คนเคว้งคว้าง

นากิบ มาห์ฟูซ เขียน แคน สังคีต แปล
หนังสือคือแสงจันทร์

"การใช้ชีวิตไม่ใช่อะไรหรอก เป็นเพียงศิลปะ"

พลานุภาพของวรรณกรรมต้องมีแน่ เหมือนแดดที่ไม่เคยสิ้นแสง ท่วงทำนองการเขียนจึงถูกผู้อ่านคะนึงหาไม่ว่างเว้นช่วงเวลา มันร้อยรวมกันเป็นสร้อยคอลูกปัดคล้องติดคอผู้สวมตราบเท่านี้ยังรำลึกและสามารถจดจำเรื่องราวในหนังสือได้

"ดอกเมฆขาวพราวสะพรั่งบนแผ่นฟ้าสีครามอันกว้างใหญ่ที่โค้งคลุมผืนหญ้าเขียวขจีสุดลูกหูลูกตา

วัวฝูงหนึ่งยืนเล็มหญ้าอยู่เงียบๆ เด็กน้อยขี่ม้าไม้จ้องมองเส้นขอบฟ้า ตายิ้มอย่างมีปริศนา ดูไม่ออกว่าเป็นประเทศไหนเมืองใด ใครหนอวาดภาพนี้"

"จันทร์กำลังจะสิ้นแสง ทิ้งให้หัวใจโหยหา ไม่มีอำนาจใดในโลกจะตรึงนาทีทองนี้ไว้ได้ นาทีทองที่ได้มอบความหมายอันลึกลับไว้กับจักรวาล"

หยิบหนังสือของ นากิบ มาห์ฟูซ (นากิบ มาฟูซ เกิดวันที่ 11 ธันวาคม 2454 เสียชีวิตเมื่อ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2549) อ่านอีกเล่มชื่อ คนเคว้งคว้าง แปลโดย แคน สังคีต สำนักพิมพ์แสงดาว พ.ศ.2556 เรื่องราวยังให้รสเข้มข้นน่าเกรงขามในอารมณ์ความรู้สึก ไม่ว่าเรื่องใดที่เขาเล่าก็จะตรึงผู้อ่านให้จมลงในทุ่งตัวหนังสือและเกสรของถ้อยคำ ความหมายในเรื่องราว อิสรภาพ ความสุข ความหดหู่ ก็จะเข้ามาอยู่ในตัวเราด้วยความเงียบเหงารกร้าง

นากิบ มาฟูซ นักเขียนรางวัลโนเบลคนแรกคนเดียวของโลกอาหรับเคยตอบคำสัมภาษณ์ว่า

"โลกทั้งหมดของผมคือไคโร" และคนที่เหยียบย่างเฉพาะผืนดินของอียิปต์นี้กลายเป็นคนที่ทำให้ทั่วโลกรู้จักโลกอาหรับจากงานเขียนของเขา หนังสือที่เข้าถึงอารมณ์ของมนุษย์โดยผ่านเรื่องเล่าอันคมคาย เข้มเคี่ยว และงดงาม

คนเคว้งคว้าง ชื่อภาษาอังกฤษ คือ The Beggar แคน สังคีต ผู้แปลแกะเปลือกภาษาอังกฤษแล้วจัดเรียงใหม่ด้วยคำไทยได้อย่างยอดเยี่ยมเสมอ ไม่ว่าจะหยิบจับหนังสือเล่มใดมาแปล แคน สังคีต เขียนถึงหนังสือเล่มนี้ว่า

"โอมาร์ ตัวเอกของเรื่องคนเคว้งคว้าง เป็นตัวแทนของชนชั้นและของรุ่นที่ควรจะเป็นผู้นำอียิปต์

แต่กลับถูกลิดรอนความสำคัญลงไป ถ้าคิดให้ดีแล้วมุสตาฟากับอุสมานก็คือภาพชดเชยในสิ่งที่ตัวเขาทำไม่ได้ เห็นได้ว่าทั้งการโอนอ่อนผ่อนปรนและการแข็งข้อล้วนเป็นอันตราย ขณะที่ตัวโอมาร์แสดงให้เห็นว่าสาเหตุอย่างหนึ่งของการล้มเหลวคือการแก้ไขไม่ทันท่วงที ลัทธิทางโลกของพวกเขา ศูนย์กลางชั้นสูงของอียิปต์ซึ่งเป็นตัวแทนของความดีงามเมื่อหลายร้อยปีมาแล้วถูกทอดทิ้งไปอย่างง่ายๆหาว่าเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ"

เราสับสนหวาดวิตกเพราะสังคมยัดเยียดความทุกข์ให้ คำกล่าวนี้ใช้สรุปเรื่อง คนเคว้งคว้าง ได้ระดับหนึ่ง อาจจะไม่ใช่สาเหตุหลักเสียทีเดียว ชายวัยกลางคน 3 คน โอมาร์ มุสตาฟา และอุสมาน สามเกลอเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่รุ่นหนุ่ม ใช้ชีวิตร่วมกันและใช้ความเชื่อเดียวกัน โลกแสนงามคือสิ่งที่หนุ่มสาวทุกรุ่นเฝ้าฝันและพยายามให้เกิดขึ้น

ทว่าความต้องการของมนุษย์มักมีความผิดหวังมาขวางกั้น อุสมานผู้แข็งกร้าวถูกตำรวจจับเข้าคุก เขาไม่ซัดทอดถึงเพื่อนรักสักคำเดียว มุสตาฟาใช้ชีวิตต่อมากลายเป็นนักเขียนและจิตรกรเอก โอมาร์ผู้เฉลียวฉลาดเป็นทนายความมีชื่อเสียง โอมาร์แต่งงาน ภรรยาสวยน่ารักและมีลูกสาวสองคน

เพื่อนสองคนใช้ชีวิตอิสระเหมือนปุถุชนทั่วๆไป ปรึกษาหารือและพูดคุยกันได้ลึกๆวันหนึ่ง...วันที่ความสงสัยก่อตัวเป็นก้อนเมฆใหญ่ลอยอยู่เหนือศีรษะโอมาร์ ทำให้เขาเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ชายภูมิฐานผู้ประสบความสำเร็จในชีวิตรัก ครอบครัวและหน้าที่การงาน เกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายโลกขึ้นมาอย่างไม่รู้เหนือรู้ใต้ เขาไปพบเพื่อนหมอ เพื่อนตรวจแล้วสรุปว่าเขายังไม่ได้เป็นอะไรหรอก นอกจากต้องเริ่มดูแลสุขภาพ และพักผ่อนจากการตรำงานหนัก โอมาร์ปรับทุกข์กับมุสตาฟาเรื่องที่เขาคิดและเบื่อหน่ายโลกขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ราวกับติดอยู่ในบ่วงแร้วของมัน

"อย่างไรก็ตาม การนึกถึงความบ้าคลั่งไม่เหมือนกับบ้าคลั่งจริงๆ ความคิดที่หมกมุ่นหัวใจที่คุกรุ่นแบบภูเขาไฟ และค่ำคืนที่นอนไม่หลับ ความผิดหวังทำให้กูหันเข้าหาบทกวี น้ำตากูไหลพราก แต่นี่เป็นเพียงกากเดนความหลัง"

"อารมณ์หรือความรู้สึกในตัวกูนี่แหละที่เป็นปัญาหา กูว่ามันเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต สำคัญกว่างาน กว่าครอบครัว หรือเงินทอง อารมณ์ลึกลับและแปลกประหลาดที่ว่าเหมือนกับชัยชนะครั้งเดียวหลังจากแพ้มาตลอด อารมณ์ที่ว่านี้เท่านั้นที่จะทำลายความสงสัยความเฉื่อยเฉยและความขมขื่นให้หมดไปได้"

นากิบเขียน คนเคว้งคว้างให้เกิดท่วงทำนองของบทเพลง ด้วยการบรรยายคล้ายบทกวี จึงเกิดสุ่มเสียงขึ้นในเรื่องเล่า พวกเขาต่างเจ็บปวดจากอดีต บางคนก็หลุดพ้นจากดินแดนแห่งวันวาน แต่บางคนยังเฝ้านึกและปวดร้าวกับเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้น

"กูกำลังพยายามลดน้ำหนัก สิ่งที่เห็นในตัวไซนับเมียกูมีเพียงความเป็นปึกแผ่นของครอบครัวสมัยก่อนและงานสร้างสรรค์ จริงๆแล้วกูเลิกสนใจกับทุกสิ่งทุกอย่าง ให้พวกมันยึดอาคารและเก็บรายได้จากอพาร์ตเม้นต์ทั้ง 3 หลังไปเถอะ กูจะไม่อ้างหรอกว่ากฎเกณฑ์ที่ครั้งหนึ่งเกือบส่งเราเข้าคุกพร้อมอุสมานเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ง่าย เพราะสมัยแห่การแตกร้าวกลายเป็นความหลังไปแล้ว กูไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นกับตัวเอง และอะไรทำให้ตัวกูเปลี่ยนไป ยิ้มไว้เพื่อนยาก อีกไม่นาน สุขภาพของกูจะเหมือนเดิมอีก กูเกือบบ้าเข้าไปทุกทีแล้ว โชคดีนะโว้ย"

โรคของความขมขื่นแห่งยุคสมัย ไม่จางหายไปง่ายๆหรอก คนเคว้งคว้าง นอกจากจะเห็นความสับสนขัดแย้งของโอมาร์แล้วยังเสียดสีถึงเรื่องการเมืองด้วย เพราะการเมืองไม่ใช่ฟูกแต่เป็นดาบฟาดฟันชีวิตคนให้ขาดบิ่นได้ ความหมายหนึ่งของการเมืองก็คือเรื่องแบ่งปันและแย่งชิงผลประโยชน์โดยมีประชาชนเป็นฐานให้เหยียบก้าวขึ้นไป

"ปฏิบัติการลับ ความหวังลมๆแล้งๆและความฝันที่มีต่อรัฐในอุดมการณ์ ปลุกปั่นโดยแถลงการณ์ของอุสมานว่าได้พบวิธีแก้ปัญหาตามอุดมคติแล้ว"

"เจ้าต้องการอะไร ทำไมความเงียบจึงยังทรงอำนาจอยู่ท่ามกลางความวิบัติ ทำไมเจ้าจึงสังหรณ์ถึงอันตรายอันยิ่งใหญ่ เจ้าได้ยินเสียงอันเจ็บปวดจากการลากโซ่ เจ้ารู้สึกว่าแข้งขาของตัวเองสั่นพั่บๆจนฟันเกือบร่วงออกจากปาก"

แม้จะได้พักผ่อนกับครอบครัวที่เมืองชายทะเลนานนับเดือน ในช่วงแรกโอมาร์พอจะมีความสุขบ้างเพราะได้ทิ้งหน้าที่การงาน ทั้งยังมีความหวังว่าความเบื่อหน่ายชีวิตจะหมดสิ้นไป แต่แล้วเจ้าตัว ความคิดก็กลับแตกกระจายขึ้นมาอีก โอมาร์กลับค้นพบว่าเขาไม่ได้รักภรรยาอีกต่อไปทุกอย่างจืดชืดไร้รส เขาคิดถึงความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า และสารภาพกับมุสตาฟาว่า "ไม่รู้จะพูดยังไง แต่ก็เสียใจจริงๆกูชักจะทนไม่ไหวแล้ว บ้านไม่ใช่สถานที่ที่กูมีความสุขอีกต่อไป"

โอมาร์เริ่มเที่ยวกลางคืนและติดพันผู้หญิง เขาทิ้งไซนับที่กำลังตั้งครรภ์แล้วออกจากบ้านเพื่อหวังจะพบคำตอบให้ชีวิตที่เขาต้องการ โอมาร์เห็นแก่ตัวหรือ ทำไมต้องทิ้งครอบครัว ชีวิตไม่มีคำตอบตรงๆ และนี่ก็ไม่ใช่คำถามในอุดมคติว่าใครถูกใครผิดกันแน่ ยังมีเหตุผลและความรู้สึกอื่นๆจนยากที่จะตัดสิน

ได้ด้วยคำพูดสั้นๆว่าถูกหรือผิด

โอมาร์ทิ้งครอบครัวและหวังว่าหากได้พบกับ "ความรัก" อีกครั้ง ความรักที่จะช่วยให้กลับมามีความสุขปกติ รสรักคือบทเพลงวิเศษที่มนุษย์ต่างก็กองความหวังไว้ที่นั่นว่ารักจะช่วยรักษาได้ โอมาร์เองจึงพยายามดิ้นรนให้พ้นออกจากกรงขังความเบื่อหน่ายเพื่อหาพื้นที่ให้ความสุขเหยียบยืนอีกครั้ง แต่ความพยายามทั้งหมดนั้นเหมือนยิ่งทำให้เคว้งคว้างล่องลอย

"รอบตัวเราช่างมืดเสียเหลือเกิน ถ้าความมืดเหล่านั้นห่อโลกไว้ได้มันจะบังทุกสิ่งทุกอย่างไว้จากดวงตาอันเหนื่อยอ่อน มีแต่หัวใจอย่างเดียวที่มองเห็น มันจะจ้องดาวระยับแสงด้วยความสุข ตอนนี้รังสีอรุโณทัยเริ่มระบายแผ่นฟ้า ดูเหมือนวิญญาณของเจ้าจะหันหลังให้ทุกสิ่งทุกอย่าง"

"จันทร์กำลังจะสิ้นแสง ทิ้งให้หัวใจโหยหา ไม่มีอำนาจใดในโลกจะตรึงนาทีทองนี้ไว้ได้ นาทีทองที่ได้มอบความหมายอันลึกลับไว้กับจักรวาล เจ้ายืนอยู่ตรงจุดเริ่มต้นของมัน ยื่นมือวอนขอออกไปสู่ความมืด สู่ขอบฟ้า และสู่ความลึกที่ดวงจันทร์ตกลงไป ดูราวกับกองไฟกำลังลุกไหม้อยู่ในอกของเจ้า ขณะที่ฟ้าเริ่มสาง ความหวั่นกลัวว่าจะพบการล้มละลาย และตัณหาลดลง"

"สิ่งโสโครกที่หมักหมมอยู่ในหนองน้ำเน่า ถูกอุดตันด้วยคำพูดที่ใช้กันกลาดเกลื่อน เจ้ามีทั้งความมั่งคั่งและความสำเร็จ แต่เอาไปใช้หาความสุขไม่ได้ ต้องปล่อยให้มันสูญเปล่า วิญญาณของเจ้าถูกยัดอยู่ในตุ่มอันเหม็นเน่าที่ปิดสนิทดุจทารกในมดลูก ความหมดอารมณ์และซากศพอันโสโครกทำให้หัวใจของเจ้าสำลัก มาลัยแห่งชีวิตเหี่ยวแห้งและร่วงหล่นลงไปในกองขยะ"

ในวัยหนุ่มโอมาร์เคยเขียนบทกวี แน่นอนว่าเขาเป็นศิลปิน มุสตาฟาบอกว่าโอมาร์เคร่งเครียดสงสัยนั้นอาจเป็นไปได้ว่าเกิดขึ้นเพราะเขาทอดทิ้งงานศิลปะ ศิลปะจะช่วยบรรเทาทุกข์และทำให้ใจเบิกบานได้ นากิบ มาห์ฟูซเขียนเยาะเย้ยเรื่องศิลปะกับวิทยาศาสตร์หลายครั้งในเรื่องคนเคว้งคว้าง ทั้งในบทสนทนาของโอมาร์กับมุสตาฟา หรือโอมาร์ถกเถียงกับตนเองอยู่ในหัว

"กฎหมายตายก่อนศิลป์ซะอีก ว่าไปแล้ว ศิลป์เปลี่ยนไปโดยกูไม่รู้ตัว ยุคศิลป์จบสิ้นไปแล้ว ศิลป์ในยุคของเราเปลี่ยนรูปแบบไปดื้อๆ เป็นศิลป์อย่างเดียวที่เป็นไปได้ในยุควิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ได้เข้ามามีบทบาทในทุกอย่าง"

"พูดก็พูด เรามีความเห็นไม่ตรงกันเลย"

"เอาเป็นว่าเราก้าวหน้าก็แล้วกัน มึงเป็นตัวอย่าง มึงคิดว่าความสนุกสนานเป็นเป้าหมายใหญ่ของคนเบื่อโลกในศตวรรษที่ยี่สิบ สิ่งที่เราถือว่าเป็นศิลป์จริงๆมีแต่แสงที่ส่องมาจากดวงดาว ซึ่งความจริงดับไปแล้วเป็นเวลาล้านๆปี ดังนั้น เราจึงควรก้าวหน้าให้มากกว่านี้"

คนเคว้งคว้าง ทำให้ฉันนึกถึงการแสวงหาความหมายของชีวิต โอมาร์คือตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่มุ่งมั่นเลี้ยงชีพ สร้างวัตถุ มีครอบครัวสมบูรณ์ การที่เขาประสบความสำเร็จไม่สามารถรับประกันได้เลยว่า เขาจะสุขสบายใจ มุสตาฟาอาจเป็นตัวแทนของฟากศิลปะ ใช้แรงบันดาลใจสร้างชีวิตจากงานศิลป์ เลือกทำสิ่งที่รักคือศิลปะ เขาจึงใช้ชีวิตอย่างสุขสบายใจ ในขณะที่โอมาร์สับสนว้าวุ่น

หลังจากทิ้งครอบครัวไปหาทางออก ด้วยการลุ่มหลงโลกีย์ ซึ่งก็ช่วยโอมาร์อยู่ได้เพียงระยะหนึ่ง เท่านั้น ในที่สุดความเบื่อหน่ายก็พาเขาย้อนวกกลับมายังเส้นทางเดิม คือ เคว้งคว้างสับสนใจ ต่อมาเมื่ออุสมานเพื่อนรักออกมาจากคุก คนอ่านจะมีความหวังขึ้นมาบ้างว่า ทุกอย่างจะคลี่คลาย แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องของ นากิบ มาฟูซ หรอกนะ เรื่องของเขาคือความจริงคู่โลกว่า...โลกไม่เป็นเหมือนที่เราฝัน

"ดูราวกับว่าชายคนหนึ่งออกจากคุกกลับมาสู่โลกอีกครั้ง ส่วนชายอีกคนออกจากโลกไปสู่จักรวาลนิรนาม"

แม้ความคลายใจจะหมดลงเรื่องเพื่อนที่อยู่ในคุก ได้กลับมาอยู่บ้านกับลูกชายที่เพิ่งคลอด โอมาร์ยังต้องเผชิญอยู่ในเขาวงกตของความวุ่นวายใจจากคำถามวกวน คำถามที่ทำให้เขาดิ้นทุรนทุรายต้องการค้นคำตอบอยู่ไม่จบสิ้น เขาอยากเป็นคนที่มีความสุขบนโลก แต่เสียงเรียกร้องจากอีกโลกหนึ่งก็ยังตั้งคำถามซ้ำซาก คำถามที่อาจจะทำให้ฟั่นเฟือนวิปลาส

อย่างไรก็ตาม บนหน้ากระดาษ 150 หน้า บทบรรยายราวบทกวีและมีท่วงทำนองของบทเพลง ทำให้เราเข้าใจ(และอาจจะถึงขั้นรู้สึกเวทนาตนเอง) เข้าใจความสับสนโดดเดี่ยวของมนุษย์ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งด้านวัตถุและสังคมการเมือง การเปลี่ยนแปลงที่อาจจะไม่ถูกใจเราเลย และเรายังต้องมีชีวิตอยู่กับสิ่งนั้น

"รู้สึกว่ามีความน่าประหวั่นพรั่นพรึงอยู่ ณ ที่แห่งใดไกลออกไป ส่วนลึกในกายดึงเขาลงดิน เขาพยายามจะต่อสู้หรือชะลอมันไว้แต่ก็ไร้ผล มันหยั่งรากลึกราวชะตากรรม ฉลาดแกมโกงราวกับหมาจิ้งจอก

ดุดันราวมัจจุราช เขาถอนหายใจให้กับคลื่นแห่งความเศร้าและแสงสีสารพัน"

อ่าน คนเคว้งคว้าง จบลง ในใจก็พร่ำภาวนาว่าอย่าให้ใครๆต้องติดอยู่ในบ่วงความเศร้าของคำถามซ้ำซากที่ไม่รู้จบในกล่องแก้วปิดผนึกที่ไร้คำตอบเลย...