ประวัติศาสตร์โลกในถ้วยชา

รอย ม็อกซัม เขียน วิลาสินี เดอเบส แปล
หนังสือคือแสงจันทร์

"ทรัพยากรบนโลกใบนี้มีเพียงพอสำหรับคนทุกคน แต่มีไม่เพียงพอสำหรับคนโลภแม้เพียงคนเดียว" คำพูดของ มหาตมะ คานธี ผุดขึ้นในใจทันทีหลังจากอ่านหนังสือ ประวัติศาสตร์ในถ้วยชา

คนต้องกิน ดื่ม เพื่อความอยู่รอดและรื่นรมย์ผ่อนคลาย อาหารมีความจำเป็นในการเลี้ยงชีวิต อาหารมีทั้งเปิดเผยและมีเงื่อนงำ มีความเรียบง่ายและพิสดาร อาหารเป็นทั้งแรงผลักและดึงรั้งชีวิตมนุษย์ นับแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน โลกทุกวันนี้ดูเหมือนจะอิ่มหนำแต่ก็ยังมีคนขาดแคลนอาหารและถูกเอารัดเอาเปรียบเรื่องอาหารการกิน

อ่านหนังสือ ประวัติศาสตร์โลกในถ้วยชา จะยิ่งทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า อาหารนั้นมีอำนาจเหนือคนกินมากนัก เหนือในด้านที่ว่าสามารถทำให้คนทำร้ายคนได้ เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะความอยากของคนเท่านั้นเอง

"บ้านเมืองจะบ้ากันไปถึงไหน เมื่อคนธรรมดาไม่พอใจอาหารที่บ้านซึ่งมีประโยชน์ แต่กลับตะเกียกตะกายไปไกลสุดโลก เพื่อสนองความอยากอันชั่วร้าย"

มีเหตุผลมากมายที่ทำให้คนพิมพ์และซื้อหนังสืออ่าน หนังสือคือเพื่อนคลายเหงา หนังสือให้ความเพลิดเพลินเพราะหลายครั้งที่อ่าน...หนังสือจะทำให้เราลืมโลกได้ นอกจากความสนุกสนานแล้ว หนังสือยังให้ความรู้ ช่วยเปิดโลกกว้าง และสร้างบานประตูหน้าต่างของความคิดให้เกิดขึ้นอีกหลายๆบาน ครั้งนี้ฉันเลือกอ่าน หนังสือสารคดีเชิงประวัติศาสตร์ ที่เลือกก็เพราะชอบดื่มชา หนังสือไม่ทำให้ผิดหวังแม้แต่น้อยนิด หนังสือประวัติศาสตร์ก็ส่งแรงสะเทือนใจเหมือนๆกับหนังสือวรรณกรรมชั้นดี

แม้ประวัติศาสตร์จะเป็นเรื่องของอดีต และปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอดีตมีส่วนสร้างปัจจุบัน เมื่อสองสามปีก่อนสำนักพิมพ์มติชน ได้จัดพิมพ์หนังสือประวัติศาสตร์เรื่องอาหารการกินหลายเล่ม เช่น กล้วย ไม่ใช่เรื่องกล้วยๆ ประวัติศาสตร์โลกผ่านเกลือ น้ำตาลเปลี่ยนโลก เป็นต้น ทุกเล่มชวนอ่านน่ารู้เพราะเป็นเรื่องราวที่ได้ย่นย่อมาให้อ่านเข้าใจง่ายและสนุก

