สักครั้งในชีวิตขอพิชิต...โมโกจู

โลกสวยด้วยพรรณไม้

ท่ามกลางความรู้สึกที่เหน็ดเหนื่อย ภายในร่างกายเริ่มมีการขัดแย้ง ระหว่างใจมุ่งมั่นให้ถึงจุดหมาย...ยังเต็มเปี่ยม แต่ขาแข้งรวมถึงฝ่าเท้าทั้งสอง...ล้าเกินทน ก็ดั่งที่พี่วีระกล่าว ว่า การจะไปให้ถึงยอดเขาโมโกจูได้หรือไม่นั้น มิได้มาชี้วัดอะไรได้เลยในชีวิต เพราะทั้งผืนป่า ยอดเขา น้ำตก ลำคลอง...ยังอยู่ที่เดิม ปีหน้าฟ้าใหม่ค่อยมาอีกครั้งก็ได้ แต่เราเดินทางมาก็ค่อนทริปแล้ว หรือเรียกว่า ชัยชนะอยู่แค่เอื้อม จะให้ล้มเลิกหันหลังเดินกลับ...เห็นทีจะไม่ได้ คุณสมบัติคนเดินป่าอย่างแรกเลย คือ ใจ และหัวใจทำให้ผลสำเร็จเกิดขึ้น...ผมเชื่ออย่างนั้น

พอมองไปยังหนทางเดินเบื้องหน้า...ยังอีกไกลโข แต่จิตใจที่ไม่ยอมแพ้กับอุปสรรค ได้สร้างพลังใจส่งเสริมเป็นพลังกาย แล้วเกิดพละกำลังในการเดินหน้าต่อไป ความยากลำบากในการสัญจรตามป่าเขา ถือเสียว่า เป็นมนต์เสน่ห์ที่หากันไม่ได้ง่าย การได้เดินทางท่องเที่ยวในที่ต่างๆ เป็นเสมือนการเติมความสุขให้กับชีวิต ซึ่งการได้นอนกลางดินกินกลางทรายบ้าง ก็ให้คิดเสียว่า เสมือนได้มาเยือนแดนสวรรค์ เมื่อปรับทัศนคติการเดินเสียใหม่ ก็ก้าวเดินหน้าด้วยความเข้าใจ ชื่นชม พร้อมสัมผัสคุณค่าผืนป่าอย่างลึกซึ้ง และกาลเวลาผ่านพ้นไปไม่นาน เราก็เดินขึ้นมาที่ แค้มป์ตีนดอย ได้สำเร็จทุกคน

แต่ก่อนที่ขึ้นไปที่แค้มป์ตีนดอย จะมีน้ำให้ดื่มกินกันเพียง 2 จุด คือ คลองหนึ่งที่เราหยุดทานข้าวเที่ยงกัน และคลองสองที่นำน้ำขึ้นไปใช้ที่แค้มป์ หากใครที่รู้ตัวเองว่า เป็นคนที่ต้องดื่มน้ำเยอะกว่าเพื่อน ก็เตรียมของตัวเองไปให้เพียงพอด้วย เราถึงแค้มป์ตีนดอยในเวลาประมาณ 14 นาฬิกา 45 นาที ซึ่งควรมาถึงก่อนหน้าสัก 15 นาที ก็ด้วยระยะทางที่เสมือนทางนรก กว่าจะเดินผ่านไปได้แต่ละกิโลเมตร กินระยะเวลานานกว่าชั่วโมง ซึ่งจริงๆแล้วจากแค้มป์แม่เรวาถึงแค้มป์ตีนดอย มีระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตรเท่านั้น ส่วนระยะทางอีกหนึ่งกิโลเมตร เป็นการเดินเท้ามุ่งไปตามสันเขาสู่ ยอดเขาโมโกจู

