อ่านจิตให้กระจ่างใจ ใน "จิตตนคร"

หนังสือแห่งธรรม
ช่างภาพ: 

ตอนที่ 5 ระบบสื่อสารแห่งจิตตนคร "จิตตนครมีระบบสื่อสารติดต่อกันโดยทางต่างๆหลายทาง และมีจุดรวมเป็นที่รับข่าวสารทั้งปวงเพื่อรายงานแก่เจ้าเมือง ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นที่จุดไหนของเมือง เจ้าเมืองจะทราบได้ทันทีทางระบบสื่อสารเหล่านี้"

ระบบสื่อสารที่รวดเร็วฉับไว เป็นสิ่งนำมาซึ่งความก้าวหน้าของมหานครนั้นๆ ยิ่งสะดวกรวดเร็วและครอบคลุมกว้างไกลมากเพียงไหน ก็ยิ่งนำพาความเจริญรุ่งเรืองมาให้ เป็นที่พออกพอใจของชาวมหานครยิ่งๆขึ้น จึงดูเหมือนว่า ผู้คนส่วนใหญ่ต่างก็พึงพอใจเสาะแสวงหาเครื่องมือสื่อสารที่ล้ำหน้าที่สุด เฉลียวฉลาดที่สุดมาไว้ในครอบครอง เช่นเดียวกันชาวเมืองจิตตนคร ที่มีระบบสื่อสารรวดเร็วล้ำหน้าไม่ต่างจากเมืองอื่นๆ

"ระบบการสื่อสารชั้นนอกนั้นมีระบบ ตาเมือง มีหน้าที่เป็นดวงตาสำหรับดูสิ่งต่างๆ คล้ายเป็นเครื่องโทรทัศน์ มีระบบหูเมืองสำหรับฟังเสียงต่างๆคล้ายกับเครื่องวิทยุ มีระบบ จมูกเมือง มีหน้าที่สำหรับดมกลิ่นต่างๆ มีระบบลิ้นเมือง สำหรับลิ้มรสต่างๆ มีระบบกายเมือง สำหรับรับสิ่งต่างๆที่มาถูกต้อง ระบบต่างๆเหล่านี้แยกออกจากกันเป็น 5 ส่วน ต่างมีสายที่ละเอียดยิบมากมายโยงจากชั้นนอกของเมือง เข้าไปสู่ระบบชั้นในซึ่งเป็นศูนย์กลางของระบบสื่อสารทั้งหมด"

ระบบสื่อสารของจิตตนครนั้นแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือระบบชั้นนอกและระบบชั้นใน ชั้นนอกก็ได้แก่ประสาทสัมผัสต่างๆ ที่แบ่งออกเป็น ตา หู จมูก ลิ้น และกาย ซึ่งมีการเชื่อมโยงไปรวมศูนย์อยู่กับระบบชั้นในอีกทีหนึ่ง

"ระบบชั้นในอันเป็นจุดรวมนี้เรียกว่าระบบ ใจเมือง หรือสมองเมือง มีหัวหน้าควบคุมอยู่ที่ระบบศูนย์กลางชื่อว่ามโน ในสมัยปัจจุบันนี้ พวกแพทย์ มักเรียกกันว่า สมองเป็นหัวหน้าควบคุมระบบสื่อสารแห่งจิตตนครทั้งหมด"

ส่วนระบบชั้นในอันเป็นที่รวมศูนย์ของประสาทสัมผัสต่างๆโดยมีใจเมือง หรือสมองเมืองเป็นหัวหน้ากำกับดูแลงานสื่อสารทุกระบบอยู่ ผู้กำกับใหญ่หรือหัวหน้าใหญ่แห่งชั้นในนี้เป็นผู้มีนามว่า "มโน"

"และมีหัวหน้าควบคุมระบบสื่อสารภายนอกทั้ง 5 เรียกว่า ปสาท หรือประสาท แต่ละคนมีชื่อเฉพาะตามชื่อของระบบงานดังนี้ คนที่ 1 ชื่อ จักขุปสาท เป็นหัวหน้าระบบตาเมือง คนที่ 2 ชื่อโสตปสาท เป็นหัวหน้าระบบหูเมือง คนที่ 3 ชื่อ ฆานปสาท เป็นหัวหน้าระบบจมูกเมือง คนที่ 4 ชื่อ ชิวหาปสาท เป็นหัวหน้าระบบลิ้นเมือง คนที่ 5 ชื่อ กายปสาท เป็นหัวหน้าระบบกายเมือง"

