อ่านจิตให้กระจ่างใจ ใน "จิตตนคร"

หนังสือแห่งธรรม
ช่างภาพ: 

ตอนที่ 8 : เพื่อนคู่หูของเจ้าเมืองจิตตนคร "เจ้าเมืองแห่งจิตตนครมีคู่บารมีที่มีความงดงาม และความดีอย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อมีคู่บารมีที่ดีเลิศเช่นนั้น เจ้าเมืองแห่งจิตตนครก็น่าจะมีแต่ความเจริญสุข แต่หาใช่เช่นนั้นไม่ เพราะเจ้าเมืองแห่งจิตตนครยังมีเพื่อนคู่หูคู่คิดอีกหลายคน ผู้ที่น่าจะแนะนำให้รู้จักก่อนคนอื่น มีชื่อค่อนข้างจะไพเราะว่า สมุทัย เจ้าตัวสมุทัยเองอวดชื่อของตนเองเสมอว่า แปลว่า อุทัยสุขพรั่งพร้อม ได้ให้คำแนะนำเจ้าเมืองในสิ่งต่างๆ เพื่อให้ปกครองจิตตนครให้มีความสุขสนุกสบาย เรียกว่า เป็นเพื่อนคู่หูคู่คิดได้ดีทีเดียว เพราะจะกระซิบเรื่องต่างๆอยู่ที่หูที่ใจเสมอ" เจ้าพระคุณสมเด็จ พระญาณสังวรฯ ทรงกล่าวถึงบุคคลใกล้ชิดของท่านเจ้าเมือง ในฝ่ายที่นำมาซึ่งความสุขความเจริญของเจ้าเมือง เรียกว่า คู่บารมี หรือมองในอีกมุมหนึ่ง หมายถึงกัลยาณมิตรคือ มิตรแท้ มิตรที่ปลอดภัย เป็นมิตรที่ให้คุณแต่ไม่มีโทษนั่นเอง ขณะฝ่ายนำมาซึ่งความเสื่อมนั้นหรือก็คือ สมุทัย ที่เป็นต้นตอแห่งทุกข์ เพราะสมุทัยคือต้นเหตุให้เกิดทุกข์ คำแปลที่บอกว่า สมุทัย มีความหมายอีกอย่างว่า อุทัยสุขพรั่งพร้อม จึงอาจหมายความได้ว่า ที่มาของความสุขพรั่งพร้อมนั้นก็เป็นสาเหตุของความทุกข์

คนเรานั้นถ้าคนข้างตัว คนแวดล้อมมีจิตสำนึกดีเสียอย่าง ชีวิตก็พัฒนางอกงาม ดังนั้น ในมุมมองของชาวพุทธ จึงเชื่อว่า มิตรที่ดี มิตรที่ประเสริฐ จึงไม่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น แต่ถือเป็นทั้งหมดของการมีชีวิตที่ประเสริฐ นอกจากกัลยาณมิตรที่หมายถึงเพื่อนดีที่มีคุณธรรมอยู่ในตัว สามารถแนะนำชักจูงไปในทางที่ถูกที่ควรได้แล้ว ชาวพุทธเรายังสุดแสนโชคดีที่มีพระพุทธองค์เป็นกัลยาณมิตร ทำให้ได้รู้เห็นและซาบซึ้งถึงธรรมต่างๆ นำมาปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ทำให้เกิดความสุข ความสงบในจิตใจ ที่สามารถเผื่อแผ่ออกไปสู่ผู้คนรอบข้าง และสังคมได้ด้วย การมีพระพุทธองค์เป็นกัลยาณมิตร ก็คือการมีธรรมประจำใจควบคู่ไปกับการปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ ดังที่ได้ตรัสไว้ว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา"

คนเราถ้าได้พบธรรม แล้วขวนขวายให้ธรรมงอกงามขึ้นในใจ ในการคิด พูด ทำ ชีวิตก็เป็นสุข ปลดล็อคความทุกข์เพราะละคลายออกไปได้เรื่อยๆ ถึงความทุกข์ใหม่ๆ จะมีเข้ามาแต่ถ้าหมั่นสละละวางสุดท้ายแล้วก็รอด เหมือนอย่างที่พระสุปฏิปันโนท่านหนึ่งคือ หลวงพ่อวิชัย เขมิโย แห่งวัดถ้ำผาจม อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ท่านเล่าถึงตอนที่เดินทางไปอินเดีย แล้วไปเห็นแม่แพะตัวหนึ่งกำลังจะถูกชาวบ้านฝังทั้งเป็น ทำนองว่าเพื่อช่วยส่งวิญญาณให้แม่แพะไปดี ชาวบ้านก็เลยช่วยกันขุดหลุมเข้า พอหลุมลึกได้ที่คะเนว่าเจ้าแพะรับบาปตัวนี้ไม่รอดแน่ ก็ช่วยกันจับแม่แพะที่น่าสงสารโยนลงหลุมไป จากนั้นจึงพากันโกยดินกลบลงไปเรื่อยๆ

