มหัศจรรย์เมืองแห่งดอกบัวงาม ตามหา"น้ำตกลงรู" เรียนรู้"ผาแต้ม" จับแก้ม"มิกกี้เม้าส์"

ที่นี่...รายการตะวันหรรษา

ความอยากรู้อยากเห็นและช่างสังเกตคือ คุณสมบัติพิเศษที่มีอยู่ภายในตัวตนของคนทุกคน เป็นที่มาของการแสวงหาความรู้ใหม่ แล้วเมื่อผ่านการพิสูจน์ได้ว่า เข้าหลักเกณฑ์มาตรฐาน"แปลก-ใหม่-ใหญ่-ดัง" หรือมีความน่าสนใจและแตกต่างไปจากสิ่งที่เคยรู้จัก ทำให้หลายคนที่ได้พบเจอเผลอตัวอุทานออกมาว่า "เมืองไทยมีอย่างนี้ด้วยหรือ?" เมื่อได้นำมาเล่าสู่กันฟังก็เกิดการร่ำลือกันไปต่างๆนานา มีการท้าทายให้ลองไปพิสูจน์ด้วย ช่วยผลักดันให้หลายคนสัญญากับตัวเองว่า "สักวันหนึ่ง...ฉันจะต้องไปถึงที่นั่นให้ได้"

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของประเทศไทย เป็นดินแดนหนึ่งที่มีเรื่องราวปรากกฎการณ์หรือ ความมหัศจรรย์ในหลากหลายรูปแบบ ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามฤดูกาลของธรรมชาติ ความเชื่อและความผูกพันกับวิถีชีวิต ตลอดจนพลังแห่งความศรัทธาของมวลชนในพื้นที่นั้นๆ โดยเฉพาะเรื่องที่ไปเกี่ยวข้องกับแม่น้ำโขง

พัฒน์มาศ วงศ์พัฒนศิริ ผู้อำนวยการภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ให้ดิฉันร่วมเดินทางไปพิสูจน์ ความมหัศจรรย์ของแหล่งท่องเที่ยว ในจังหวัดอุบลราชธานี โดยมี นวลจันทร์ จงกลรัตน์ (หนึ่ง) หัวหน้างานพัฒนาและส่งเสริมการตลาด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ รณพล จันทราโชติ(อัน) กับ ภัททิรา คำอภิวงศ์ (น้องมิ้นท์) เป็นผู้ประสานงานและอำนวยความสะดวกตลอด 3 วัน 2 คืน

มีบันทึกไว้ว่า ท้าวคำผง-ท้าวทิดพรหม-ท้าวก่ำ บุตรหลานของพระวอ พระตา หนีภัยสงครามเจ้าแห่งนครเวียงจันทน์เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของ พระเจ้าตากสินมหาราช และสร้างเมืองขึ้นที่บริเวณดงอู่ผึ้งใกล้กับแม่น้ำมูล ครั้งถึงปี พ.ศ. 2323 พระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาสุภาวดีเชิญตราพระราชสีห์มา พระราชทานนามเมืองว่า อุบลราชธานี ทรงให้ท้าวคำผงเป็นเจ้าเมืองคนแรก และพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "พระปทุมวงศา"

อุบลราชธานี เป็นเมืองใหญ่ริมฝั่งแม่น้ำมูลในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ห่างจากกรุงเทพฯ 629 กิโลเมตร สภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบสูงและภูเขา มี แม่น้ำมูล ไหลผ่านกลางจังหวัดจากทิศตะวันตกมายังทิศตะวันออก มาบรรจบกับ แม่น้ำชี แล้วไหลรวมกันลงสู่ แม่น้ำโขง ที่ อ.โขงเจียม มี หน้าผาหินทรายบริเวณชายฝั่งแม่น้ำโขง เป็นเส้นกั้นพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนลาว เคยมีพื้นที่ใหญ่ที่สุด ต่อมาแบ่งออกไปเป็น จ.ยโสธรและ จ.อำนาจเจริญ ปัจจุบันใหญ่เป็นลำดับที่ 5