เมื่อผองเพื่อนในขบวนมาร่วมตัวแล้ว ได้ฤกษ์งามยามดีในเวลา 16 นาฬิกา ขบวนก็เริ่มเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว โดยเรามีภาระกิจอันสำคัญยิ่ง คือ การไปชื่นชมกับพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ซึ่งเป็นดวงเดียวกับเห็นที่บ้านประจำ เพียงแต่มาเพ่งมองอยู่บนเขาโมโกจู ที่คงแต่ความเยือกเย็นตลอดทั้งวัน เราควรเดินทางไปให้ถึงก่อนเวลา 18 นาฬิกา แล้วที่ไม่ควรหลงลืมเป็นอันขาด กับพวกเสื้อกันหนาว ไฟฉาย อุปกรณ์ถ่ายภาพ และขาตั้งกล้อง เมื่อเดินไปเหงื่อที่เคยย้อยทั่วกายไม่ทันแห้ง ก็กลับมาให้ต้องชื่นแฉะกันอีกครั้ง แต่ครั้นเดินผ่านถึงสันเขาโล่งๆ กลับทำให้ความรู้สึกสดชื่นขึ้นทันที พร้อมกับจ้องมองไปเบื้องหน้า โมโกจูมาตระหง่านตรงหน้านี่เอง

ยอดแมกไม้ที่สูงเลยหัวไปหน่อย กำลังไหวเอนไปมายามต้องลม ทั้งกระแสลมยังหอบความเย็นรวยรื่นมาด้วย ทำให้การเดินบนสันเขาไปยอดโมโกจู ไม่รู้สึกลำเค็ญเหมือนทางที่ผ่านมาหลายวัน อีกทั้งหน้าตาเราที่เคยตึงเครียต จากพิษสงของเส้นทางอันแสนหฤโหด ได้เปลี่ยนเป็นใบหน้าเริงร่าชื่นมืน เจือปนไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ พร้อมสูดหายใจยาวเข้าปอดอย่างสดชื่น ช่วงเวลาขณะนี้บอกได้คำเดียวว่า ความสุขล้นเหลือ กระทั่งเพื่อนร่วมทางคนหนึ่งเอยว่า คุ้มค่าจริงๆกับความลำบากที่ผ่านมา ซึ่งตัวผมเองก็มีความคิดเห็นตรงกัน และอยากนำบรรยากาศดีๆกลับไป...ด้วยภาพถ่าย

เมื่อเดินผ่านพ้นตรงเนินเขาไปหน่อย เราก็เห็นสัญลักษณ์ของยอดเขาโมโกจู คือ หินทับเรือใบ ซึ่งเป็นหินแกรนิตก้อนใหญ่เพียงก้อนเดียว ที่ผุดตัวขึ้นมาอยู่ตรงกลางของยอดเขา ต่อเมื่อรายล้อมไปด้วยแผ่นฟ้าสีคราม ที่แต่งแต้มไปด้วยสีขาวของปุยเมฆ กระนั้นเบื้องล่างยังแผ่ไปด้วยผืนป่าไม้ ที่เรือนยอดเบียดแน่นคล้ายกับบร็อคโคลี ในขณะที่มีดวงอาทิตย์ยามเย็นสาดแสง ทำให้ภาพในมุมมอง 360 องศารอบตัว ช่างงดงามราวกับยืนในสรวงสวรรค์ จนอยากนอนพักอยู่บนนี้สักคืน แต่ก็เกร่งว่า จะไม่สามารถทานกับความหนาวเย็นได้ เพราะเมื่อดวงอาทิตย์หายลับจากขอบฟ้า ความเย็นยะเยือกก็แทรกตัวมาทุกขณะ

