ชมหอคุณธรรมฟ้า อันงดงามที่วัดอ้อน้อย (ธรรมอิสระ)

วัดวาอาราม

​(ต่อจากฉบับที่แล้ว)

บรรยากาศวันงานบุญใหญ่ ในงานทอดกฐินสามัคคี ประจำปี 2557 ที่วัดอ้อน้อย มีญาติโยมจำนวนมากเดินทางมาค้างคืนที่วัดอ้อน้อยเพื่อช่วยกันเตรียมงานอย่างคึกคัก ทางวัดได้จัดฉลององค์กฐินตั้งแต่เย็นวันที่ 1 พฤศจิกายน ราวหกโมงเย็น ที่ศาลาปฏิบัติธรรม ครั้นอรุณรุ่งยามหกโมงเช้า บรรดาพระภิกษุท่านฉันอาหารเช้ากันที่โรงครัว เพื่อให้สาธุชนที่มาร่วมงานได้ใช้สถานที่ในการรับประทานอาหารเช้า นอกจากนี้ยังมีญาติโยมสาธุชนทยอยหลั่งไหลมาร่วมงานกันตั้งแต่เช้าตรู่จนลานจอดรถของวัดที่มีอาณาบริเวณกว้างใหญ่แน่นขนัดและคับแคบลงภายในพริบตา

ถึงเวลาแปดโมงเช้าพระภิกษุท่านทยอยกันเข้าประจำอาสนะในมณฑลพิธี ต่อมาราวแปดโมงครึ่ง มีการตั้งองค์กฐิน พอได้เวลาเก้าโมงตรงหลวงปู่พุทธอิสระท่านเมตตาแสดงพระธรรมเทศนาให้ญาติโยมฟัง จนกระทั่งถึงเวลาสิบนาฬิกาจึงเข้าสู่พิธีการทอดกฐิน โดยมี "ย่า" หรือ คุณแม่อัมพร ทองประเสริฐ มารดาวัย 88 ปี ของหลวงปู่สวมใส่ชุดสีฟ้าสดใสละออตา ซึ่งใครๆเห็นแล้วก็อดปลาบปลื้มชื่นใจไปกับหลวงปู่ไม่ได้ มาร่วมเป็นประธานในพิธี ร่วมกับประธานฝ่ายฆราวาสอีกหลายท่าน

เสร็จจากพิธีทอดกฐิน ได้เวลาพระภิกษุท่านฉันเพล และญาติโยมสาธุชนอิ่มหนำสำราญกับอาหารอร่อยที่มาร่วมออกร้านในงานบุญ พอบ่ายโมงหลวงปู่เมตตาแสดงพระธรรมเทศนาอีกครั้งจากนั้นท่านจึงแจกของที่ระลึก สำหรับยอดเงินทำบุญกฐินในปีนี้ รวมแล้วราวเจ็ดล้านกว่าบาท เป็นที่น่ายินดีและร่วมอนุโมทนาสาธุ

ประเพณีทอดกฐิน เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สำคัญอย่างหนึ่งของพุทธศาสนิกชน นิยมทำกันตั้งแต่วันแรมหนึ่งค่ำเดือนสิบเอ็ด ไปจนถึงกลางเดือนสิบสอง และมีการปฏิบัติสืบๆกันมานานกว่า 2,600 ปี มาแล้ว เริ่มมีขึ้นเป็นครั้งแรกในสมัยพุทธกาล ในครั้งนั้นพระบรมศาสดาประทับอยู่ที่วัดเชตวัน ใกล้เมืองสาวัตถี ภิกษุชาวเมืองปาฐา จำนวน 30 รูป ประสงค์จะไปเฝ้าพระพุทธองค์ และร่วมจำพรรษา จึงพากันเดินทางไป แต่เมื่อเดินทางมาถึงเมืองสาเกตซึ่งอยู่ห่างจากเมืองสาวัตถีประมาณ 6 โยชน์ ก็ถึงวันเข้าพรรษาเสียก่อน จึงต้องจำพรรษาในเมืองสาเกตนั่นเอง

