อ่านจิตให้กระจ่างใจ ใน "จิตตนคร"

หนังสือแห่งธรรม
ช่างภาพ: 

ตอนที่ 7 ลักษณะเจ้าเมืองจิตตนคร และทวารเมือง "เจ้าเมืองแห่งจิตตนครกล่าวได้ว่าเป็นคนขยันมากที่สุด ยกให้เป็นบุคคลขยันตัวอย่างได้ทีเดียว ดังจะพึงเห็นได้ว่าขยันรับรู้สุขทุกข์ ขยันจำ ขยันออกไปรู้สิ่งต่างๆ วันหนึ่งๆจะหาเวลา หยุดพักจริงๆได้ยาก จึงเป็นบุคคลเจ้าอารมณ์อีกตำแหน่งหนึ่ง ตำแหน่งเจ้าเมืองจิตตนคร กับตำแหน่งเจ้าอารมณ์มักคู่กันอยู่เสมอ เพราะเมื่อขยันรับเรื่องราวต่างๆ มากเรื่องก็ต้องมากอารมณ์เป็นธรรมดา ไม่เป็นของแปลก แต่ที่แปลกก็คือ มีความผันแปรผิดแผกไปจากปกติบางอย่างในจิตตนคร ดังจะกล่าวต่อไป"

เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวรฯ ทรงกล่าวถึงอุปนิสัยอย่างหนึ่งของเจ้าเมืองจิตตนคร นั่นก็คือเป็นผู้ขยันอย่างยิ่ง เนื่องจากขยันออกไปรับรู้สิ่งต่างๆ ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ และขยันอย่างไม่หยุดหย่อน เมื่อขยันรับรู้เรื่องราวต่างๆมากเข้า จิตที่คลุกเคล้าอยู่กับอารมณ์ ย่อมถูกอารมณ์ห้อมล้อม จึงต้องตกที่นั่งกลายเป็นคนเจ้าอารมณ์ไปโดยปริยาย ทำให้จิตนั้นหมองมัวอยู่เสมอ ซึ่งถ้าเป็นไปในทางตรงกันข้าม คือเราทุกคนในฐานะเจ้าเมือง เป็นผู้ขยันไปในทางออกจากทุกข์ คือมีสติอยู่เสมอ จิตตนครนั้นๆ ก็ย่อมเป็นเมืองแห่งความสุขสงบที่น่าอยู่ไม่ใช่น้อย

"จิตตนครเรียกได้ว่าเป็นเมืองเปิด ใครจะผ่านเข้าออกได้อย่างเสรี ไม่ต้องมีหนังสือเดินทางสำหรับผ่านเข้าออกเหมือนเมืองทั้งหลาย อันที่จริง จิตตนครมีปราการล้อมรอบ มีทวารเมืองที่วางเป็นจังหวะภายนอก 5 ทวาร ทั้ง5 ทวารนี้ใช้เป็นทวารแห่งระบบสื่อสารชั้นนอกทั้ง 5 ดังที่ได้กล่าวมาแล้วด้วย จะหาเมืองที่ไหนในโลกปัจจุบันที่มีปราการและทวารเรียบร้อยเป็นระเบียบเหมือนดังจิตตนครนี้ ทั้งยังมีทวารชั้นในซึ่งใช้เป็นทวารแห่งระบบสื่อสารชั้นในอีกด้วย แต่ถึงเช่นนั้นก็คล้ายกับไม่มีปราการ ไม่มีทวาร เพราะไม่ได้ปิด ปล่อยให้ใครๆเข้าออกได้ตลอดเวลา เว้นแต่เวลาที่หลับของจิตตนคร ทวารเหล่านี้จะปิด ส่วนเวลาตื่นของจิตตนคร ทวารเหล่านี้จะเปิดอยู่เสมอ จะเลยบอกชื่อทวารชั้นนอกทั้ง 5 ไว้ด้วยทีเดียว มีชื่อต่างๆกันดังนี้ จักขุทวาร ประตูตา 1 โสตทวาร ประตูหู 1 ฆานทวารประตูจมูก 1 ชิวหาทวาร ประตูลิ้น 1 กายทวาร ประตูกาย 1 ส่วนชั้นในเรียกว่า มโนทวาร ประตูใจ รวมทั้งหมด 6 ทวารซึ่งเป็นทวารสำคัญ"