โมโกจู เป็นภาษากระเหรี่ยงนะครับ แปลว่า คล้ายว่าฝนจะตก เนื่องจากความสูงชันของขุนเขา ที่ถูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกทั้งปี ทำให้ชาวเขามองขึ้นไปส่วนปลายยอด แล้วต่างคิดว่า ฝนทำท่าจะตกอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะมองเห็นกันในช่วงฤดูกาลใด จึงกลายเป็นที่เรียกขานกันมาตลอดว่า ยอดเขาโมโกจู ทั้งเป็นยอดเขาในตำนานของ ขุนเขาแห่งความหนาวเย็น ด้วยทำเลอยู่ท่ามกลางเทือกเขาสลับซับซ้อน ยากเย็นแก่การเดินทางเท้าเข้าไปถึง จนกระทั่งเป็นที่ใฝ่ฝันของนักเดินทางหลายคน อยากสัมผัสให้ได้สักครั้งในชีวิต

ยอดเขาโมโกจูสูง 1,964 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ความสูงเป็นอันดับสอง รองจากยอดเขากะเจอลา ในอุทยานแห่งชาติอุ้งผาง จังหวัดตาก จึงเป็นเสมือนเสาหลังคาต้นที่ 2 ของผืนป่าตะวันตก แล้วเป็นผืนป่าที่สูงที่สุดในภาคกลาง ยอดเขาโมโกจู ว่ากันว่า เป็นฉากหนึ่งที่ถูกเขียนถึง ในนวนิยายเรื่อง เพชรพระอุมา ตอนไพรมหากาฬ แต่ในความจริงที่เห็นชัดตา เป็นเส้นแบ่งครึ่ง ระหว่างจังหวัดนครสวรรค์และจังหวัดกำแพงเพชร หรือเสมือนกำแพงกั้นตรงกลาง ระหว่างอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จังหวัดกำแพงเพชร และอุทยานแห่งชาติอุ้งผาง จังหวัดตาก ถ้าหากมีการเดินพลาดพลั้งหล่นไป ก็เลือกหาจังหวัดให้ดีก็แล้วกัน

เราเดินทางตามแสงไฟฉาย ลงมาถึงที่พักแรมแค้มป์ตีนดอย ในเวลา 19 นาฬิกาโดยประมาณ อาหารมื้อดึกดื่นของพวกเรา มีเนื้อทอด หมูหย่อง ทานกับข้าวสวยร้อนๆ ก็เริ่มต้นอย่างไม่มีพิธีรีตองใด แล้วต่อจากนั้นรีบเข้าพักผ่อนนอนหลับ เพื่อที่จะได้มีเรี่ยวแรงอย่างเต็มพิกัด แต่ก่อนนอนก็มิได้หลงลืม ปฐมพยาบาลด้วยการนวดน้ำมัน หลังจากรู้สึกเคลิ้มไปได้ไม่นาน ก็พลันได้ยินว่า ตีสี่กว่าแล้วครับ!!!เสียงพี่ตอนปลุกข้างเต้นท์ ซึ่งกำลังนอนเพลินกับเสียงเพื่อนสองคน กรนราวเสียงเสือโคร่งคำรามใส่กัน ด้วยมีจุดหมายที่รออยู่อย่างชัดเจน คือ การไปต้อนรับพระอาทิตย์ยามเช้า จึงสลัดถุงนอนไปแบบไม่มีเยื้อใย

พร้อมกับทำหน้าตาให้สดใสหน่อย แต่ในความรู้สึกลึกๆแท้จริง...ยังงัวเงียขี้ตาอยู่เลย เราตื่นออกมาพร้อมกันในเวลา 5 นาฬิกา แล้วเดินไปตามทางแสงไฟของเพื่อน ส่องนำทางขึ้นไปสู่ยอดเขาโมโกจู ระหว่างทางก็ปิดปากหาวไปตลอด ในใจก็อยากหวนกลับไปนอนต่อ...แต่ก็ทำไม่ได้ แล้วอีกใจก็คิดถึงคำบอกเล่าที่ว่า บริเวณยอดเขาโมโกจู ยามที่อากาศปิดหนักๆ หรือไม่สพอารมณ์ขึ้นมา เพียงในระยะทาง 2-3 เมตร ก็ไม่สามารถมองอะไรเห็นเลย อย่างเมื่อเดือนก่อนที่ผ่านมานั้น อากาศตอนช่วงเช้าก็ยังปิดสนิท เริ่มตั้งแต่ทางเดินขึ้นตีนเขามาเลย แม้พอเดินไปถึงยอดเขาได้แล้ว ก็ยังไม่เห็นยอดเขาโมโกจูทั้งลูก

