PA to CEO

คุยสารพันสาระเพ

ตอนที่ 9 หลังจากที่ฉันทำใจได้กับชีวิตการทำงานเป็น PA ชีวิตฉันก็เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้น เริ่มหัวเราะกับคำบ่นของนายเพราะความไร้สาระของนาย ที่ชอบโทษโน่นโทษนี่ นายเองก็มองฉันแปลกๆ คงคิดว่าฉันทำงานจนเป็นบ้า แต่ก็ดูแกอารมณ์ดีขึ้นเมื่อได้โวยวายใครสักคน ผู้ช่วยกับคนขับรถย่อมเป็นด่านแรกที่เป็นที่ระบายอารมณ์อยู่แล้ว หลังจากนั้นไม่นานเจ้าไก่คนขับรถขอลาออก คนที่เสียใจที่สุดคือฉันเหตุผลไม่มีอะไรค่ะ มันหล่อดีแต่งตัวก็ดี ฉันถามถึงสาเหตุที่เจ้าไก่ลาออก คำตอบตรงใจเลยค่ะ

"เบื่อน่ะพี่ จะด่าอะไรกันทุกวัน สั่งงานเองลืมเอง แล้วก็มาโทษผม"

"อ้าวแล้วไก่จะไปทำอะไรล่ะ ไม่ลำบากหรือ เงินเดือนที่นี่เขาให้สูงมากนะ" ฉันถามด้วยความเป็นห่วง

"โอ๊ย ไม่เป็นไรหรอกพี่ พ่อผมยอมออกตังค์ทำอู่ล้างรถให้ผมแล้ว ทีแรกไม่ยอมอยากให้ผมไปคุมเต๊นท์รถอย่างเดียว แต่ผมอยากเปิดอู่ล้างด้วย กว่าจะยอมแบ่งพื้นที่ให้และออกตังค์ให้ก็นานหลายเดือนนะพี่"

"ตกลงจะไปทำกิจการของตัวเองหรือ"

"ครับพี่ เนี่ยมาขับรถให้เพราะคุณนุเป็นเพื่อนกับพี่ชายผม เห็นแกเดือดร้อนก็มาช่วย แต่ไม่ไหวโดนด่าทุกวัน ถึงบางทีจะดีแสนดีก็เถอะ" ฟังเจ้าไก่พล่ามมาก็ให้นึกด่าในใจว่า ไอ้บ้า รวยก็ไม่บอก แล้วมันจะมาเป็นคนขับรถทำไมของมัน คนเรานี่ก็ทำอะไรแปลกๆ

หลังจากเจ้าไก่ไม่อยู่ฉันก็เหงาไปหน่อย เพราะไม่มีใครมาเม้าท์เรื่องนายกับฉัน พูดกับคนอื่นก็ไม่ได้มีเฉพาะคนใกล้ตัว อย่างผู้ช่วยหรือคนขับรถเท่านั้นที่จะรับรู้ได้ เมื่อไม่มีคนขับรถก็ดูนายไม่เดือดร้อนอะไรนัก เมื่อต้องไปหาลูกค้าก็ไปกับพนักงานคนอื่น จะลำบากก็ตอนไปพบผู้ใหญ่มากๆนี่แหละที่ควรมีคนขับรถไปส่งถึงหน้าบันไดตึก และเปิดประตูให้ ไม่ใช่ต้องหาที่จอดรถเอง แล้วเดินหน้ามันหอบเอกสารไปเอง อดไม่ได้มาแว้ดใส่ฉันอีก

"ดูซิเนี่ย ไม่มีคนขับรถลำบากผมต้องวนหาที่จอดเอง พี่แคลร์หาคนขับรถมาให้ผมเชียว" น่าน ดึงฉันเข้าไปเกี่ยวอีก