ถ้าดูตามเหตุการณ์แล้วเจ้าแพะก็คงหมดลมหายใจอยู่ใต้กองดินเป็นแน่แท้ แต่แล้วหลังจากที่ดินเต็มหลุม ท่านก็ได้เห็นเจ้าแพะตัวนั้นเดินออกมาจากหลุมหน้าตาเฉย ท่านเล่าว่า ที่เป็นอย่างนี้ ก็เพราะเจ้าแพะตัวนี้มันรู้จักเอาตัวรอด เวลาที่ชาวบ้านโกยดินลงไปใส่ตัวมัน แทนที่มันจะยืนอยู่เฉยๆปล่อยให้ดินทับถมตัวมันลงไปเรื่อยๆ แต่ทุกครั้งที่ดินตกลงใส่ตัวมัน เจ้าแพะตัวนี้ก็จะตั้งหน้าตั้งตาสลัดดินออกไป แล้วก็ยกเท้าเหยียบยืนขึ้นเหนือดินที่โถมลงมา มันทำอยู่อย่างนี้ กระทั่งหลุมนั้นตื้นขึ้นจนมันเดินออกมาจากหลุมได้ ท่านจึงเปรียบว่า แม้แต่แพะมันยังมีปัญญาเอาตัวรอดได้ ก็แล้วมนุษย์เราเล่าทำไมมัวยอมถูกความทุกข์ทับถม จนบางคนถ้าทุกข์หนักๆเข้ายังรู้สึกเหมือนถูกฝังทั้งเป็นหรือตายทั้งเป็นก็มี เราเป็นมนุษย์ทั้งทีต้องมีปัญญารู้จักสลัดทุกข์ออก ไม่ปล่อยให้ทุกข์ถับถม แล้วเราก็จะรอดได้อย่างแพะเจ้าปัญญาตัวนั้น

"สมุทัยผู้นี้มีลักษณะอยากได้ใคร่ดีมาก คืออยากได้สิ่งต่างๆที่ดีๆ ที่สวยงาม ที่เป็นเครื่องบำเรอสุข ใคร่จะได้ตำแหน่งที่สูงเด่น จะเพราะมีปมด้อยอยู่ในตัวมาก หรือจะมีปมเด่นมากก็ยากที่จะพูดได้ ลักษณะนิสัยอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความอยากทำลายล้างใครหรืออะไรก็ได้ที่มาขัดขวาง ดูก็เป็นธรรมดา เพราะเมื่อมีความอยากได้ใคร่ดี ถ้ามีใครหรืออะไรมาขัดขวาง ก็จะต้องเกิดความมุ่งทำลายล้างสิ่งที่มาขัดขวางนั้น อีกอย่างหนึ่ง อยากได้อะไรต้องอยากได้สิ่งที่ดี ถ้าได้ไม่ดีไม่ถูกใจก็ต้องอยากให้สิ่งนั้นถูกทำลายหมดสิ้นไป หรือได้ตำแหน่งอะไรที่ไม่ชอบก็ต้องอยากออก ไม่อยากดำรงอยู่"

เราทุกคนย่อมถูกสอน ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่วัยเด็กแล้วว่า "ทำดี ได้ดี ทำชั่ว ได้ชั่ว" เป็นเรื่องที่เด็กอนุบาลยังรู้ แต่ที่ยากก็คือ เรามักรู้ไม่เท่าทันตัวเองไม่เท่าทันกิเลสที่สั่งให้ยื่นมือออกไปหยิบฉวยสิ่งที่คิดว่า "ดี" มาไว้กับตัวเรา เพราะคนเราเมื่อถูกกิเลสเข้าครอบงำแล้วมักตั้งหน้าตั้งตา "ทำดี" เพื่อให้ "ได้ดี" ชนิดไม่ลืมหูลืมตา บ้างก็ไม่สนใจว่า วิธีการได้ดีของเรานี้มันได้ทำให้ใครต่อใครเขาเดือดร้อนกันบ้างไหม มันผิดศีล ผิดธรรมหรือไม่

