กัลปพฤกษ์เรืองแสง ณ วัดสิรินธรวราราม

พุทธธรรมพุทธศิลป์

ประเดี๋ยวช่วงบ่ายๆ เราจะไปชมต้นไม้เรืองแสง

ผมงัวเงียฟังน้อง ททท. เกริ่นอย่างครึ่งๆกลางๆ

ตื่นมาอีกที รถก็พาถึงที่ "วัดสิรินธรวรารามฯ"

วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว ตำบลช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ.2547 โดยพระภิกษุ สามเณร แม่ชี อุบาสก อุบาสิกา มาปฏิบัติธรรมมิได้ขาด

เมื่อได้ย่างเท้าเข้าสู่ในร่มกาสาวพัสตร์ ผมเดินตรงหน้าไปยังที่พระอุโบสถ ได้เห็นถึงความงามในด้านพุทธศิลป์ โดยมีการรังสรรค์ด้วยศิลปะล้านนา ศิลปะไทยล้านช้าง และศิลปะไทยแท้ๆ มาผสมผสานได้อย่างกลมกลืนที่สุด ตรงบริเวณตัวของโบสถ์โดยรวมแล้ว ก็มีลักษณะที่คล้ายคลึงกับวัดเชียงทอง ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพียงแต่เว้นให้มีผนังในทุกด้านเปิดโล่ง ที่เป็นความตั้งใจให้ปลอดโปร่ง หรือเกิดความเย็นสบายยิ่งขึ้น ซึ่งผมก็ให้รู้สึกเย็นกายสบายตัวได้จริงๆ เพราะอาจจะอยู่ไม่ห่างไกลนักกับแม่น้ำโขงด้วย

เสารองรับหลังคาที่ลดหลั่นกัน ได้เขียนลายเส้นสีดำบนพื้นสีทอง โดยเสาที่อยู่ด้านนอกสุด เขียนลายเส้นเป็นดอกบัว เกี่ยวกับคำสอนทางพระพุทธศาสนา ส่วนเสาถัดเข้ามาชั้นที่สอง รังสรรค์เป็นลายเส้นต้นมะขามป้อม เกี่ยวข้องกับกระยาของพระพุทธเจ้า แล้วเสาที่เลยเข้ามาในชั้นที่สาม เขียนด้วยลายเส้นเป็นต้นสาละ เกี่ยวกับการประสูติของพระพุทธเจ้า และเสาที่อยู่ชั้นในที่สุด วาดด้วยลายเส้นเป็นต้นโพธิ์ เกี่ยวกับการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

ซึ่งช่างศิลป์รุ่นเก๋า ก็กำลังเร่งมือให้เสางดงาม

คาดว่า อีกราว 1-2 ปีหน้า จะแล้วเสร็จทั้งหมด

ตรงกลางของพระอุโบสถ เป็นที่ตั้งของพระประธาน แต่เดิมที่คล้ายกับพระพุทธชินราช ในจังหวัดพิษณุโลก แต่มีการนำเพียงส่วนรัศมีออกไป เพื่อให้แลดูกลมกลืนกันยิ่งขึ้น พร้อมกับได้ทำฉากหลังเป็นต้นโพธิ์ โดยเบื้องบนติดด้วยแผ่นพระทอง

ก้าวออกมาจากพระอุโบสถ พร้อมกับสำนานแห่งเสียงแว่ว จากน้อง ททท.ที่เกี่ยวกับต้นไม้เรืองแสง ซึ่งได้แว่วมาอีกว่า...อยู่หลังพระอุโบสถนี่เอง

เมื่อวกไปถึงหลังโบสถ์ ก็มีน้ำเสียง น้องเจน-ททท. บอกกับผมว่า นี่คือ...ศิลปกรรมต้นไม้เรืองแสง รังสรรค์เป็นต้นกัลปพฤกษ์...เรืองแสงได้ค่ะ

ผมถึงกับร้องอ๋อ แล้วขันตัวเอง ฟังไม่ได้ศัพท์

ความเขลา จากไม่รู้ ความฉลาด จากเรียนรู้

ต่อเมื่อเข้าใจในความเป็นจริง ก็เริ่มใคร่รู้ในความหมายว่า ต้นกัลปพฤกษ์...ผู้ที่สร้างสรรค์ คณากร ปริญญาปุณโณ แสดงถึงความอุดมบริบูรณ์

ต้นกัลปพฤกษ์...ในอุตรกุรุทวีป อันเป็นพื้นที่ราบ ที่อยู่เหนือภูเขาพระสุเมรุ มีพื้นที่เป็นรูปสี่เหลี่ยม เนื้อที่กว้างประมาณ 8,000 โยชน์ ได้มีต้นไม้นานาชนิด รวมไปถึงต้นกัลปพฤกษ์ด้วย ซึ่งถ้าใครคิดอยากได้อะไร ก็ไปนึกเอากับที่ต้นกัลปพฤกษ์

