ถ้ำแก้วโกมล...ถ้ำแห่งแก้วอันงาม

เรียนรู้เรื่องราว

ทั้ง H? ไฮโดรเจน Li... ลิเทียม Na? โซเดียม K? โพแทสเซียม Rb? รูบิเดียม Cs? ซิเซียม Fr? แฟรมเซียม นี่คือ... ธาตุแถวที่ 1 ในตารางธาตุ

เด็กมัธยมสายวิทย์-คณิต จะต้องรู้ต้องจำ

สมัยนั้น ผมรับรู้มาก สมัยนี้ คืนครูไปมาก

ยิ่งพอเพื่อนๆมาคุยถึง แร่แคลไซต์ ผมก็ได้แต่เกาหัวอย่างเดียว เพราะด้วยลำพังแค่แร่ดีบุก ตะกั่ว ฟลูออไรด์...ก็ยังไม่ค่อยสันทัด แต่ทว่า...คำตอบของแร่แคลไซต์ มีรอให้ค้นหาอยู่ภายใน ถ้ำแก้วโกมล หมู่ที่ 14 บ้านห้วยมะไฟ หรือห้วยหมากไฟ ตำบลแม่ลาน้อย อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งจะได้ "เรียนรู้เรื่องราว" อย่างเต็มที่

มาเริ่มต้นเดินทางด้วยรถยนต์ โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 108 สายแม่ฮ่องสอน-แม่สะเรียง กิโลเมตรที่ 132-133 ถึงบริเวณหน้าโรงพยาบาลแม่ลาน้อย เลี้ยวซ้ายไปบ้านห้วยมะไฟ ตามถนนคอนกรีตกว้าง 4 เมตร ลัดเลาะตามไหล่ทางถึงลานจอดรถ จากนั้นต้องเปลี่ยนนั่งรถบริการของวนอุทยานถ้ำแก้วโกมล ที่ให้บริการรับส่งถึงปากถ้ำ

ถ้ำแก้วโกมล...มีผลึกแคลไซต์อยู่ภายในถ้ำ ที่ประกอบด้วยหินตระกูลคาร์บอเนต ชนิดแอนไฮดรัสคาร์บอเนต อันมีรูปลักษณ์ที่หลากหลาย ลักษณะรูปผลึกในระบบสามแกนราบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรูปหกเหลี่ยมยาวยอดแหลม หรือรูปสี่แหลมขนมเปียกปูน มีแนวแตกเรียบอันสมบูรณ์สามแนว จัดเป็นสิ่งที่พบได้ยากในธรรมชาติ เพราะด้วยต้องมีองค์ประกอบที่ครบ ทั้งหินปูน ไอน้ำร้อน...ที่มาจากน้ำพุร้อนธรรมชาติ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไอสารละลายแคลเซียมไบคาร์บอเนต กลั่นตัวในอุณหภูมิสูงสุด และต้องอิ่มตัวในอุณหภูมิที่ต่ำสุด

เจ้าหน้าที่สาวที่ดูแลสถานที่ เริ่มอธิบายข้อมูลทางวิชาการ หลังจากที่ได้มาพบหน้าพวกเรา แล้วก็กล่าวถึงที่มาการค้นพบด้วยความบังเอิญว่า

เมื่อทางวิศวกรเหมืองแร่ ประจำสำนักงานทรัพยากรธรณี จังหวัดแม่ฮ่องสอน ดำเนินการตรวจสอบประทานบัตรเหมืองแร่ฟลูออไรต์ เขตประทานบัตรเลขที่ 12627/13903 ของห้างหุ้นส่วนจำกัด พี.วี.ซัพพลายส์ (ไทยแลนด์) ในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2536 พบถ้ำที่เต็มไปด้วยผลึกแคลไซต์ ที่มีความบริสุทธิ์ โดยไม่พบแร่ฟลูออไรด์ ดั่งที่ได้ตั้งใจค้นหา การพัฒนาอุโมงค์เหมือง...จึงหยุดลง พร้อมกับเรียกกันว่า ถ้ำผลึกแคลไซต์แม่ลาน้อย

กระทั่งปี 2538 ทางกรมทรัพยากรธรณี เข้ามาปรับปรุงทางเข้าถ้ำใหม่ และพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว พร้อมกันเขตรอบถ้ำในรัศมี 200 เมตร คลุมเนื้อที่ราว 51 ไร่ ออกจากพื้นที่ประทานบัตร และจัดตั้งเป็น "วนอุทยานถ้ำแม่ลาน้อย"

และที่สำคัญวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรถ้ำแห่งนี้ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานนาม ให้ใหม่ว่า "ถ้ำแก้วโกมล" อันมีความหมายที่ว่า...ถ้ำแห่งแก้วอันงาม นอกจากนั้นทรงพระราชทานนาม ให้กับห้องต่างๆที่อยู่ภายในถ้ำนั้น ซึ่งมีอยู่จำนวน 5 ห้องด้วยกัน ได้แก่ พระทัยธาร วิมานเมฆ เฉกหิมพานต์ ม่านผาแก้ว และ เพริศแพร้วมณีบุปผา