สิ่งสำคัญในจิตตนคร ที่ทำให้เกิดความสุขสงบขึ้น ดังที่เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงเน้นย้ำมาแล้วหลายครั้งนั่นก็คือ ระบบสื่อสารทั้งชั้นนอกและชั้นใน ซึ่งเปรียบเสมือนทวารเมือง หรือประตูเมือง โดยมีประตูตา ประตูหู ประตูจมูก ประตูลิ้น ประตูกาย เป็นประตูชั้นนอก และมีประตูใจเป็นประตูชั้นใน ทวารทั้งหมดนี้ล้วนมี 2 ด้าน พูดง่ายๆว่ามีทั้งด้านบวกและด้านลบ คือด้านหนึ่งเป็นช่องทางเปิดออกไปรับรู้โลกภายนอก ทำให้ผู้คนพลเมืองได้รับรู้ ได้ยิน ได้ฟัง ได้เห็นและได้สัมผัสกับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นภายนอกได้อย่างอิสระเสรี ขณะที่ในอีกด้านหนึ่ง การเปิดกว้างออกรู้เห็นสิ่งต่างๆที่เกิดอยู่ภายนอก ถ้าหากไม่มีการบริหารจัดการให้ดี ไม่มีระบบกลั่นกรองที่ดี ก็อาจเป็นช่องทางนำความเดือดร้อนวุ่นวายมาสู่จิตตนครได้

"เพราะเหตุที่เป็นเมืองเปิดดังนี้ ผู้ที่เข้าไปในเมืองจึงมีหลายประเภท เป็นคนดีก็มี เป็นคนร้ายก็มี เข้าไปเที่ยวแบบที่เรียกว่ามาทัศนาจรแล้วกลับออกไปก็มี เข้าไปอยู่นานๆจนถึงมาตั้งหลักฐานอยู่ประจำก็มี ความวุ่นวายจึงเริ่มมีขึ้นในจิตตนคร จิตตนครที่เคยสงบเรียบร้อยก็เริ่มไม่สงบเรียบร้อย แต่อาศัยที่เจ้าเมืองเป็นบุคคลพิเศษ พวกคนร้ายจึงไม่อาจก่อเหตุการณ์ร้ายได้ร้ายแรงโดยง่าย คือเจ้าเมืองเป็นบุคคลที่มีอำนาจ มีความฉลาด มีวรรณะผ่องใส จนถึงใครๆพากันเรียกเจ้าเมืองด้วยภาษาของชาวจิตตนครว่า ปภัสสร ตรงกับคำสามัญว่า ผุดผ่อง หรือผ่องสว่าง"

การเปิดกว้างออกรับโลกภายนอกนี่เอง สิ่งต่างๆที่หลั่งไหลเข้ามา จึงมีทั้งสิ่งที่ก่อให้เกิดสติปัญญา จนถึงเป็นช่องทางนำมาซึ่งกิเลสนานาประการ โดยเฉพาะกิเลส 3 ตัวหลักๆ คือ โลภ โกรธ และหลง ที่สามารถลากจูงกายใจเราให้ดิ้นรนขวนขวายทำตามใจปรารถนาของกิเลส

ในพระไตรปิฎก มีพุทธพจน์ที่กล่าวว่า "จิตนี้ประภัสสร แต่เศร้าหมองไปเพราะกิเลสที่จรมา" คือโดยธรรมชาติของจิตแล้ว มีความผ่องสว่างอยู่เสมอ แต่ที่เศร้าหมองลงก็เพราะมีกิเลสเป็นสิ่งแปลกปลอมเข้ามาเจือปน หากเราปล่อยใจให้เพลิดเพลินไปกับกิเลสโดยไม่รู้ตัวไม่รู้เท่าทัน จิตใจย่อมถูกกิเลสครอบครอง จนต้องยอมรับใช้กิเลส ทำให้จิตใจมัวหมองและเป็นทุกข์ร่ำไป ในขณะที่เจ้านายตัวจริงคือเจ้าเมืองนั้น มีลักษณะที่เรียกว่า จิตประภัสสร คือดวงจิตที่มีความสว่างผ่องใส เต็มไปด้วยความเยือกเย็น ทำให้จิตใจเป็นสุข แต่กิเลสก็ชอบเข้ามาบดบังรัศมีของเจ้าเมืองอยู่เป็นประจำ ดังนั้น เจ้าเมืองจึงจำเป็นต้องรักษาภาวะประภัสสรแห่งจิตไว้เสมอ มิให้กิเลสเข้าครอบงำ

