รู้จักชาวญ้อบ้านท่าขอนยาง แหล่งชุมชนคนลุ่มน้ำชี จังหวัดมหาสารคาม

ของเด่นของดี...เมืองไทย
ช่างภาพ: 

ใครคือญ้อ....ชุมชนท่าขอนยางซึ่งอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ขณะนี้มีผู้คนจากต่างถิ่นเข้ามาอยู่อาศัยเข้ามาเกี่ยวข้องกับชาวชุมชนนับตั้งแต่การใช้ชีวิตมีบ้านพักอยู่ในพื้นที่ชุมชน กิน อยู่ คือท่ามกลางชุมชน เจมส์ อาร์ เชมเบอร์เลน บันทึกข้อความกำเนิดคนและเมืองต่างๆในอดีตโดยอาศัยตำนานนี้ ความโทจากเมืองหม้วย "ยามนั้น จังโลงมาฮอดเมืองโอม เมืองอาย จันปันหมากเต้าพุ่งเมือเมืองหานโหกหน่วย โหกเสาทองคำค้ำฟ้า จังปันไปเมืองมาน เมืองลื้อ เมืองแถง เมืองลาว เมืองโกย เมืองญ้อ เมืองบาง สองหน่วย สองเสาทองค้ำฟ้า" แสดงว่าชาติกำเนิดของชาวลื้อ ลาว โกย ญ้อ ล้วนแล้วมาจากน้ำเต้าปุงทั้งสิ้น

การฟื้นฟูและอนุรักษ์ภาษา ตำนาน ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และการละเล่นพื้นบ้านญ้อ บ้านท่าขอนยาง ตำบลขามเรียง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม อ.บัญญัติ สาลี หัวหน้าโครงการวิจัย เป็นส่วนหนึ่งของโครงการศูนย์ส่งเสริมนักวิชาการเพื่องานวิจัยเพื่อท้องถิ่น อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นผู้ร้อยเรียงประสบการณ์คนญ้อ โดยมีสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดพิมพ์หนังสือฮากเหง้าเผ่าพันธุ์ญ้อบ้านท่าขอนยาง มุมมองด้านภาษา ตำนาน ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และการละเล่นพื้นบ้านญ้อ ผ่านงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น

ศาลาวัฒนธรรมญ้อ สร้างขึ้นเป็นศูนย์รวมวัฒนธรรมญ้อ ชุมนุมวัฒนธรรมญ้อก่อตัวขึ้นมาในโรงเรียน ประเพณีไหลเรือไฟ ได้รับการฟื้นฟู การละเล่นญ้อปรากฎอยู่ในลานวัด สนามโรงเรียน มีการแสดงให้ผู้คนได้ชมตามงานเทศกาล ต้นไม้พูดภาษาญ้อ มีอยู่ภายในวัดเจริญผล วัดสว่างวารี วัดมหาผล

ญ้อเป็นกลุ่มชนท้องถิ่นกลุ่มหนึ่งในภาคอีสาน ชุมชนคนญ้อบ้านท่าขอนยางมีพื้นที่ติดขอบรอบรั้วมหาวิทยาลัยมหาสารคาม พระสงฆ์ในวัดเจริญผล (ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารไทยพาณิชย์ วัด และชาวบ้านเพื่อแสดงผลงานแห่งความทรงจำของกลุ่มชาติพันธุ์ญ้อ) วัดสว่างวารี และวัดมหาผลซึ่งเป็นวัดในเขตบริการชุมชนท่าขอนยาง เป็นศูนย์กลางการยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวญ้อ และสืบสานต่อวัฒนธรรมดั้งเดิม มีการทำป้ายติดต้นไม้เรียกว่า ต้นไม้พูดญ้อภายในวัด และเทศนาสอนให้เยาวชนมีสำนึกรักในภาษาและวัฒนธรรมญ้อ นิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม วิชาเอกภาษาไทย พัฒนาชุมชน และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ร่วมกันสร้างโรงเรียนท่าขอนยางระดับประถมศึกษา และโรงเรียนท่าขอนยางพิทยาคมระดับมัธยมศึกษา