แต่เมื่อหลายเดือนที่ผ่านมาอีกเช่นกัน มีคนเดินขึ้นไปที่ยอดเขาโมโกจู พบกับบรรยากาศเปิดทั้งเช้าและเย็น ยามถ่ายภาพออกมาสวยงามดีด้วย แต่ทะเลหมอกมีไม่ค่อยเยอะ ซึ่งจะมาปรากฏในช่วงเช้าประมาณ 8 โมง สำหรับบางกลุ่มถือว่าโชคดีเอามากๆ ถ้าอากาศเปิดหรือเป็นใจให้แล้ว บริเวณบนยอดเขาโมโกจู จะสามารถเห็นพระอาทิตย์กับพระจันทร์ อยู่ภายในผืนแผ่นฟ้าเดียวกัน เหมือนได้ยืนอยู่บนยอดเขาสูง มีทะเลหมอกอยู่ข้างล่างตัวเรา จึงให้รู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่ระดับเดียวกับเมฆ เมื่อคิดถึงพร่างเดินไปตามทางเท้า ก็ได้แต่พยายามภาวนา ขอให้อากาศไม่ปิดทีเถอะ...สาธุ

กระทั่งเวลา 5 นาฬิกากว่าๆ ก็มีทัศนียภาพแรกให้เห็นจะตากัน เป็นภาพของคลื่นทะเลหมอกสีขาว กำลังไหลเป็นระรอกเรี่ยกับยอดไม้ ที่มีเรือนยอดเบียดแน่นราวกับยอดผัก โดยมีแสงเงาต่างจากยามเย็นเมื่อวาน ผมรำพึงในใจว่า ช่างงดงามกันคนละแบบ ในระหว่างที่พวกเราถ่ายภาพทะเลหมอก ที่กำลังเคล้าคลึงเรือไม้อย่างไม่เลิกรา อีกฝากหนึ่งด้านทิศตะวันออก ก็เริ่มมาแย้งซีนความงดงามไป บริเวณเส้นขอบฟ้ากว้างไกลสุดตา มลังเมลืองไปด้วยแสงสีเหลืองส้ม ฉับพลันก็ค่อยๆแผ่ขยายองศากว้างขึ้น แสงสว่างอ่อนๆเริ่มกระจ่ายทั่วฟากฟ้า แล้วดวงวงกลมโตราวกับไข่แดง ก็โผล่พ้นออกมาจากขอบฟ้า

พร้อมกับระบัดแสงแรงกล้าแห่งวัน จนกระทั่งต้องละการจ้องมองทันที เราสำราญบนยอดเขาถึงเวลา 6 นาฬิกา แล้วถูกกวาดต้อนราวกับชาวเขา ให้กลับลงมาที่แค้มป์ตีนดอยอีกครั้ง ในเวลาประมาณ 8 นาฬิกา เฮ่อะ!!!ไม่รู้จะรีบร้อนไปทำไม กลัวจะไม่ทันเคารพธงชาติกระมั๊ง จากนั้นกิจกรรมก็วนเวียนเหมือนเดิม คือ ทานอาหารเช้า เก็บสัมภาระ และทำใจยอมรับกับการทรมาน ซึ่งการเดินขึ้นมาที่แค้มป์ตีนดอย...ยากเย็นสุดประมาณ แต่ในการเดินลงไปจากแค้มป์...ก็สาหัสเช่นกัน นักเดินป่าที่เคยมีอาการหนักสุด จะเป็นเรื่องของข้อเท้าแพลงหรือเข่าพัง แล้วอาจต้องเจอแน่ๆช่วงวันขาลง