ต้นกัลปพฤกษ์...เกิดขึ้นจากพุทธานุภาพ หรือบุญญาธิการ ในสมัยของพระศรีอาริยเมตไตย จะบังเกิดต้นกัลปพฤกษ์จำนวน 4 ต้น จึงทำให้มหาชนทั้งหลาย ไม่ต้องประกอบอาชีพ ทำไร่ ทำนา ค้าขาย หรือทอผ้า เพียงอาศัยต้นกัลปพฤกษ์เลี้ยงชีวิต

ต้นกัลปพฤกษ์...ในเรื่องพระเจ้าอโศก ได้มีการกล่าวถึงสระฉัททันต์ ที่เป็นสระหนึ่งในเจ็ดสระของป่าหิมพานต์ ว่าแถบนั้นมีต้นกัลปพฤกษ์ขึ้นอยู่

ต้นกัลปพฤกษ์...ที่เป็นเครื่องไทยธรรม คงเป็นคติชาวพุทธแต่โบราณ ที่ประดับประดาด้วยอาภรณ์ แก้วมณี และมาลา บูชาสถูปของพระพุทธเจ้า

ต้นกัลปพฤกษ์...ในสมัยที่พระบรมศาสดา ได้เสด็จประทับอยู่ ณ เชตะวันมหาวิหาร ในกรุงสาวัตถี ในทางที่โคจรบิณฑบาต มีกระฎุมพีผู้หนึ่งที่ชื่อว่า ติสสมาณพ เป็นผู้ที่มีจิตเลื่อมใส พร้อมกับภรรยาของตน ช่วยกันทำต้นกัลปพฤกษ์ และมีบริขาร 8 ประการ เป็นต้นว่า สบง จีวร ของควรเคี้ยวควรฉัน แขวนห้อยตามต้นกัลปพฤกษ์ นำถวายแก่พระพุทธเจ้า แล้วก็กราบทูลถาม ว่าการสร้างต้นกัลปพฤกษ์ ถวายบูชาพระพุทธเจ้า มีอานิสงส์อย่างไร

องค์พระศาสดา กราบตรัสพระธรรมเทศนาว่า ผู้ใดมีใจศรัทธามาก่อสร้างกัปปรุกขัง ยังต้นกัลปพฤกษ์ ถวายบูชาคุณพระรัตนตรัย ทั้งสามประการนี้แล้ว จะเป็นผู้ที่มีอานิสงส์มาถึง 16 กัณฑ์ และบุคคลผู้กระทำนั้น ครั้นสิ้นชีพไปแล้ว จะไปเกิดบนสวรรค์ ครั้นจุติจากสวรรค์แล้ว ก็ได้มาเกิดในมนุษย์โลกนี้ ครองสมบัติพระจักรพรรดิราช ในบ้านน้อยเมืองใหญ่ 28 ชาติ ครั้นเมื่อติสสมาณพกับภรรยา ได้ฟังพระธรรมเทศนาอานิสงส์ ก็เกิดโสมนัสยินดีอย่างยิ่ง แล้วกราบทูลลาต่อองค์พระผู้มีพระภาคเจ้า กลับไปสู่บ้านเรือนของตนเอง ครั้นติสสมาณพอยู่จนสิ้นอายุ ตายแล้วก็ไปเกิดเป็นเทพบุตร บนดาวดึงส์เทวโลกสถาน มีวิมานสูง 7 โยชน์ แลมีนางอัปสรมาเป็นบริวาร ก็ด้วยอานิสงส์ในถวายต้นกัลปพฤกษ์ ที่มีบริขารทั้ง 8 ประการดั่งนี้

ผมได้คุยนอกรอบกับ พี่ต๊อบ-คณากร เกี่ยวกับศิลปกรรมต้นกัลปพฤกษ์เรืองแสงว่า "ต้นกัลปพฤกษ์...เป็นต้นไม้ที่พิเศษกว่าต้นไม้อื่นๆครับ ก็เลยอยากให้มีความสุดยอด ในทางกายภาพของต้นไม้ แล้วก็มาคิดว่า...จะทำให้แลดูพิลึกพิลั่นกว่าต้นไม้ในที่อื่นๆ โดยอยากให้มีแสงออกมา เหมือนในหนังที่ไปดูเรื่อง 'อาวตาร' และ 'เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์' นั่นเป็นแรงบันดาลใจ ของการที่อยากให้เรืองแสง ส่วนรูปแบบต้นกัลปพฤกษ์ ได้นำมาจากวัดเชียงทอง ซึ่งก็ตรงกับความคิดเห็นของเจ้าอาวาสวัด ที่ต้องการให้รูปแบบเป็นอย่างนั้น

