กระเจี๊ยบแดง ในวันร้อน

เกษตรพอเพียง

ช่างเป็นเวลาที่พอเหมาะพอดีทั้งที่ไม่ได้วางแผนมาก่อน ด้วยว่าเมื่อย่างเข้าฤดูร้อนปีนี้ ต้นกระเจี๊ยบแดงที่ "ผักหวาน" หว่านเมล็ดไว้ในกระถางหน้าบ้าน เติบโตจนผลิดอกออกผลให้ทันได้เก็บมาทำเครื่องดื่มรับร้อน รสเปรี้ยวๆหวานๆ สีสันสดใส ... แสนจะเข้ากันกับวันร้อนๆ อย่างนี้ยิ่งนัก

กระเจี๊ยบแดง เป็นไม้ที่ปลูกขึ้นง่ายมากๆ หลังจากโรยเมล็ดใส่ไว้ในกระถางใบใหญ่ วางไว้ริมรั้วหน้าบ้าน เป็นตำแหน่งที่อยู่ระหว่างร่มไม้ของซุ้มดอกการเวกกึ่งหนึ่ง จึงได้รับแสงแดดแบบพอดีๆ รดน้ำวันละครั้งบ้าง สองเวลาเช้า - เย็นบ้าง และรดด้วยน้ำหมักชีวภาพเป็นระยะๆ ต้นกระเจี๊ยบก็ขึ้นงอกงามอยู่ในกระถางเดียวกันถึงเกือบ 10 ต้น แต่ไม่ยักเบียดเสียดกันอย่างที่คิด เพราะแม้ว่าตอนแรกมันจะแตกใบแผ่เป็นพุ่มตั้งแต่ต้นยังเตี้ยๆ แต่เผลอแป๊บเดียว ต้นก็สูงชะลูดขึ้นไปเป็นกิ่งตรงแหนว ยิ่งพอมีผลออกมาตามกิ่งด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้กิ่งหนักจนเอนกันไปคนละทิศละทาง ... เธอเป็นคุณแม่ที่ลูกดกมากค่ะ

กระเจี๊ยบแดง มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในแถบหมู่เกาะอินเดียตะวันตก และแพร่กระจาย ไปปลูกในเขตร้อนทั่วโลก มีชื่ออื่นๆอีก เช่น กระเจี๊ยบเปรี้ยว ส้มพอเหมาะ (ภาคกลาง) ผักเก้งเค้ง ส้มเก้งเค้ง (ภาคเหนือ) แกงแดง (เชียงใหม่) ส้มตะเลงเครง (ตาก)

กระเจี๊ยบแดง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hibiscus sabdariffa Linn. ชื่อภาษาอังกฤษคือ Rozelle หรือ red sorrel จัดเป็นพืชล้มลุก ลักษณะเป็นพุ่มแตกกิ่งก้านสาขามาก ลำต้นและกิ่งก้านสีม่วงแดง ผิวเกลี้ยงไม่มีขนหรือหนาม ใบเดี่ยวสีแดงอมเขียว ก้านใบแดง ขอบใบหยักเว้าลึก เป็น 3 แฉก ดอกเดี่ยวออกตามง่ามใบ กลีบและดอกสีเหลืองอ่อนหรือชมพู กลางดอกสีแดงเข้ม ผลค่อนข้างกลมผิวเรียบ มีกลีบเลี้ยงหนาสีแดง หุ้ม กลีบเลี้ยงมีรสเปรี้ยว

จากประสบการณ์ของ "ผักหวาน" เอง รู้สึกว่า กระเจี๊ยบเป็นพืชที่ปลูกง่าย ไม่ต้องดูแลมาก เพราะธรรมชาติของกระเจี๊ยบแดง เป็นพืชไวแสง ชอบอากาศร้อน ไม่ชอบน้ำขัง และทนต่อความแห้งแล้ง ใช้เมล็ดหว่านไว้ แป๊บเดียวก็ขึ้นแล้วละค่ะ และเท่าที่สังเกตดูก็ไม่มีแมลงศัตรูพืชมากวนใจเท่าไหร่ ไม่มีหนอนมากัดกินใบ มีแต่มดดำมาป้วนเปี้ยนอยู่ตามกิ่งเยอะหน่อย แค่ระวัง ปัดๆมดออกตอนเก็บลูกกระเจี๊ยบก็แล้วกัน