คือ วันที่ 4 ที่เดินทางลงมานั้น แข้งขาจะล๊อคจนก้าวเดินไปไม่ได้ หรือมีอาการบริเวณหน้าขาตึง แม้จะนั่งยองๆก็ทำได้ไม่สะดวก ด้วยหัวเข่าล๊อคและงอไม่ได้เลย เมื่อฟังมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็ให้รู้สึกต้องระวังตัวยิ่งขึ้น จริงๆแล้วถ้ารู้สึกเริ่มมีอาการขึ้นมา ทางเจ้าหน้าที่อยากให้ใช้ไม้เท้า ช่วยพยุงในการเดินของแต่ละคน อย่างที่พี่อาทิตย์ไปตัดไม้ไผ่ท่อนเล็ก ที่อยู่ตามรายทางมาทำไม้เท้า ซึ่งจะช่วยผ่อนแรงบริเวณหัวเข่าได้ดี ที่สำคัญอย่าพยายามรีบร้อนเดินลง ควรเดินเหินลงอย่างเชื่องช้า หรือในระหว่างการเดินกลางป่า ควรมีพวกเครื่องดื่มเกลือแร่ หรือขนมติดตัวไว้ทานบ้าง ก็จะช่วยเหลือด้านพละกำลังได้อย่างดี

เมื่อทราบถึงข้อปฏิบัติในการเดินลง เราก็ทำตามอย่างแบบค่อยๆเป็นค่อยๆไป เพื่อเดินย้อนกลับมาที่แคมป์แม่กระสา ในระหว่างการเดินทางกลับนั้น เราก็ยังอยากแยกวงกันเดินอยู่ ทางพี่อาทิตย์ที่นำหน้าขบวน ก็ช่างสรรหาของแปลกมาให้สัมผัส อย่างรู้สึกกระหายน้ำขึ้นมา ก็ชี้มือให้ไปเด็ดก้านต้นดอกดิน หรือกระทั่งไปหาของมาให้ทานเล่นๆ แรกเห็นเดินเข้าไปตัดต้นไผ่ ก็คิดว่า จะเอามาทำไม้เท้าพยุงเดิน แต่ก็เอ!!!ทำไมเลือกตัดลำต้นที่ใหญ่ ภายหลังถึงได้ล่วงรู้ในวัตถุประสงค์ว่า พี่อาทิตย์แกกำลังหาวุ้นไผ่ มาให้พวกเราได้ลองชิมกัน ซึ่งไม่ได้อยู่ภายในต้นไผ่ทุกต้น จะมีเฉพาะต้นที่ข้อลำหรือปล้องถี่ๆ

วุ้นไผ่เกิดจากน้ำฝนอันบริสุทธิ์ แทรกซึมเข้าไปเก็บอยู่ในปล้องของไม้ไผ่ ต่อเมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า น้ำสะอาดที่ถูกกักขังไว้ภายใน ได้มีการระเหยจนกระทั่งกลายตัวเป็นวุ้น มีลักษณะเนื้อนุ่มคล้ายๆกับเยลลี่ สีขาวใสยามมีอายุยังไม่นาน แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลใส แล้วเนื้อก็จะหนุบหรือกรุบขึ้น เมื่ออยู่ภายในปล้องไม้ไผ่นานวัน หากยิ่งอยู่นานเกินไปเรื่อยๆ ก็จะแห้งเป็นคราบสีน้ำตาล เกอะกรังภายในข้อลำไม้ไผ่ อื่อฮื้อ!!!ชื่นใจสุดที่จะบรรยาย รสหวานเสมือนได้ดื่มน้ำฝนอย่างนั้นเลย เราโชคดีจริงๆที่ได้ลิ้มลองของดีอย่างนี้ ซึ่งกว่าจะหามาทานก็ยากเย็นแล้ว แถมยังมีในปริมาณที่น้อยเสียด้วย

เวลาประมาณ 14 นาฬิกา 15 นาที เราก็ดั่งดนมาถึงแค้มป์แม่กระสา แต่จะเดินรวบรวดเดียวไปเลย แค่หยุดพักทานกลางวันตรงแคมป์ พร้อมไปเก็บเสื้อผ้าของแต่ละคน ที่ฝากตากไว้กับราวไม้ไผ่ ในการเดินขึ้นไปถึงแค้มป์ตีนดอย เราใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมง แต่พอขาเดินลงมาจากแค้มป์ตีนดอย เราใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงหน่อยๆ หลังจากทานอาหารกลางวันแล้ว ก็ยังมีเวลาเหลืออีกเล็กน้อย บ้างก็ขอตัวไปอาบน้ำสร้างความสะอาด ด้วยเมื่อคืนก่อนไม่โอกาสทำกิจกรรมนี้ บางคนก็ยังมีความเหนี่ยวแน่น กับการประคบประหงมแข้งขา จึงควักน้ำมันออกมาทาคลายปวดบวม ซึ่งผมก็เดินเข้าไปร่วมวงด้วยคน

เราเริ่มเดินทางกันต่ออีกครั้ง เมื่อเวลา 16 นาฬิกาพอดิบพอดี เพื่อไปพักแรมกันที่แค้มป์แม่เรวา ซึ่งเป็นแค้ปม์ที่หลับนอนกันคืนแรก เราสุดที่จะดีใจเมื่อมาถึงแค้มป์ ในเวลา 17 นาฬิกา 30 นาที ด้วยเห็นทั้งสายน้ำ ห้องน้ำ ที่เราปราถนาที่สุดในตอนนี้ แล้วพี่อาทิตย์คนดีของน้องๆอีกแล้ว โดยเฉพาะน้องสาวคนเล็ก-วิเวีย ได้มีการแอบตั้งฉายาให้ด้วยว่า ใบหน้าโหดแต่อารมย์อ่อนไหว ซึ่งในระหว่างการเดินทางกลับนั้น เห็นแก่เดินตรงเข้าไปแหวก ไปเถือ ไปตัด...อะไรมาบ้างก็ไม่รู้หรอก แล้วนำไปล้างทำความสะอาด จากนั้นใส่ทั้งหมดไปต้มน้ำรวมกัน ต่อเมื่อได้จิบตอนที่กำลังอุ่น สามารถรู้ได้ถึงความชุ่มในลำคอ

ผมไถ่ถามชื่อของน้ำที่ดื่มกัน แต่ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนออกมา เลยเรียกกันว่า น้ำดื่มสมุนไพร ซึ่งจะมีสรรพคุณในการบำรุงกำลัง ดับกระหาย คลายปวดเมื่อย โดยตัวยาจะประกอบไปด้วย กำลังเจ็ดช้างสาน โด่ไม่รู้ล้ม กำลังเลือดม้า ดีงูเห่า พญาเสือโคร่ง ชื่อที่เอยมาอย่างน่าเกรงขามทั้งหมด ล้วนแต่เป็นเปลือกไม้บ้าง ลำต้นบ้าง แล้วนำมาต้มกับน้ำธรรมดา จนน้ำที่ต้มเป็นสีแดงใส หรือหากใครไม่ชอบต้มกับน้ำ จะไปดองกับเหล้าขาวก็ได้ เราพักเรื่องสมุนไพรบำรุงกำลัง แล้วหันไปสนใจอาหารมื้ออร่อย ซึ่งพี่ๆลูกหาบน่ารักไม่แพ้เจ้าหน้าที่นำทาง อุตส่าห์เก็บน้ำข้าวไว้ให้ดื่มเป็นพิเศษ อื้อฮื้อ!!!นี่ก็อร่อยเกินคำบรรยาย