ในระหว่างที่จำพรรษาอยู่ก็เกิดความกระวนกระวายใจ เพราะไม่ได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์ตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก เมื่อออกพรรษาปวารณาเสร็จแล้ว จึงพากันเดินทางไปเมืองสาวัตถีทันที แต่ก็ประสบปัญหาในการเดินทาง เพราะยังอยู่ในฤดูฝนจึงมีฝนตกชุก พื้นดินและถนนหนทางเจิ่งนองไปด้วยน้ำและโคลน ร่างกายก็ดี ผ้าไตรจีวรก็ดี บริขารอื่นๆก็ดี ล้วนเปียกชุ่ม เปรอะเปื้อน สร้างความไม่สะดวกและเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการเดินทาง

เมื่อเดินทางมาถึงวัดเชตวันแล้ว ได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ทรงมีปฏิสันถารสอบถามความเป็นอยู่ จนถึงปัญหาอุปสรรคในการเดินทาง จึงกราบทูลตามความเป็นจริง เมื่อทรงสดับเรื่องราวและปัญหาเหล่านั้นแล้ว ทรงเล็งเห็นความลำบากของภิกษุทั้งหลายที่ต้องเดินทางในขณะที่ฝนตกชุกอยู่ มีพระประสงค์จะให้ภิกษุทั้งหลายไม่ต้องลำบากด้วยการเดินทาง และไม่ต้องลำบากด้วยจีวร จึงทรงบัญญัติเรื่องกฐินแก่ภิกษุทั้งหลายว่า "ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุผู้รู้อยู่จำพรรษาแล้วกรานกฐินได้ ภิกษุผู้ได้กรานกฐินแล้ว ย่อมได้อานิสงส์ 5 ประการ คือเที่ยวไปโดยไม่ต้องบอกลา ไม่ต้องนำไตรจีวรไปครบทั้งหมด ฉันคณโภชนะได้ เก็บผ้าอื่นที่นอกจากไตรจีวรได้ตามความต้องการ และมีสิทธิได้จีวรที่เขาถวายแก่สงฆ์ในวัดนั้น" นับแต่นั้นประเพณีทอดกฐินจึงถือกำเนิดขึ้น และสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

หัวใจของการถวายผ้ากฐินก็คือ ผ้า 3 ผืน มี จีวร สบง สังฆาฏิ ผืนใดผืนหนึ่งในไตรจีวรเท่านั้น โดยทั่วไปนิยมใช้สังฆาฏิ ถ้ามากกว่านั้นก็เป็นอดิเรกจีวรหรือผ้าส่วนเกินเท่านั้น ซึ่งจัดเป็นหนึ่งในไทยธรรมหรือบริวารกฐิน การถวายผ้ากฐินเป็นการนำผ้ามาถวายแก่พระสงฆ์ในระยะเวลาที่กำหนดไว้เท่านั้น เลยเวลาไปแล้วไม่ได้ ส่วนวัดที่จะรับกฐินได้จะต้องมีพระอยู่จำพรรษาจำนวน ไม่น้อยกว่า 5 รูป หรือ 5 รูปขึ้นไปครบองค์สงฆ์จึงจะเป็นกฐิน แล้วก็จะต้องรับกฐินที่อาวาสหรือวัดของตัวเองเท่านั้น