คณะสื่อมวลชนออกเดินทางไปถึง อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ได้พบกับ พัฒน์มาศ วงศ์พัฒนศิริ ผู้อำนวยการภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ ยุพา ปานรอด ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานอุบลราชธานี (ดูแลพื้นที่ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ยโสธร) ที่มารอรับและนำเข้าชม วัดถ้ำคูหาสวรรค์ ตั้งอยู่ริมทางหลวง 2222 มี#จุดชมวิวเห็นทัศนียภาพของลำน้ำโขงและฝั่งลาวได้อย่างชัดเจน ก่อสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2521 โดย หลวงปู่คำคนึง จุลมณี ใช้เป็นที่ปฏิบัติธรรมจำพรรษา ท่านมรณภาพแล้วแต่ร่างกายไม่เน่าเปื่อย ลูกศิษย์จึงเก็บไว้ในโลงแก้วเพื่อบูชา

จากนั้นพาไปดูมหัศจรรย์ "น้ำตกลงรู" ที่มีลักษณะพิเศษ ดิฉันเกิดความสงสัยว่าทำไมมีชื่อแปลกจัง เพราะป้ายชื่อเขียนไว้ว่า น้ำตกแสงจันทร์ เป็นน้ำตกขนาดเล็ก เกิดขึ้นจาก ลำห้วยท่าล้ง บนลานหิน แล้วไหลลอดผ่านหน้าผาหินที่มีลักษณะเป็นรู (ปล่องหินแสงจันทร์) ลงสู่เพิงผาด้านล่าง "รูหิน" นี้เกิดจากการถูกน้ำกัดเซาะ เนื่องจากหินทรายทนต่อการถูกกัดกร่อนน้อย เป็นความแปลกที่มีให้เห็นอยู่ตลอดปี และจะสวยงามมากที่สุดในช่วงฤดูฝน ทางเดินเข้าชมมีบันไดขึ้น-ลงได้สะดวก

น้ำตกแสงจันทร์ เป็น UNSEEN IN THAILAND มีอีกชื่อว่า น้ำตกลอดรู หรือ น้ำตกรู เรียกตามลักษณะของสายน้ำที่ตกผ่านรูหิน ส่วน ที่มาของชื่อ "แสงจันทร์" เรียกตามสายธารน้ำตกที่โปรยละอองผ่านช่องหินลงมา โดยเฉพาะในวันเพ็ญเวลาเที่ยงคืนแสงจันทร์จะสาดส่องลงมาตรงรูหินพอดี พร้อมกับละอองของธารน้ำตกที่โปรย ดูเป็นประกายสีนวลสวยงามมาก กำเนิดของน้ำตกแสงจันทร์ จึงเป็นปรากฎการณ์การณ์ธรรมชาติที่ลงตัว ของ "หินทราย..และสายน้ำ"

มื้อค่ำอิ่มอร่อยที่ ร้านอาหารแพอารยา กับเมนูปลาแม่น้ำโขง ยุพา ปานรอด ผอ.ททท.อุบลราชธานี ได้กล่าวต้อนรับอย่างเป็นทางการ และให้ข้อมูลเกี่ยวกับมหัศจรรย์แหล่งท่องเที่ยวฯ พร้อมมอบเสื้อแสนสวยสีสันถูกใจให้ทุกคนเป็นที่ระลึกด้วยค่ะ ก่อนเข้าที่พัก โรงแรมทอแสงโขงเจียมรีสอร์ท

เช้าวันรุ่งขึ้น รับประทานอาหารริมระเบียงโรงแรมฯ มองเห็น แม่น้ำสองสี (ดอนด่านปากแม่น้ำ) บริเวณที่แม่น้ำมูลไหลลงสู่แม่น้ำโขง เกิดเป็นสีของแม่น้ำที่ต่างกัน เดือนเมษายนจะเห็นได้ชัดเจนที่สุด เป็นที่มาของคำว่า โขงสีปูน มูลสีคราม และอยู่ในคำขวัญประจำจังหวัดที่ว่า "อุบลราชธานี เมืองแห่งดอกบัวงาม แม่น้ำสองสี มีปลาแซบหลาย หาดทรายแก่งหิน ถิ่นไทยนักปราชญ์ ทวยราษฎร์ใฝ่ธรรม งามล้ำเทียนพรรษา ผาแต้มก่อนประวัติศาสตร์"