เสียดายที่ "ผักหวาน" มัวแต่รอให้ลูกกระเจี๊ยบโตพร้อมกัน เนื่องด้วยความงก อยากเก็บได้มากๆ ผลคือได้ลูกกระเจี๊ยบที่แก่เกินไปมาอย่างละครึ่งเลยทีเดียว เมื่อเลาะเอากลีบเลี้ยงออกมา บางกลีบเริ่มออกสีดำๆแล้ว แต่เมื่อเอามาต้มรวมๆกันไป ก็ได้น้ำกระเจี๊ยบที่ไม่มีความแตกต่างระหว่างวัยแต่อย่างใดเลยค่ะ

ครั้งแรก "ผักหวาน" อยากลองชิมน้ำกระเจี๊ยบสดๆ เพราะรู้สึกว่าน่าจะได้รสชาติที่เข้มข้น สดชื่น เหมาะกับอากาศร้อนๆมากกว่า ขั้นตอนการทำก็เลยไม่ยุ่งยาก เพราะไม่ต้องรอเอาไปตากแห้ง เลาะเอากลีบออกมาแล้ว ล้างให้สะอาด ใส่หม้อต้มกับน้ำได้เลย ต้มไปจนเดือดแล้วลดไฟอ่อนๆ เคี่ยวเรื่อยๆ จนน้ำเป็นสีแดงเข้มข้น (จะสังเกตเห็นเลยว่า สีแดงผละออกจากกลีบเลี้ยงลงไปอยู่ในน้ำ จนเหลือเป็นกลีบใสๆ มีเพียงสีชมพูเรื่อๆติดอยู่เท่านั้น) หลังจากนั้นก็กรองเอากากออก เติมน้ำตาลหรือน้ำเชื่อมและเกลือ ปรุงรสตามชอบ ให้เดือดสัก 1 นาที ยกลง เท่านี้ก็เสร็จแล้วค่ะ กรอกใส่ขวดแช่ตู้เย็นเอาไว้ เก็บไว้ทานได้เป็นอาทิตย์

น้ำกระเจี๊ยบใส่น้ำแข็ง ดื่มคลายร้อนยามบ่าย แก้กระหายน้ำ และช่วยให้รู้สึกสดชื่น หากที่บ้านมีเด็กๆ ก็อาจจะทำเป็นน้ำแข็งรสกระเจี๊ยบ โดยรินน้ำกระเจี๊ยบใส่ในถาดสำหรับทำน้ำแข็ง เราก็จะได้กระเจี๊ยบหวานเย็นเป็นก้อนๆ ให้เด็กๆ อมเล่นชื่นใจ หรือแบ่งน้ำกระเจี๊ยบเอามาทำเป็นเยลลี่ โดยต้มน้ำ ใส่น้ำตาลคนให้ละลาย เติมน้ำกระเจี๊ยบและคาราจีแนน คนให้เข้ากัน แล้วเทใส่แม่พิมพ์ ทิ้งไว้ให้เย็น จะได้เยลลี่กระเจี๊ยบสีสวย ทานเปล่าๆ ทานกับไอศกรีม หรือกับผลไม้ ก็อร่อยได้อีกหลายแบบ

ด้วยความที่กระเจี๊ยบมีกรดธรรมชาติชนิดพิเศษที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้โดยตรง และช่วยในการย่อย น้ำกระเจี๊ยบจึงเป็นเครื่องดื่มที่ไม่เพียงดื่มแก้กระหาย คลายร้อนเท่านั้น หากยังเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องไขมันในเส้นเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจอีกด้วย