คำว่า กฐิน หมายถึงผ้าพิเศษที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตแก่ ภิกษุสงฆ์เฉพาะกฐินกาล แปลตามศัพท์ได้ว่า ไม้สะดึง คือกรอบไม้สำหรับขึงผ้าที่จะเย็บเป็นจีวร ก่อนจะถึงกฐินกาลผู้ประสงค์จะถวาย ผ้ากฐินแก่ภิกษุสงฆ์วัดใดจะต้องไปแจ้งความจํานงว่าจะนำผ้ากฐินไปทอดที่วัดนั้นเป็นการล่วงหน้า การแสดงความจํานงล่วงหน้านี้เรียกกันว่า จองกฐิน การทําพิธีถวายผ้ากฐิน เรียกว่า ทอดกฐิน พระภิกษุผู้ได้รับมอบผ้ากฐินจากสงฆ์โดยวิธีที่กําหนดไว้ใน พระวินัย เรียกว่า ผู้กรานกฐิน ผู้ครองกฐิน หรือองค์ครองกฐิน เฉพาะผ้ากฐิน บางทีก็เรียกว่า องค์กฐิน ถ้าพร้อมกับของอื่นอันเป็นบริวารสําหรับถวายภิกษุสงฆ์ เรียกว่า เครื่องกฐิน หรือบริวารกฐิน เมื่อนําผ้ากฐินไปทอดโดยมีขบวน แห่ เรียกว่า แห่กฐิน ถ้ามีพิธีฉลอง เรียกว่า ฉลองกฐิน การที่ภิกษุสงฆ์ผู้ร่วมอยู่ในพิธีอนุโมทนาต่อองค์ครองกฐิน ตามพระวินัย หรือการที่บุคคลแสดงความยินดีในการที่เขาทอดกฐิน เรียกว่า อนุโมทนากฐิน ภิกษุสงฆ์ผู้ได้ อนุโมทนากฐินแล้วนั้น ย่อมได้ชื่อว่าเป็น ผู้กรานกฐิน ด้วย

ส่วนอีกคำที่ได้ยินกันบ่อยๆในพิธีทอดกฐินก็คือคำว่า อปโลกน์กฐิน หมายถึงการที่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเสนอขึ้นในที่ประชุมสงฆ์ถามความเห็นชอบว่าควรมีการกรานกฐินหรือไม่ เมื่อเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงหารือกันต่อไปว่า ผ้าที่ทำสำเร็จ แล้วควรถวายแก่ภิกษุรูปใด การปรึกษาหารือ การเสนอความเห็นเช่นนี้เรียกว่า อปโลกน์ (อะ-ปะ-โหลก) หมายถึง ช่วยกันมองดูว่าเห็นสมควรอย่างไร เพื่อให้คณะสงฆ์นำผ้าไปอปโลกน์ ยกให้ แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งตามที่คณะสงฆ์ลงมติเมื่ออปโลกน์เสร็จแล้ว ก็ต้องสวดประกาศในหมู่สงฆ์ จึงนับว่าเป็นสังฆกรรมเรื่องกฐิน

เชื่อกันว่าอานิสงส์บุญกฐินนั้นมีมากมายมหาศาล เพราะบุญจากการทอดกฐินนับเป็นบุญพิเศษที่ทำได้ยากกว่าบุญอื่น เนื่องจากกฐินมีกำหนดระยะเวลาถวาย คืออยู่ในช่วง 1 เดือนหลังจากออกพรรษา หรือตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ไปจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 หรือวันเพ็ญเดือน 12 ระยะเวลานี้เรียกว่า กฐินกาล คือระยะเวลาทอดกฐิน หรือเทศกาลทอดกฐิน ถ้าถวายนอกจากเวลาที่กำหนดนี้เรียกว่า ทอดผ้าป่า การถวายผ้ากฐิน จัดว่าเป็นสังฆทาน คือเป็นการถวายแก่คณะสงฆ์โดยไม่เจาะจงภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง อีกทั้งมีกำหนดระยะเวลาถวายแน่นอน ห้ามเกินระยะเวลาที่กำหนด ดังนั้น การทอดกฐินนี้จึงเป็นทั้งสังฆทานและกาลทาน อีกทั้งเนื่องจากคณะสงฆ์วัดหนึ่งๆ สามารถรับกฐินได้ครั้งเดียวในรอบปี จึงทำให้การทอดกฐินกลายเป็นบุญประเพณีนิยมที่สำคัญของพุทธศาสนิกชนโดยเฉพาะในเมืองไทย และนับเป็นทานชนิดเดียวที่ผู้ให้และผู้รับได้อานิสงส์ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย

ฝ่ายผู้รับ คือภิกษุสงฆ์ เมื่อท่านรับกฐินแล้วย่อมได้รับอานิสงส์ตามพระวินัย 5 ประการ คือ 1. เที่ยวไปไหนไม่ต้องบอกลา ก็ไม่เป็นอาบัติ 2. เที่ยวไปไหนไม่ต้องถือเอาไตรจีวรไปครบสำรับก็ได้ ไม่เป็นอาบัติ 3. ฉันโภชนะเป็นหมู่เป็นคณะได้ ไม่เป็นอาบัติ 4. ฉันโภชนะที่รับถวายภายหลังได้ ไม่เป็นอาบัติ 5. เก็บอติเรกจีวรได้ตามปรารถนาตลอดกาล 4 เดือน และขยายเขตจีวรกาลออกไปได้ถึงกลางเดือน 4

ในขณะที่ฝ่ายผู้ให้ ทายกผู้ถวายกฐินทาน และผู้มีส่วนร่วมในงานบุญนี้ ด้วยการบริจาคทรัพย์ก็ดี ด้วยบริจาควัตถุสิ่งของก็ดี ย่อมได้อานิสงส์อันไพบูลย์ทั้งในภพนี้และภพชาติต่อๆไป อาทิ ทำให้เป็นผู้มีความมั่งคั่ง มั่นคงในโภคทรัพย์สมบัติและหน้าที่การงาน เป็นคนรูปงาม ผิวพรรณงาม เป็นที่รักของบุคคลทั่วไป เป็นผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ผ่องใส ตั้งมั่นในสมาธิและเข้าถึงธรรมได้ง่าย แม้ละโลกแล้วย่อมได้ยังเกิดในสุคติโลกสวรรค์ เป็นต้น โดยเฉพาะอานิสงส์แห่งการถวายผ้ากฐินแก่พระสงฆ์นั้น ต่อไปในภายหน้า ผู้ถวายย่อมจะมีเครื่องนุ่งห่มอันประณีตและบริบูรณ์ไม่ขาดแคลนเครื่องนุ่งห่มด้วยประการใดๆเลย จึงนับได้ว่ากฐินทานเป็นบุญใหญ่ มีอานิสงส์มากมายสุดประมาณ

ที่ใดมีกฐินก็มักได้เห็นสัญลักษณ์ของงานกฐิน คือมีธงจระเข้ ธงนางมัจฉาฯ อยู่ด้วย หลายคนอาจนึกสงสัยว่าทำไมต้องมี ที่มาของธงเหล่านี้มาจาก ในสมัยโบราณการแห่กฐินไปตามวัดต่างๆ นิยมไปกันทางเรือ บางคราวก็มีจระเข้มาหนุนเรือให้ล่ม กัดผู้คนบ้าง จึงมีการคิดอุบายทำธงจระเข้ปักไว้หน้าเรือ เสมือนบอกกล่าวให้สัตว์ร้ายในน้ำได้รู้ว่าเป็นงานบุญงานกุศล อย่าได้เข้ามาทำร้ายผู้คน และขอให้ร่วมอนุโมทนาบุญ

ส่วนอีกตำนานหนึ่งเป็นนิทานโบราณเล่าถึง เศรษฐีผู้หนึ่งเป็นคนขี้เหนียว ไม่เคยคิดที่จะทำบุญทำกุศล เมื่อได้ทรัพย์สมบัติมาก็นำไปฝังไว้ที่ท่าน้ำหน้าบ้าน ครั้นตายลงจึงไปเกิดเป็นจระเข้เฝ้าสมบัติของตน ได้รับทุกขเวทนามาก จึงไปเข้าฝันภรรยาให้มาขุดสมบัติที่ท่าน้ำเอาไปทำบุญ ฝ่ายภรรยาเมื่อขุดลงไปเจอทรัพย์สินเป็นอันมาก จึงตั้งใจนำเอาทรัพย์นั้นไปทำบุญตามประสงค์ของเศรษฐี จึงจัดให้มีการทอดกฐินขึ้น ถึงวันงานบุญ ภรรยานำเอาสิ่งของบรรทุกลงขบวนเรือมุ่งหน้าสู่วัด จระเข้เศรษฐีนั้นก็บังเกิดความยินดี ว่ายน้ำตามขบวนเรือแห่องค์กฐินมายังไม่ทันถึงวัดก็หมดแรง ไปต่อไม่ไหว จึงบอกกล่าวภรรยาขอให้วาดรูปจระเข้ใส่ธงไปในขบวนเรือด้วย แล้วก็สิ้นใจลง ภรรยาจึงจัดให้ช่างทำธงรูปจระเข้ขึ้นปักไว้ที่หัวเรือแล้วยกไปทอดกฐินด้วย นับแต่นั้นจึงมีธรรมเนียมทำธงจระเข้ขึ้นในงานกฐินสืบมา