จากนั้นเราเดินมาสู่ปากถ้ำ ที่ทำการระเบิดให้กว้างขึ้น โดยได้ฉีดซีเมนต์ก่อโครงเหล็ก ยึดเพดานถ้ำให้ความมั่นคง ทั้งมีการสร้างทางเดินบันไดคอนกรีต เตรียมพร้อมไว้อำนวยความสะดวก พร้อมกับติดตั้งโคมไฟสี เพื่อที่ส่องสะท้อนภายในถ้ำ

พี่ค่ะ...แคลไซต์ คืออะไร น้อง ททท.ถามขึ้น

เจ้าหน้าที่สาว คงอยากอธิบายเหมือนกันว่า

แคลไซต์...Calcite เป็นแร่คาร์บอเนตที่เสถียรที่สุด ในกลุ่มแร่ที่มีโครงสร้าง เป็นแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) ส่วนแร่ที่มีสูตรโครงสร้างเดียวกัน คือ อราโกไนท์ (Aragonite) และ วาเทอร์ไรต์ (Vaterite) โดย อราโกไนท์เปลี่ยนเป็นแคลไซต์ ที่อุณหภูมิ 470 องศาเซลเซียส ส่วนวาเทอร์ไรต์ ไม่เสถียร มีรูปผลึกระบบเฮกซาโกนัล มักพบเกิดเป็นรูปผลึก มากกว่า 300 แบบ และผลึกมีความซับซ้อนมาก ที่พบบ่อยเป็นผลึกสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน หรือลักษณะเป็นแท่งหัวแหลมๆยาวๆคล้ายฟันสุนัข ที่เรียกกันว่า แร่ฟันหมา หรือหินเขี้ยวหมา

แร่แคลไซต์มีค่าความแข็งที่ 3 ตามสเกลของโมส์ (Moh's Scale) มีความถ่วงจำเพาะ 2.72 มีความวาวคล้ายแก้ว หรือด้านคล้ายดิน โปร่งใสถึงโปร่งแสง ปกติมีสีขาวหรือไม่มีสี แต่มีมลทินปนจะทำให้มีสีอื่นๆ เช่น สีเทา สีแดง สีเขียว สีเหลือง สีน้ำเงิน สีน้ำตาล หรือสีดำ โดยผงละเอียดสีขาวหรือสีเทา จะมีสูตรเคมี CaCO3 มี CaO 56.0 เปอร์เซ็นต์ และ CO2 44.0 ปอร์เซ็นต์ บางชนิดอาจมีแมงกานีส สังกะสี หรือเหล็กเข้าแทนที่ธาตุแคลเซียม หากมีการแทนที่ได้อย่างสมบูรณ์ จะได้เป็นโรโดโครไซต์ ที่สำคัญแร่แคลไซต์ ทำปฏิกิริยากับกรดเกลือ คือหยดกรดเกลือแล้วจะเกิดฟองฟู่ (Acid Test.) แต่ว่าแร่ในตระกูลคาร์บอเนตชนิดอื่นๆ เช่น โดโลไมต์ (Dolomite) และ ซิเดอไรต์ (Siderite) จะไม่ทำปฏิกิริยาเป็นฟองฟู่ เหมือนกับแร่แคลไซต์

หลังฟัง เหมือนตัวเอง กำลังเรียนวิชาเคมี

ครั้งโน้น ไม่ค่อยเข้าใจ ครั้งนี้ ก็ยังไม่รู้เรื่อง

ว่าแล้ว...เดินตามเพื่อนๆชมภายในถ้ำ ผมเริ่มที่ห้องแรกที่ชื่อว่า "พระทัยธาร" โดยมีที่มาจากการที่น้ำ ไปละลายกับหินปูน ทำให้เกิดภาพน้ำไหล แลเหมือนเป็นธารน้ำตก เป็นห้องที่ได้รับความเสียหาย จากเมื่อครั้งที่มีการระเบิดอุโมงค์มากที่สุด จะสังเกตเห็นได้จากเศษหิน ที่ได้กระจัดกระจายอยู่ภายใน นอกจากนั้นโพรงจากการทำเหมือง ตามสายแร่ฟลูออไรด์ หรือที่มีหินงอกหินย้อยต่างๆ ก็ได้รับความเสียหายไม่น้อย จากการสำรวจครั้งนั้นเช่นกัน แม้แลดูไม่ค่อยงดงามมากนัก แต่ความงามของห้องนี้ อยู่ที่ร่องรอยสายน้ำตก

เดินถัดเข้ามาถึงห้องที่ 2 ที่มีชื่อพระราชทานว่า "วิมานเมฆ" โดย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้ตั้งตามลักษณะของแร่ที่เกาะติดอยู่ตามเพดาน อันแลดูละม้ายคล้ายกับปุยเมฆ ห้องนี้มีลักษณะเป็นช่องยาว ในบางช่วงก็เป็นรูแคบๆ อันเป็นลักษณะของโพรงน้ำไหลในอดีต ทำให้มีความลำบากในการเดินสำรวจ อีกทั้งมีหินงอกหินย้อย รวมถึงบางจุดมีผลึกแร่แคลไซต์เกาะอยู่ แต่มีความงดงามไม่มากนัก เนื่องจากผลึกบางส่วน ได้แตกหักเสียหาย ทั้งมีรอยเปื้อนจากการถูกจับต้อง ระหว่างการเข้าสำรวจครั้งก่อนอีกด้วย

