระลึกในการเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 50 พรรษา ตั้งอยู่ด้านหลังพระราชอุทยานสราญรมย์ ริมคลองคูเมืองเดิม ซึ่ง พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ มีลายพระราชหัตถเลขาประทานแก่ พระยาเทวาธิราช (หม่อมราชวงศ์ ป. มาลากุล) ด้วยข้อความว่า

"เรื่องอนุสรณ์หมู มีเจ้าของสามคนเท่านั้น คือ ฉันกับพระยาพิพัฒ (เศเลสดีโนซาเวีย) และพระยาราชสงคราม (กร หงสกุล ) ดูเหมือนได้จารึกชื่อไว้ในศิลาจารึกทั้ง 3 คน เป็นสหชาติแห่งสมเด็จพระพันปี (สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ) เหตุที่สร้างนั้นจะเล่าให้ท่านฟัง คือ ใน พ.ศ.2456 พระชันษาสมเด็จพระพันปี จะครบ 50 ปี (พระราชสมภพ ปีกุน พ.ศ.2406) ทรงพระราชดำริจะทำการใหญ่ งานนี้ท่านจะค้นได้จากราชกิจจา คืองานที่แจกเหรียญหมู (สำหรับห้อยนาฬิกาพกมี 2 ชนิด เหรียญทอง มีรูปหมู 2 ตัว สำหรับพระราชทานสหชาติ เหรียญทอง และเหรียญเงิน มีรูปหมูตัวเดียวสำหรับพระราชทานผู้ไม่ใช่สหชาติ) มีพระราชดำริประการหนึ่งว่า ในงานนั้นจะทรงเลี้ยงสหชาติ จะพระราชทานสังเคตแก่สหชาติอย่างงานงัว ของ พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5) ในพวกสหชาตินั้นมี กรมพิทยลาภ (พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมขุนพิทยลาภพฤฒิธาดา) เป็นหัวโจก เพราะแก่กว่าใคร (เกิดวันที่ 1 เมษายน) จึงเป็นผู้นำ คิดจะทำหีบพระสรีถวายด้วยทางเรี่ยรายสหชาติ ฉันยังถูกกะเกณฑ์ให้เป็นคนออกแบบอีกโสดหนึ่งด้วย แต่ยังไม่ทันไร ก็มีพระราชเสาวนีย์ประกาศว่าไม่ทรงรับของถวาย คณะสหชาติก็ตื่นผิด ปรึกษากันอึดอัดที่สุดก็ล้มไม่ได้ทำอะไร ฉันก็หนักเต็มที ด้วยเราจะเอาของท่านข้างเดียวเห็นไม่ดีเลย พระยาพิพัฒกับฉันชอบกัน ต่างไปมาหาสู่กันเสมอ จึงปรึกษากันจะปฏิบัติอะไรที่ไม่ฝ่าฝืนพระเสาวนีย์ และที่พระองค์จะตรัสไม่ออก จึงตกลงกันเป็นทำก๊อกน้ำประปา แต่ให้มีอะไรหรูหราเป็นที่ระลึกด้วย จึงสำเร็จรูปเป็นอนุสรณ์หมู อย่างที่ท่านเห็นบัดนี้.."