ลองหาเวลาคิดย้อนทวนตัวเองดูบ้างว่า สิ่งที่เรียกว่า "ดี" ที่เราได้มานี้ มาจากเบียดเบียนผู้อื่นหรือไม่ หรือมาจากการทำลายทำร้ายผู้อื่นที่ขวางทาง "ได้ดี" ของเราหรือเปล่า ซึ่งก็อาจเป็นไปได้ทั้งโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ หรืออาจไม่ทันฉุกคิดเพราะกิเลสได้ปิดบังนัยน์ตาจนพร่ามัวไปหมด โดยรวมแล้วในการทำดีหรือสิ่งดีๆที่เราได้มานี้ หากว่าทำให้ผู้อื่นเขาเดือดร้อน หรือไปเบียดเบียนผู้อื่นเขามา ก็ย่อมไม่เรียกว่าความดีอย่างแน่แท้

"กล่าวโดยสรุปแล้ว สมุทัยมีลักษณะนิสัยเป็นไปทั้งในทางสร้างและทางทำลาย ดูก็คล้ายๆ กับลักษณะนิสัยของคนเราทั่วๆไปนี้เอง ที่เป็นไปทั้งสองทาง นิสัยในทางทำลายนั้น บางอย่างเห็นได้ชัด เช่น ในเวลาเกิดไฟไหม้บ้าน มีคนชอบไปดูกันมากกว่าที่อยากจะไปดูการสร้างบ้าน ทำไมจึงเป็นอย่างนี้ นักจิตวิทยาปัจจุบันบางท่านกล่าวว่า เพราะนิสัยของคนชอบการทำลายมากกว่าการสร้าง จะจริงอย่างไรก็ยากที่จะยืนยัน แต่ประจักษ์พยานที่ปรากฏออกมานั้น เวลาสร้างบ้าน ไม่ปรากฏว่ามีคนสนใจไปดูกัน ส่วนเวลาไฟไหม้บ้าน กลับปรากฏว่ามีคนไปดูกันล้นหลาม จึงน่าให้ถูกกล่าวหาเช่นนั้น"

จิตคนเรานั้นนอกจากชอบแส่ส่ายไปในเรื่องต่างๆ ด้วยความคิดฟุ้งซ่านแล้ว ยังชอบที่มองหาความผิดพลาดบกพร่องของคนอื่นมากกว่าหันเข้ามาสำรวจดูข้อบกพร่องของตัวเราเอง ดังที่มักได้เห็นว่าถ้ามีคนเริ่มต้น เอาเรื่องราวของคนอื่นออกมาแฉกันแล้วละก็ จะมีผู้คนเข้ามาร่วมวงกันอย่างสนุกปากแถมบางทียังยืดยาวไม่รู้จบ เรื่องราวดีๆ มักน่าสนใจ น้อยกว่า เรื่องราวร้ายๆ

ยกตัวอย่าง ถ้ามีคนจูงคนตาบอดข้ามถนน ช่วยพาขึ้นรถลงเรือตามที่สาธารณะ ก็ไม่มีใครสนใจ บางคนเมินหนีถ้าเห็นคนตาบอดเดินเข้ามาใกล้เพราะไม่อยากยื่นมือช่วยเหลือ กลัวเสียเวลา แต่ถ้าคนตาบอดนั้นถูกรถชน หรือเกิดตกรถตกเรือขึ้นก็จะรีบมามุงดูทันที นี่ก็เป็นนิสัยอีกอย่างที่ถูกชักนำด้วยกิเลส