การสำรวจแหล่งท่องเที่ยวเริ่มที่ อุทยาแห่งชาติผาแต้ม ฟังการบรรยาย และนำชมแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ โดยมี กวี ประสมพล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติผาแต้ม เล่าให้ฟังว่า ในอดีตชาวบ้านส่วนใหญ่จะทำกินในบริเวณใกล้ป่าภูผาขาม มีเพียงพรานป่าที่เข้าไปได้ มีความเชื่อว่า "ภูผาแต้ม" เป็นเขตต้องห้ามและมีความศักดิ์สิทธิ์ มีพื้นที่ประมาณ 150 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ อ.โขงเจียม อ.ศรีเมืองใหม่ และ อ.โพธิ์ไทร เป็นที่ราบสูงและเนินเขา มีหน้าผาสูงชัน ซึ่งเกิดจากการแยกตัวของผิวโลก ยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติทางประวัติศาสตร์ และศิลปะถ้ำ ไว้ให้ได้มาศึกษาและเรียนรู้กันด้วย

ภาพเขียนสี ที่พบและมีชื่อเสียงที่สุดในประเทศไทยมี 4 กลุ่มแบ่งไว้ตามเส้นทางคือ (1) ภาพเขียนสีบริเวณผาขาม (2) ภาพเขียนสีบริเวณผาแต้ม (3) ภาพเขียนสีบริเวณผาหมอนน้อย และ (4) ภาพเขียนบริเวณผาหมอน ที่ได้ชื่อว่า ผาแต้ม เพราะ มีรูปภาพเขียนสีหลายแห่ง เพื่อสื่อความหมายและบันทึกเรื่องราวของคนในสมัยโบราณเอาไว้ โดยทำเป็น รูปรอยลงบนพื้นหิน มักพบตามถ้ำ เพิงผา ผนังหิน ก้อนหิน

เจ้าหน้าที่ของอุทยานนำคณะเดินชมพร้อมบรรยายเรื่องราวของ ผาแต้มและผาขาม ซึ่งเป็นหน้าผาสูงที่สวยงามตามธรรมชาติ ฝั่งตรงข้ามผาแต้มที่ได้เห็นคือ สปป.ลาว มีแม่น้ำโขงเป็นเส้นกั้นพรมแดน จึงทำให้ ผาแต้มเป็นจุดชมวิวที่สวยงาม และได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวที่มาชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกยามเย็นด้วยค่ะ เดินลงไปที่ด้านล่างของหน้าผาจะมี ภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ ปรากฏอยู่เรียงรางให้ได้ชมเป็นระยะๆ มีอายุไม่ต่ำกว่าสามพันถึงสี่พันปี

อุทยานฯได้ทำทางเดินจากหน้าผาด้านบน เพื่อให้ลงไปชมภาพเขียนสีเหล่านี้ที่บริเวณหน้าผาด้านล่าง ระยะทางประมาณ 500 เมตร ภาพเขียนสีจะอยู่บนผนังหน้าผา ยาวติดต่อกันประมาณ 180 เมตร รวมทั้งหมดประมาณ 300 ภาพ แบ่งเป็น 5 ประเภท คือ สัตว์ (ช้าง วัว หมา เต่า ก้างปลา ปลาบึก ฯลฯ) ลายเรขาคณิต คนทำนา ภาพมือ และภาพตุ้ม (เครื่องมือจับปลาของชาวประมงริมแม่น้ำโขง)

จากนั้นมาร่วมงานแถลงข่าว โครงการความร่วมมือระหว่าง ททท.สำนักงานอุบลราชธานี และสายการบินแอร์เอเชีย เพื่อร่วมกันทำตลาดส่งเสริมการท่องเที่ยวของ จ.อุบลราชธานี ได้รับเกียรติจาก สุรพล สายพันธุ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธานฯ ร่วมกับ พัฒน์มาศ วงศ์พัฒนศิริ ผอ.ททท.ภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติผาแต้ม และผู้แทนเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารสายการบินแอร์เอเซีย ร่วมงานด้วย ณ ทุ่งดอกไม้รับเสด็จฯ (เหนือน้ำตกสร้อยสวรรค์) อุทยานแห่งชาติผาแต้ม