ธนาคารไทยพาณิชย์จัดทำป้ายวัฒนธรรมญ้อ ป้ายแหล่งวัฒนธรรมดั้งเดิม มีการส่งหมู่บ้านเข้าประกวดในระดับประเทศได้รับรางวัลที่2 ทั้งนี้ได้ร่วมมือกับธนาคารจัดให้มีการทอดกฐินสามัคคีเพื่อร่วมสร้างอาคารศูนย์การเรียนรู้วัฒนธรรมญ้อท่าขอนยางขึ้น ชาวบ้านท่าขอนยางเริ่มสร้างถนนญ้อเดิน เพื่อศึกษาดูงานวิจัยตลาดสีเขียวนำผักปลอดสารพิษและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นเข้ามาจัดแสดงบนถนนและจำหน่ายพืชผักปลอดสารพิษซึ่งพัฒนาให้ได้ระดับมาตรฐาน ขณะเดียวกันยังคิดกระบวนการฟื้นฟูและอนุรักษ์ภาษา ตำนาน ประวัติศาสตร์ การละเล่น ร่วมกันแก้ไขปัญหาเรื่องการสูญหายของวัฒนธรรมท้องถิ่นด้วยการให้ครัวเรือนแต่ละหลังสอนการละเล่นแก่บุตรหลานได้เรียนรู้และปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมดั้งเดิมไว้แก่บุตรหลาน อีกทั้งการร่วมมือกันชำระตำนานและประวัติศาสตร์ เพื่อให้ข้อมูลเป็นเอกภาพหนึ่งเดียวกัน เป็นข้อมูลพื้นฐานให้ครัวเรือนได้นำไปเล่าสืบต่อแก่บุตรหลาน

คนญ้อตับเดียว เจ๋อดี มีความหมายว่าคนญ้อมีความจริงใจ และใจดี ที่รักจริงและมุ่งมั่น สามัคคีกันอย่างแท้จริง จากคำบอกเล่าของคุณพ่อดำเนิน เนื่องวรรณะ ผู้เฒ่าคนหนึ่งเล่าถึงวิกฤติประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ลูกหลานไม่สามารถจดจำได้ ตำนานท่าขอนยางที่พ่อแม่เคยเล่าบอกสืบทอดต่อกันมาก็เริ่มเลือนหายไป ประเพณีดั้งเดิมอย่างประเพณีไหลเรือไฟก็เริ่มกลายไป ทำอย่างไรให้ญ้อได้ฟื้นฟูให้เห็นความเป็นไปดั้งเดิม

ภาษาญ้อแสดงถึงความเป็นคนญ้อในบ้านท่อขอนยางที่เคยรับฟังจากปู่ย่าตายายมาตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นเด็กโดยไม่รู้ที่มาที่ไปของตนเอง ไม่รู้ด้วยว่าท่าขอนยางนั้นมีประวัติความเป็นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ คนที่อพยพมาอยู่อาศัยมาจากไหน เมื่อมีการรื้อฟื้นค้นหาตำนานประวัติศาสตร์ส่งผลให้คนญ้อในท่าขอนยางรู้สำนึกในความเป็นญ้อมากขึ้น อีกทั้งสิ่งที่เคยเห็นมาแต่เด็กนับตั้งแต่การละเล่นญ้อที่หายสาบสูญไป ไม่มีใครจะเข้ามาถ่ายทอดความรู้ในการละเล่นเหล่านี้ เด็กภายในหมู่บ้านก็ไม่ได้สนจะเล่นเหมือนเดิมอีกแล้ว คุณพ่อดำเนินใช้คำพูดที่จับใจว่า เราต้องย้อนศึกษาอดีตเพื่อให้รู้ถึงปัจจุบัน และวางแผนต่อไปในอนาคตด้วย