ประวัติศาสตร์โลกในถ้วยชา รอย ม็อกซัม เขียน วิลาสินี เดอ เบส แปล สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ.2554
คงไม่มีใครไม่รู้จักเครื่องดื่มชื่อ ชา อย่างน้อยครั้งหนึ่งต้องดื่มชาเย็นเพื่อความสดชื่นและคลายร้อนหลายคนรักและหลงใหลชาอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ชามีกลิ่นหอมชื่นช่วยให้ผ่อนคลาย ทั้งยังทำให้รู้สึกอ่อนหวานรื่นเริง ฉันเองก็ปลื้มชาเขียวชงร้อน ความรู้สึกขณะดื่มชานั้นกลมกล่อมละมุนละไมและสุขสบาย ชาสีเขียวนวลในถ้วยเซรามิคนั้นมีมนต์ขลัง ดื่มได้ไม่รู้เบื่อไม่ว่าจะตกอยู่ในอารมณ์แบบไหน ก่อนจะอ่านหนังสือชื่อ ประวัติศาสตร์โลกในถ้วยชา ความรู้เกี่ยวกับชาของฉันมีไม่มาก พอจะจับความได้เพียงประโยคสั้นๆหลายๆประโยคว่า ชาเป็นของคู่กันกับคนเชื้อสายจีน การชงชาคือพิธีกรรมอันประณีตงดงามในสังคมญี่ปุ่น ชาอินเดีย ชื่อ ดาร์จีลิ่ง และชายามบ่ายของชาวอังกฤษกับความรื่นรมย์ในสวน เมื่ออ่านประวัติศาสตร์โลกในถ้วยชา โลกของชาก็แผ่ใบกว้างและเติมกลิ่นรสอันเข้มข้น จากเคยคิดเพียงว่าชาคือความรื่นรมย์ของผู้คนเท่านั้น กลับไม่ถูกต้องนัก ยังพบเรื่องซับซ้อนอีกร้อยแปดพันประการ

ชาในถ้วยเปรียบดอกไม้ในรูปของเหลวอันหอมละมุนและลี้ลับที่เดินทางจากโลกตะวันออก

ผ่านรอยยิ้มและน้ำตา การพลัดพรากและสงคราม ทว่าชาก็ยังคงเป็นชาอยู่เสมอ

รอย ม็อกซัม ผู้รวบรวมและเขียนหนังสือเล่มนี้เป็นเด็กหนุ่มชาวอังกฤษ เมื่อ พ.ศ.2503 หลังจากพลาดหวังในการเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เขาตัดสินใจลงประกาศหางานทำในต่างประเทศ มีชายคนหนึ่งตอบกลับมา เขาคือเจ้าของไร่ชาที่นยาซาแลนด์ (ปัจจุบันคือประเทศมาลาวี) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของแอฟริกา

ม็อกซัมทิ้งบ้านเกิดไปทำงานในดินแดนใหม่ที่สภาพต่างจากบ้านเกิดเมืองนอนชนิดตรงกันข้าม สิ่งหนึ่งที่กระทบใจก็คือม็อกซัมบอกไว้ในหนังสือว่า

"การได้งานนี้นับเป็นข้อเสนอที่พิเศษทีเดียว อย่างไรก็ดี ในสมัยนั้นมันก็ไม่ได้แปลกประหลาดมากมายเมื่อเทียบกับปัจจุบัน ข้าพเจ้าเติบโตมาในยุคจักรวรรดินิยม และได้รับการปลูกฝังว่า การที่ชาวอังกฤษเดินทางออกนอกประเทศ และไปบริหารจัดการประเทศในอาณานิคมรวมทั้งบริษัทต่างๆในเขตร้อนเป็นเรื่องปกติธรรมดา ข้าพเจ้าเคยอ่านเรื่องสั้นของ ซอมเมอร์เซ็ท มอม และจากข้อสังเกตอันเฉียบคมของเขา ข้าพเจ้าจึงรู้ดีว่าพวกชาวไร่ประพฤติตัวกันอย่างไร ข้าพเจ้าอ่านหนังสือมามากเกี่ยวกับชายหนุ่มที่เคยทำงานในเมืองเขตร้อน งานท้าทายแต่ไม่ได้น่าหวาดหวั่น แม้ข้าพเจ้าไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับชาแต่ก็สามารถเรียนรู้ได้"

ความจริงมีอยู่ว่า คนเราสามารถเรียนรู้ได้ คำกล่าวนี้เป็นประโยคกุญแจแก้ไขทางตีบตัน การเรียนรู้สิ่งใหม่ คือความท้าทาย ชีวิตมีหนทางใหม่รออยู่เสมอทำหรับผู้กล้าหาญ ม็อกซัมทำงานในไร่ชา และเป็นหมุดเริ่มในการเขียนและค้นคว้าเรื่องราวของเครื่องดื่มทรงเสน่ห์ชื่อ ชา