"เจ้าเมืองยังมีลักษณะพิเศษยิ่งกว่านี้อีกมาก เมื่อเรื่องดำเนินไปถึงตอนที่ควรจะกล่าวจึงจะกล่าวเพิ่มเติม แต่สำหรับเรื่องที่ควรจะกล่าวต่อไปตรงนี้ก็คือ คู่บารมี ของเจ้าเมืองเป็นผู้ที่มีความงดงาม และความดีทั้งปวงอย่างน่าอัศจรรย์ เป็นคู่ที่ส่งเสริมเจ้าเมืองพร้อมทั้งจิตตนคร ให้มีความสุขความเจริญอยู่ตลอดเวลา เจ้าเมืองขณะที่อยู่กับคู่บารมี จะมีความผุดผ่องงดงาม เหมือนอย่างมีรัศมีสว่างทั้งองค์ออกไปเป็นที่ปรากฏ และจิตตนครก็มีความผาสุกด้วยกันทั้งหมด"

เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงเคยกล่าวธรรมบรรยายแก่พระนวกภิกษุที่วัดบวรนิเวศวิหารในพรรษากาลหนึ่ง ทรงอธิบายถึงลักษณะจิตประภัสสรไว้ว่า "โดยชื่อว่าจิตแล้วตรัสว่าเป็นธรรมชาติประภัสสรคือผุดผ่อง อันเป็นธรรมชาติแท้ของธาตุรู้หรือของจิต ซึ่งผุดผ่องด้วยและเป็นตัวรู้ด้วย ตัวรู้และผุดผ่องนี้เป็นธรรมชาติของจิตหรือของธาตุรู้ และตรัสว่าเศร้าหมองไปเพราะอุปกิเลสทั้งหลายที่จรเข้ามา คำว่าอุปกิเลสนี้ อุปะ แปลว่า เข้ามาหรือเข้าไป กิเลสะ แปลว่า เศร้าหมอง หากจะถามว่าเข้ามาหรือเข้าไปสู่อะไรหรือในอะไร ก็ตอบว่าเข้ามาหรือเข้าไปสู่จิต แล้วอะไรเศร้าหมอง ก็คือจิตนั้นเอง คือเมื่อกิเลสอันแปลว่าเครื่องเศร้าหมองเข้ามาหรือเข้าไปสู่จิต ก็ทำให้จิตให้เศร้าหมอง เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า อุปกิเลส ชื่อนี้เรียกใช้ในที่นี้แสดงว่ากิเลสนั้นไม่ใช่เป็นเนื้อแท้ของจิต ไม่ใช่เป็นธรรมชาติของจิต หากถามว่าธรรมชาติของจิตคืออะไร ก็ตอบได้ว่าคือรู้กับผุดผ่อง นี่เป็นธรรมชาติของจิต แต่เพราะเหตุที่ยังไม่ได้อบรมจึงยังมีอวิชชาคือรู้ไม่จริงหรือไม่รู้จริง รู้เหมือนกัน แต่รู้ไม่จริงหรือไม่รู้จริง เพราะฉะนั้นจึงยังเป็นความรู้หลงรู้ผิดเพราะยังไม่ได้อบรม แต่ว่าธรรมชาติของจิตนั้นก็คงเป็นธรรมชาติผุดผ่อง" นอกจากนี้ยังทรงยกตัวอย่างไว้ด้วยว่า "หากจะเปรียบก็เปรียบเหมือนอย่างทองคำธรรมชาติเนื้อบริสุทธิ์ เมื่อมีโลหะต่างๆเข้าไปหลอมปน เช่น เงิน เหล็ก สังกะสี เป็นต้น ทองคำที่เป็นเนื้อบริสุทธิ์นั้นก็เป็นเนื้อที่ไม่บริสุทธิ์ไป หรือเหมือนอย่างเพชรน้ำหนึ่งซึ่งเป็นธรรมชาติที่ผุดผ่อง เมื่อมีสิ่งต่างๆเข้าพอก ตั้งต้นแต่สิ่งที่พอกอยู่ตั้งแต่ดั้งเดิมของเพชรอันจะเป็นหินที่หุ้มห่ออยู่ก็ตาม เป็นเปลือกของอะไรที่หุ้มห่อเม็ดเพชรอยู่ก็ตาม เพชรก็เศร้าหมอง คือความผุดผ่องไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้นบรรดาสิ่งที่มาหลอมปน เช่นว่า เงิน เหล็ก สังกะสี เป็นต้น ไม่ใช่เนื้อแท้ของทอง แต่เป็นสิ่งที่เข้ามาปน สิ่งที่หุ้มห่อเพชร จะเป็นเปลือกหินหรืออะไรที่หุ้มห่ออยู่ก็ตาม นั่นก็ไม่ใช่เป็นเนื้อเพชร ไม่ใช่เป็นเนื้อแท้ของเพชร กิเลสก็เช่นนั้น ไม่ใช่เป็นเนื้อแท้ของจิตใจ" เป็นอันว่ากิเลสไม่ใช่อันหนึ่งอันเดียวกับจิต ไม่ใช่จิตเดิมแท้ แต่เกิดจากสิ่งที่มากระทบทั้งตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วเกิดการปรุงแต่ง ทำให้รู้สึกพอใจ ไม่พอใจ หรือวางเฉย จึงเกิดการดึงเข้ามาหาตัว หรือผลักไสออกไป หรืออยู่เฉยแบบซึมๆเซาๆ เมื่อเกิดสิ่งต่างๆเข้ามากระทบ ก็ปรุงแต่งต่อเนื่องเรื่อยไปอีก กลายเป็นแรงผลักดันให้กระทำการใดๆด้วยกิเลส ในขณะที่หากดวงจิตเปี่ยมด้วยสติปัญญา ภาวะผ่องสว่างที่เป็นภาวะเดิมแท้ของจิตย่อมปรากฏขึ้น เมื่อกระทำการใดๆย่อมทำอย่างร่าเริงเบิกบานด้วยจิตอิ่มอยู่ในปีติสุข

มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับจิตเดิมแท้ซึ่งเป็นเรื่องของนิกายเซน ฝ่ายมหายาน เกิดขึ้นในยุคสมัยของท่านเว่ยหลาง ปรมาจารย์แห่งพุทธศาสนานิกายเซน และเป็นพระสังฆปริณายกองค์ที่ 6 ในสายจีน ท่านเว่ยหลางผู้นี้เดิมชื่อ ฮุ่ยเน่ง เป็นชาวเมืองน่ำเฮี้ยง เกิดในพ.ศ.1181 ตรงกับสมัยราชวงศ์ถัง ภายหลังท่านย้ายไปอยู่ที่กวางเจา เนื่องจากท่านสูญเสียบิดาไปตั้งแต่ยังเล็ก จึงอาศัยอยู่กับมารดาด้วยความยากลำบาก วันหนึ่งขณะนำฟืนไปขายที่ตลาด พอออกจากร้านท่านได้พบชายผู้หนึ่งกำลังนั่งบริกรรมพระสูตรอยู่ตรงหน้าร้าน พลันที่ได้ยินข้อความในพระสูตรนั้น ใจท่านก็สว่างโพลงในพระธรรมขึ้นทันที เมื่อสอบถามชื่อคัมภีร์นั้น จึงรู้ว่าคือ "วัชรเฉทิกสูตร" หมายถึงพระสูตรซึ่งประดุจ "เพชรตัดทำลายมายา" ท่านซักไซ้ไล่เลียงจากชายผู้นั้นจนทราบว่า มาจากวัดตุงซั่น เมืองคีเจา เป็นศิษย์ของท่านหวางยั่น พระสังฆปริณายกองค์ที่ 5 แห่งนิกายเซน อุบาสกผู้นั้นแนะนำท่านเว่ยหลางให้เดินทางไปศึกษาที่วัดตุงซั่น และยังมอบเงินให้ท่านอีก 10 ตำลึง สำหรับนำไปมอบให้มารดา หลังจากที่ท่านจัดหาคนมาช่วยดูแลมารดาเรียบร้อยแล้ว จึงเร่งออกเดินทางไกลไปยังเมืองคีเจา ทันที

เมื่อเดินทางไปถึงวัด ท่านเข้าไปนมัสการเจ้าอาวาสและกล่าวขอฝากตัวเป็นศิษย์ ท่านสังฆปริณายกองค์ที่ 5 ได้รับท่านไว้ แล้วจัดให้ศิษย์บ้านนอกผู้นี้ไปประจำอยู่โรงครัว ทำหน้าที่ผ่าฟืน ตำข้าว ฯลฯ

เวลาผ่านไปราว 8 เดือน ท่านเจ้าอาวาสต้องการตรวจดูความก้าวหน้าทางธรรมของเหล่าศิษย์ จึงได้ขอให้เหล่าศิษย์เขียนโศลกมาส่งท่าน ต่อมาศิษย์เอกผู้หนึ่งของท่านเจ้าอาวาส นามว่า ชินเชา ได้เขียนโศลกธรรมไว้บนฝาผนังว่า

"กายของเราคือต้นโพธิ์ ใจของเราคือกระจกเงาอันใส

เราเช็ดมันโดยระมัดระวังทุกๆชั่วโมง และไม่ยอมให้ฝุ่นละอองจับ"

พอถึงเที่ยงคืน ท่านเจ้าอาวาสให้คนไปตามชินเชามาพบ แล้วบอกว่า โศลกที่เขียนนี้แสดงว่าเจ้าตัวมาถึงประตูแห่งการบรรลุธรรมแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้ก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป และนับว่ายังไม่รู้แจ้งจิตเดิมแท้ แล้วให้กลับไปคิดมาใหม่ โดยให้เวลาอีก 2 วัน พร้อมทั้งกล่าวว่าหากโศลกบทใหม่ที่เขียนขึ้น แสดงว่าได้ก้าวพ้นประตูไปแล้ว ก็จะมอบจีวร และบาตรให้ เพื่อให้เป็นผู้สืบทอดลำดับต่อไป

สองวันต่อมา ท่านเว่ยหลางซึ่งกำลังตำข้าวอยู่ ได้ยินเด็กหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยดังๆ ท่องโศลกของท่านชินเชาที่จำมาจากฝาผนัง ท่านจึงเกิดธรรมฉันทะต้องการเขียนโศลกขึ้นบ้าง แต่ด้วยเป็นผู้ไม่รู้หนังสือ ทั้งอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ จึงวานให้ผู้อื่นเขียนให้ โศลกของท่านว่าไว้ดังนี้

"ไม่มีต้นโพธิ์ ทั้งไม่มีกระจกเงาอันใสสะอาด

เมื่อทุกสิ่งว่างเปล่าแล้ว ฝุ่นจะลงจับอะไร?"

จากโศลกบทนี้เอง ที่สื่อว่าท่านได้เข้าถึงภาวะจิตเดิมแท้ ทำให้ท่านได้รับมอบจีวร บาตร และพระสูตรวัชรเฉทิก จากท่านเจ้าอาวาส เพื่อให้สืบทอดตำแหน่งพระสังฆปริณายกองค์ที่ 6 ในเวลาต่อมา โดยคำสอนของท่านเว่ยหลาง เน้นการมุ่งสู่จิตเดิมแท้ และการรวมเป็นหนึ่งเดียวกันของ ศีล สมาธิ ปัญญา มาภายหลังท่านได้ปกครองดูแลนิกายเซนฝ่ายใต้ที่เน้นการเข้าถึงธรรมแบบฉับพลัน