ทุ่งดอกไม้รับเสด็จฯ เป็นเส้นทางมหัศจรรย์ในช่วงปลายฝนต้นหนาว ที่ธรรมชาติสร้างขึ้น จากเมล็ดพันธุ์เล็กๆ ที่ซุกตัวอยู่ตามซอกหินและใต้พื้นดิน แทรกตัวขึ้นมาเหนือลานหิน ท้าทายแสงแดดสายลม และสายตาของผู้มาเยือนกับการ ลีลาระบำยอดหญ้า ทุ่งดอกไม้กลุ่มใหญ่อยู่บริเวณเหนือน้ำตกสร้อยสวรรค์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เคยเสด็จมาทอดพระเนตรติดต่อกันหลายปี

และได้ทรงพะราชทานชื่อที่ไพเราะไว้ได้แก่ ดุสิตา (หญ้าขาวก่ำ) สรัสจันทร (ดอกดิน) สร้อยสุวรรณา (หญ้าสีทอง) ทิพเกสร (นกน้อย) มณีเทวา (กระดุมเงิน) เหลืองพิสมร (เอื้องเหลืองพิสมร) แดงอุบล (เอื้องม้าวิ่ง) ดอกสีแดงอมม่วง เป็นกล้วยไม้ดินที่หายาก พบตามลานหินของจังหวัดอุบลราชธานี นอกจากนี้ยังมี หญ้าบัว หงอนนาค ส้มเช้า เทียนน้อย หญ้ารากหอม ดาวดิน เกล็ดหอย หยาดน้ำค้าง ฯลฯ ควรใช้ความระมัดระวังในการเดินชม เพราะดอกไม้มีขนาดเล็กและบอบบาง

ใกล้กันมี น้ำตกสร้อยสวรรค์ เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่สวยงามมาก มีน้ำไหลตลอดปีจากหน้าผาสูงชันสองด้าน เกิดจากสายน้ำ 2 สายคือ ห้วยไผ่ไหลจากหน้าผาที่สูงชัน และห้วยสร้อยไหลมาตามช่องเขาที่เป็นหน้าผากว้าง แล้วมาบรรจบกัน มีลักษณะคล้ายสายสร้อย ก่อนตกลงมาและไหลลงสู่แม่น้ำโขง สามารถมองเห็นทิวทัศน์แม่น้ำโขง ผืนป่าและหน้าผาหินฝั่งลาวได้ชัดเจน

พักรับประทานอาหารกลางวันโดยแม่ครัวฝีมือเยี่ยมของอุทยานฯ อร่อยทุกอย่างทั้งอาหารพื้นเมือง(ส้มตำ ยำหมูยอ) และเมนูอาหารที่คุ้นเคย (ขนมจีนแกงไก่ และไข่เจียว) พร้อมกับน้ำดื่มเย็นๆ ให้ชื่นใจ แล้วออกเดินทางไป บ้านผาชัน จุดลงเรือล่องแม่น้ำโขง เพื่อไปพิสูจน์ความมหัศจรรย์ของสามพันโบก ที่มีโบก(หลุม)รูปมิกกี้เมาส์ และโบก(หลุม)รูปหัวใจคู่กัน

ช่วงบ่ายเป็นกิจกรรม นั่งเรือล่องลำน้ำโขง จากบ้านผาชันไปชม มหัศจรรย์สามพันโบก และปากบ่อง (จุดแคบที่สุดของแม่น้ำโขง) มี สมทราย มัคคุเทศก์ตัวน้อยเล่าเรื่องราวของวิถีชีวิตชุมชนและการจับปลาในแม่น้ำโขง สลับกับการชื่นชมทัศนียภาพที่งดงามของแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ รวมถึงเรื่องราวของพญานาคราช และถ้ำใต้น้ำของนางเข็ญฝ้าย (แม่นางทอหูก) ที่นำเค้าโครงไปสร้างละครเรื่อง"ภูตแม่น้ำโขง" ที่ทุกคนตั้งใจฟัง การล่องเรือทวนกระแสแม่น้ำโขงขึ้นไปถึงสามพันโบก ใช้เวลาประมาณ 45 นาที

ชุมชนบ้านผาชัน (เดิมชื่อบ้านละครใต้) ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพทำนา และประมงน้ำโขง สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นหินลาดเอียงลงสู่แม่น้ำโขง พื้นที่บางส่วนเอื้ออำนวยต่อการท่องเที่ยว เช่น ผาชัน เสาเฉลียง ถ้ำโลง สวนหินและป่า 1000 ปี