...ศิลปกรรมต้นกัลปพฤกษ์ เป็นศิลปะปูนปั้นทั่วไปครับ โดยได้ทำการขึ้นรูปด้วยโครงเหล็ก พร้อมกับทำการบุตาข่ายไว้ก่อน แล้วก็ทำการปั้นด้วยปูนปั้น ก็เป็นปูซีเมนต์ธรรมดาๆครับ คือจะทำให้เป็นเชฟตามต้องการไว้ก่อน จากนั้นใช้กาวที่ใช้สำหรับปูกระเบื้อง ที่มันจะเป็นกาวสีขาวๆ ทาลงไปแล้วก็ติดโมเสก ในแบบที่ให้เป็นธรรมชาติ หรือไม่ให้เป็นระเบียบนัก แล้วยังทำให้เป็นสัตว์ตัวเล็กตัวน้อย เพื่อแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ และเห็นเจ้าอาวาสบอกว่า ต้นกัลปพฤกษ์...จะขึ้นอยู่ตามป่าลึก จึงได้ทำเป็นเขาไกรลาสอยู่ด้านบนอีกด้วย

...สำหรับเรื่องของการเรืองแสง จะเห็นมีแสงออกตามขอบกิ่งก้าน โดยมีคนให้ทุนซื้อสารฟลูออเรสเซนต์ ที่กิโลกรัมละ 4,000 บาทต่อถุง ซึ่งมีขายตามร้านเคมีภัณฑ์ทั่วๆไป ตามปกติสารฟลูออเรสเซนต์ ผมเห็นเค้าไปใช้เรืองแสง ทำเป็นดาวติดผนังห้องนอน เมื่อปิดไฟแล้ว จะเกิดแสงสว่างขึ้น ตรงนั้นเค้าใช้วิธีการอัดฉีดพลาสติก แต่ผมนำผงฟลูออเรสเซนต์ มาผสมกับสีอะครีลิค แล้วทำการทาตัดขอบที่ต้นกัลปพฤกษ์ ประมาณ 4 รอบได้ครับ

...คุณสมบัติของสารฟลูออเรสเซนต์นั้น จะรับแสงพระอาทิตย์ในตอนกลางวัน พร้อมๆกับที่ศิลปกรรมชิ้นนี้ ได้หันหน้าไปทางทิศตะวันออก หรือหันข้างๆไปทางทิศตะวันตก ก็เลยเหมือนเป็นฉากกั้นพลังงาน ในช่วงเวลาตอนกลางวัน แล้วจะฉายแสงออกมาในตอนกลางคืน คือเป็นการคายพลังงานออกมา ซึ่งก็จะกล้ายๆกับพลายน้ำในนาฬิกา

...ที่นี่...วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว นับเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่มีการใช้สารฟลูออเรสเซนต์ในงานศิลปกรรมภายในวัด โดยมีผู้คนเข้ามาชมกันทุกวัน กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวไปเลย บางทีผมไปกวาดใบไม้ เก็บขยะ หรือไม่ก็ไปทาสีตามฐานโบสถ์ ก็มักจะมีนักท่องเที่ยวที่ไม่รู้ว่าผมเป็นคนทำต้นกัลปพฤกษ์ เค้าอุทานคำแรกให้ได้ยินว่า...เหมือนสวรรค์เลย ก็รู้สึกดีมากๆเลยกับคำชมเหล่านั้น เป็นคำชมที่เค้าก็ไม่รู้ว่าคนทำยืนฟังอยู่"

แสงสุดท้ายแห่งวันใกล้ลับฝั่งกระโน้นด้านทิศตะวันตก มีแสงระยิบระยับในแม่น้ำโขง แล้วพระอาทิตย์ดวงกลมๆ ก็ลับเหลี่ยมเขาทางฝั่งลาวไป

ความมืดครอบคลุมไปทั่ววัด บริเวณอื่นๆภายในอาราม ทำการเปิดแสงไฟส่องสว่าง มีแต่ทางด้านหลังพระอุโบสถ...ที่กลับมืดมิด พร้อมกับแลเห็นเงาตะคุ่มๆของนักท่องเที่ยว และก็ผมได้นั่งเฝ้ารอด้วยความสงบ เพื่อชมชอบความมหัศจรรย์

ช่วงเวลาผ่านไปที่ยิ่งมืด ต้นกัลปพฤกษ์ก็ยิ่งเรืองแสง อันเป็นผลมาจากสารฟลูออเรสเซนต์ ที่กำลังคายพลังงานแสงออกมา หลังจากที่มีการเก็บสะสมมาตลอดวัน แล้วจะทำการเรืองแสงไปอีกนาน หรือนานจนกระทั่งถึงเช้ามืด แต่ช่วงที่พระจันทร์เต็มดวง ความสว่างไสวของดวงจันทร์ จะมาลดทอนความเรืองแสงให้เห็นภาพที่ไม่ค่อยดีนัก แต่หากอยากเห็นภาพให้ได้งดงาม ควรมาชื่นชมในช่วงเดือนมืด จะแลเห็นความงามที่อัศจรรย์ใจ

และว่ากันว่า...เนื่องจากปีหน้าเข้าสู่ AEC ทางวัฒนธรรมจังหวัดอุบลราชธานี จะเลือกให้วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว จัดงานเวียนเทียนนานาชาติ