"เผอมาหา มาแต่เชอ มาเฮ็ดแนวเลอ" บ่งบอกความหมายว่ามีคนมาหา ถึงแม้ว่าเด็กรุ่นใหม่จะไม่พูดภาษาญ้อแต่ก็ยังฟังภาษาญ้อได้ ผู้ใหญ่บ้านที่ชื่อไพฑูรย์ บุตราช นัดประชุมชาวบ้านได้ข้อมูลว่าชาวญ้อบ้านท่าขอนยาง ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม อพยพมาจากเมืองคำม่วนคำเกิดตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 เข้ามาตั้งถิ่นฐานที่บ้านท่าขอนยางมาโดยตลอด

ชาวญ้อมีถิ่นฐานเดิมอยู่ที่เมืองหงสาตอนเหนือของลาวติดต่อกับประเทศจีน ต่อมาในปีพ.ศ.2351 อพยพลงมาทางใต้ตามลุ่มแม่น้ำโขง และเข้ามาสวามิภักดิ์ต่อเจ้าอนุวงศ์เจ้าเมืองเวียงจันทน์ที่บริเวณหาดดอนทราย หลังจากนั้นเจ้าอนุวงศ์จึงให้ชาวญ้อข้ามมาอยู่ฝั่งขวาแม่น้ำโขงตั้งหลักปักฐานอยู่ที่เมืองไชยบุรี ปากแม่น้ำสงคราม แต่ยังขึ้นตรงต่อเจ้าอนุวงศ์ ต่อมาในปี 2369 ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) เจ้าอนุวงศ์ปราบกบฏต่อการปกครองของสยาม จึงนำชาวญ้อเมืองไชยบุรีกลับคืนมายังฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงโปรดให้ตั้งเมืองใหม่3เมืองปุงลิง คำเกิด และเมืองคำม่วน โดยแต่งตั้งให้ท้าวหม้อเป็นผู้นำโดยตรงขึ้นตรงต่อเจ้าอนุวงศ์เจ้าเมืองเวียงจันทน์

รัชกาลที่ 3โปรดสั่งให้พระยาบดินทรเดชาแม่ทัพไทยยกทัพไปปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์ เจ้าอนุวงศ์จึงได้หนีไปลี้ภัยอยู่ในประเทศเวียดนาม ในปี 2375 พระยาบดินทร์เดชาแม่ทัพไทยได้กวาดต้อนชาวญ้อจากเมืองคำม่วน คำเกิด และเมืองปุงลิงกลับคืนอยู่ที่ท่าอุเทน พระยาประเทศธานีปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาบริเวณพื้นที่ระหว่างเมืองไชยบุรีและเมืองนครพนม หลังจากนั้นก็กวาดต้อนชาวญ้อมาจากเมืองท่าอุเทน พาชาวญ้อบางส่วนที่อยู่ในท่าอุเทน ไชยบุรี และชาวกะโส้ลงไว้มาตามเส้นทางจนากท่าอุเทนจนถึงกุสุมาลย์ มีผู้คนจำนวนมากมาถึงเมืองสกลนครแล้วจึงได้จัดเอาพวกผู้ไทไว้ส่วนหนึ่ง

ชาวญ้อส่วนหนึ่งมาถึงเมืองกาฬสินธุ์ มีพระยาไชยสุนทรเป็นเจ้าเมือง ในสมัยนั้นโดยเดินทางอ้อมภูเขาไปทางพัฒนานิคม ชาวญ้อสมัครใจตั้งบ้านเรือนที่บ้านหนามแท่ง บ้านกุดนางแดง บ้านดอกนอก และอีกส่วนหนึ่งเดินทางเข้าไปในเขตวาริชภูมิ ลงมาเข้าเขตวังสามหมอ อุดรธานี อีกพวกหนึ่งไปบ้านยุง ที่เหลือไปเขตเมืองกาฬสินธุ์ หยุดพักที่บึงกระดานมีท้าวคำก้อนเป็นหัวหน้าญ้อ