สามพันโบก จะปรากฏให้เห็นในช่วง ฤดูแล้งที่น้ำแห้งขอด (เดือนธันวาคม-เดือนมิถุนายน) แก่งหินดังกล่าวจะโผล่พ้นน้ำให้ได้ชมความงามแปลกตา กลายเป็น ความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ สุดอลังการกลางลำน้ำโขง แล้วจะอยู่ใต้ลำน้ำโขงในช่วง ฤดูน้ำหลาก (เดือนกรกฏาคม-เดือนตุลาคม)

เป็นกลุ่มหินทรายแนวเทือกเขาภูพานตอนปลาย ที่ทอดตัวยาวริมฝั่งแม่น้ำโขง เรียงตัวเป็นสันดอนขนาดใหญ่ มีพื้นที่กว่า 10 ตารางกิโลเมตร เกิดจากแรงน้ำวนกัดเซาะจนเป็นบ่อน้ำลึกในแก่งหินใต้ลำน้ำโขง กระแสน้ำได้พัดพาก้อนกรวด หิน ทราย และเศษไม้ กัดเซาะขัดแผ่นหินทรายให้เกิดเป็นหลุมแอ่ง มีทั้งขนาดเล็กและใหญ่จำนวนมากมาย ยังไม่มีใครสามารถนับจำนวนที่แท้จริงได้ แต่คาดว่าน่าจะมีมากกว่า 3,000 แอ่ง หินบางก้อนถูกกัดกร่อนจนเป็นรูปร่างต่างๆ งามล้ำค่าเกินบรรยายค่ะ

ประติมากรรมธรรมชาติ นักท่องเที่ยวผู้มาเยือนชอบมาถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึกมากที่สุดคือ โบก(หลุม)ที่ถูกกัดเซาะเป็น รูปหัวใจคู่ที่อยู่ติดกัน และโบก(หลุม)รูปมิกกี้เมาส์ ซึ่งเหมือนมากๆ จนแทบไม่น่าเชื่อว่าจะมาอยู่กลางน้ำโขงได้ รวมถึง สระมรกต เวิ้งน้ำสีเขียวกลางสามพันโบก เชื่อกันว่าใครที่ได้อธิษฐานขอพรจะสำเร็จผลและสมปรารถนาเสมอ แล้วต้องแก้บนด้วยการถือศีล 5 ไม่น้อยกว่า 7 วัน

มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับ ตำนานสามพันโบก และหินที่มีลักษณะคล้ายหัวสุนัข ไว้ว่า เกิดจากบรรดาลูกของพญานาคราชในลำน้ำโขงเป็นผู้มาขุดไว้ เพื่อให้เกิดลำน้ำอีกสายหนึ่ง และได้มอบหมายให้สุนัขเป็นผู้เฝ้าทางเข้าระหว่างการขุดในที่สุดสุนัขตัวนี้ตายแล้วกลายเป็นหินรุปสุนัข

แม้ว่า มหัศจรรย์ "สามพันโบก"แห่งลุ่มแม่น้ำโขง จะยิ่งใหญ่และได้พบเห็นมาแล้วนับหมื่นปี รู้จักกันในวงที่จำกัดและไม่โด่งดังขึ้นมาเพียงข้ามคืน หากไม่มี "พี่เบิร์ด" (ธงไชย แมคอินไตย) ไปถ่ายทำภาพยนตร์โฆษณาให้กับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ความสำเร็จของโฆษณาชุดนี้ทำให้เกิดกระแส ตามรอยพี่เบิร์ด...ไปเที่ยวสามพันโบก

แหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียงได้แก่ หาดสลึง เป็นหาดทรายริมฝั่งแม่น้ำโขง จะได้เห็นความสวยงามในช่วงฤดูแล้ง (มกราคม-มิถุนายน) ชื่อหาดสลึงมาจากที่มีคนมาเล่นสงกรานต์ในสมัยที่ใช้เหรียญ 1 สลึง (สมัยที่เงิน 1 สลึงซื้อควายได้ 1 ตัว) ตั้งคำถามท้าทายความสามารถ หากใครเดินหรือวิ่งบนหาดได้ตลอดแนว ประมาณ 800 เมตร โดยไม่พักระหว่างทางจะได้เงินเดิมพัน 1 สลึง แต่ก็ยังไม่เคยมีใครได้รับรางวัลนี้เลย ชาวบ้านจึงเรียกหาดแห่งนี้ว่า หาดสลึง