"ในทศวรรษ 1740 เกิดเหตุการณ์ลักลอบขนชาโดยผิดกฎหมาย ในปี 1744 เจ้าหน้าที่ศุลกากรถูกทำร้ายและโดนจับเป็นเชลยที่ซอแรม ผู้แจ้งเบาะแสสองคนซึ่งเดินทางไปด้วยถูกมัดไว้กับต้นไม้และถูกเฆี่ยน"

"คนอังกฤษจำนวนมากต้องการดื่มชา แต่ราคาก็สูงเหลือเกิน ระบบการค้าผูกขาดของบริษัทอีสต์ อินเดีย อีกทั้งการที่รัฐบาลเรียกเก็บภาษีนำเข้าชาสูงมาก ทำให้ชามีราคาแพง"

ชาวจีนเป็นชาติแรกที่รู้จักนำใบของต้นชามาต้มดื่ม ไร่ชาในภาพที่เราคุ้นตา คือ ต้นไม้เตี้ยๆ (พุ่มชา มีพื้นที่หน้าตัดสำหรับเก็บใบชา (Table) อยู่สูงแค่ระดับต้นขา) ปลูกเรียงเป็นแถวยาวเบียดกันจนไกลสุดสายตาจรดที่เทือกเขาลูกใดลูกหนึ่ง ก่อนจะได้รู้ประวัติศาสตร์โลกในถ้วยชาว่าเป็นอย่างไร ควรจะรู้จักต้นชาจริงๆตามธรรมชาติเสียสักหน่อย ตามบันทึกของ ลู่ อวี่ (ปราชญ์จีนผู้รอบรู้เรื่องชา เกิดกลางศตวรรษที่ 8) เขาเขียนบันทึกเรื่องชาไว้อย่างงดงามครบถ้วนในหนังสือชื่อ ชา ชง (แปลว่าชาที่คลาสสิค) เป็นคู่มือสำคัญมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถังจวบจนปัจจุบัน

"ชาได้มาจากต้นไม้ใหญ่ซึ่งขึ้นอยู่ทางตอนใต้ ต้นชาอาจจะมีความสูงตั้งแต่หนึ่งหรือสองฟุตไปจนถึงสิบสองฟุต ต้นชาซึ่งขึ้นอยู่ในบริเวณแม่น้ำและช่องเขาในเสฉวนมีขนาดใหญ่โต ถึงขนาดต้องใช้ชายสองคนจึงจะโอบรอบลำต้นได้ เวลาจะเก็บใบชา ก็ต้องโค่นต้นชาลงมา"

"บริเวณชายแดนระหว่างจังหวัดยูนนานในประเทศจีน และประเทศเมียนมาร์ (ในอดีตคือพม่า) มีต้นชาต้นหนึ่งอยู่ในป่า และเชื่อกันว่ามีอายุ 1,700 ปี ล่าสุดวัดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางได้เกินสามฟุต และสูงถึง 108 ฟุต แม้ต้นชาจะถูกตัดแต่งแล้วก็ยังมีระบบรากขนาดมโหฬาร รากแก้วสามารถหยั่งลึกได้ถึงยี่สิบฟุตหรือมากกว่านั้น"
ในหนังสือที่คลาสสิคเล่มนี้ ลู่ อวี่ ยังเขียนถึงกรรมวิธีอันประณีตด้วยถ้อยคำราวบทกวี เขาเขียนไว้ว่า
"เมื่อน้ำเดือด มันจะดูคล้ายนัยน์ตาของปลาและส่งเสียงเตือนให้รู้ เมื่อน้ำบริเวณขอบๆภาชนะพลุ่งพล่านเหมือนกับบ่อน้ำร้อนและดูคล้ายกับไข่มุกเรียงร้อยอยู่ด้วยกันมากมาย นั่นย่อมแสดงว่าผ่านสู่ขั้นที่สอง เมื่อน้ำกระโจนดั่งคลื่นสูงตระหง่าน และส่งเสียงอื้ออึงราวกับคลื่นใหญ่ แสดงว่ามันเดือดจนถึงจุดสูงสุด หากทิ้งไว้นานกว่านี้ น้ำจะเดือดมากเกินไป และไม่ควรนำมาใช้"