ในกลีบรองดอกของกระเจี๊ยบมีสารสีแดงจำพวก anthocyanin จึงทำให้มีสีม่วงแดง เช่นสาร cyanidin, delphinidin และมีกรดอินทรีย์หลายชนิด เช่น ascorbic acid, citric acid, malic acid และ tartaric acid ซึ่งเป็นกรดที่ทำให้กระเจี๊ยบมีรสเปรี้ยว นอกจากนี้ ยังพบว่ามีวิตามินเอ เพคติน และแร่ธาตุอื่นๆ เช่น แคลเซียมในปริมาณสูง ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม ฯลฯ ส่วนใบและยอดอ่อนมีวิตามินเอ แคลเซียมและฟอสฟอรัสในปริมาณสูงเช่นกัน

ในแอฟริกาใต้ นิยมใช้เมล็ดของกระเจี๊ยบมาต้มกินเป็นยาขับปัสสาวะและเป็นยาบำรุง ในแอฟริกาตะวันออกใช้ใบต้มกินแก้ไอ ลดความดันโลหิตสูง ขับปัสสาวะ ลดคอเลสเตอรอล ลดความหนืดของเลือด ขับพยาธิ ส่วนในอียิปต์ ใช้กลีบเลี้ยงต้มกินกับน้ำตาล ใช้รักษาความดันโลหิตสูง ใช้ทั้งต้นต้มกินรักษาหัวใจและโรคประสาท หรือกินเป็นยาลดน้ำหนัก เพราะช่วยระบาย และยังใช้เป็นยาฆ่าเชื้อในลำไส้

สมัยเด็กๆ ยังจำได้ไม่เคยลืมว่า แม่ชอบเก็บใบกระเจี๊ยบแดงมาทำแกงส้มให้ทาน สูตรแกงส้มใบกระเจี๊ยบของแม่ใช้น้ำพริกที่โขลกด้วยพริกขี้หนูสด กะปิ หัวหอม และปลาย่าง แกงส้มใส่ใบกระเจี๊ยบอ่อน จะให้รสเปรี้ยวโดยไม่ต้องเติมมะขามเปียกเลยค่ะ บางทีแม่ก็แกงใส่ฝักกระเจี๊ยบเขียว ที่เวลาเคี้ยวจะมีเมล็ดอ่อนกรุบๆ และมีเรือกลื่นๆ ออกมานิดๆ ( ทั้งใบและฝักกระเจี๊ยบ ล้วนมีวิตามินเอ วิตามินซี กรดซิตริก และธาตุแคลเซียมสูงมาก จึงนับเป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ) คนไม่คุ้นเคยอาจติดขัดกับรสสัมผัสที่เป็นเรือกๆนี้ แต่คนที่โตมากับ "กับข้าวฝีมือแม่" การได้ตั้งสมาธิค่อยๆเคี้ยวเจ้าเมล็ดกรุบๆในฝักกระเจี๊ยบ ที่ถูกเคลือบไว้ด้วยเมือกลื่นๆ กลับเป็นความทรงจำดีๆ ที่เก็บมาโหยหาจนวันนี้ เพราะยังไม่เคยได้ทานแกงส้มฝีมือใครที่อร่อยเท่าฝีมือแม่เราเองเลยค่ะ

การเก็บผลกระเจี๊ยบที่แก่เกินไปนั้น นอกจากจะไม่มีความแตกต่างในรสชาติและความอร่อยของน้ำกระเจี๊ยบที่ได้แล้ว "ผักหวาน" ยังได้รับผลพลอยได้ที่คุ้มค่าอย่างไม่ได้วางแผนไว้ตั้งแต่แรก นั่นก็คือ การได้เมล็ดพันธุ์แก่จัด สำหรับเอาไว้ปลูกในรุ่นต่อไป คุ้มยิ่งกว่าคุ้มอีกนะคะเนี่ย ...