ชาวญ้อซึ่งอพยพมากระจัดกระจายกันตั้งถิ่นฐานอยู่ในหมู่บ้านรอบใกล้เคียงอีกหลายหมู่บ้าน โดยมีภาษาและวัฒนธรรมเป็นของตนเอง ชาวญ้อระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ญ้อแม้ว่าจะอยู่ต่างรัฐต่างชาติก็ตาม แต่ไม่มีพรมแดนที่จะเป็นเส้นขีดกั้นแห่งกลุ่มชาติพันธุ์แต่อย่างใด ความสำนึกทางด้านชาติพันธุ์ของชาวญ้อทำให้เกิดการสร้างเครือข่ายของผู้คน แม้จะอยู่กันต่างหมู่บ้านก็ตาม หมู่บ้านดอนยม หมู่บ้านดอนเวียงจันทน์ หมู่บ้านดอนนา

ชาวญ้อในพื้นที่ท่าขอนยาง เป็นบริเวณท่าน้ำติดน้ำชี มีพื้นที่ราบลุ่ม ดินอุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การเกษตรกรรม มีปู ปลา อาหารมากมาย รอบๆหมู่บ้านหรือบริเวณบ้านเรือนของคนในชุมชนปกคลุมด้วยป่าโปร่ง ป่าบุ่งป่าทามรอบหมู่บ้านทำนาเป็นหย่อมๆ ที่นี่มีน้ำท่วมรอบหมู่บ้านเสมอ หากปีใดน้ำไม่ท่วมจึงได้ข้าวบริโภค ด้วยวิสัยทัศน์ของท้าวคำก้อนผู้นำชาวญ้อเลือกตั้งบ้านแปลงเมืองที่จะทำให้เป็นบ้านที่มีความอุดมสมบูรณ์ ให้ลูกหลานได้อยู่ดีกินดีมีความสุข ใช้หลักการมีน้ำ ป่าและทุ่ง บ้านเมืองใดมาองค์ประกอบสามอย่างนี้เจริญรุ่งเรือง เมื่อตั้งบ้านเรือนเป็นปึกแผ่นแล้วมีการติดต่อไปมาหาสู่กันระหว่างญ้อที่มาด้วยกันในอดีตอย่างไม่ขาดสายสัมพันธ์ต่อกัน

ในเวลาต่อมารัชกาลที่ 3ได้พระราชทานนามเมืองว่าเมืองท่าขอนยาง โปรดเกล้าฯให้ท้าวคำก้อนเป็นพระยาสุวรรณภักดี เป็นเจ้าเมืองคนแรกซึ่งเป็นเมืองจัตวาขึ้นตรงต่อเมืองกาฬสินธุ์ซึ่งเป็นเมืองเอก ผู้คนมีความผาสุขร่มเย็น พระยาสุวรรณภักดีปกครองเมืองท่าขอนยางยาวนาน7ปีก็ถึงแก่กรรมจึงตั้งอุปฮาตขึ้นมาเป็นพระยาสุวรรณภักดีคนที่สอง และสืบทอดการปกครอง มีอยู่ช่วงหนึ่งไม่มีเจ้าเมืองปกครอง จึงโปรดให้ท้าวพรหมาและท้าวหงส์เป็นผู้รักษาราชการงานเมือง

ชาวญ้อใช้ภาษาและวัฒนธรรมไทยควบคู่กันไปกับวัฒนธรรมญ้อซึ่งเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิม ผนวกกับความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ทำให้ภาษาและวัฒนธรรมเริ่มเลือนหายไปทีละน้อยๆ ชาวญ้อเองก็ยอมรับวัฒนธรรมใหม่ๆ มาใช้กับกลุ่มของตนเอง ทำให้ญ้อรุ่นใหม่ไม่ได้สื่อสารภาษาญ้อดั้งเดิมส่งผลให้ญ้อรุ่นใหม่ไม่สามารถสืบทอดวัฒนธรรมดั้งเดิมของพ่อแม่ได้

ประวัติศาสตร์ชาวญ้อบ้านท่าขอนยางมีปัญหาด้านข้อมูลที่เป็นหลักฐานซึ่งได้รับการบันทึกทางเอกสารโบราณ วัตถุโบราณ ตลอดจนคำบอกเล่าต่อๆกันมา พระสงฆ์ในวัดก็มีส่วนช่วยในการปลูกจิตสำนึกกับผู้คนญ้อ เทศนาสั่งสอนด้วยภาษาญ้อ เล่าตำนานวัด ตำนานบ้านเมือง ตลอดจนตำนานจระเข้ให้คนวัดได้ฟังเรื่องราว อีกทั้งป้ายธรรมะในวัดก็เขียนด้วยภาษาญ้อ

ตำนานจระเข้ท่าขอนยางถูกเล่าสืบทอดต่อกันมา ทางวัดได้รับจระเข้มาเลี้ยงไว้พร้อมทั้งมอบหมายให้เณรรูปหนึ่งมีหน้าที่เลี้ยงดู จระเข้เริ่มเติบใหญ่ออกหากินเอง วันหนึ่งเณรผู้เลี้ยงดูพาจระเข้ไปเล่นน้ำและพาขึ้นฝั่งจระเข้ไม่เชื่อฟังและสลัดตกหลังแล้วกินเณรผู้เลี้ยงดูเป็นคนแรก จระเข้ว่ายน้ำหนีไปอยูทางวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี ช่วงออกพรรษาจระเข้กลับมากินชาวบ้านที่ลงเล่นน้ำในลำชี กินลูกสาวเจ้าเมืองไปสองคน เจ้าเมืองจึงให้ออกประกาศให้หมอปราบจระเข้ออกมาตามจับเจ้าจระเข้ เมื่อกลับไปหากินที่วังสามหมออีกครั้งก็กินหมอปราบจระเข้ที่วังสามหมอไปสามคน จึงเป็นที่มาของอำเภอวังสามหมอ แม่ชีจากประเทศลาวปราบจระเข้ได้ ด้วยการนั่งสวดมนต์สะกดให้จระเข้นอนเกยฝั่งและอ้าปากให้ลูกชายเจ้าเมืองเป็นผู้ยิง ต่อมาได้นำซากกระดูกของจระเจ้ตัวนี้ไปไว้ในสถานที่สำคัญๆ และทำเป็นสิ่งเคารพ เชิงธรรมาสน์ที่วัดเจริญผล ตำนานเล่าเรื่องจระเข้ที่เป็นตำนานบ้านสามหมอ จังหวัดอุดรธานีเป็นการเล่าอย่างละเอียดมาก และเกี่ยวโยงกับเมืองท่าขอนยาง เมืองอื่นๆ ตามเส้นทางลำชี และหมู่บ้านต่างๆ เพื่ออธิบายการตั้งชื่อหมู่บ้านและสถานที่สำคัญต่างๆ

สถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นพลังใจสำคัญของชาวญ้อคือ 

1.วัดเจริญผล ตั้งอยู่หมู่ที่ 2 บ้านท่าขอนยาง ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม มีพระภิกษุจำนวน 6 รูป สันนิษฐานว่าค้นพบพร้อมกับการสร้างเมืองท่าขอนยาง มีพระครูอุดมวัฒนะคุณเป็นเจ้าอาวาสและเป็นเจ้าคณะตำบลท่าขอนยาง

2.วัดสว่างวารี ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 บ้านท่าขอนยาง ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งเมื่อ พ.ศ.2389 วัดสว่างวารีมีพระภิกษุจำนวน 6 รูปสามเณร 1 รูป ศิษย์วัด 10 คนมีพระครูสิริปรัติโสภิตเป็นเจ้าอาวาสวัดและเป็นรองเจ้าคณะอำเภอกันทรวิชัย

3.วัดมหาผล แต่เดิมเป็นวัดอารามหลวงสร้างขึ้นในปีพ.ศ.2403 เป็นวัดเก่าสมัยขอมเจ้าอาวาสวัดคนแรกคือหลวงปู่หลักคำตั้งอยู่หมู่ที่1บ้านท่าขอนยาง ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคามมีพระภิกษุจำนวน 3 รูปมีหลวงพ่อสงเมืองเป็นเจ้าอาวาส