"การชงและดื่มชานั้นต้องมีความงามประกอบ เพราะมันเป็นศิลปะ เตาถ่านควรจะมีลวดลายประดับประดาและมีข้อความจารึกต่างๆ ลูกกลิ้งบดชาควรทำด้วยไม้จากต้นส้ม ผ้ากรองน้ำชาควรทำมาจากผ้าไหมสีเขียวหยก ประดับด้วยขนนกกินปลา หรือเงินถักเป็นเส้นๆ"

เสน่ห์ของชารู้ได้จากการลุ่มหลงของผู้ดื่ม หลายศตวรรษมาแล้วที่ชายังเป็นหนึ่งในใจคน กวีหลายๆท่านมอบถ้อยคำไพเราะให้แก่ชาฝากไว้ในบทกวี รวมถึงความรู้สึกเร้นลับของการดื่มชา ดังที่ หลู ตุง กวีในสมัยราชวงศ์ถัง ประพันธ์ บทเพลงแห่งชา บทหนึ่งที่คนรู้จักและไม่สามารถลืมเลือนว่า

"ข้าพเจ้าไม่สนใจในความเป็นอมตะนิรันดร์

ข้าพเจ้าสนใจแต่รสชาเท่านั้น"

ชาเริ่มต้นทางฝั่งตะวันออกเปรียบดังแสงแดดอรุณรุ่ง ชามิได้เป็นเพียงเครื่องดื่มพื้นๆแต่กลายเป็นประเพณีสำคัญและพิธีกรรมอันประณีต นานหลายร้อยปีต่อจากนั้นชาวยุโรปจึงได้รู้จักเครื่องดื่มชื่อ ชา และต่อมาชาก็เกี่ยวข้องกับการล่าอาณานิคม การปล้นทรัพยากร และการใช้แรงงานดังทาส

กล่าวได้ว่าในช่วงแรกเมื่อชาวยุโรปดื่มด่ำรสชา พวกเขาก็ทำให้เครื่องดื่มชื่อ ชา เจ็บช้ำ

ตามหลักฐานการบันทึกเรื่องในยุโรป บอกว่า ยัน ฮอยเคิ่น วัน ลินสโคเทิ่น ชาวดัตช์ เป็นคนแรกที่ริเริ่มขนส่งชามายุโรป ในหนังสือ (ตีพิมพ์ใน พ.ศ.2138) ของเขามีการบรรยายถึงอาณานิคมอันกว้างใหญ่ไพศาลของโปรตุเกสในโลกตะวันออก ทั้งสินค้าแปลกๆ สินค้าล้ำค่า เช่น ผ้าแพรพรรณ อัญมณี และเครื่องเทศ เป็นต้น

"ในปี 1619 บริษัทได้ก่อตั้ง โรงงาน (สถานีการค้า) แห่งแรกขึ้นที่เมืองสุรัต" อีกสองศตวรรษต่อมา บริษัทอีสต์ อินเดียก็ก่อตั้งสถานีการค้าในอินเดียเพิ่มขึ้นอีกหลายแห่งและบางแห่งมีการสร้างป้อมปราการป้องกันข้าศึกด้วย บริษัทยังมีสิทธิในระบบการค้าผูกขาดและการปกครองในดินแดนในอาณัติบริษัทอีสต์ บริษัทยังมีกองทัพที่ได้รับความสนับสนุนจากกองทัพของอังกฤษ

บริษัทอีสต์ อินเดีย จึงมีอำนาจล้นฟ้าทีเดียว เพราะเป็นทั้งรัฐบาลและผู้ประกอบการ ทั้งยังมีการจัดเก็บภาษีและค่าใช้จ่ายที่เอาเปรียบอินเดียอีกหลายอย่าง เช่น ค่าเงินเดือนของผู้บริหารระดับสูง ค่าเคลื่อนย้ายกำลังพล ค่าเงินบำนาญ ฯลฯ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้อินเดียเรียกอย่างเหน็บแนมว่า "ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน"