บ่อยครั้งที่นายได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรบรรยายเรื่องโน้นเรื่องนี้ เป็นเรื่องวิชาการบ้าง เรื่องธรรมะ เรื่องการที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตต้องทำอย่างไรบ้าง นายฉันพูดได้ทุกเรื่องแหละค่ะ ฉันนี่แหละที่มีหน้าที่เตรียมสไลด์ และเอกสารต่างๆให้ ทุกครั้งก็ฉิวเฉียดจนนาทีสุดท้ายที่นายจะเดินออกจากประตูออฟฟิศนั่นแหละ เหนื่อยแทบขาดใจทุกวัน แต่นายก็ดีกับฉันเดินทางไปไหนก็มักมีของฝากเล็กๆน้อยๆมาให้ ช่อดอกไม้นี่ฉันได้บ่อยค่ะ ไม่ใช่ให้ด้วยความเสน่หาอะไรหรอกค่ะ เวลาได้รับเชิญไปไหนเจ้าภาพเขาก็มักมอบช่อดอกไม้เพื่อขอบคุณตามธรรมเนียมเสมอ นายฉันก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรก็เอามาให้ฉันต่อ ฉันก็เลยมีดอกไม้สวยๆประดับโต๊ะทำงานอยู่บ่อยๆ บางทีก็เอากลับบ้านมาฝากแม่บอกแม่ว่านายฝากมาให้ ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นนายบอกให้เอามาให้คุณแม่จริงๆน่ารักเสียไม่มี นายฉันนี่ฮ็อตฮิตอันดับต้นๆของเมืองไทยทีเดียว ในการได้รับเชิญไปเป็นวิทยากร อาจารย์พิเศษ หรือแม้แต่การสัมภาษณ์ทางทีวี นายจึงได้ดอกไม้มาบ่อย ฉันก็เลยพลอยได้รับดอกไม้บ่อยๆจากนาย จนบางครั้งมันเยอะแยะจนวางไว้รอบตัวเต็มโต๊ะ ราวกับดอกไม้ประดับหน้าศพ เพราะหน้าตาฉันก็ยู่ยี่หมองคล้ำใกล้เป็นศพเข้าไปทุกวัน จะแบ่งดอกไม้ให้คนอื่นบ้างก็ไม่ทำเพราะงกไงคะ

ฉันนั่งทำงานคุ้มดีคุ้มร้ายอยู่แบบนั้นมาเกือบสี่เดือน วันหนึ่งก็มีแขกพิเศษที่ไม่ได้นัดหมายมาก่อนมาพบนาย ฉันรีบจัดห้องประชุมอย่างเร่งด่วน น้องแป้งเชิญแขกเข้าออกประชุมพร้อมจัดกาแฟน้ำดื่มให้เสร็จสรรพ ฉันเร่งให้นายเข้าห้องประชุมเพราะเห็นว่าเรียกผู้อำนวยการคนหนึ่งเข้าไปด่านานแล้ว นายตาขวางใส่ฉันนิดหน่อยที่เข้าไปขัดความสำราญ แต่ก็ยอมยุติบทสนทนาและเดินไปที่ห้องประชุมแต่โดยดี

ส่งนายเข้าห้องประชุมได้สักพัก แม่บ้านก็เดินมาบอกฉันว่านายเรียกให้เข้าไปพบในห้องประชุม คงจะให้หยิบเอกสารบางอย่าง ฉันเข้าไปในห้องประชุม นายแนะนำให้ฉันรู้จักแขกผู้มาเยือนทั้ง 2 ท่านนั้น คุณผู้ชายเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยมาจากสถาบันมีชื่อทางเหนือของไทย หน้าตาสะอ้านอายุอานามน่าจะสี่สิบแล้ว เห็นหน้าทีแรกนึกว่านั่งหลับ พอเงยหน้าขึ้นมาถึงได้รู้ว่าตื่นอยู่ พ่อคู้ณ ตาจะตี่อะไรกันปานนี้ แต่เออหน้าตาไม่เลวดูเกาหลีเข้าสมัยดี ส่วนคุณผู้หญิงอีกท่านวัยน่าจะมากกว่า หน้าตาโบราณเชียว แต่ก็ยิ้มแย้มน่ารัก เป็นอาจารย์มาจากสถาบันเดียวกัน หลังจากแนะนำเสร็จนายก็สั่งให้ฉันไปหยิบหนังสือบริหารองค์กรภาษาอังกฤษเล่มหนึ่งที่อยู่ในห้องนายมาให้ เป็นหนังสือออกใหม่ติดอันดับหนังสือขายดี เมื่อฉันไปหยิบหนังสือส่งให้นายเสร็จ นายสั่งให้ฉันนั่งรอก่อน และถามคำถามอาจารย์ผู้ชายท่านนั้น