หลวงพ่อชินวรณ์เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่พร้อมกับการสร้างเมืองท่าขอนยาง พุทธลักษณะปางมารวิชัยองค์พระสร้างจากปูนโบราณสันนิษฐานว่าชาวบ้านอพยพมาจากเมืองคำเกิดได้อัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้มาด้วย เมื่อสร้างบ้านเรือนเป็นปึกแผ่นแล้วจึงได้อัญเชิญพระพุทธรูปหลวงพ่อชินวรณ์เป็นองค์ประธาน ประดิษฐานอยู่ภายในวัดเจริญผล เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์โบราณคู่บ้านคู่เมืองชาวมหาสารคาม เป็นที่รับทราบว่าใครเดือดเนื้อร้อนใจเมื่อเข้ามากราบไหว้ขอพรจากหลวงพ่อแล้วเรื่องร้ายจะกลายเป็นดีและประสบความสำเร็จในทุกสิ่งที่ขอทุกประการ สิ่งของสักการะเป็นดอกไม้ธูปเทียน ไข่ 9 ฟอง ดอกไม้ 9 ดอก

หลวงพ่อชินวรณ์บ่งชี้ทางพุทธศิลป์ว่าเป็นศิลปะลาว ริมฝีพระโอษฐ์องค์พระมีสีแดงมาตั้งแต่เดิม คล้ายกับหลวงพ่อพระสุก และหลวงพ่อพระใส เป็นพระพุทธรูปร่วมสมัยมีอายุไม่ต่ำกว่า 200 ปี ประดิษฐานอยู่ที่จังหวัดหนองคายซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ได้รับการอัญเชิญมาจากเมืองเวียงจันทน์ นับได้ว่าเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองมหาสารคาม

ศาลปู่ตาขุนสำราญเป็นสถานที่ที่ชาวบ้านให้การเคารพนับถือด้วยความเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ปกป้องรักษาประชาชนในหมู่บ้านเป็นที่สักการบูชายึดเหนี่ยวทางด้านจิตใจเป็นที่กราบไหว้ขอพรของประชาชนชาวบ้านท่าขอนยางศาลปู่ตาสำราญนี้จากคำบอกเล่าของคนแก่บอกว่าศาลปู่ตาขุนสำราญจะช่วยปกปักคุ้มครองภัยอันตรายทางน้ำให้แก่คนในหมู่บ้านท่าขอนยาง เช่นเวลามีคนจะจมน้ำก็ขอให้แคล้วคลาดปลอดภัยและศาลปู่ตาขุนสำราญนี้ยังเป็นสถานที่ที่ชาวบ้านมาทำการเสี่ยงทายฟ้าฝนก่อนการลงทำนาเป็นประจำทุกปี

ศาลปู่ตาพิลือตั้งอยู่ที่หน้าสถานีอนามัยเป็นที่เคารพสักการะอีกที่หนึ่งของชาวบ้านท่าขอนยางด้วยความเชื่อว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยปกปักรักษาประชาชนในหมู่บ้าน ผู้เฒ่าผู้แก่ภายในหมู่บ้านบอกว่าศาลหลวงปู่พิลือ จะช่วยปกปักรักษาเรื่อง ลม ฟ้า อากาศ ถ้าปีไหนลมแรงก็ให้พัดพาลมนั้นไปที่อื่นที่ไม่มีบ้านเรือนผู้คน

ก่อนที่นักท่องเที่ยวที่รักวัฒนธรรมประเพณีจะเดินทางไปเยี่ยมเยือนหมู่บ้านชาวญ้อที่ยังมีความเป็นชุมชนหลงเหลืออยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง ด้วยที่นี่เมืองมหาวิทยาลัยเข้ามาส่งผลให้วิถีชีวิตของชาวญ้อกลายเป็นคนเมือง ให้อ่านหนังสือฮากเหง้าญ้อบ้านท่าขอนยาง อ.บัญญัติ สาลี และวัฒนธรรมปลาของชุมชนคนลุ่มน้ำชี ของวรพล เองวานิชและคณะ เป็นคู่มือแล้วคุณจะรู้ว่าชาวญ้อมีเสน่ห์ด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง