ขุนวาง...ชมซากุระ ซิมบีเดียม ท้าหนาว

เรียนรู้เรื่องราว

เสียงจากบานหน้าต่างดังปั้ง แล้วถูกเปิดปิดอีกหลายครั้ง จากแรงลมเหนือที่โบกพัด พร้อมแทรกความเยือกเย็นมาในห้อง ก็เลยให้ขนลุกซู่ซ่าสะท้านทั่วกาย แต่ภายในกลับได้กระหยิ่มกริ่มใจ กับสัญญาณแห่งฤดูกาลเหมันต์ ที่เวียนมาเยือนอีกครั้ง

แจ๊คเก้ตกันหนาว ผ้าพันคอ หมวกไหมพรม และอีกหลายสิ่งหลายอย่าง ก็เลือกเอาแต่ที่มีสีสันสดใสทั้งนั้น มาจัดเป็นระเบียบในกระเป๋าใบย่อมๆ

การเดินทางคราวนี้ ใคร่อยากท้าทายลมหนาว

ขอบคุณ...ททท. นำพาเยือนเชียงใหม่พอดีเลย

ดีใจเป็นล้นพ้น...ได้ทักทายลมหนาว ณ ขุนวาง

ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) บ้านขุนวาง ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ จุดหมายฝันใฝ่การมา "เรียนรู้เรื่องราว" ด้วย

เหน็ดเหนื่อยกายเล็กน้อย แต่ก็สุขใจมากมาย

แม้เดินทางในระยะไกล แต่ใบหน้าระเริงระรื่น

การเดินทางเข้ามาสู่ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) ทางรถยนต์นั้น นักท่องเที่ยวเลือกใช้เส้นทางได้ 2 เส้นทาง คือ เส้นทางแรก...จากจังหวัดเชียงใหม่ ผ่านอำเภอสันป่าตอง เข้าสู่เส้นทางหมายเลข 1013 ที่ไปอำเภอแม่วาง พอผ่านอำเภอแม่วางไป จะมีทางแยกซ้ายมือที่ให้เลี้ยวซ้าย จากนั้นเส้นทางจะลัดเลาะขึ้นภูเขาไปอีกประมาณ 40 กิโลเมตร ช่วงสุดท้ายของเส้นทางนี้ จะเป็นถนนดินแดงประมาณ 5 กิโลเมตร หน้าฝนจำเป็นต้องใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อ ซึ่งเส้นทางแรกรวมระยะทาง 86 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 1.5 ชั่วโมง

ส่วนเส้นทางที่สอง...จากจังหวัดเชียงใหม่ เข้าไปทางอำเภอจอมทอง ก่อนจะเข้าตัวอำเภอจอมทอง เลี้ยวขวาเข้าสู่เส้นทางหมายเลข 1009 แล้วขึ้นไปทางดอยอินทนนท์ จนถึงกิโลเมตรที่ 31 เลี้ยวขวาตามถนนลาดยาง 17 กิโลเมตร จะมาถึงที่ตั้งของศูนย์วิจัยเกษตรหลวงฯ รวมระยะทางได้ 115 กิโลเมตร กับการใช้เวลาที่เดินทางราว 2 ชั่วโมง

กว่าจะได้เดินทางมาถึง ก็เข้ามาใกล้ยามเย็น

ความหนาวเย็น ก็เข้าใกล้ แบบไม่ให้เรารู้ตัว

ก่อนอื่น...เราได้เดินเข้าไปพบปะ กับเจ้าหน้าที่ประจำในศูนย์ฯ พร้อมกับที่ได้รับฟังความเป็นมา ว่าภายหลังจากที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนิน มาทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ ของชาวไทยภูเขา ในหมู่ที่ 10 ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2523 ทรงมีพระราชดำรัส ให้กองพืชสวนกรมวิชาการเกษตร ดำเนินการใช้ทุ่งหญ้าแห่งนี้ เป็นสถานที่การทดลองและขยายพันธุ์พืชบนที่สูง เพื่อส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยี แก่เกษตรกรชาวไทยบนที่สูง ถือเป็นการทดแทนในการปลูกฝิ่น ต่อมาในปี 2538 ได้ยกระดับให้เป็นศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ โดยมีสถานีทดลองเกษตรที่สูงแม่จอนหลวง เป็นสถานีเครือข่าย พอมาถึงปี 2547 มีการรวมเป็นศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ ให้มีพื้นที่งานทดลอง 5 แห่ง แต่มีสถานที่ที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรเพียง 2 แห่ง คือ ขุนวาง และแม่จอนหลวง

ด้วยพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ลาดชัน ความลาดเอียงประมาณ 15-60 เปอร์เซ็นต์ ทั้งมีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,300-1,400 เมตร อากาศจึงหนาวเย็นตลอดปี ในช่วงเดือนธันวาคม ถึงเดือนมกราคม 10-15 องศาเซลเซียส แล้วก็อุณหภูมิสูงสุด เดือนเมษายน 24-26 องศาเซลเซียส แต่อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีราวๆ 18-23 องศาเซลเซียส

หลังจากอาหารมื้อเย็นผ่านไปนิดเดียว บรรยากาศรอบตัวก็เริ่มมืดมัวลงไป พร้อมกับยังได้มีลมอันหนาวเย็น พัดวีผ่านมาปะทะเรือนกายอย่างแผ่วเบา พาให้รู้สึกสะท้านสะเทือนกันเล็กน้อย จากนั้นก็หันไปคว้าเอาแจ๊คเก้ต ผ้าพันคอ หมวกไหมพรม มาสวมใส่กันแบบเต็มยศเลย และก็ได้มาครุ่นคิดกับการอาบน้ำก่อนนอน ว่าจะอาบ...ไม่อาบดี

สุดท้ายแล้ว เพื่ออนามัย แล้วสบายตัว ก็อาบ

จริงๆแล้ว เครื่องทำน้ำอุ่น มาทำให้เปลี่ยนใจ

เช้าตรู่...สลัดตัวออกจากผ้าห่มผืนใหญ่ สวมใส่เสื้อกันหนาวสีเจิดจ้าตัวเก่ง ออกก้าวเดินไปตามกลิ่นข้าวต้มเห็ดหอม ที่จัดเตรียมไว้พร้อมสรรพที่สโมสร อิ่มอร่อยไปกับข้าวต้มถึงสองถ้วย และตามด้วยกาแฟสดขุนวาง ที่หอมหวนละมุนละไม

ถัดจากที่ทานอาหารเช้าไป ใกล้ๆเคียงกันเป็นร้านค้า จัดจำหน่ายสิ่งของที่ระลึกต่างๆ แต่ที่เห็นเพื่อนๆรุมกันอย่างเอาเป็นเอาตาย คือ เหล้าบ๊วย

เพื่อนๆว่า...หวานอร่อย ดื่มง่าย แต่ก็เมาง่าย

ถ้างั้น...ผมขอซื้อขวดเล็ก ไปลองสักหนึ่งขวด

บนเนื้อที่ประมาณ 450 ไร่ ภายในศูนย์วิจัยฯแห่งนี้ นอกจากจะมีร้านค้า จำหน่ายอาหาร-เครื่องดื่ม อีกทั้งมีสโมสรขุนวาง เสมือนเป็นศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ก็ยังได้มีแปลงสาธิตจำพวกไม้ดอก กล้วยไม้ พืชผักผลไม้เมืองหนาว อาทิ เบญจมาศ แมคคาเดเมียนัท กาแฟ ท้อ บ๊วย สาลี่ พลัม ที่จัดสรรแปลงทดลอง เรียงเป็นขั้นบันไดตามลาดเขา

รวมถึงมีทั้งแบบบ้านพัก และลานกางเต๊นท์ ซึ่งสามารถมาเที่ยวชมได้ตลอดทั้งปี แต่สรรพสิ่งจะผลัดเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ควรสอบถามข้อมูลก่อน โทร.0-5311-4133 หรือ 08-1960-2033 หรือ ททท. สำนักงานเชียงใหม่ โทร.0-5327-6140-2

ออกเดินชมภายในศูนย์วิจัยฯ เรามาเริ่มต้นถ่ายภาพกันที่ สวนขุนวาง ซึ่งได้มีการตกแต่งประดับ ด้วยไม้ดอกไม้ประดับ พอได้เสริมด้วยประติมากรรม หรือจัดแต่งเป็นซุ้มดอกไม้ ก็ได้ทำให้สวนหย่อมสวยงามยิ่งขึ้น อ้าว!!!หนึ่ง สอง สาม แฉ๊ะๆ

เจ้าหน้าที่สาวคนหนึ่ง มาชวนให้ไปชื่นชมงานวิจัย ที่สร้างความภูมิใจให้ศูนย์แห่งนี้ ตอนที่ชี้มือบอกทิศทางให้ ซึ่งพอเพ่งมองตามมือออกไป เห็นแต่เป็นโซนบ้านพักรับรอง แต่พอครั้งที่ได้เดินเข้าไปให้ใกล้ขึ้น ก็ถึงได้มาทราบชัดเจนว่า เป็นกล้วยไม้ดินชนิดหนึ่งนามว่า ซิมบีเดียม ชื่อสามัญว่า Cymbidium ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cymbidium sp. โดยมูลนิธิโครงการหลวง มีการนำมาศึกษาปลูกเลี้ยงบนพื้นที่สูง ตั้งแต่ พ.ศ.2515 ว่ามีความเป็นไปได้มากน้อย ที่จะไว้ให้ชาวเขาปลูกตัดดอก จำหน่าย ซึ่งได้มีทั้งพันธุ์พื้นเมือง และพันธุ์ลูกผสม ที่สั่งนำเข้ามาจากประเทศต่างๆ ได้แก่ ฝรั่งเศส ไต้หวัน และนิวซีแลนด์ ปัจจุบันพบว่า สามารถปลูกเลี้ยง และให้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี กำลังเป็นที่ต้องการของตลาด สนนราคาจำหน่ายที่ค่อนข้างแพง

เสียดาย มีดอกปีละครั้ง ปลายฝนถึงต้นร้อน

ปลื้มใจ ที่มาเห็นดอกกำลังบาน พอดิบพอดี

ซิมบีเดียม...ไม้ดอกทรงพุ่มขนาดกลาง จับกลุ่มรวมอยู่กันเป็นดงทึบ อวดช่อดอกที่สีชมพูอ่อนหวาน ห้ากลีบดอกสีชมพูดูบางโปร่งใส ยามมองย้อนทิศทางของแสง ซึ่งกำลังเผยอกลีบล้อมส่วนปากดอก ในขณะที่ตรงส่วนของปากดอก ก็กำลังปะลายเป็นจุดสีชมพูเข้มข้น พอถัดเข้าไปเป็นใจกลางของดอก ได้แต่งแต้มด้วยสีเหลืองให้ชวนมอง

จากนั้นเราก็เดินห่างจากโซนบ้านพัก เพื่อเข้าไปสู่เส้นทางเดินที่ไปชม ดอกนางพญาเสือโคร่ง ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวกับที่ไปแปลงท้อ และกาแฟ

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานชื่อใหม่ว่า ชมพูภูพิงค์ หรือฉายาที่ว่า ซากุระเมืองไทย เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดเล็ก ความสูงประมาณ 10-15 เมตร ออกดอกสีขาว สีชมพู หรือสีแดง จับตัวกระจุกใกล้ปลายกิ่ง ก้านดอกยาว 0.7-2 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงติดกันเป็นรูปกรวย กลีบดอกมี 5 กลีบ บานเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-2 เซนติเมตร ออกดอกในระหว่างเดือนธันวาคมจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ โดยละทิ้งใบก่อนจะออกดอก

ค่อยๆย่างก้าวเดิน พร้อมดื่มด่ำในบรรยากาศ และถ่ายภาพเก็บความงดงาม ขณะที่สองฟากทางที่เดินอยู่ มีต้นนางพญาเสือโคร่งเรียงราย ซึ่งต่างก็พร้อมใจออกช่อดอกสีชมพู ในส่วนของลำต้นที่สูงใหญ่ ได้แผ่กิ่งก้านโน้มตัวเข้าหากัน ให้ละม้ายคล้ายอุโมงค์ที่แสนหวาน พอกำลังจะยกกล้องขึ้นถ่ายภาพ สัญญาณเตือนแบตหมด...ก็ดัง

เพลิดเพลินกับธรรมชาติมากไป กระทั่งหลงลืมทุกอย่างไว้ที่ที่พัก จึงจำใจแยกตัวกลับไปก่อน ต่อเมื่อได้สิ่งของดังต้องการแล้ว ก็ได้ทั้งวิ่ง ทั้งเดิน และก็มาหยุดเหนื่อย ผมยืนพักนิ่งอยู่ใต้ต้นนางพญาเสือโคร่ง โดยที่ไม่รู้ตัวว่าเหนือศีรษะขึ้นไป มีดอกสีขาวกำลังพราวแพรวอยู่ ขณะที่กำลังแหงนมองอยู่นั้น ก็มีเสียงหนึ่งจากเจ้าหน้าที่บอกว่า ที่ในศูนย์ฯมีประมาณ 2-3 ต้น ก็ดีใจที่ได้เห็นดอกสีขาวสะอาดตา แต่ผมกลับดีใจมากไปกว่านั้น ที่ได้เห็นว่าพี่เค้าขี่มอเตอร์ไซค์มา และพอเอยเพียงสองสามคำ ผมก็ถูกมาส่งร่วมกลุ่มได้ทันกาล

ธรรมชาติก็งดงาม เจ้าหน้าที่ก็...งามน้ำใจ