"สำหรับสมุทัยนั้น พูดอวดอยู่เสมอว่าเขาเป็นผู้ดำริสร้างขึ้นทุกอย่าง เมืองจิตตนครเอง เขาก็คิดสร้างขึ้น และคิดจะสร้างเมืองขึ้นใหม่ๆต่อไปอีก เขาเองนั่นแหละเป็นผู้คิดให้มีการประกวดความงามกันขึ้นในจิตตนคร เพราะสิ่งที่สวยงามนั้นทำให้เกิดความสุขมิใช่หรือ เขาได้เสนอขึ้นดังนี้ ชาวจิตตนครเห็นดีไปกับเขากันมาก พากันประกวดประชันความงามกันทั่วไป ไม่เลือกว่าเด็ก ผู้ใหญ่ และคนแก่ ข้อที่แปลกกว่าชาวโลกทั่วไปอยู่ที่ว่า คนแก่ของจิตตนครชอบประกวดประชันความงามกันยิ่งกว่าคนหนุ่มสาวหรือเด็ก และประกวดประชันกันอยู่ทุกเวลา มิใช่ว่าปีหนึ่งมีหนึ่งครั้ง บางคราวสมุทัยก็แนะนำให้สร้างความดีเหมือนกัน เพื่อประโยชน์ทางการบ้านการเมือง สมุทัยมีลักษณะเป็นนักการบ้านการเมืองเต็มตัว คือมีความกระตือรือร้นอยากได้ใคร่ดีในทางสร้าง และมีความรุนแรงในทางทำลายพอๆกัน หรือยิ่งกว่า อย่างชนิดที่เรียกว่าไม่ต้องกลัวบาปกรรม"

ผู้รู้ท่านบอกว่า "ทุกข์เป็นสิ่งที่ต้องรู้ สมุทัยเป็นสิ่งที่ต้องละ" แต่หากเจ้าเมืองนั้นๆไม่รู้เท่าทันว่า สมุทัยเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ แถมยังเอาไว้แนบตัว สนุกสนานเพลิดเพลินไปกับสิ่งที่สมุทัยเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมา ชักชวนให้ทำ แล้วพอเราขาดสติ ก็พลอยเห็นดีเห็นงามตามสมุทัยไปทุกเรื่อง ถ้าขืนเป็นอย่างนี้ ไม่ว่าเด็กเล็กหรือผู้หลักผู้ใหญ่ หากทำตามใจสมุทัย ปล่อยให้ดำเนินการเองทุกอย่างแล้วละก็ สุดท้ายคงไม่แคล้วถูกทุกข์ทับถมจนดิ้นไม่หลุด

จุดอ่อนอย่างหนึ่งของคนเราก็คือ มัวแต่ยึดมั่น ถือมั่น ไม่ยอมปล่อย คำว่าปล่อยในที่นี้ หมายถึงปล่อยวาง ไม่ใช่ปล่อยปละละเลย คนบางคนก็นึกไม่ออกเสียจริงๆว่าปล่อยวางกับปล่อยปละละเลยนั้นแตกต่างกันยังไง คือไม่ว่าทำอะไรก็ตามอดไม่ได้ ที่จะยึดไว้ ถือไว้ ขนาดรู้ว่าทุกข์ยังไม่ยอมปล่อย เอามาแบกไว้ให้หนัก หนักๆเข้าก็เลยจมกองทุกข์ เพราะฉะนั้นจึงมีคนทุกข์หนักจนอยู่ต่อในโลกนี้ไม่ได้ ต้องฆ่าตัวตายหนีทุกข์ จริงๆแล้วปล่อยวางกับปล่อยละเลยนั้นคนละเรื่องกันเลย ปล่อยวางเป็นภาษาทางธรรม ที่หมายถึงว่างจากความเป็นตัวเรา ของเรา ไม่ว่าทำอะไร มีอะไร ได้อะไรหรือเป็นอะไร ก็ไม่ต้องเอาจิตเข้าไปผูกไว้กับตัวตน หรือความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ

"ความอยากได้ใคร่ดีที่รุนแรงเป็นเหตุให้เกิดการทำลายดังกล่าวแล้วนั้น เป็นความจริง นิสัยอยากได้ใคร่ดีของสมุทัยจึงเป็นนิสัยฝ่ายไม่ดี ยังมีนิสัยฝ่ายดีของสมุทัยอยู่ประการหนึ่ง ซึ่งฟังเผินๆไม่พิจารณาให้ประณีต จะไม่อาจแยกความแตกต่างได้ นิสัยฝ่ายดีนี้ของสมุทัยคือความอยากดี ความอยากดีเป็นนิสัยฝ่ายดีของสมุทัย ในขณะที่ความอยากได้ใคร่ดีเป็นนิสัยฝ่ายไม่ดี ความอยากดีย่อมเป็นเหตุให้ทำแต่ความดี ไม่ทำความไม่ดี การทำลายล้างเป็นความไม่ดี ดังนั้น การทำลายล้างจึงจะไม่เกิดแต่ความอยากดี จะเกิดก็แต่ความอยากได้ใคร่ดีทำนั้น"