นอกจากการใช้จ่ายเงินในฐานะที่ตกเป็นประเทศในอาณานิคม อังกฤษทำสงครามกับจีน แล้วในที่สุดก็เลือกอินเดียเป็นแหล่งบุกเบิกปลูกชาเพื่อการค้าในอินเดีย ซีลอน และแอฟริกา

อังกฤษค้นพบอัสสัมรัฐที่อยู่ในหุบเขาห่างไกลทางตอนเหนือ และทำให้เกิดสงครามกับพม่า จนกระทั่งพม่าหรือเมียนมาร์ในปัจจุบันก็ตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษเช่นเดียวกัน ต่อมาก็บุกถึงเกาะซีลอนหรือศรีลังกา ในการทำไร่ชาจำเป็นต้องใช้แรงงานคน ในพื้นที่ 1 เอเคอร์ต้องใช้คนงานดูแลอย่างน้อย 1 คนหรือคนครึ่ง ไร่ชาต้องมีเนื้อที่มากพอจึงจะทำกำไร มีการปล้นชิงกรรมกร เจ้าของไร่มองว่ากุลีเป็นเพียงสินค้า หลายคนตายเพราะถูกเฆี่ยนตี อาหารขาดแคลนอดอยาก การผู้มัดแรงงานด้วยหนี้สิน การใช้คนเหมือนไม่ใช่คนจึงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในไร่ชา

ตอนแรกชาวอังกฤษนำแรงงานจีนมาจากแหลมมาลายู แต่ก็เกิดปัญหาเมื่อคนงานชุดแรกทะเลาะกับชาวบ้าน การใช้แรงงานมากมายยังเกิดขึ้นต่อไปตราบใดที่ยังมีไร่ชาอันสุดลูกหูลูกตา และคนทำงานในไร่ชาเหล่านี้ก็ไม่ต่างอะไรกับทาส มีการบันทึกไว้ว่า "พวกเขามีเหตุผลอันควรในการหักเงินค่าแรงของกุลี ตราบใดที่พวกเขาเลี้ยงดูกุลีให้อยู่ในสภาพดีเหมือนเลี้ยงวัวควาย"

"แทบไม่น่าเชื่อเลยว่ามีผู้คนน้อยนักที่คิดเผื่อเรื่องการกินอยู่หลับนอนของกุลี ความจริงคือในอัสสัมมีอาหารไม่พอเลี้ยงผู้อพยพทั้งหมด ผลก็คือ กุลีส่วนใหญ่ขาดอาหารและไม่แข็งแรงพอจะทำงานหนักในไร่ ยิ่งไปกว่านั้นมีการสร้างที่พักคนงานอย่างแย่ๆแถมยังแออัดยัดเยียด มีไขมาลาเรียระบาด และน้ำก็เน่าเสีย สิ่งเหล่านี้ทำให้คนงานล้มตายจากการเป็นไข้ ท้องร่วง โรคบิด และที่หนักคืออหิวาต์"

คนงานคือทาสและถูกกดขี่เอาเปรียบ กระทั่งมีการเลิกทาสในดินแดนอาณานิคมอังกฤษ และการเลิกทาสในอินเดียก็ยังช้ากว่าดินแดนในอาณานิคมอื่นๆถึง 10 ปี หลังสงครามโลกที่สองอินเดียและซีลอนได้รับเอกราช

โลกย่อมผันเปลี่ยน ส่วนท้ายๆของหนังสือบอกเล่าเรื่องชาและการค้าขาย การเริ่มต้นใหม่ๆในเรื่องผลิตภัณฑ์ชา และที่ไม่เคยเปลี่ยนก็คือความนิยมในการดื่มชาของคน

ประวัติศาสตร์ให้ความหมายแก่ความทรงจำ หากสิ่งที่สะกิดเตือนใจซึ่งสำคัญยิ่งจากการอ่านหนังสือประวัติศาสตร์โลกในถ้วยชา ก็คือ เราควรนำเรื่องราวในอดีตมาสร้างสรรค์ปัจจุบันจึงจะดีและเหมาะสมที่สุด