ส่วนท่านชินเชา ด้วยความดีความชอบที่ได้ช่วยเหลือพระจักรพรรดิปราบกบฏ และเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ภายหลังท่านจึงได้รับแต่งตั้งจากองค์จักรพรรดิให้เป็นพระสังฆปริณายกองค์ที่ 7 ปกครองดูแลนิกายเซนฝ่ายเหนือที่เข้าถึงธรรมอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ว่ากันว่าในครั้งพุทธกาล พระอัครสาวกผู้ให้กำเนิดนิกายเซนก็คือ ท่านพระมหากัสสปะ สืบเนื่องจากในยามค่ำคืนหนึ่งที่พระพุทธองค์โปรดให้เหล่าพุทธสาวกและเทพเทวดาเข้าเฝ้ายังเชตวันที่ประทับ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ครั้งนั้นท้าวมหาพรหมได้เสด็จมาเข้าเฝ้าพร้อมกับทูลถวายดอกบัวเป็นพุทธบูชา แล้วจึงทูลอาราธนาให้ทรงแสดงธรรม พระพุทธองค์ทรงยกพระหัตถ์ขวาบรรจงหยิบดอกบัวชูขึ้นในท่ามกลางที่ประชุม แล้วทรงนิ่งอยู่เช่นนั้นมิได้ตรัสประการใด ทวยเทพเทวดาและเหล่าพุทธสาวกทั้งหลายที่นั่งอยู่ในที่นั้นจึงต่างนิ่งเงียบตามกัน มีเพียงพระมหากัสสปะองค์เดียวเท่านั้นที่ทอดทัศนาพระพุทธองค์ด้วยดวงตาเปล่งประกาย พร้อมด้วยรอยยิ้มละไมอยู่บนใบหน้า เวลานั้นท่านบรรลุธรรมทันที

เมื่อทอดพระเนตรเห็นดังนั้น พระพุทธองค์จึงตรัสว่า "กัสสปะ ตถาคตมีธรรมจักษุได้ และนิพพานจิต ตถาคตมอบหมายให้แก่เธอ ณ บัดนี้" การที่พระพุทธองค์ทรงถ่ายทอดธรรมะโดยไม่ผ่านตัวอักษรหรือภาษาใดๆ มีพระมหากัสสปะองค์เดียวเท่านั้นที่เข้าใจ ทางนิกายเซนจึงเห็นว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เปรียบประดุจจุดเริ่มต้นของการถ่ายทอดธรรมแบบจิตสู่จิต และเคารพพระมหากัสสปะว่าเป็นดั่งผู้ให้กำเนิดนิกายเซน จากนั้นต่อมาในอินเดียได้มีปรมาจารย์ถ่ายทอดสืบเนื่องกันมาตามลำดับ จนถึงองค์ที่ 28 คือ ท่านโพธิธรรมเถระ หรือตะโมภิกขุ ซึ่งเป็นผู้รับถ่ายทอดคำสอนมาจากพระปรัชญาตาระเถระ พระสังฆปริณายกองค์ที่ 27 และได้รับมอบหมายให้นำเอาแนวคำสอนของนิกายเซน มาเผยแผ่สู่เมืองจีน

ท่านโพธิธรรมแม้ถือกำเนิดในแผ่นดินพุทธภูมิ แต่ท่านเป็นที่รู้จักดีในหมู่ชาวจีนซึ่งเรียกขานท่านว่า ตั๊กม้อไต้ซือ หรือปรมาจารย์ตั๊กม้อ นับเป็นพระสังฆปริณายกองค์ที่ 1 ของฝ่ายนิกายเซนในประเทศจีน และท่านยังเป็นผู้ให้กำเนิดวิชากังฟูแห่งวัดเส้าหลิน ด้วยมุ่งหมายให้หลวงจีนฝึกฝนเพื่อออกกำลังกายและฝึกสมาธิ เพราะหากว่ามีสุขภาพร่างกายอ่อนแอ ย่อมไม่สามารถนั่งสมาธิ วิปัสสนา และเจริญกรรมฐานได้ดี จึงต้องการให้เหล่าศิษย์ฝึกฝนร่างกายให้แข็งแกร่งควบคู่ไปกับการปฏิบัติธรรม อีกทั้งที่ตั้งวัดยังเป็นป่าลึก จึงรายรอบไปด้วยสัตว์ป่ามากมาย การหัดกังฟูจะช่วยให้ศิษย์รู้จักป้องกันตัวเองจากสัตว์ร้ายได้