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เล่าต่อไปว่า "ตอนแรกคิดจะทำเป็นส่วนตัวสองคนด้วยกันทั้งนั้น แต่ภายหลังพระยาราชสงครามรู้เข้าก็มาขอเข้าส่วนด้วย เห็นว่าเขาบากหน้าเข้ามาเองด้วย ไม่ได้กะเกณฑ์เขาแสดงว่ามีน้ำใจสมัครจริงทั้งก็ชอบกันด้วย จึงตกลงรับเขาเข้าด้วย พระยาพิพัฒเป็นคนหาหินส่ง ฉันเป็นคนทำหมูทั้งก่อสร้างด้วย พระยาราชสงครามเป็นคนหาต้นไม้ส่ง หมดเสร็จสิ้นเงินเท่าไรก็เฉลี่ยจ่ายเท่าๆกัน เดิมที่มีก๊อกน้ำประปาติดอยู่กับเขานั้นเพื่อให้เป็นทาน แต่ที่หลังกองประปาเขาปิดรื้อไปเสีย จะเป็นด้วยมันอยู่นอกทางคนหรืออย่างไรไม่ทราบ ในการกระทำทั้งนี้ดูเหมือนมี กรมหมื่นมหิศร (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมหิศรราชฤทัย) เข้าช่วยคิดด้วย แต่เธอไม่ได้เข้าทุนด้วย เพราะเธอไม่ได้เป็นสหชาติ ครั้งทำแล้วก็มีการฉลองปักเต๊นทที่ข้างนั้น นิมนต์พระวัดราชบพิธมารับบาตรทั้งวัดตั้งอยู่ฉันที่เต๊นเพียง 10 รูป พอถึงวันงานฉันก็ทำหนังสือถวาย เซ็นชื่อไปด้วยกัน 3 คน ส่งรูปฉายด้วยแสดงว่าได้ทำเช่นนั้น ขอถวายพระราชกุศล นอกจากมีลายพระหัตถ์ตอบอนุโมทนา พระองค์ก็ตรัสอะไรไม่ได้ เรื่องราวเป็นดังนี้ แต่ติดจะเป็นเรื่องลับ

อนึ่งอนุสรณ์นี้ มีข้อความจารึกว่า "โอ ขอองค์สมเด็จ พระศรีพชรินทรา จงเจริญพระชนมา ยุตลอดศิลาลาญ"

สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ทรงมีน้ำพระราชหฤทัยเมตตาไม่ใช่เฉพาะต่อเจ้านายเชื้อพระวงศ์ผู้ใกล้ชิดเท่านั้น ยังหมายรวมถึงกุลบุตร กุลธิดาที่บิดามารดาเป็นข้าราชบริพารรับราชการสนองพระยุคลบาทนำมาถวายตัวอยู่เป็นอันมาก ทรงพระราชทานความเอื้อเอ็นดูให้ได้เข้าเฝ้าฯใกล้ชิดอยู่เนืองๆ ดังที่ คุณอุทุมพร วีระไวทยะ ถ่ายทอดไว้ในหนังสือพระราชประวัติส่วนพระองค์อยู่หลายตอน เช่น

เมื่อครั้งประทับอยู่ที่พระราชวังพญาไท ซึ่งเป็นช่วงที่พระอนามัยอ่อนแอลงมากจนต้องมีแพทย์หลวงคอยเฝ้าฯถวายการตรวจรักษาพยาบาลเป็นประจำ โดยจะประทับที่พระแท่นพระบรรทมเป็นปกติ และข้าหลวงจะต้องจัดดอกไม้ประดับโต๊ะหมู่บูชาพระในห้องพระบรรทมด้วยชุดเครื่องแก้วเจียระไนอันงดงามวิจิตรเป็นประจำวัน ขุดเครื่องแก้วปักดอกไม้สด เหล่านี้เป็นสิ่งที่ทรงโปรดปรานที่จะพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์สะสมเข้าชุดในแต่ละสีแต่ละลายหรือแต่ละรูปลักษณะต่างๆ มีทั้งแจกันแก้วทั้งชุด พานแก้วทั้งชุด ใหญ่บ้าง เล็กบ้างตามแต่จะมีผู้ทูลเกล้าถวายฯ หรือทรงซื้อด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ที่โปรดฯให้นำมาจัดแต่งดอกไม้หน้าพระเป็นประจำ เป็นยกระเช้าแก้วเจียระไนสีขาวดอกเด่นงามชุดใหญ่ ครั้งหนึ่งเมื่อข้าหลวงเด็กผู้หนึ่งอายุไม่เกิน 13 ปี พยายามจะเป็นช่างดอกไม้สดกับเขาบ้างสมกับที่ได้เข้ามาอยู่ในราชสำนักสมเด็จพระพันปีหลวง จึงได้เข้าช่วยข้าหลวงผู้ใหญ่จัดดอกไม้บ้าง แต่ด้วยความไม่ระวังและรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เลยปัดเอากระเช้าแก้วล้ม เป็นผลให้หูอันงดงามบอบบางของกระเช้าหักออกเป็นสองท่อน ปากกระเช้าแตกยับเยินเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไม่อาจติดเข้ารูปให้ดีดังเดิมได้ คุณข้าหลวงผู้ใหญ่ต่างตกใจกลัวถูกกริ้ว เพราะรู้ดีว่าเป็นเครื่องแก้วชิ้นพิเศษที่มีค่าหายาก การแตกหักทำให้ขาดคู่ ทั้งตัวเด็กที่ทำแตกก็วิตกทุกข์ร้อนรีบแจ้งข่าวให้บิดามารดาทราบ ต่างพากันวิ่งเต้นเสาะหาจะนำมาถวายแทนของเดิม แต่แม้จะเที่ยวค้นตามห้างใหญ่ๆทุกแห่งเท่าที่มีอยู่ในกรุงเทพฯเวลานั้น คือ ห้างยอนแซมสัน แบดแมน ห้างเอสเอบี หรือแม้แต่ห้างแขกใหญ่อย่างห้างซัมซูดิน ห้างไตเย็ม เป็นต้น ก็ไม่อาจหาแก้วเจียระไนที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับของที่แตกไปได้

เมื่อสุดปัญญาแล้ว ข้าหลวงชั้นผู้ใหญ่ในตำแหน่งหัวหน้าข้าหลวงทั้งปวง คือ หม่อมราชวงศ์แป้ง มาลากุล ซึ่งมีหน้าที่เฝ้าฯ ประจำทุกวัน จึงเห็นว่าค่ำวันนั้นเมื่อถึงเวลาตื่นบรรทมและเสวยพระกะยาหารเสร็จจะกราบทูลเรื่องนี้พร้อมนำตัวผู้ทำของแตกขึ้นไปกราบทูลสารภาพผิดด้วย เมื่อถึงเวลานาทีระทึก เด็กข้าหลวงผู้นั้นซึ่งมีความหวาดกลัวจนหัวใจเต้นระทึกระหว่างกราบทูลสารภาพผิด ก็เกิดอาการกลัวจนสะอื้นขึ้นมาจุกอกพูดต่อไปไม่ไหว พระยาดำรงแพทยาคุณ นายแพทย์หลวงประจำพระองค์ได้คลานเข้ามาอีกผู้หนึ่ง และกราบลงเบื้องพระพักตร์เรื่องที่บุตรีทำกระเช้าแก้วแตก และได้วิ่งหาจนทั่วเมืองก็ไม่อาจหาซื้อได้ จึงจำต้องเข้ามาขอรับพระราชอาญาใส่เกล้า และขอพระราชทานพระอนุญาตลงโทษบุตรีในความผิดนี้เสียเองด้วย

สมเด็จทรงแย้มพระสรวล และมีรับสั่งว่า "เออ...พระยาดำรง แกจะไปหาซื้อได้อย่างไร เครื่องแก้วชุดนี้เข้า เบลเยี่ยมเขาถวายมาเป็นบรรณาการ มันมีขายที่ไหน แต่แกจะไปลงโทษอะไรมัน เด็กมันขยัน มันอยากทำงานเป็น ชีวิตคนยังตายได้ของก็แตกได้เหมือนกัน" จากนั้นทรงหันมาทางเด็กข้าหลวงที่ทำผิด รับสั่งด้วยพระสุรเสียงหนักแน่นว่า "เจ้าจงจำไว้นะ ทีหลังอย่าทำอะไรผลุบผลับ ต้องเป็นคนเรียบร้อย"

สุดท้ายเรื่องก็จบลงด้วยพระเมตตาของ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระผู้พระราชสมภพปีกุน อันเปี่ยมด้วยความการุณย์ต่อเพื่อนมนุษย์ทุกคนแล