"อาจารย์หมายถึงหนังสือเล่มนี้ใช่ไหม ครับวันที่ผมไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยผมก็หยิบยกข้อคิดบางส่วนจากหนังสือเล่มนี้ ดีมากเลย อยากจะแนะนำให้อาจารย์อ่าน ใช้สอนได้เลยนะครับเนี่ย" นายฉันบรรยายสรรพคุณหนังสือ

"นั่นแหละครับคุณนุ ถ้าได้เป็นภาษาไทยจะดีสำหรับนักศึกษามากเลย เป็นไปได้ไหมครับว่าคุณนุจะใช้เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ให้เป็นภาษาไทยให้หมด ไปสอนลูกศิษย์ผม ผมให้เวลาคุณนุ 3 ชั่วโมงเต็ม คงจะเป็นกุศลกับเด็ก เพราะให้อ่านเองทั้งเล่มคงลำบากครับ" อาจารย์หน้าตี๋สรรเสริญกลับ ฉันปลื้มที่นายฉันได้รับเชิญไปเป็นอาจารย์พิเศษตามมหาวิทยาลัย และสถาบันอื่นๆ ทั้งราชการและเอกชนอยู่บ่อยๆ นั่งยิ้มยินดีไปกับนาย ทันใดนั้นฉันก็ต้องหุบยิ้มอย่างกะทันหัน เมื่อนายพูดกับอาจารย์หน้าตี๋ว่า

"โอ๊ย ยินดีครับอาจารย์ เป็นภาษาไทยได้เลย ผมทำสไลด์สอนให้ได้ ผมไม่มีเวลาหรอกครับ เดี๋ยวคุณแคลร์อ่านแปล และทำสไลด์ให้ด้วยนะครับ" เฮ้ย เกี่ยวอะไรกับฉัน ตัวเองจะสอนก็แปลเองซิ หนังสือหนาตั้งเกือบ 300 หน้า ใครจะเอาเวลาที่ไหนไปแปล แค่อ่านก็แย่แล้ว ไอ้เด็กทอมๆในแผนกแปลข่าวมีตั้งหลายคน ภาษาก็ดีๆทั้งนั้น ก็ให้มันแปลซิ เกี่ยวอะไรกับฉัน

"คุณแคลร์เขาเก่งน่ะครับ ภาษาดีมากเลยจบบริหารมาจากอเมริกา เล่มแค่นี้อาทิตย์เดียวคุณแคลร์เขาก็แปลเสร็จ ทำสไลด์อีก 2 วันก็ได้ครับ อาจารย์จะให้ผมไปสอนเมื่อไหร่ครับ" เอาเข้าไป จะถามฉันสักคำได้ไหม เดี๋ยวจับบีบคอตายเสียนี่ อาจารย์ทั้งสองท่านตกหลุมพลางเรียบร้อย หันมามองหน้าฉันและยิ้มให้ด้วยความชื่นชมอย่างจริงใจ ฉันเลยได้แต่ยิ้มตอบแต่คงดูไม่จริงใจเท่าไรนักหรอก เพราะอารมณ์ข้างในมันพลุ่งพล่านเสียขนาดนั้น

"แหม ผมไม่เร่งคุณแคลร์ขนาดนั้นหรอกครับ ผมจัดเวลาให้คุณนุเป็นเดือนหน้า ปลายๆเดือนอยู่ดีแหละ ขอบคุณมากนะครับคุณแคลร์" อีตาหน้าตี๋หันมาพูดกับฉัน ยิ้มหน้าแดงเชียว เอ้ากันเข้าไป ไปกันใหญ่แล้ว ตาหน้าตี๋ตาตี่นี้ช่างมาจากเผ่าพันธุ์เดียวกับนายฉันเสียจริง มั่วนิ่มพอกันยังไม่ทันจะตกปากรับคำเสียหน่อย ทำมายิ้มหวานฟันสวยใส่ฉันเดี๋ยวแม่ก็หม่ำเสียหรอก ความคิดแวบเข้ามาในสมอง เอ๊ะ หรือเราจะจีบอีตานี่ดีให้ท่าดีนัก ฉันก็ไม่ได้คิดจะมีลูกอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องห่วงว่าถ้ามีลูกแล้วลูกจะตาตี่ คิดไปโน่น หน้าตา บุคลิก การแต่งกายของอีตาหน้าตี๋ นี่ก็ออกจะดูดีผิวก็ขาวเสียจนจะเรื่องแสงได้ในที่มืดถ้าไม่ใส่เสื้อผ้านะ คิดลามกในใจไปเรื่อยเปื่อยคงเป็นเพราะอาการช็อกกับคำสั่งหมาดๆของนายน่ะค่ะ นายปลุกฉันจากพะวัง