ปากบ้อง เป็นหน้าผาหินที่เกิดจากรอยแยกตัวของแผ่นหินทรายเปลือกโลก มีลักษณะเหมือน คอขวด ที่แม่น้ำโขงไหลพาดปะทะกับแนวเทือกเขาภูพานตอนปลาย การปะทะกันของพลังธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ก่อให้เกิดภูมิประเทศที่มหัศจรรย์มากมาย และ เป็นส่วนแคบที่สุดของแม่น้ำโขง วัดได้ 56 เมตร

หินหัวพะเนียง เป็นเกาะหินขนาดใหญ่กลางแม่น้ำโขง เป็นช่อแหลมคม เกิดจากการปะทุขึ้นมาของหินทรายร้อนคล้ายหินภูเขาไฟ แต่ไม่ใช่ลาวา เมื่อปะทะกับกระแสน้ำเย็นจึงแข็งตัวกลายเป็นหิน เป็นเกาะและแก่งหินกลางแม่น้ำที่ ทำให้แม่น้ำโขงแยกออกเป็นสองสาย และเป็นที่มาของบ้านสองคอน

ชุมชนบ้านสองคอน มีบ้านพักและ รีสอร์ริมแม่น้ำโขงให้เลือกได้หลากหลายรูปแบบและค่าบริการ ผอ.ททท.อุบลราชธานี นำไปชม ปลายฟ้ารีอสร์ท ใกล้หาดสลึงและสามพันโบก จากนั้นไปรับประทานอาหารค่ำกันที่ ร้านอินโดจีน (อาหารเวียดนาม) แล้วไปเข้าพักที่ โรงแรมลายทอง

เช้าวันที่สาม เดินทางไป วัดทุ่งศรีเมือง สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีลักษณะของศิลปะแบบรัตนโกสินทร์ตอนต้น และศิลปะเวียงจันทน์ผสมกัน มีจิตรกรรมฝาผนังทุกด้าน และมี พระพุทธบาทจำลองจากวัดสระเกศฯ ประดิษฐาน พระเจ้าใหญ่ศรีเมือง เป็นพระประธานในวิหารศรีเมือง ญาติโยมรวมใจกันปิดทองตลอดทั้งองค์ จึงเปล่งปลั่ง น่าเลื่อมใสศรัทธามาก

อาคารสำคัญคือ หอพระไตรปิฎก สร้างด้วยไม้ตั้งอยู่ กลางสระน้ำ เพื่อเป็นที่เก็บรักษาพระไตรปิฎก ป้องกันไม่ให้" มด-ปลวก"ไปกัดทำลาย เป็นศิลปะผสมระหว่าง ไทย-พม่า-ลาว อาคารเป็นแบบไทย เรือนฝาปะกน ขนาด 4 ห้อง เป็นที่เก็บตู้พระธรรมทุกด้านเขียนลายลงรักปิดทอง หลังคา เป็นศิลปะไทยผสมพม่า มีช่อฟ้าใบระกา หลังคาซ้อนหลายชั้นแสดงถึงศิลปกรรมพม่าที่ส่งผ่านมายังศิลปะลาวล้านช้าง ส่วน ลวดลายแกะสลักบนหน้าบัน เป็นศิลปะแบบลาว เป็นหอไตรที่งดงามมากแห่งหนึ่งของประเทศไทย

ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ ต้องไปเลือกหาซื้อสินค้าพื้นเมืองของอร่อยของดี ได้แก่ หมูยอ กุนเชียง ไส้กรอกอีสาน และเค็มบักนัด อาหารพื้นเมืองขึ้นชื่อของจังหวัด กลับไปฝากคนรู้ใจและครอบครัวด้วยค่ะ

เมืองไทยของเรายังมีแหล่งท่องเที่ยว "มหัศจรรย์"ที่ มีเอกลักษณ์อันเป็นเสน่ห์เฉพาะตัว และมีความโดดเด่นชนะใจผู้มาเยือนได้เสมอ เพราะการเดินทางไม่ใช่เพียงแค่พักผ่อนเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ตัวเองได้เรียนรู้ประสบการณ์แปลกใหม่ และหากสักครั้งหนึ่งในชีวิต ได้เป็นผู้พิชิตสิ่งมหัศจรรย์สักแห่งก็ดีใจแล้ว