กลับมาที่จิตตนครกันต่อ ในฝ่ายของเถรวาทนั้น ภาวะเดิมแท้ของจิตที่เป็นประภัสสร คือมีความผ่องสว่าง หรือเป็นจิตที่มีความผ่องใสอยู่ตามธรรมชาติ แต่ตีความกันไปคนละอย่างกับทางฝ่ายเซนของมหายานที่เมื่อพูดถึง จิตเดิมแท้ หมายถึงการเข้าถึงหรือกลับสู่ภาวะเดิมแท้ของจิต ซึ่งก็คือการบรรลุธรรมนั่นเอง ส่วนจิตประภัสสรนั้นเป็นจิตที่อยู่ในภาวะปกติ เมื่อเกิดกิเลสที่เป็นเสมือนแขกผู้มาเยี่ยมเยือน ทำให้จิตนั้นมัวหมองไม่ผุดผ่องดั่งเดิม ครั้นแขกลากลับหรือกิเลสในเรื่องๆนั้นหมดไป แต่กิเลสใหม่ๆก็จะเข้ามาแทนที่ เพราะโดยธรรมชาติแล้วจิตจะชอบแส่ส่ายดึงเอาอารมณ์ต่างๆเข้ามาครองใจอยู่เสมอ ต่อเมื่อมีจิตตั้งมั่นอยู่ด้วยสติและปัญญา ซึ่งเป็นจิตที่เปี่ยมด้วยความดีงาม จึงจะทำให้ดวงจิตผ่องสว่างสุกใสดังเดิม

"อันความดีงามเป็นเหตุแห่งความร่มเย็นเป็นสุข ทั้งของเจ้าตัวเองและทั้งแก่บรรดาผู้เกี่ยวข้องทั้งปวง เหมือนยามใดเจ้าเมืองแห่งจิตตนครมีความใกล้ชิดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับคู่บารมีซึ่งมีความดีงาม ยามนั้นเจ้าเมืองแห่งจิตตนครก็ร่มเย็นเป็นสุข ทั้งยังแผ่ความร่มเย็นเป็นสุขนั้นไปทั่วทั้งจิตตนครอีกด้วย ดังนั้น ความดีงามจึงเป็นความสำคัญที่ควรจะสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นทุกหนทุกแห่งทุกจิตใจ"

คุณงามความดีเป็นสิ่งมีคุณค่า และมีอยู่จริง แม้เป็นนามธรรมที่จับต้องไม่ได้ แต่ก็รับรู้สัมผัสได้ เมื่อไหร่ที่ทำความดี มีจิตใจเป็นบุญเป็นกุศล ความสุขความสบายอกสบายใจก็เกิดขึ้น ในทางตรงข้าม หากทำชั่ว มีจิตเจตนาร้าย ความเศร้าหมองก็ย่อมเกาะกุมจิตใจ สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ท่านผู้รู้ทางธรรมท่านเตือนให้ระวัง คือ เมื่อทำดีแล้วต้องระวังไม่เข้าไปยึด ไปถือ หรือไปอวดเข้า เพราะจะกลายเป็นยึดดี ถือดี หรืออวดดี ซึ่งเป็นสิ่งบั่นทอนคุณงามความดีที่ทำมา หากทำแล้วก็ปล่อยก็วาง ทำอย่างมีสติและปัญญา จิตย่อมทรงอยู่ด้วยความผ่องสว่าง กุศลหรือคุณความงามดีที่เกิดขึ้น ยังเผื่อแผ่ออกไปสู่ผู้คนรอบข้าง หมู่ชนในสังคม และประเทศชาติได้ด้วย ดังที่เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงกล่าวในช่วงท้ายบทว่า " บรรดาผู้มาบริหารจิตทั้งหลาย คือผู้กำลังพยายามสร้างความดีงามให้เกิดขึ้นในจิตใจตนยิ่งๆขึ้น ดังนั้น จึงเป็นที่หวังได้ว่าจะเป็นผู้มีความร่มเย็นเป็นสุข และสามารถแผ่ความร่มเย็นเป็นสุขออกไปได้อย่างกว้างขวางอีกด้วย"

(ขอขอบคุณภาพประกอบจากหนังสือ วจนธรรม instanyana ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก)

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า