ว่ากันว่าคติความเชื่อเรื่องนี้ตรงกับเรื่องบาปบุญทางพุทธศาสนา เตือนสติให้คนรู้จักเสียสละ ทำบุญบ้าง เมื่อสิ้นใจลงหากจิตใจยังเต็มไปด้วยความหวงทรัพย์สินและข้าวของเงินทองอยู่ก็จะเกิดเป็นสัตว์มาเฝ้าสมบัติ ตรงกับหลักธรรมที่ว่า ตายด้วยความโลภ จะเกิดเป็นเปรต ตายด้วยความโกรธจะตกนรก ตายด้วยความหวงจะเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน

ส่วนในแง่ของคำสอนนั้นผู้รู้ท่านว่า ความหมายของธงกฐิน มาจากที่พระพุทธเจ้าทรงตักเตือนพระภิกษุสามเณรผู้บวชในพระพุทธศาสนาให้ระวังภัย 4 อย่างที่จะเป็นเหตุให้ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ได้ไม่ยั่งยืน ต้องลาสิกขาไป โดยทรงอุปมาภัย 4 อย่างของพระภิกษุสามเณร กับภัยของผู้ลงไปเล่นน้ำ เปรียบดั่งการแสดงปริศนาธรรมให้ได้รับรู้ถึงภัยที่อาจจะเกิดขึ้นนั่นคือ 1. อุมมิภัย ภัยอันเกิดจากคลื่น เกิดจากความอดทนต่อโอวาทคำสอนมิได้ จึงเกิดความขึ้งเคียด คับใจ เบื่อหน่ายในคำตักเตือนพร่ำสอน จนต้องลาสิกขาไป 2. กุมภีลภัย หรือภัยจระเข้ คือภัยอันเกิดจากความเห็นแก่ปากท้อง ทนความอยากมิได้ เพราะถูกจำกัดด้วยวินัยในการบริโภค ทนไม่ได้จึงต้องลาสิกขาไป จระเข้ถูกนำมาเปรียบกับคนเห็นแก่กิน ด้วยเป็นสัตว์เห็นแก่กิน กินสัตว์ทุกชนิด 3. อาวฎภัย ภัยเกิดจากน้ำวน คือความห่วงพะวงในความสุขแบบชาวโลก เกิดจากความเพลิดเพลินยินดีในกามคุณ เช่น สะสมของสวยๆงามๆ 4. สุสุกาภัย ภัยอันเกิดจากปลาร้ายหรือนางมัจฉา หมายถึงภัยที่เกิดจากผู้หญิง คือไปหลงรักผู้หญิง หรือหมกมุ่นในกามคุณ มีความปรารถนาในเพศรส อยู่ไม่ได้ ต้องลาสิกขาไป

