เลือกกาแฟที่ชอบตามรสนิยม

โน้ตบุ๊ค

จากเส้นทางการเดินทางอันยาวไกลของต้นกาแฟมาสู่เมล็ดกาแฟ กว่าจะได้กาแฟรสกลมกล่อมนั้น ต้องคัดเลือกมาจากต้นกาแฟกว่า 50 สายพันธุ์ ซึ่งเติบโตอยู่ใน 70 ประเทศทั่วโลก แต่สายพันธุ์หลักๆที่ได้รับความนิยมมีเพียง 2 สายพันธุ์ คือ อราบิก้า และโรบัสต้า

อราบิก้า เป็นพันธุ์กาแฟที่ดีที่สุด และมีผู้นิยมบริโภคมากที่สุด ให้รสชาติกลมกล่อม นุ่มลิ้น มีกลิ่นหอม และมีปริมาณคาเฟอินน้อยกว่าพันธุ์โรบัสต้า ปลูกในพื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000-3,000 ฟุต ส่วนโรบัสต้าเติบโตง่ายและทนทาน ปลูกในพื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลไม่มากนัก ด้วยความเติบโตง่าย ทำให้ผลผลิตมีจำนวนมากต่อปี มีราคาถูกกว่าอราบิก้าครึ่งต่อครึ่ง จึงนิยมไปผลิตเป็นกาแฟสำเร็จรูป หรือใช้เป็นส่วนผสมของเอสเพรสโซบางสูตร

จากนั้นก็มาถึงขั้นตอนของกาแฟสด ซึ่งหมายถึงเมล็ดกาแฟที่เก็บมาจากต้นสดๆ นำมาผ่านการคั่วตามสูตรของแต่ละที่ คั่วอ่อน คั่วกลาง คั่วเข้ม ซึ่งจะทำให้สีและกลิ่นแตกต่างกันออกไป เมล็ดกาแฟสดหรือเมล็ดกาแฟคั่วนี้จะมีอายุไม่เกิน 4-6 สัปดาห์ รสชาติที่ดีที่สุดของเมล็ดกาแฟคือหลังการคั่ว 2-3 วัน การมีอายุเก็บได้นานเพียงใด ขึ้นอยู่กับการบรรจุ หากบรรจุอย่างดีในกระป๋องใส่แก๊สไนโตรเจนจะอยู่ได้สูงสุด 3 ปี สำหรับผู้ดื่มกาแฟสด ควรทราบว่ากาแฟสดคือการชงสดๆด้วยกาแฟที่คั่วแล้ว ไม่ใช่เมล็ดกาแฟสดๆ

สำหรับกระบวนการชงกาแฟสดนั้น มีหลายวิธี มีชื่อเรียกและวิธีชงต่างกัน เพื่อให้ได้รสชาติหลากหลาย ถูกรสนิยมและความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละประเทศ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

เริ่มจาก "เอสเพรสโซ" คือกาแฟที่มีรสแก่และเข้ม โดยใช้แรงอัดไอน้ำหรือน้ำร้อนผ่านเมล็ดกาแฟที่คั่วบดละเอียด ทำให้มีรสชาติเข้มข้นและหนักแน่น มักจะเสิร์ฟเป็นช็อตประมาณ 1-2 ออนซ์ หรือ 30-60 มิลลิลิตร เอสเพรสโซมีความไวสูงในการทำปฏิกิริยากับออกซิเจน เพื่อไม่ให้เสียรสชาติจึงควรดื่มตอนชงเสร็จใหม่ๆ

"คาปูชิโน" เป็นกาแฟที่มีส่วนประกอบหลักคือเอสเพรสโซและนม โดยมีอัตราส่วนของเอสเพรสโซ 1/3ส่วน ผสมกับนมร้อนผ่านไอน้ำ (สตีม) 1/3ส่วน และนมตีเป็นโฟมละเอียด 1/3ส่วนลอยอยู่ด้านบน และโรยหน้าด้วยผงชินามอนหรือผงโกโก้เล็กน้อย

"ลาเต้" เป็นภาษาอิตาเลี่ยน แปลว่า "นม" กาแฟลาเต้เป็นเครื่องดื่มที่เตรียมด้วยนมร้อน โดยการเทเอสเพรสโซ 1/3ส่วน และนมร้อนอีก 2/3ส่วน ลงในถ้วยพร้อมๆกัน และหยอดโฟมนมหนาประมาณ 1 เซนติเมตร ทับข้างบน ในการชงกาแฟลาเต้ บาริสต้า หรือผู้ชงกาแฟที่ชำนาญงานจะใช้วิธีขยับมือเล็กน้อย ขณะที่รินนมและโฟมนมลงบนกาแฟ ทำให้เกิดลวดลายต่างๆ เรียกว่า "ลาเต้ อาร์ต" หรือศิลปะฟองนมในถ้วยกาแฟ

"มอคค่า" เป็นเครื่องดื่มกาแฟคล้ายกาแฟลาเต้ คือมีเอสเพรสโซ 1/3ส่วน และนมร้อน 2/3ส่วน แต่แตกต่างกันที่มอคค่าจะมีส่วผสมของช็อกโกเลต โดยมักจะใส่ในรูปของน้ำเชื่อมช็อกโกเลต และมีวิปครีมปิดหน้า

"อเมริกาโน" เป็นเครื่องดื่มกาแฟที่มีวิธีการชงโดยเติมน้ำร้อนลงไปในเอสเพรสโซ แต่มีกลิ่นและรสชาติที่เข้มข้นอันมาจากเอสเพรสโซเหมาะสำหรับผู้ชื่นชอบกาแฟดำ แต่ไม่แก่และหนักเท่าเอสเพรสโซ คอกาแฟส่วนใหญ่นิยมดื่มโดยไม่ปรุงด้วยนมหรือน้ำตาล เพื่อดื่มด่ำกับรสชาติกาแฟของอเมริกาโนอย่างแท้จริง เนื่องจาก "บันนี่" เป็นคอกาแฟที่นิยมดื่มแต่กาแฟดำร้อน จึงชื่นชอบอเมริกาโนเป็นพิเศษ เลยขอเพิ่มเติมที่มาของชื่ออเมริกาโนให้คุณผู้อ่านได้ทราบถึงเรื่องที่เล่าขานต่อกันมาว่า เอสเพรสโซเพียวๆนั้นเข้มข้นเกินไปสำหรับคอกาแฟชาวอเมริกัน จึงมีการเสิร์ฟเอสเพรสโซที่ทำให้เจือจางด้วยน้ำร้อน จึงเป็นที่มาของชื่อ "อเมริกาโน" ซึ่งหมายถึงกาแฟสไตล์อเมริกา เริ่มแรกอเมริกาโนก็ไม่ได้เป็นกาแฟที่ชาวอเมริกันนิยมดื่ม จนกระทั่งยุครุ่งเรืองของร้านกาแฟแฟรนไชส์ "สตาร์บัคส์" ในปี 2533 จึงเริ่มนิยมมากขึ้น

นอกจากกาแฟสดชนิดต่างๆแล้ว ธุรกิจกาแฟยังเติบโตอย่างมากด้วยกาแฟผงสำเร็จรูป ที่เกิดขึ้นในปี 2444 เป็นกาแฟสกัดแห้งละลายน้ำที่ถูกคิดค้นขึ้นมาโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน - ญี่ปุ่น ชื่อ Satori Kato เป็นกาแฟที่ชงในน้ำร้อนได้หมดทันที กลิ่น รสไม่ค่อยแปรปรวน กาแฟสำเร็จรูปถูกนำไปใช้โดยคณะสำรวจขั้วโลกทวีปอาร์กติก และใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 และได้รับความนิยมในเวลาต่อมาจนถึงปัจจุบัน

เรื่องของกาแฟสำหรับคอกาแฟยังมีสิ่งที่น่าสนใจและน่าติดตามอีกมาก โปรดอดใจรอติดตามอ่านในฉบับต่อไปนะคะ