ความสงบสุข

ประชาธิปก ปร.

ระหว่างที่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ประทับอยู่ที่บ้านสวนแก้ว ทรงประกอบพระราชกรณียกิจอันเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานแก่ชาวจังหวัดปราจีนบุรีเป็นอเนกอนันต์ โดยเฉพาะในด้านการรักษาพยาบาล ทั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อเสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรที่ดินที่ต้องพระราชประสงค์จะเสด็จฯมาประทับครั้งแรก ในพ.ศ.2493 ระหว่างทางขณะทรงช่วยข้าราชบริพารเตรียมพระกระยาหาร ได้ทรงทำมีดบาดพระดัชนีเป็นรอยแผลเล็กๆ เมื่อทำความสะอาดบาดแผลแล้วต้องพระราชประสงค์ผ้าพลาสเตอร์ปิดแผล แต่ไม่มีข้าราชบริพารคนใดนำติดตัวมาด้วยเลย จึงเสด็จพระราชดำเนินไปยังโรงพยาบาลประจำจังหวัด แพทย์และพยาบาลต่างวิ่งกันวุ่นในตึกโรงพยาบาลหลังเล็กๆที่ทรุดโทรม และมีอยู่เพียงหลังเดียว ในที่สุดก็ค้นหาเศษพลาสเตอร์ยางประมาณหนึ่งนิ้วครึ่งนำมาทูลเกล้าฯถวายจนได้

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ทอดพระเนตรแล้วเกิดความสลดพระราชหฤทัยยิ่งนักว่า หากประชาชนธรรมดามาพึ่งโรงพยาบาลในยามเจ็บไข้ฉุกเฉิน จะหาความสะดวกได้เพียงใด ด้วยเหตุนี้ ในพ.ศ.2497 จึงโปรดเกล้าฯพระราชทานตึกผ่าตัดที่ทันสมัยที่สุดในขณะนั้นให้กับโรงพยาบาล พระราชทานชื่อว่า “ตึกประชาธิปก” มีตราศักดิเดชน์ ซึ่งเป็นตราใน “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์” เป็นตราประจำตึก และทรงสร้างพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ประดิษฐานไว้ ณ มุขหน้าตึกนี้ด้วย ทั้งนี้งบประมาณในการจัดสร้างทั้งหมด โปรดเกล้าฯให้หาทุนด้วยการจัดแสดงละครในพระบรมราชินูปถัมภ์ ในพ.ศ.2496

ต่อมา พระยาบริรักษ์เวชการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้นำความขึ้นเสนอคณะรัฐมนตรีมีมติให้ปรับปรุงขยายโรงพยาบาลให้มีขนาดใหญ่ขึ้นจากเดิมที่เป็นโรงพยาบาลขนาด 50 เตียง เป็นขนาด 150 เตียง ประกอบด้วยอุปกรณ์การแพทย์ที่ทันสมัย ก่อสร้างแล้วเสร็จ ในพ.ศ.2498 และคณะรัฐมนตรีมีมติให้เปลี่ยนชื่อเป็น “โรงพยาบาลพระปกเกล้า” เพื่อน้อมเกล้าฯถวายเป็นพระบรมราชานุสรณ์แด่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดป้ายชื่อ “ตึกประชาธิปก” และ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า” เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2499 นับแต่นั้นเป็นต้นมา โรงพยาบาลแห่งนี้จึงได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลและเอกชน ในการสร้างตึกต่างๆ รวมทั้งขยายกิจการจนกลายเป็นโรงพยาบาลหลัก และเป็นศูนย์กลางการฝึกวิชาพยาบาลผดุงครรภ์และอนามัยของภาคตะวันออก

นอกจากจะทรงพระมหากรุณาธิคุณทรงรับโรงพยาบาลและวิทยาลัยพยาบาลไว้ในพระราชินูปถัมภ์ ตั้งแต่ พ.ศ.2509 เป็นต้นมา สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ยังได้ทรงตั้งทุนประชาธิปก โดยมีพระราชประสงค์ที่จะส่งเสริมการดำเนินการของโรงพยาบาล นอกเหนือจากงบประมาณประจำปี และยังพระราชทานเงินทุนเป็นครั้งคราวตามความจำเป็นในการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ และเมื่อทางวิทยาลัยพยาบาลจัดตั้งกองทุนสำหรับนักเรียนพยาบาลยืมใช้เพื่อการศึกษาหรือทำกิจกรรมขึ้น ได้ทรงพระราชานุญาตให้ใช้ชื่อ “ทุนประชาธิปกบรมราชานุสรณ์” และยังพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพิ่มเติมให้แก่กองทุนตั้งแต่แรกตั้ง และตลอดมาทุกปี มีพระมหากรุณาธิคุณเสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาวิชาพยาบาล และพระราชทานรางวัลแก่นักเรียนที่เรียนดี ประพฤติดี อีกด้วย ภายหลังกองทุนประชาธิปกบรมราชานุสรณ์ พัฒนาเป็นมูลนิธิประชาธิปก สามารถนำดอกผลไปใช้ในการจัดซื้อวัสดุเครื่องมือเครื่องใช้ และให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนพยาบาล และนักศึกษาวิทยาลัยครูจันทบุรี ที่เรียนดี ประพฤติดี แต่ขาดแคลน โดยไม่จำกัดสาขาวิชา เนื่องจากมีพระราชประสงค์สำคัญที่จะกระจายคนออกนอกกรุงเทพฯ ไปช่วยพัฒนาท้องถิ่นชนบท

ปี 2511 สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ได้เสด็จฯกลับมาประทับ ณ พระตำหนักศุโขทัย กรุงเทพฯ อย่างถาวร เนื่องจากไม่ทรงสะดวกที่จะประทับอยู่นอกพระนคร เพราะทรงมีพระชนมายุสูงขึ้น และพระประยูรญาติ ข้าราชบริพารที่อยู่เฝ้าฯเป็นสตรีเสียส่วนใหญ่ เมื่อกระทรวงศึกษาธิการมีความสนใจจะหาที่สร้างวิทยาลัยครูจันทบุรี จึงทรงตัดสินพระราชหฤทัยขายที่ดินบ้านสวนแก้ว ให้แก่กระทรวงศึกษาธิการ ในราคาย่อมเยาเพื่อเป็นวิทยาทาน และก่อนเสด็จฯกลับวังศุโขทัย ได้พระราชทานพระราชดำรัสที่ประทับใจแก่ผู้ฟังว่า

“การเสด็จฯกลับไปอยู่กรุงเทพฯนั้น มิได้ทรงจากไปเลย แต่จะทรงกลับมาเยี่ยมเยือนราษฎรอีก และหากมีเรื่องที่ชาวจันทบุรีต้องการให้เสด็จฯมา ก็ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดไปตามพระองค์กลับมาได้ทุกเมื่อ”

ภายหลังเสด็จฯกลับมาประทับที่วังศุโขทัย สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ทรงประกอบพระราชกรณียกิจในการแบ่งเบาพระราชภาระของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เป็นอย่างมาก เนื่องจากเวลานั้น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ ยังทรงพระเยาว์ จึงต้องเสด็จฯไปทรงปฎิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์บ่อยครั้ง ทั้งพระราชทานปริญญาบัตร เสด็จฯต้อนรับพระราชอาคันตุกะ ทรงเป็นองค์ประธานเปิดงาน พระราชทานรางวัล แทบไม่ทรงมีเวลาพักผ่อน จนนายแพทย์ประจำพระองค์ต้องกราบบังคมทูลให้ทรงถนอมพระวรกาย และถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ก็ขอให้ทรงงดหรือไม่ทรงรับเชิญเสด็จฯ แต่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ทรงยินยอมให้เฉพาะเรื่องส่วนพระองค์เท่านั้น แต่พระราชภารกิจตามหมายรับสั่ง หากไม่ทรงพระประชวรมากจริงๆ ก็จะเสด็จฯไปทรงปฏิบัติหน้าที่ทุกครั้ง

พระราชภารกิจที่ทรงปฏิบัติเป็นประจำ ได้แก่ การประกอบพิธีสมรสพระราชทาน โดยนอกจากจะพระราชทานน้ำพระมหาสังข์อันเป็นมงคลสูงสุดแล้ว ยังได้พระราชทานของขวัญเป็นของที่ระลึกแก่คู่บ่าวสาวด้วย พระราชกิจอีกส่วนที่ไม่ทรงเคยละเว้นก็คือ งานบำเพ็ญพระราชกุศลพระราชทาน หรืองานพระราชทานเพลิงศพ ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส แม้แต่งานเล็กๆที่เสด็จฯเป็นการส่วนพระองค์ ณ วัดอื่นๆ

ครั้นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ ในรัชกาลปัจจุบัน ทรงเจริญพระชันษาและสามารถแบ่งเบาพระราชกิจได้แล้ว สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ จึงเริ่มเสด็จฯไปประพาสหัวเมืองต่างๆ เพื่อทรงเยี่ยมราษฎรและทอดพระเนตรบ้านเมือง มิได้ทรงคำนึงถึงความเหน็ดเหนื่อยพระวรกายเท่ากับทรงห่วงใยในทุกข์สุขของอาณาประชาราษฎร์ ทรงพอพระราชหฤทัยที่จะเยี่ยมเยียนราษฎรและพระราชทานเสื้อผ้าสิ่งของเครื่องใช้ที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานแก่ราษฎร นอกจากนี้ยังพระราชทานสิ่งของเป็นการส่วนพระองค์ด้วย รวมทั้งยังโปรดที่จะเสด็จฯไปทัศนศึกษาต่างประเทศ และประพาสเป็นการส่วนพระองค์ โดยถือเป็นการเจริญพระราชไมตรีด้วย อาทิ ประพาสฮ่องกง ยุโรป และอเมริกา ญี่ปุ่น และสิงคโปร์

โปรดการออกกำลังพระวรกายเพื่อพระพลานามัย และเพื่อทรงพักผ่อนพระราชอิริยาบถ โปรดการทรงกอล์ฟ ซึ่งเป็นกีฬาที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแนะนำให้ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯทรง และวงการกีฬากอล์ฟถือว่าทั้งสองพระองค์ทรงเป็นผู้ริเริ่ม และเป็นองค์อุปถัมภ์กีฬาประเภทนี้ในประเทศไทยมาตั้งแต่แรกเริ่ม แต่หลังจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ก็ทรงละเลยกีฬากอล์ฟไปถึง 25 ปี จนกลับมาทรงกอล์ฟอีกครั้งอย่างสม่ำเสมอ หลังพ.ศ.2511 และจะไม่ทรงปฏิเสธเมื่อมีผู้เชิญเสด็จฯไปทรงเปิดสนามกอล์ฟ หรือเชิญเสด็จฯไปทรงกอล์ฟ

ทรงถึงกับศึกษาวิธีเล่นจากหนังสือพิมพ์ และเสด็จฯไปทรงกอล์ฟทุกสนามที่มีในเวลานั้นอย่างเป็นกันเอง การกลับมาทรงกอล์ฟ ทำให้ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง กลับทรงกระฉับกระเฉงกว่าเดิม นำความปลาบปลื้มมาสู่แพทย์ประจำพระองค์ นอกจากนี้ยังทรงเทนนิสซึ่งเป็นกีฬาอีกชนิดที่โปรด

หม่อมเจ้ายุฐิษเฐียร สวัสดิวัตน์ พระอนุชาและราชเลขานุการในพระองค์ และ หม่อมเจ้าการวิก จักรพันธุ์ รองราชเลขานุการในพระองค์ ทรงเปิดเผยถึงพระจริยวัตรของสมเด็จฯว่า

“ก่อนจะทรงพระประชวร โปรดการทรงกอล์ฟ ทรงทำสวน โดยโปรดดอกไม้ทุกชนิด เฉพาะอย่างยิ่งดอกคาร์เนชั่น ยามว่างของพระองค์การพักผ่อนพระราชอิริยาบถที่ดียิ่งสำหรับพระองค์ก็คือ การทรงกอล์ฟ ทรงทำนุบำรุงสวนดอกไม้ การทอดพระเนตรโทรทัศน์ หรือเสด็จฯไปทอดพระเนตรภาพยนตร์ตามโรงภาพยนตร์ในรอบดึก ประมาณเดือนละครั้ง รวมถึงการเสด็จฯไปห้างสรรพสินค้า โดยเฉพาะที่ไทยไดมารู และเซ็นทรัล”