พุทธศาสนามีกระบวนการต่างๆ ที่ทำให้เราเห็นทุกอย่างตามเป็นจริง ทำให้เราสามารถยอมรับความเป็นจริงนั้นได้โดยไม่ทุกข์ไม่ร้อน ไม่ใช่มองอย่างที่คิดว่าน่าจะเป็น แล้วก็ดิ้นรนขวนขวายทำทุกอย่างให้เป็นไปตามที่ใจคิด ซึ่งนั่นก็คือความอยากได้ใคร่ดี แต่หากเรามีความตั้งใจที่จะทำให้เกิดสิ่งที่ดี มีความก้าวหน้าในด้านต่างๆ โดยเราสามารถที่จะต่อยอดพัฒนาให้เป็นไป ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา เป็นหลัก อย่างนี้ก็คือความอยากดี

การกระทำใดๆก็ตามถ้ามีศีล สมาธิ ปัญญาเป็นพื้นฐาน ย่อมเป็นคุณงามความดีอยู่ในตัว และเราทุกคนสามารถทำให้เกิดมีขึ้นได้ ถ้าเราตั้งอกตั้งใจทำให้มีขึ้นในจิตในใจ ในเนื้อในตัว ไม่จำเป็นต้องรอไปที่วัดเพื่อไปขอศีลจากพระ ไปนั่งสมาธิ หรือไปเข้าคอร์สปฏิบัติธรรม เพราะพระท่านอาจจะยุ่ง วัดก็อาจจะพลุกพล่าน แล้วคอร์สปฏิบัติธรรมก็อาจจะเต็มแล้วก็ต้องรอไปอีกหลายเดือน ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นเราก็ไม่มีโอกาสจะมีศีล สมาธิ ปัญญากันสักที แต่ถ้าเราตั้งใจทำให้ตัวเรามีศีล สมาธิ ปัญญา เราก็สามารถที่จะเริ่มต้นได้ทันที และถ้าทำได้อย่างนี้สังคมเราจะเป็นสังคมแห่งความสุข ไม่มีการเบียดเบียนกัน ส่วนการไปขอศีลจากพระที่วัด ไปนั่งสมาธิ ไปเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมก็อาจดูตามวาระที่เหมาะสม เพื่อตอกย้ำความเชื่อมั่น หรือเสริมความมั่นคงในธรรมให้เพิ่มพูนขึ้น

การปฏิบัติธรรมด้วยการวางใจให้ถูกต้อง นอกจากช่วยให้กิเลสตัณหาลดลงได้แล้ว ยังมีข้อดีที่ตามมาอีกคือ ทำให้เกิดวิริยะหรือความเพียรเพิ่มขึ้นด้วย ความเพียรที่เพิ่มพูนไม่เพียงส่งผลดีในด้านส่วนตัวเท่านั้น ยังเป็นไปเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น และก่อเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมอีกด้วย เป็นความขยันที่ไม่ได้เกิดจากความอยากได้ใคร่ดีเพื่อพะนอตัวตนเท่านั้น แต่ยังเป็นความปรารถนาดีที่ต้องการบำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่นอีกด้วย

"บรรดาผู้มาบริหารจิตทั้งหลา ยคือบรรดาผู้อยากดี ไม่ใช่อยากได้ใคร่ดี ดังนั้น ก็ควรจะได้มุ่งพิจารณาจับจิตของตนเองให้รู้ว่า ความอยากได้ใคร่ดีเกิดขึ้นในจิตเมื่อใดเพียงไหน เมื่อเห็นตาความอยากได้ใคร่ดีอันเป็นนิสัยฝ่ายไม่ดีแล้ว ก็ให้พยายามข่ม พยายามดับ จนถึงพยายามทำให้สิ้นไปเสีย ด้วยการกระทำเช่นนั้น ความอยากดีจะเกิดขึ้นแทนที่ นับเป็นการเสริมสร้างนิสัยฝ่ายดีให้เกิดขึ้น เรียกได้ว่าเป็นการบริหารจิตใจโดยตรงที่จะนำให้เกิดความสุขแก่จิตใจยิ่งๆขึ้น"

(ขอขอบคุณภาพประกอบจากหนังสือ วจนธรรม # Instanyana ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก)

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า