คนโบราณจึงนิยมทำเป็นรูปธง 2 ผืน ปักไว้คู่กันที่หน้าวัด คือภัยคลื่นกับภัยจระเข้ วาดรูปจระเข้ว่ายน้ำฝ่าคลื่น ส่วนภัยน้ำวนกับภัยปลาร้าย วาดรูปน้ำวนกับนางมัจฉา โดยนางมัจฉาแทนปลาร้ายและผู้หญิง มีน้ำวนรอบๆ ถ้าเห็นธงจระเข้ กับธงนางมัจฉา ที่ปักไว้หน้าวัดก็เป็นอันรู้กันว่า วัดนี้ได้ทอดกฐินแล้ว ผู้ที่ผ่านไปมาจะได้อนุโมทนาด้วย ปัจจุบันหลายวัดหันมาใช้ธงรูปธรรมจักรที่เป็นสัญลักษณ์ของพุทธศาสนาแทน ก็เป็นอันรู้ว่ามีงานกฐินเช่นเดียวกัน แต่สำหรับวัดอ้อน้อยยังคงใช้ธงสัญลักษณ์เดิมที่มีมาแต่โบราณ โดยธงกฐินของทางวัดนั้นปีนี้ทำมาเป็นปีที่ 3 ธงจระเข้ ทำเป็นรูปจระเข้คาบดอกบัวสามดอก แสดงถึงความตั้งใจมั่นที่จะบูชาคุณพระรัตนตรัย และธงนางมัจจาถือดอกบัว 3 ดอกเช่นกัน ธงทั้ง 2 มีสัญลักษณ์รูปยันต์สุริยะ ที่มีเครื่องหมายสวัสดิกะอยู่ภายในจำนวน 7 ดวง ซึ่งในบรรดาศิษย์ของหลวงปู่เป็นที่รู้กันว่ายันต์ประจำตัวหลวงปู่ คือสัญลักษณ์รูปสวัสดิกะ ที่หมายถึงพระเจ้าอันสูงสุด อันเป็นสัญลักษณ์แห่งมงคล

เครื่องหมายยันต์สุริยะ 7 ดวง ในธงคู่รูปจระเข้ และรูปนางมัจฉานี้ หลวงปู่ต้องการสื่อถึง อริยทรัพย์ทั้ง 7 คือ ศรัทธา ศีล หิริ โอตัปปะ จาคะ พาหุสัจจะ และปัญญา พร้อมทั้งมีข้อความว่า "โจรปล้นไม่ได้ น้ำท่วมก็ไม่หาย ไฟไหม้ไม่หมด"

หลวงปู่ท่านสอนว่า " บุญเป็นเครื่องยังให้ถึงสมบัติทั้งปวง ดังนั้น หากบุคคลใดขยันทำมาหากิน แต่ตระหนี่ถี่เหนียว ไม่สนใจในบุญทาน ก็จะได้แต่สมบัติในชาติปัจจุบัน แล้วก็เป็นคนที่โง่เอามากๆ บริหารทรัพย์ไม่เป็น เรียกว่า ไม่ใช้ทรัพย์ต่อทรัพย์ เผื่อไว้ในชาติต่อๆไปหรือในอนาคต คนมีทรัพย์แล้วไม่รู้จักใช้ทรัพย์ ไม่เอาทรัพย์มาสั่งสมอบรมอริยทรัพย์ ไม่สร้างให้ทรัพย์กลายเป็นอริยะ คือทรัพย์ที่จะติดตามตัวไปในภพชาติต่อๆไป ก็ถือว่าเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญา คนสมัยโบราณนิยมทำทาน ทำบุญบริจาคแบ่งปันทรัพย์ของตนให้กับผู้อื่น ช่วยเหลือสัตว์อื่นที่ตกทุกข์ได้ยาก เพราะถือว่านี่คือกระบวนการที่จะสั่งสมอริยทรัพย์ ให้ติดตามตัวได้ตราบนานเท่านาน ข้ามภพข้ามชาติไปได้ แต่คนตระหนี่จะไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของทรัพย์ใดๆเลย" อริยทรัพย์ จึงเป็นบุญอันยิ่งใหญ่ เป็นยิ่งกว่าสมบัติล้ำค่าใดๆที่จะติดตามไปทุกภพชาติ ตราบที่ยังเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏะ

เกี่ยวกับเครื่องหมายสวัสดิกะ ที่หลวงปู่นำมาเป็นเครื่องหมายประจำตัวนี้ ในทางพุทธ ถือกันว่า ภาพสวัสดิกะ เป็นยันต์เก่าแก่ที่สุดในโลก ปรากฏหลังพระพุทธเจ้านิพพานไปแล้ว ได้พบเครื่องหมายสวัสดิกะสลักไว้ในรอยพระบาทของพระพุทธเจ้า สวัสดิกะในศาสนาพุทธเป็นตัวแทนอันสูงสุดของพระธรรมที่สัตว์ต้องศึกษาเรียนรู้ มีบางคนพูดไปในทำนองว่าเป็นสัญลักษณ์ของนาซี แต่แท้ที่จริงเป็นสัญลักษณ์ของพุทธศาสนาที่มีมานานหลายพันปี ในรอยพระพุทธบาทคู่แรกๆของโลก ก็มีปรากฏสัญลักษณ์นี้ให้เห็น แล้วต่อมาภายหลังฝ่ายนาซีรู้ถึงความเป็นมงคลของสัญลักษณ์นี้จึงมาเอาไปใช้เป็นเครื่องหมายของพรรค ดังนั้น การนำเครื่องหมายนี้มาใช้จึงมิได้หมายถึงการฝักใฝ่ในอำนาจนิยมแบบพรรคนาซีแต่อย่างใด หากแต่หมายถึงการบูชาคุณแห่งพระรัตนตรัยอย่างสูงสุดที่มาแต่ครั้งโบราณกาล ผู้ที่มาทำบุญกับวัดอ้อน้อยก็จะเป็นที่รู้ดีว่าเงินทำบุญที่ตนเองทำไปนั้น เป็นการนำไปใช้เพื่อช่วยชาติ ช่วยวัด ช่วยศาสนา และพระมหากษัตริย์ เป็นที่ประจักษ์แจ้งกันดีอยู่แล้วว่า หลวงปู่ที่มีความกตัญญูต่อแผ่นดินยิ่งนัก โดยเฉพาะกับองค์พ่อหลวงและแม่หลวงของแผ่นดินที่มีพระชนมายุมากแล้วด้วยกันทั้งสองพระองค์ ในคราวที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯเข้าประทับรักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลศิริราชคราวล่าสุด หลวงปู่ได้นำประชาชนมาร่วมกันสวดมนต์ถวายพระราชกุศลแด่ทั้งสองพระองค์ ในวันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม 2557 เพื่อให้ทรงหายจากพระอาการประชวร และมีพระพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ ถัดมาในวันพุธที่ 15 ตุลาคม 2557 เวลาราวสี่โมงครึ่งตอนเย็น เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังได้อัญเชิญแจกันดอกไม้สดพระราชทาน จาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง นำมอบถวายหลวงปู่พุทธะอิสระ โดยมี พระอธิการศิริชัย สิริโสภโณ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย (ธรรมอิสระ) เป็นตัวแทนรับมอบฯ

และต่อมาหลวงปู่ได้มีนัดหมายให้มาร่วมกันสวดมนต์ถวายพระราชกุศลให้กับในหลวงและพระราชินี ที่โรงพยาบาลศิริราช ทุกๆวันจันทร์ เวลาบ่ายโมงตรง ที่บริเวณสนามหญ้า ข้างพระบรมรูปสมเด็จพระราชบิดา หน้าศาลาศิริราช 100 ปี คณะพระภิกษุจากวัดอ้อน้อย และประชาชนส่วนใหญ่ที่พร้อมใจกันสวมใส่เสื้อเหลืองคละกันกับสีชมพู มาพร้อมกันแล้ว หลวงปู่จึงเริ่มนำเข้าสู่พิธีการสวดมนต์ถวายพระพร เริ่มด้วยบทนมัสการพระพุทธเจ้า บทสรรเสริญพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ บทสรรเสริญคุณบิดา มารดา

จากนั้นเป็นบทสรรเสริญคุณครูอาจารย์ บทสวดโพชฌังคะปะริตตัง พระคาถาสักกัตวา คาถาโพธิบาท อะภะยาปะริตตัง ฯลฯ ที่ล้วนแล้วแต่เป็นบทสวดมนต์ที่เป็นมิ่งมงคล ขจัดปัดเป่าโรคาพาธทั้งปวงให้มลายหายสูญ ขอพระบารมีและพระกำลังของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระอรหันต์ทั้งหลาย ทวยเทพเทวาทั่วสากลภิภพปกป้องคุ้มครอง องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ ทุกๆพระองค์ ให้ทรงพระเกษมสำราญ และมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน