สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง ช่างซ่อมพฤติกรรมที่เป็นอริกับความอยุติธรรม

นัดพบ

ความพิกลพิการของสังคมในปัจจุบัน ได้กลายเป็นเหตุปัจจัยหลักอันก่อให้เกิดการกระทำความรุนแรงต่อเพศหญิง และมีผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อเพียงจำนวนน้อยเท่านั้นที่พร้อมจะลุกขึ้นสู้เพื่อทวงคืนความยุติธรรม และปกป้องศักดิ์ศรีให้กับตัวเอง แต่เธออีกกลุ่มใหญ่เหล่ากลับสิ้นเรี่ยวแรง และอ่อนแอเกินกว่าที่จะลุกขึ้นสู้อย่างแข็งแรงเพียงลำพัง สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง หรือ ป้าโก๋ นักรณรงค์เกี่ยวกับสิทธิสตรี แห่งมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล คือหนึ่งในผู้ที่ทำหน้าที่ปลอบโยน สร้างกำลังใจ ให้เธอที่ถูกกระทำเหล่านั้นไม่สิ้นหวังกับชีวิต ในโลกนี้ยังมีความยุติธรรมหากเธอพร้อมที่จะเดินหน้าเพื่อต่อสู้และเรียกร้องสิทธิอันชอบธรรมนั้น

- ป้าโก๋เป็นแฟนพันธุ์แท้การชุมนุมมาตั้งแต่วัยรุ่น

ใช่ค่ะ เพราะตั้งแต่ย้ายไปอยู่กับพี่ชายที่เพชรบุรีชินกับความรุนแรง เพราะคนที่นั่นยิงกันตายไม่เว้นแต่ละวัน กิจวัตรของเด็กหญิงสุเพ็ญศรีคือ หลังเลิกเรียนหากทราบว่ามีการอภิปรายหรือการชุมนุมเกิดขึ้นที่ใด เป็นต้องเข้าไปดู เพราะ...อยากรู้ว่าเขาทำอะไรกันบ้าง? แล้วเพื่อนๆ ที่อยู่ก๊วนเดียวกันที่เมืองเพชร ก็ล้วนแต่เป็นลูกหลานนักการเมืองท้องถิ่น ป้าเป็นเพื่อนกับลูกชายแม่กิมไล้แต่ตอนนี้เสียชีวิตไปแล้ว พี่ชายที่ไปอยู่ด้วยก็เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ช้อง คล้ายคลึง อดีตกำนันและนักการเมืองท้องถิ่นชื่อดังของเพชรบุรี แม้กระทั่งย้ายกลับมาอยู่ที่โคราชบ้านเกิด ก็ยังไม่วายที่จะมีเพื่อนเป็นคนที่มีสถานะเป็นลูก ส.ส. ลูกนักการเมืองใหญ่ของโคราชทั้งนั้น

ป้าจะเป็นคนที่เป็นอริกับความอยุติธรรมมาตลอด จำได้ว่าครั้งหนึ่งเคยประท้วงคุณลุงซึ่งเป็นครูใหญ่ในโรงเรียนที่ป้าเรียน เพราะตัดสินรางวัลการประกวดจัดพานแบบไม่ยุติธรรม ไปมอบรางวัลให้คนที่ทำไม่สวย ป้าไม่ไปโรงเรียนเลยนะ ลุงต้องมาตามที่บ้านบอกกับแม่ว่าให้หลานสาวไปโรงเรียน เพราะวันรุ่งขึ้นจะสอบแล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ที่เห็นความ อยุติธรรม หรือใครถูกทำร้ายเราจะยอมไม่ได้ ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากอิทธิพลของครูบาอาจารย์ที่ปลูกฝัง แนะนำเรื่องสิทธิให้รู้วิธีในการจัดการเรื่องต่างๆ เข้าใจว่าจะเป็นอย่างนั้น

- ความไม่ถูกต้องในอดีตที่ป้าโก๋เห็นเกี่ยวกับเรื่องอะไรบ้าง

น่าจะเป็นช่วงที่อยู่เพชรบุรี พี่ชายป้าเป็นสัสดีจังหวัด เวลาถึงเทศกาลเกณฑ์ทหารเราจะไม่เห็นความไม่ถูกต้องในวงราชการอยู่เสมอๆ เครื่องบรรณาการทั้งหลายจะพากันหลั่งไหลมาจากทั่วสารทิศ แต่เชื่อมั้ยว่าสิ่งที่ได้มาโดยไม่ถูกไม่ต้องไม่นานมันก็มลายหายไป สิ่งเหล่านี้มันจึงเป็นเชื้อที่ทำให้เราอยากออกมาต่อสู้กับความไม่ยุติธรรมเรื่อยมา

แต่ป้ามาเข้าวงการจริงๆ ตอนเรียนจบชั้น ม.ศ. 5 แล้วเข้ามาทำงานที่กรุงเทพฯ ซึ่งช่วงนั้นตรงกับมีเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 บ้านเมืองร้อนระอุตกอยู่ท่วมกลางสถานการณ์รุนแรง ป้าเองได้เข้าไปร่วมชุมนุมด้วย ไม่ต้องถามถึงเรื่องความกลัว เพราะที่เมืองเพชรยิงกันตายทุกวัน แม้แต่เพื่อนของเราเองก็ยังถูกยิงตาย ป้าจึงเรียนรู้การเอาตัวรอดจากความรุนแรงมาตั้งแต่รุ่นๆ

- ครั้งแรกทำงานเกี่ยวกับอะไรคะ

ป้าทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตและตรวจสอบแผงวงจรไฟฟ้าก่อนจะนำเข้าสู่กระบวนการผลิตๆ อยู่ในบริษัท ฟิลิปส์ เชมิคอนดักเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด เดิมเป็นของฮอลแลนด์ นั่นถือเป็นการสมัครงานครั้งแรกในชีวิต แต่ก็ได้เข้าทำงานเลย และที่นี่ป้าก็ได้เห็นความไม่ยุติธรรมอีก กระทั่งนำไปสู่การก่อตั้งสหภาพแรงานขึ้นในปี 2521-2522 ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหม่ของบ้านเมืองเรา ช่วงนั้นจะมีสหภาพแรงงานการไฟฟ้านครหลวง มีสหภาพแรงงานย่านรังสิต ก็มีการชุมนุมประท้วงกัน ในปี 2521 สมัยรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร บ้านเมืองไม่อยู่ในภาวะที่เป็นประชาธิปไตย คนงานได้รับผลกระทบ รัฐบาลกับนายจ้างร่วมมือกันเอารัดเอาเปรียบ ซึ่งเป็นเรื่องจริง

ในขณะที่เริ่มต้นก่อตั้งสหภาพแรงงานฯ เราก็ไปขอความรู้จากกลุ่มอาจารย์ธีรนาถ อาจารย์มาลี แล้วก็อาจารย์ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ 3 ท่านนี้เป็นนักเรียนนอก แนะนำให้เราไปอบรมเรื่องของการบริหาร การรู้กฎหมาย เพื่อรู้เท่าทัน เพราะในช่วงปี 2521 - 2523 ประเทศไทยเริ่มมีขบวนการเฟมินิสต์ เริ่มมีการก่อตั้งกลุ่มเพื่อนหญิง และสมาคมสิทธิเสรีภาพ (ชื่อเดิมสหภาพแรงงานเพื่อสิทธิเสรีภาพ) แรงงานไทยส่วนใหญ่ถือเรื่องบุญคุณ แต่เราใช้หยาดเหงื่อแรงงานของเราเข้าไปแลกต่างฝ่ายต่างไม่มีบุญคุณติดค้างกัน อาจารย์ยกตัวอย่างให้ฟังว่า บริษัทต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในเมืองไทย มีใครรู้บ้างว่าเขาให้ค่าจ้างเราถูกมาก สมมติเขาให้คนงานของเขา 200 บาท แต่ให้คนไทยแค่ 20 บาท ซึ่งมันไม่ยุติธรรม

การลงไปเป็นผู้ร่วมก่อตั้งสหภาพแรงงานทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ จากการปฏิบัติจริง ซึ่งบางเรื่องเราไม่เคยรู้มาก่อนเลย แต่ต้องถือว่าโชคดีที่ในช่วง 2 ปี แรกที่เริ่มงานทำงานไม่ได้เหนื่อยได้หนักอะไร มีอิสระเสรีให้อยู่ ตอนหลังที่มีสหภาพฯ มีกรรมการก็มีการเจรจาต่อรองทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของลูกจ้างให้ดีขึ้น ช่วงแรกๆมีปะทะกันกับนายจ้างเพราะยังไม่ได้รับการยอมรับมีการต่อต้านเหมือนกัน แต่พวกเราก็มีวิธีเรียนรู้การทำงานสหภาพของสหภาพรุ่นพี่ ก็มาช่วยดูแลแนะนำและทำให้สวัสดิการต่างๆดีขึ้น เป็นกรรมการสหภาพไม่กี่ปี ก็ไปลงสมัครเป็นผู้พิพากษาสมทบศาลแรงงาน

- มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในชีวิตช่วงนี้หรือไม่

ช่วงที่ไปเป็นผู้พิพากษาสมทบศาลแรงงานก็มีการเปลี่ยนแปลงเหมือนกัน เพราะด้วยข้อหนดเรื่องความเป็นกลาง เมื่อมีการชุมนุมทำให้เราต้องระมัดระวังเรื่องการออกไปร่วมชุมนุม แต่ทำอย่างไรได้ในเมื่อมันอยู่ในสายเลือด เพราะฉะนั้นเมื่อลงจากบัลลังก์ เราก็จะเปลี่ยนเสื้อผ้าซึ่งเตรียมมา แล้วก็ออกไปร่วมชุมนุม

- มีความกดดันหรือสนใจอะไรเป็นพิเศษเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ ถึงเข้าไปคลุกคลี เพราะเราเองก็ไม่ได้เป็นผู้ที่ถูกกระทำ

ต้องบอกว่าตรงนี้น่าจะเกิดจากอิทธิพลเมื่อทำงานกับบริษัทอเมริกัน ถ้าเราอยากจะทำงานอะไรตัว knowledge กับตัว How to สำคัญที่สุด เพราะฉะนั้นเมื่อเราเรียนมาน้อยแต่สิ่งที่ได้รับมอบหมายเราจะต้องทำให้เต็มที่ เสียหายไม่ได้ ตรงนี้น่าจะเป็นเรื่องวินัย

สมัยที่อยู่ศาลแรงงานกลาง เป็นผู้พิพากษาสมทบนั่งพิจารณาคดีที่เด็กมาก ครั้งแรกจำได้เลยว่าเขาจับให้ไปนั่งกับรองอธิบดีศาล เราก็เป็นเด็กตัวเล็กๆ คิดดูว่าผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างเขาก็จะแต่งตัวดูดี ดูเท่ แล้วท่านรองอธิบดีท่านก็เป็นผู้อาวุโสแต่ท่านก็ปฏิบัติกับเราแบบไม่ได้ดูถูกดูหมิ่น แต่ว่าก็มีเหมือนกันที่ผู้พิพากษาบางคนเห็นว่าเราเป็นเด็กจะรู้เรื่องหรือเปล่า แต่เราเชื่อมั่นว่าจากประสบการณ์ที่เราเรียนรู้เรื่องกฎหมายแรงงาน เราน่าจะมีความเชี่ยวชาญกว่าผู้พิพากษา เพราะผู้พิพากษาเขาก็จะเรียนรู้แต่กฎหมายอาญา กฎหมายแพ่ง

ศาลแรงงานใช้กฎหมายแรงงานเป็นหลัก เพราะฉะนั้นเราเรียนรู้เรื่องแรงงานตั้งหลายปี ถูกครูบาอาจารย์อบรมสั่งสอนมาตั้งเยอะแยะ ก็มีที่ผู้พิพากษาบางคนเขาฟังๆคดีไปแล้วก็บอกว่าจะยกฟ้อง เราก็บอกว่าฟังๆดูแล้วลูกจ้างเขาไม่ได้เป็นผู้ทำผิดนี่ ท่านอาจารย์เกษมสันต์นั่นแหละจำได้เลย เราก็เลยบอกว่าอาจจะเป็นกรณีที่ลูกจ้างเป็นผู้ถือหุ้นแล้วก็เป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาด สิ่งที่เขาทำก็เห็นอยู่แล้วว่าพูดเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของบริษัทและผู้ถือหุ้น แต่นายจ้างฝรั่งที่เป็น MD เห็นว่าเป็นการต่อล้อต่อเถียงก็เลยหาเหตุเลิกจ้าง เพราะว่าถ้าท่านเขียนยกแต่เราเขียนแย้ง เราจึงพยายามคุยกับผู้พิพากษา ฝ่ายลูกจ้างก็มีความเห็นคล้ายเรา พอถึงวันพิจารณาคดีมีการทบทวนสำนวนต่างๆ เขาก็ตัดสินตามที่เราต้องการ ก็มีบางคดีที่นำแรงงานถูกเลิกจ้าง ร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ สหภาพแรงงานห้ามไม่ให้เลิกจ้างแต่นายจ้างเลิกจ้าง แต่เราดูแล้วว่าหาเหตุเลิกจ้างเพราะเป็นกรรมการสหภาพ ผู้พิพากษากลางก็มองว่านายจ้างเขาทำถูกและมีแบบฟอร์มการลากิจ ลาป่วย ที่เขาอ้างว่าลูกจ้างทุจริต ซึ่งก็ไม่น่าจะใช่ แล้วมีความเห็นแย้งกัน จากเดิมที่ผู้พิพากษาฝ่ายนายจ้างและผู้พิพากษากลาง มีความเห็นสอดคล้องกัน เราทำความเห็นไปที่ศาลฎีกา ศาลฎีกามีการทำความเห็นกลับมาเห็นด้วยกับเรา

- การเข้าสู่วงการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิมิได้เป็นสาเหตุของการอยาก Early

ไม่ใช่คะจำได้ว่า Early ออกมาเมื่อปี 1993 เพราะอยากพักผ่อน ชีวิตการทำงานบริษัทเป็นลูกจ้างฝ่ายผลิต จำไม่ได้ว่ากี่ปี เป็นพนักงานธรรมดาประมาณ 2 ปี แล้วก็ได้รับการเลื่อนขั้นให้มาเป็นเสมียนพนักงาน ช่วงที่ออกก็คิดว่าเราพอแล้วทำงานมา 17 ปีกว่าแล้ว อยากจะไปเที่ยวอยากจะไปพักผ่อน เพราะเวลาทำงานเราก็จะทำงานเต็มที่

- แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เพราะต้องเข้ามาเริ่มทำงานเกี่ยวกับสิทธิสตรี

เมื่อก่อนเราก็เฉยๆ เห็นปัญหาเรื่องการทะเลาะกันในครอบครัวเป็นเรื่องสามีภรรยา เพราะเราถูกปลูกฝังว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัว เป็นเรื่องของเขาไม่ใช่เรื่องของเรา เรื่องข่มขืน มันก็เป็นเรื่องของเขา ตอนแรกที่มาอยู่มูลนิธิเพื่อนหญิงก็ยังอยู่ที่ฝ่ายแรงงาน ทำเรื่องลาคลอด 90 วัน ช่วงนั้นก็ทำงานบ้าง อยู่ห้องประชุมบ้าง หรือว่าถูกส่งไปเรียนรู้เรื่องสิทธิแรงงานในต่างประเทศบ้างแต่ว่าไม่ยาว 1 อาทิตย์บ้าง 2 อาทิตย์ ช่วงที่เข้มข้นคือช่วงรณรงค์ลาคลอดต้องทำหน้าที่คุยกับฝ่ายต่างๆ มาอยู่กับเพื่อนหญิงก็หลังจาก Early

พอ Early ตอนปี 2536 ก็นั่งกินน้ำชากาแฟอยู่บ้าน 2 วัน จำได้ว่าอยากไปเที่ยวห้างสรรพสินค้า ตอนนั้นห้างยังไม่ได้มีเยอะมาก แต่ไปได้แค่ห้างเดียวก็กลับบ้าน แล้วก็ได้ไปวัดมาหนึ่งวัน หลังจากนั้นก็มาทำงานกับมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลตามคำชักชวนของคุณจเด็จ เราเจอกันตอนออกไปประชุมที่ สสส. เพื่อตั้งกลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี จำได้ว่าประชุมอยู่แถวสะพานใหม่ จเด็จไปด้วยเลยถามจเด็จว่ามีงานให้ทำไหม (จเด็จ ตอนนี้เป็นผู้อำนวยการอยู่ที่มูลนิธิหญิงไทยก้าวไกล) เขาก็บอกว่าแล้วมาคุยกันนะพี่ เขาเห็นความสามารถว่าสามารถประสานกลุ่มแรงงาน ทำโน่นทำนี่ได้

พอมาอยู่ตรงนี้ก็เริ่มกลับไปคิดถึงสิ่งที่เคยพูดไว้ว่า ทำไมองค์กรผู้หญิงทำแต่เรื่องข่มขืน กอรปกับได้ไปฝึกอบรม ครูเขาก็จะถามผู้เข้าร่วมอบรมแต่ละคนว่า คิดยังไง จบแล้วจะกลับไปทำอะไร คนอื่นๆ เขาก็ตอบว่ากลับไปจะทำอะไร แต่ที่เราเรียนรู้มามันไม่เกี่ยวกับภาวะจิตใจเพราะแรงงานมันเกี่ยวเนื่องกับเศรษฐกิจ เราก็คิดนานว่าจะทำอะไร หลังฝึกอบรมก็ได้นำไปใช้ เพราะที่มูลนิธิจะมีกระบวนการฝึกอบรมเครือข่ายกลุ่มผู้หญิงที่ถูกกระทำ

ก็เลยไปรณรงค์เกี่ยวกับการยุติความรุนแรง ก่อนที่จะรณรงค์ต้องไปเรียนรู้วิธีการ ไปเห็นบริบทของต่างประเทศ แต่ศูนย์พิทักษ์ ก็จะมีคดีที่ยากอย่างคดีข่มขืน คดีรุมโทรม ทนายก็มาขอคำปรึกษาเพราะเห็นว่าเราเคยเป็นผู้พิพากษาสมทบ เพราะเวลาที่มีการสืบพยานเราควรที่จะมีวิธีการเตรียมตัว

- วิธีการทำงานของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลเป็นอย่างไร เพราะเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังเรื่องความเปราะบางของจิตใจ

เราจะทำงานกันเป็นทีม มีการประชุมระดมสมองกันอยู่เสมอ เวลาที่เจอคดียากๆ เราจะมีกระบวนการที่เรียกว่า "woman Plus" การประชุมพูดคุย ปรึกษาหารือกัน ปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงจะแก้ไขยังไง อย่างที่บอกว่าเราฝึกเทคนิคของฝรั่งมาเยอะเรานำประสบการณ์ที่เคยก้าวข้าม ถ้าเรามีการเตรียมความพร้อมให้กับผู้หญิง ผลประโยชน์ทางคดีก็จะเป็นที่น่าพอใจแก่ผู้เสียหาย พอเรามาแก้ปัญหาเรารู้เลยว่าสิ่งนี้มันเป็นความยาก ความท้าทาย เมื่ออยู่ในหน้าที่ต้องแก้ปัญหาให้ได้ ด้วยการใช้ความรู้ที่เหมาะสม ความรู้ที่ถูกกต้อง ไม่ใช่ทำให้เขายากลำบาก

- การคลุกคลีอยู่กับเรื่องสิทธิสตรีปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงคืออะไรคะ

อิทธิพลการข่มขี่ของสังคมที่ผู้ชายเป็นผู้มีอำนาจมันบังคับผู้หญิงเรามาจากสังคม และเป็นสาเหตุสำคัญของการคุกคามผู้หญิง เราทราบปัญหานี้เพราะการลงไปปฏิบัติและพูดคุยกับผู้ถูกกระทำ

ประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่สอนให้เรารู้จักเรียนรู้และตัดสินใจ เราฝึกการค้าขาย เราฝึกการทำงาน เราฝึกการคิดเลข เราถูกสอนวิธีตัดสินใจตั้งแต่เด็ก และโชคดีที่ได้มีโอกาสไปเรียนรู้เรื่องสิทธิตั้งแต่ยังเด็กมันก็เพาะบ่มจนติดตัวว่า ถ้าหากเราถูกละเมิด ไม่ได้รับความเป็นธรรม กฎหมายมันมีนะ แต่กว่าจะรู้ว่ากฎหมายมันมีเพิ่งจะตอนเรียนปริญญาตรี แต่จะทำอย่างไรให้กลุ่มคนที่มีความรู้ต่ำกว่าปริญญาตรีมันทีความรู้ว่า "ละเมิด" คืออะไร ซึ่งก็คือระบบกดขี่ที่มันซ้อนไปอีกชั้น ในระบบแรงงานนายจ้างละเมิดลูกจ้างมีสิทธิเรียกร้อง เมื่อตั้งสหภาพขึ้นสหภาพจะเป็นตัว Check Balance เพราะเราถูกฝึกเรื่องเจรจาต่อรอง ไม่ใช่แค่ระดับโรงงานแต่ทำระดับประเทศมาแล้วเช่นกัน

ส่วนความรุนแรงเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะในครอบครัว ผู้หญิงส่วนใหญ่ถูกฝึกว่า "ไฟในอย่านำออกไฟนอกอย่านำเข้า" เรื่องครอบครัวเป็นเรื่องส่วนตัวอย่าไปพูด เป็นเมียต้องอดทน ถ้าผู้หญิงทุกคนถูกยอมเป็นหุ่นยนต์ให้สามีหรือคนในครอบครัวกดปุ่ม และบอกว่านั่นคือความอดทน ผู้หญิงคงจะหลุดจากวงจรนี้ยากมาก

แต่ถ้าเมื่อใดก็ตามที่เราคิดจะลุกขึ้นมาต่อสู้ สมองก็มีการค้นหาเรื่องที่คิดว่าจะต่อสู้ขึ้นมาสักเรื่องหนึ่งเพื่อเอาตัวรอด จากประสบการณ์ที่พูดคุยกับผู้หญิงที่เป็นเมียก็ดี หรือคนที่ถูกข่มขืน ป้าจะบอกกับเขาว่า อย่างเอาแต่ร้องไห้ หรือถ้าจะร้องให้กำหนดว่าจะร้องกี่วัน เมื่อฝันร้ายนั้นผ่านไปแล้วชีวิตที่เหลืออยู่เราต้องคิดบวก เพื่อให้สมองนำไปสู่กระบวนการคิด ปฏิบัติ และตัดสินใจ ตรงนี้คือประสบการณ์ของการแก้ปัญหา การทำงานเพื่อเยียวยาจิตใจผู้หญิงที่ถูกกระทำ ทำให้เราเห็นเลยว่ากว่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะลุกขึ้นมาต่อสู้เป็นเรื่องที่ยาก และยิ่งต้องต่อสู่โดยลำพังด้วยแล้วยากมาก ถ้าหน่วยงาน องค์กร ครอบครัว หรือหน่วยบริการทางกฎหมายมีความเข้าใจ ช่วยเขาได้จะทำให้การแก้ปัญหาเร็วยิ่งขึ้น

ปัญหาสังคมที่เกิดกับผู้หญิง เริ่มจากโครงสร้างสังคม แล้วตามมาด้วยผู้หญิงไม่สามารถตัดสินใจโดยลำพังได้ ไปแคร์องคาพยพ ครอบครัว บางคนคิดว่ามีปัญหาแจ้งความดำเนินคดีกับสามีจะเป็นบาป เราถูกบ่มเพาะว่าเป็นผู้หญิงต้องมีผัว ถ้าไม่มีผัวพวกต้องเป็นพวกแก่ขึ้นคาน แล้วถ้าขึ้นคานจะหนักกบาลใครขอโทษที่ต้องใช้คำนี้

ทุกวันนี้ในสังคมถ้าได้ผู้บังคับบัญชามาเป็นสามี เราก็มีการล้อเล่นในกลุ่มว่า ข้อหนึ่ง ข้าราชการชั้นผู้น้อยต้องให้ความเคารพข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ข้อที่สองถ้าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ทำความผิดให้ข้าราชการชั้นผู้น้อยย้อนกลับไปดูที่ข้อหนึ่ง เพราะฉะนั้นมันจะแก้ปัญหาไหมล่ะคะ

จากเพื่อนหญิงมาอยู่มูลนิธิหญิงไทยก้าวไกลทำให้เห็นเลยว่าชีวิตคู่แต่งงานกันแล้วไม่ได้อยู่ด้วยกันก็เยอะแยะไป เคยมีเคสหนึ่งสามีเป็นนักบิน อยู่คอนโดห้องละเป็น 10 ล้าน แต่อยู่ไปอยู่มา 6 ปี จึงได้รู้ว่าสามีเป็นเกย์เพราะ 6 ปี ไม่เคย มีอะไร สังคมไทยทุกวันนี้พยายามบอกผู้หญิงว่าเมียต้องอยู่กับผัว

แต่ทั้งหลายทั้งปวงถ้ามันฝืน มันอยู่ไม่ได้ ในกฎหมายไม่ได้บอกเลยว่าความเป็นสามีภรรยาเป็นนิจนิรันดร์ เราอยู่ในสังคมที่เมียถูกเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นเมียแล้วจะหนีไปไหนไม่ได้ แต่เมื่อไรก็ตามที่เมียโดนทำร้ายต้องการหนีจากความเป็นเมียก็จะถูกสังคมครอบอีก อย่างเช่น สอนว่าเป็นผัวเมียต้องอยู่ด้วยกันจนตาย เมื่อก่อนผู้ใหญ่มักจะอวยพรให้อยู่กันจนกระทั่งถือไม้เท้ายอดทองกระบอกยอดเพชร ตั้งแต่มาอยู่มูลนิธิเปลี่ยนคำอวยพรใหม่เวลาจะไปงานแต่งงานใคร ป้าจะอวยพรว่า "ขอให้อยู่กันด้วยความเข้าใจร่วมแก่ปัญหาและก็เปิดโอกาส เคารพการตัดสินใจ" ประมาณนี้ล่ะค่ะ เมื่อก่อนอยู่บริษัทต้องทำหน้าที่เป็นผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงคำอวยพรต้องดูดี พอมาทำหน้าที่ตรงนี้เห็นสัจธรรมของการใช้ชีวิตคู่

- ป้าโก๋คิดว่าเราจะทำอย่างไรให้ผู้หญิงหลุดออกจากวงจรดังกล่าวนี้ได้ยังไง

ทำยังไงให้ผู้หญิงรู้จักกระบวนการจัดการตนเองและปัญหา กระบวนการแก้ปัญหามี 2 วิธี คือ กฎหมาย และ ธรรมะ แต่ถ้ากฎหมายมันผ่านไปแล้ว อายุความมันหมดไปแล้ว กลับมาที่ธรรมะ คือ การอยู่กับความเป็นจริง อยู่กับธรรมชาติ อยู่กับการเผชิญปัญหาที่เป็นจริง ท้ายที่สุดการตัดสินใจอยู่ที่ตัวเองทั้งนั้น เราจะทำอย่างไรที่จะส่งเสริมสนับสนุนให้เขาเห็นปัญหา สิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาได้จริงๆคือ ได้เรียนรู้กับคนที่ต้องเผชิญกับที่หักกว่า เรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นสิ่งสำคัญมาก เป็นคนที่ต้องอธิบายว่า สิทธิ ในตัว Life เท่ากับ Power แล้วก็ Take Action ไลท์ที่แปลว่าสิทธิ เท่ากับแปลว่าอำนาจ นำไปสู่การ Take Action ตัดสินใจและลงมือกระทำ

- เราจะทำให้ผู้หญิงแข็งแรงและรู้จักปกป้องตัวเองได้อย่างไร

ทำให้ผู้หญิงมีความรู้ความเข้าใจตนเอง พึ่งตนเองให้ได้ พระพุทธเจ้าแบ่งคนเป็นบัว 4 เหล่า บัวพ้นน้ำ บัวใต้น้ำ บัวปริ่มน้ำ และบัวที่อยู่ในโคลนตม จากตรงนี้คนแต่ละคนก็จะมีช่วงอายุที่แตกต่างกัน ถ้าฝึกบ่อยๆก็แก้ปัญหาได้ อยู่บริษัทเราฝึกหนีไฟทุกปี เราต้องฝึกเรื่องการหนีความรัก ฝึกเรื่องการต่อสู้กับความรัก ฝึกกับการต่อสู้ในการถูกข่มขืน ทั้งขณะเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุ

แล้วก็เลิกเสียทีเถอะค่ะ กับการที่เราดูคนจากภายนอก คนที่เรียนดีพูดดี แต่งตัวดี ฐานะตระกูลดี เท่านั้นที่จะเป็นคนดี ป้าไม่เถียงว่ามีส่วนแต่ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะเท่าที่เห็นคนที่ไปข่มขืนผู้หญิงมีทั้งหน้าที่การงาน มียศฐาบรรดาศักดิ์ จากเดิมที่เราไม่ได้ทำงานด้านผู้หญิงเราก็ถูกมายาคติของสังคมครอบงำ เพราะวรรณกรรมที่ถูกนำเสนอและวาทกรรมที่ถูกพูดถึงไม่เหมือนกัน ผู้หญิงที่แต่งตัวโป๊ยั่วยวนถูกข่มขืน ที่โดนข่มขืนก็แต่งตัวเรียบร้อย มีคดีน้องลูกครึ่งคนเดียวที่นุ่งสั้น ป้าไปอ่านในกฎหมายดูแล้วไม่มีฉบับไหนบอกว่านุ่งกระโปรงสั้นแล้วข่มขืนได้ ยิ่งไปอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น บางครั้งเขาใส่โนบราด้วยซ้ำไม่เห็นมีใครจ้องหน้าอกเขา แต่ประเทศไทยเขาแต่งตัวมิดชิดเดินผ่านไปแล้วยังหันไปจ้อง เป็นเพราะสังคมไทยให้อำนาจผู้ชาย ผู้ชายก็เลยเกิดความหน้าด้านเอาแต่ได้ มันต้องเปลี่ยนใหม่ สอนความรู้ป้องกันตัวเอง ศักดิ์ศรีของผู้หญิง ที่ผ่านมาเราฝึกผู้หญิงให้ต้องพึ่งพิงผู้ชาย เปลี่ยนใหม่ฝึกผู้หญิงให้เข้มแข็ง ฝึกเรื่องการตัดสินใจ การแก้ปัญหาเมื่อต้องเผชิญกับปัญหา ให้อยู่กับความจริงอยู่กับปัจจุบันขณะ และต้องฝึกผู้ชายให้เคารพศักดิ์ศรีของผู้หญิง ไม่ใช้ผู้ชายจะทำอะไรก็ได้

หน้าที่ของมูลนิธิฯ จึงต้องทำความเข้าใจเรื่องมิติของหญิงและชาย เราอยู่เพื่อนหญิงทำงานกับกลุ่มเป้าหมายผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ หัวหงอกยังแก้ปัญหาไม่ได้เลย นักข่าวหลายคนชอบมาถาม ทำงานผู้หญิงมา 30 กว่าปีแล้วปัญหากลับไม่ลดลง ก็เปลี่ยนใหม่เวลาเขียนข่าวข่มขืนอย่าสันนิษฐานว่าผู้หญิงแต่งกายยั่วยวนแล้วจึงโดนข่มขืนใช่ไหม

เคยไปถามเพื่อนที่เป็นอาจารย์นิเทศศาสตร์ ในบางเรื่องที่เราจะนำเสนอเนื้อหาข้อมูล มันนำไปสู่การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำอย่างไรเราจะเคารพต่อแหล่งข่าว หรือจะทำอย่างไรให้เราเขียนขึ้นเพื่อป้องกันปัญหาด้วย ไม่ใช่จะขายแต่ข่าวถอดเสื้อผ้า ใครทะเลาะกัน ใครเป็นผัวใครเมียใคร เคยคุยกับนักรณรงค์ที่อังกฤษ เขารณรงค์มาแล้วหลายประเทศถามว่าเขาทำงานได้อย่างไร เขาบอกว่าทำงานภายใต้ความเป็นเพื่อน

สังคมบอกว่าผู้หญิงเป็นเพศที่ต้องระวังตัวตลอดเวลา เพราะกลไกการลงโทษควบคุมมันไม่ปฏิบัติ การลงโทษควบคุมผู้ชายเป็นผู้ปฏิบัติ เพราะฉะนั้นเราจะ Check Balance ได้ ก็ด้วยการใส่ความรู้ ฝึกต่อสู้ ฝึกโลดโผน เมื่อเห็นสิ่งที่ไม่ถูกไม่ต้อง ต้องกล้าที่จะเผชิญ เท่าที่เห็นพวกที่บอกว่าวิธีการป้องกันการข่มขืนให้คุยกับเขาดีๆ ขอโทษเถอะพวกนี้ถูกข่มขืนทั้งนั้น แต่คิดดูว่าเขามีจุดอ่อนตรงไหนจะต่อสู่ยังไง วันนั้นเราดูหนังผู้หญิงคนนั้นจะโดนข่มขืนรอดยังไง เพราะฉะนั้นหลอกให้เมาท์ทูเมาท์หลอกให้จูบปาก ดูสิว่าเค้าจะถอดของเรา เปลี่ยนเป็นพี่ต่างคนต่างถอดนะ วิธีของฝรั่งเขาจะคิดก่อนคิดว่าต่อสู้ได้

อีกอย่างเราอย่าสอนให้ผู้หญิงรักนวลสงวนตัว เพศสัมพันธ์เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ถ้ามีเมื่อเราไม่พร้อมไม่เต็มใจเราอย่ายอม อย่าไปคิดเรื่องเส้นพรหมจารีย์ปีนต้นไม้มันก็ขาดได้ไม่จำเป็นต้องรักษาเส้นพรหมจารีย์ตลอด แต่เมื่อจะต้องมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่พร้อมเราจะทำอย่างไรเพื่อป้องกัน เพราะสังคมเอาเรื่องสรีระมาให้ผู้หญิงต้องยอมจำนนต่อสังคม เปลี่ยนใหม่เป็นคนที่ช่างมันฉันไม่แคร์ ศักดิ์ศรีของฉันฉันอยู่ได้ฉันมีความสุข เปลี่ยนใหม่เรื่องของครอบครัวจะอยู่คนเดียว อยู่กับหมาก็เป็นครอบครัว

มูลนิธิหญิงไทยก้าวไกลตั้งขึ้นเพราะสมมุติฐานที่ว่าเพศชายคือเพศชายที่ก่อปัญหา ป้าจึงคิดว่าไม่ใช่เราสอนผู้หญิงฝ่ายเดียว แต่เราควรสื่อสารตรงกับผู้ชายด้วย ไม่ใช่แค่บอกให้เปลี่ยนพฤติกรรม แต่ต้องลงมือปฏิบัติทำความเข้าใจ เราจึงทำหน้าที่เป็นช่างซ่อมพฤติกรรม เราต้องทำให้ทั้งสองเพศมีความเข้าใจกัน ไม่ทำผิด สร้างกติการ่วมกัน เคารพสิทธิมนุษยชน เคารพสิทธิผู้อื่นแล้วก็มาร่วมในการแก้ไขปัญหา

จากประสบการณ์ถ้าจะแก้ปัญหาได้ต้องมีเวทีและเชื่อมโยงไปที่ต่างๆ เราอย่าคิดว่าเราเก่งคนเดียว เราจะชวนเพื่อนๆมาร่วมแก้ไขปัญหาอย่างไรเพื่อให้สังคมดีขึ้น ป้าจึงคิดว่าชีวิตที่เหลืออยู่ต้องทำงานกับผู้ชายมากขึ้น ส่วนงานกับผู้หญิงก็ต้องทำเพราะผู้หญิงยังเปราะบางและอ่อนแอ ผู้หญิงไม่ได้เกิดมาเพื่ออ่อนแอ แต่เราต้องเผยด้านที่เข้มแข็งให้เห็น จากประสบการณ์ที่เราจัดเวทีให้คนที่เข้มแข็งมาช่วยคนที่ประสบปัญหา มาช่วยเรื่อยๆ แม้คดีจะจบไปก็ยังกลับมาเวียนกันมา เราเปลี่ยนใหม่ทำโรงเรียนที่สอนคนให้เป็นคน เป็นเรื่องที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้ได้ ทำงานร่วมกับกลไกที่ก่อให้เกิดปัญหา เขามีทุน มีคน มีทรัพยากร เราไม่ต้องไปแบกรับทั้งหมด เราเจอเคสเจอปัญหาชวนเขาคุยทำงานแบบ Learning by doing เขาไม่มีทุนมูลนิธิพอจะมีก็จ่ายไปก่อน พอเขาเห็นว่าได้ประโยชน์ ความยั่งยืนก็จะเกิด

- ในปัจจุบันผู้หญิงลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อสิทธิมากน้อยแค่ไหน

เริ่มดีขึ้นสถานการณ์หลังจากประชุมที่ปักกิ่งเป็นต้นมา มีการพาผู้หญิงไปร่วมประชุมระดับโลกประกอบกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทั้งหลายมีความเข้มข้นการอยู่เป็นคู่ลดลง ถึงแม้จะมีการแต่งงาน แต่ก็มีการหย่าร้างเพิ่มขึ้น ผู้หญิงเริ่มที่จะเรียนรู้สิทธิตัวเอง เกิดการตัดสินใจ

ตอนนี้ผู้หญิงต้องคิดใหม่ว่าการดูแลไม่ใช่หน้าที่ของแม่แต่เพียงคนเดียว ตอนที่เป็นแฟนกันต้องมีกฏกติกาว่าต้องทำอะไรร่วมกันแต่ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องมาดูว่าจะใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างไร ไม่อย่างนั้นคุณจะเป็นเบี้ยล่าง ถ้ามีความสามารถสมควรออกไปทำงานนอกบ้าน อย่าหวังให้สามีเลี้ยงแต่ฝ่ายเดียว ตอนอยู่กินกันใหม่ๆ ผู้ชายบอกว่าสามารถเลี้ยงดูเราได้มีเงินเดือนเยอะ พอลูกโตก็บอกว่าเราเกาะเค้ากินเป็นภาระ ที่สุดก็เปเป็นสาเหตุของการเลิกลากัน

- ปัญหาซ้ำซากที่พบเสมอๆ และทำให้ต้องกลับมาหาเราอีกครั้ง

เรื่องความรักมากที่สุด เพราะผู้หญิงเปราะบางต่อเรื่องนี้มาก เรามั่นใจว่าเราช่วย ให้ผู้หญิงเข้มแข็งขึ้นแล้ว แต่ก็มักจะแพ้ต่อผู้ชายที่มักมาในมาดพระเอก ทำให้ผู้หญิงตกหลุมพราง และปัญหาเช่นที่ว่านี้ก็เกิดขึ้นกับทุกชนชั้น แต่ปัจจุบันปัญหาขยับไปเกิดกับชนชั้นกลางมากยิ่งขึ้น ป้าอยากให้ผู้หญิงคิดนอกกรอบ อย่าไปเป็นช้อยให้เขาเลือกแม้ว่าผู้หญิงจะมากกว่าผู้ชายก็ตาม ชายหญิงมีความเป็นมนุษย์ทัดเทียมกัน ไม่มีใครเหนือกว่า แต่ความเข้มแข้งขึ้นอยู่กับการฝึก ถูกสอน และโอกาส

- ป้าโก๋ได้อะไรจากการทำงานช่วยเหลือผู้หญิงที่ถูกกระทำ

ได้ช่วยให้คนที่เดินเข้ามาหาเราให้กลับออกไปอย่างเข้มแข็ง เพราะลึกๆแล้วป้าอยากเป็นครู แต่ชีวิตผกผันต้องกลายมาเป็นนักรณรงค์

- อยากฝากถึงผู้ชายในสังคมไทยอย่างไรบ้าง

ฝากให้ผู้ชายช่วยผู้หญิง รู้จักควบคุมอารมณ์ทางเพศ ช่วยผู้หญิงเลี้ยงลูกให้มากๆ เพราะผู้หญิงเขารับภาระในการคลอดลูกแทนคุณแล้ว อย่าผลักภาระทั้งหมดให้ภรรยา ส่วนผู้หญิงคุณก็ทำหน้าที่ดีอยู่แล้ว แต่ขอให้มีเวลาทำเพื่อตัวเองบ้าง อย่าทำเพื่อผู้ชายเพียงอย่างเดียว ต่างฝ่ายต่างต้องระลึกเสมอว่าทั้งหญิงและชายมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เสมอภาคกัน

ไม่ว่าใครคือต้นเหตุสำคัญ ป้าโก๋ได้ย้ำว่าธรรมชาติมอบความเสมอภาคของหญิงชายอย่างเท่าเทียมกันมาตั้งแต่เกิด เพราะฉะนั้นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" และความเข็มแข็งจะเกิดขึ้นได้จากการฝึกฝนเท่านั้น เพราะฉะนั้นผู้หญิงอย่าปล่อยให้สังคมครอบงำว่าเป็นเพศที่อ่อนแอกว่า