เช้าวันสุดท้ายของการเดินทาง เราจำต้องหันหลังเดินห่างออกไป จากแคมป์แม่กระสาในเวลา 8 นาฬิกาตรง เพื่อมุ่งหน้าสู่ที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ซึ่งควรจะต้องถึงในเวลาบ่ายโมง ด้วยระยะทางประมาณ 16 กิโลเมตร ในระหว่างเดินก็พร่างคิดว่า มีคนลงความเห็นยอดเขาโมโกจู จะสวยงามที่สุดกลางเดือนถึงปลายเดือนพฤศจิกายน แต่ผมว่า ยอดเขาโมโกจู...งดงาม 360 องศา สวยงามทุกวันและคืน อะไรบ้างที่สวย...อะไรบ้างที่ไม่สวย เอามาตราฐานอะไรมาชี้วัดกัน โมโกจูสวยงามอย่างมีคุณค่า และให้คุณประโยชน์มหาศาล

มิเช่นนั้น...จะมีนักท่องเที่ยวมายอดเขาโมโกจู จำนวน 76 รอบภายในระยะเวลา 10 ปี แล้วมีเป้าหมายขึ้นให้ถึงร้อยรอบ เขาผู้นั่น คือ เก๊าเซียง แล้วยังมีเด็กอายุต่ำสุด 7 ขวบ ส่วนอายุที่สูงสุด 63 ปี คือ คมรัฐ พิชิตเดช มาเดินถึงยอดเขาโมโกจู 9 ครั้ง แล้วมักจะพูดเสมอว่า ถ้ายังสามารถขึ้นยอดเขาโมโกจูได้ แสดงว่าตัวเองยังหนุ่มแน่นอยู่ แล้วก็มีคำพูดอยู่อย่างหนึ่ง ที่การันตีความยากลำบาก ของการไปถึงยอดเขาโมโกจู ว่า ถ้าใครพิชิตยอดเขาโมโกจูได้ สามารถไปเหยียบได้ทุกดอยในประเทศ ครั้งหนึ่งในชีวิตสำหรับคนชอบเดินป่า ต้องมาที่นี่...มาพิชิตยอดเขาโมโกจู ในเรื่องของความโหดในการเดินทาง ถ้ามีการจัดอันดับหนึ่งสองสาม ยอดเขาโมโกจู...น่าจะติดระดับหนึ่งหรือสองด้วยซ้ำไป

การมาพิชิตยอดเขาโมโกจูสำเร็จ มิได้มาจากตัวตนของเราผู้เดียว เจ้าหน้าที่นำทางและพี่ๆลูกหาบทุกคน มีส่วนที่สำคัญอย่างมากมาย ผมรับรู้ได้ในสิ่งที่หยิบยืนให้ มิได้เป็นเพียงเพราะหน้าที่ ที่ต้องกระทำให้อย่างเดียว แต่เอื้อเฟื้อในฐานะพี่ชายให้น้องๆ อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ เป็นแหล่งเรียนรู้ทางชีวภาพ เป็นต้นน้ำที่สำคัญ หรือที่อาศัยของสัตว์ป่ามากมาย ข้อมูลเหล่านั่นเป็นสิ่งที่ได้เรียนรู้ ตลอดระยะเวลา 5 วันกับอีก 4 คืน ต่อเมื่อวันเวลาผ่านไปนาน ข้อมูลก็อาจลืมเลื่อนไปได้บ้าง แต่สิ่งที่ยังคงแจ่มชัดและตรึงในใจ กระทั่งยามที่ห่วนนึกขึ้นคราใด ก็มีรอยอมยิ้มตรงมุมปากเกิดขึ้น นั่นก็คือ “มิตรภาพ” ซึ่งยั่งยืนตลอดไปแสนนาน...ขอบคุณมากครับ