ผมแอบแซงหน้าเพื่อนๆเดินลึกเข้ามาที่ห้องที่ 3 อันมีชื่อพระราชทานว่า "เฉกหิมพานต์" โดยเกิดจากการจินตนาการ ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงทอดพระเนตร แล้วเหมือนอยู่ในป่าหิมพานต์ ตามเรื่องราวในวรรณคดีไทย ซึ่งพอผมได้ยืนชมอยู่นิ่งๆสักครู่ ก็จะให้ได้รู้สึกเฉกเช่นนั้นจริงๆโดยที่ห้องที่ 3 เป็นห้องที่มีขนาดใหญ่ ได้ตกแต่งตามธรรมชาติ ด้วยหินงอก หินย้อย ที่มีสีสันขาวขุ่นจนกระทั่งถึงสีน้ำตาล

ระหว่างที่เพลิดเพลินกับความงาม ผองเพื่อนก็เดินมาสมทบทัน แล้วก็พาไปทำการสำรวจต่อไป ซึ่งจะได้พบเห็นห้องที่ 4 ที่มีชื่อพระราชทานอันไพเราะว่า "ม่านผาแก้ว" โดยภายในห้องที่ 4 นี้ เราจะได้เริ่มเห็นความงดงาม ที่เต็มไปด้วยผลึกแคลไซต์ อันมีสีสันดั่งแก้วใสขาว ที่เกาะติดแน่นราวกับม่านเต็มผนังถ้ำ มีทั้งในแบบที่คล้ายปะการัง คล้ายเข็ม และคล้ายเกล็ดน้ำแข็ง ซึ่งผลึกแคลไซต์ทั้งสามแบบ มีความเปราะบางมากที่สุด เมื่อได้รับผลกระทบ จากอากาศภายนอก ความสดใสค่อยๆลดน้อยลงไป ขณะที่ผลึกรูปปะการัง เป็นผลึกขนาดเล็กและละเอียด ก็จับตัวต่อเนื่องเป็นผืน จนเต็มผนังอย่างสวยงาม พบตอนในสุดของห้อง

อากาศให้คุณ แต่ก็ให้โทษ แก่แร่แคลไซต์

"คุณ" และ "โทษ"...เกิดขึ้นมาพร้อมๆกัน

และแล้วเราคณะสื่อ รวมถึงเจ้าหน้าที่ ก็มาถึงชั้นในสุดเป็นห้องที่ 5 อันชื่อพระราชทานว่า "เพริศแพร้วมณีบุปผา" ซึ่งโดดเด่นไปด้วยผลึกแร่ ที่มีความละเอียดอย่างมาก ทั้งที่มีเป็นรูปเข็มคล้ายเกล็ดน้ำแข็ง ที่เปราะบางแตกหักง่าย โดยจัดเป็นผลึกที่สวยงาม และมีความโดดเด่นที่สุดของถ้ำ สมกับเป็นจุดที่ได้รับการโปรโมท จาก ททท. ห้องนี้เป็นห้องสุดท้าย พบอยู่ด้านในสุดของถ้ำ และเป็นห้องที่สวยงามที่สุด เนื่องจากมีผลึกแร่แคลไซต์ ที่มีความสมบูรณ์เป็นจำนวนมาก และมีรูปแบบที่หลากหลาย โดยเฉพาะผลึกแร่แคลไซต์รูปเข็ม หรือที่คล้ายกับปะการัง และเหตุที่ห้องนี้อยู่ลึกที่สุด สวยงามที่สุดแล้ว เพราะมีอากาศน้อย

เมื่อเดินออกจาก ถ้ำแก้วโกมล...ถ้ำแห่งแก้วอันงาม พร้อมกับเห็นด้วย ในข้อปฏิบัติการเข้าชมถ้ำ อาทิ ห้าม...สัมผัสแร่ หรือกระทำใดๆ ให้ผนังถ้ำเสียหาย เพราะทำให้แร่แคลไซต์ ขาดความแวววาว ห้าม...สวมเสื้อคลุม หรือหมวกเข้าในถ้ำ เพราะอาจจะเกี่ยวผนังถ้ำ ห้าม...นำกระเป๋าถือ กล้องถ่ายรูป และแสงไฟ-แฟลช จะทำลายผลึกแคลไซต์ และระบบนิเวศน์ ที่สำคัญภายในอากาศมีน้อย จึงได้จำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว เข้าไปชมภายในถ้ำ รอบละไม่เกิน 20 คน อ้อ!!! จะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ โทร.08-3320-9936 ได้เลยครับ

ส่วนผมคอแห้ง หา H2O แก้กระหายก่อน