"พี่แคลร์ครับ ขอบคุณครับตกลงตามนั้นครับ" เออ ง่ายดีว่ะ ใครเขาไปตกลงอะไรด้วยพูดเองเออเอง จะถามฉันสักคำไหมว่า ทุกวันนี้ฉันสุขสบายดีไหม นอนวันละกี่ชั่วโมง กินข้าววันละกี่มื้อ มีเวลาหาแฟนไหม ก็ได้แต่ยิ้มล่ะค่ะ อดไม่ได้ที่จะทิ้งท้ายกับอาจารย์หน้าตี๋สักหน่อยว่า

"อาจารย์มีอะไรโทร.หาแคลร์นะคะ" ยิ้มหวานไว้ก่อนกล่าวลา ไม่ลืมที่จะผูกมิตรกับอาจารย์ผู้หญิง "อาจารย์ด้วยนะคะ"

ฉันเดินหน้าหงิก ตาขวางออกมาจากห้องประชุม โยนหนังสือโครมลงบนโต๊ะ ยัยหนูจิ๋มรีบถาม

"นายด่าหรือพี่"

"เปล่า นายให้แปลหนังสือเล่มนี้" ฉันอดไม่ได้ตวัดเสียงใส่

"ไหว หรือพี่เล่มหนาขนาดนี้ แต่พี่เก่งนี่ไม่กี่วันน่าจะได้นะพี่ เป็นหนูหรือ คงชาติหน้าเพราะคงต้องเปิดดิกทุกคำ" พูดแล้วนางก็หัวเราะ

เรื่องมหัศจรรย์เกิดขึ้น เพราะนอกจากฉันจะได้เจอสามีในอนาคตแล้ว (อันนี้มั่วนิ่มเองค่ะ) นั่งทำงานต่อสักพักบริษัทจัดหางานที่ฉันเคยส่งประวัติให้และสัมภาษณ์งานไปหลายรอบแล้ว โทร.หาฉันบอกกล่าวถึงบริษัทอเมริกันแห่งหนึ่งที่ฉันเคยไปสัมภาษณ์งานมาแล้ว 2 รอบแต่ไม่เรียกทำงานเสียที โทร.มาเพื่อให้ฉันไปสัมภาษณ์ครั้งสุดท้ายที่สำนักงานในสิงคโปร์ ผู้บริหารสูงสุดของบริษัทพอใจในผลการสัมภาษณ์ และประวัติการทำงานของฉัน ครั้งนี้คงจะเป็นการคุยกันเพื่อทำความรู้จัก และบอกกล่าวเรื่องลักษณะงาน อัตราเงินเดือน และสวัสดิการต่างๆมากกว่า หากทั้งสองฝ่ายพอใจก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ฉันก็คงได้งานใหม่ทำเสียที บริษัทจัดหางานก็ดูลุ้นให้ฉันได้งานเสียเหลือเกิน เพราะมันจะทำให้เขาประสบความสำเร็จได้ค่าคอมมิชชั่นด้วย บริษัทลูกค้าจะเป็นผู้ออกค่าตั๋วเครื่องบินให้ฉันไปสิงคโปร์แบบเช้าไปเย็นกลับ โอกาสที่ฉันจะได้งานมาถึงแล้ว ฉันแสนจะดีใจ อารมณ์ดีขึ้นมาอย่างประหลาด แต่ยังค่ะ ยังบอกใครไม่ได้เกิดพลิกโผขึ้นมาเสียหน้าแย่เลย

หลังจากอาจารย์ทั้งสองท่านกลับไป นายเรียกฉันเข้าไปอธิบายถึงรายละเอียดในหนังสือบางส่วนที่ต้องการเน้น อืม แสดงว่าอ่านจริงรู้จริง นายบรรยายถึงรูปแบบสไลด์ที่อยากได้ อดตำหนิฉันไม่ได้เรื่องการที่ฉันทำสไลด์ไม่สวย ไม่มีลูกเล่น เฮ้อ ก็ทำไม่เป็น งานเร่งไปเสียทุกอย่างจะเอาเวลาที่ไหนไปละเมียดละมัยหาวิธีทำสไลด์ให้มันเลอเลิศตอนไหนล่ะพ่อคุณ นายยังบรรยายต่อถึงอาจารย์หน้าตี๋นั่นว่าน่าสงสารแค่ไหน ภรรยาเพิ่งเสียชีวิตเมื่อปีที่แล้วเพราะโรคมะเร็งรังไข่ ทิ้งลูกเล็กๆไว้สองคน

"นะครับพี่แคลร์ อาจารย์แกน่าสงสารช่วยแกหน่อย" วะ เมียตายกับเรื่องแปลหนังสือนี่มันเกียวกันตรงไหน คิดอย่างปากก็ถามอีกอย่าง

"อ้าว แล้วอาจารย์ยังไม่มีแฟนใหม่หรือคะ" ชักอยากรู้

"เท่าที่ทราบยังนะครับ ของแบบนี้คงต้องใช้เวลา" นายฉันนี่เวลาพูดจาธรรมดาแบบผู้คนปกตินี่ก็น่ารัก มีเสน่ห์ดีนะ จะจากไปก็ให้เริ่มคิดถึงแล้วซิ

ฉันลิงโลดอยู่ในใจ เอาล่ะเป้าหมายของฉันยังไม่มีเมียใหม่ ต๊ายตาย ถ้าฉันได้งานใหม่และได้อีตาอาจารย์ตาตี่นี่เป็นแฟน คงจะลงตัวดีนะ คอยดูนะฉันจะใช้มารยาทุกเล่มเกวียนเอาอาจารย์นี่มาเป็นแฟนให้ได้ หากจีบไม่ติดฉันจะสร้างโอกาส เอายานอนหลับใส่ในเครื่องดื่มให้กินเข้าไป พอหลับสนิทฉันจะจับถอดเสื้อ โดยมีฉันนอนถอดเสื้อกอดอยู่ข้างๆถ่ายคลิปไว้ ถ่ายรูปด้วยกันพลาด เก็บไว้แบล็คเมล์หากไม่ยอมเป็นแฟนฉัน ฉันจะเอาภาพออกสื่อ โอ๊ยคิดลามก ให้มันกระปรี้กระเปร่าหลังจากหัวใจอับเฉามานาน วิญญาณนางร้ายละครไทยเริ่มเข้าสิง

สงสัยฉันคงเป็นบ้าไปแล้ว คงเป็นผลพวงมาจากการทำงานอย่างหัวปักหัวปำจนโงหัวไม่ขึ้น ชีวิตส่วนตัวหายไปหมด พอรู้สึกว่ามีแววจะได้งานใหม่ฉันก็เริ่มสดชื่นขึ้นอย่างประหลาด อยากไปทำงานอื่นที่ฉันจะมีโอกาสแสดงฝีมือ มีผลงานชัดเจน ที่สำคัญคือ ขอมีโอกาสได้โวยวายใส่คนอื่นบ้างหากงานที่ทำร่วมกันไม่บรรลุเป้าหมาย ไม่ใช่โดนคนอื่นเขาเล่นงานอยู่ฝ่ายเดียว ปลายสัปดาห์หน้าฉันต้องขอลางานหนึ่งวันเพื่อบินไปสิงคโปร์สัมภาษณ์งาน เพี้ยงขอให้ได้งานทีเถอะ ศุกร์นี้ก่อนจะไปเมาที่หลังสวน จะแวะไปศาลพระพรหมก่อน บนท่านเสียหน่อย ถ้าได้งานใหม่นะ แม่จะถวายละครรำชุดใหญ่เลยล่ะ

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า