ส่วนหัวหน้าหน่วยย่อยๆที่ทำหน้าที่กำกับควบคุมอยู่ภายนอก และคอยรายงานเข้าสู่ชั้นใน แต่จะหน่วยจะมีหัวหน้าประจำการอยู่โดยเฉพาะ ระบบตาเมืองทำหน้าที่เกี่ยวกับการมองดู การเห็นสิ่งต่างๆ ทั้งที่สวยๆงามๆ น่ามองน่าดู เห็นแล้วชวนเพลิดเพลินเจริญใจ กับทั้งสิ่งไม่น่าดูทั้งหลาย บางสิ่งบางอย่างก็มีอยู่สองด้าน บางสิ่งบางอย่างก็จำเป็นต้องพิจารณาดูให้รอบ และละเอียดรอบคอบทั้งสองด้าน ขณะที่บางสิ่งบางอย่างเวลาดูก็จำต้องปิดตาลงเสียข้างหนึ่ง อย่างนี้ก็มี ผู้ที่รับผิดชอบประจำการอยู่ในส่วนนี้เรียกว่า จักขุปสาท

สำหรับระบบหูเมือง ทำหน้าที่เกี่ยวกับการได้ยินได้ฟัง รับฟังเสียงทั้งที่ไพเราะและไม่ไพเราะ เสียงที่ชอบใจและไม่ชอบใจ คำพูดจาไม่ว่าดีร้าย ตั้งแต่คำสรรเสริญเยินยอชื่นชมกันและกัน คำพูดติฉินนินทา การพูดจาโน้มน้าวชักจูงต่างๆนานา ดังที่เรียกกันว่าชักแม่น้ำทั้งห้า ไปจนถึงคำโฆษณาชวนเชื่อตามช่องทางสื่อสารต่างๆ คำพูดทั้งดีทั้งร้ายที่ผ่านเข้ามา ถ้าฟังโดยไม่มีสติ ไม่แยกแยะคัดกรองให้ดี ปล่อยงานเข้าไปถึงชั้นใน หากชั้นในไม่หนักแน่นมั่นคงพอ ก็อาจทำให้เกิดความเดือดร้อนวุ่นวายตามมาได้ งานในส่วนนี้ขึ้นอยู่กับหัวหน้าหน่วยที่ชื่อว่า โสตปสาท

ส่วนระบบจมูกเมือง ทำหน้าที่แยกแยะกลิ่นต่างๆที่เข้ามากระทบ กลิ่นบางกลิ่นถ้าได้กลิ่นแล้ววางเฉยเสียปล่อยให้ผ่านไป เหตุการณ์ก็ปกติดีไม่มีอะไร แต่กลิ่นบางกลิ่น ไม่ว่าหอมหรือเหม็น เมื่อมากระทบจมูกเข้า ก็พลอยทำให้เกิดการปรุงแต่งฟุ้งซ่านไปต่างๆนานาได้ เช่น กลิ่นน้ำหอมที่รัญจวนใจ พอได้กลิ่นก็เคลิบเคลิ้มพออกพอใจ เกิดจินตนาการไปไกล กลิ่นอาหารที่คุ้นเคยเมื่อได้กลิ่นแล้วก็ทำให้น้ำลายสอ รู้สึกอยากกินขึ้นมาทันที แต่ถ้าได้กลิ่นอะไรต่อมิอะไรที่เหม็นๆ ฉุนๆ เป็นรีบเบือนหน้าทันที อยากหนีให้ไกลโดยเร็ว อย่างนี้เป็นต้น ระบบงานส่วนนี้มี ฆานปสาท เป็นผู้รับผิดชอบดูแล

ฝ่ายระบบลิ้นเมือง ซึ่งมีหน้าที่รับรสต่างๆ ทั้ง เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด ฝาด หรือ ขม รสชาติต่างๆ ที่ผ่านเข้ามากระทบทางลิ้น ก็ขึ้นอยู่กับ ชิวหาปสาท มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ และหน่วยสุดท้ายของระบบภายนอกได้แก่ ระบบกายเมือง มีกายปสาท เป็นผู้กำกับดูแล ทำหน้าที่รับรู้สัมผัส เย็น ร้อน หนาว อ่อน แข็ง ตึง หย่อน เป็นต้น กายปสาทรับผิดชอบต่อผัสสะหรือสัมผัสทั้งหมดที่เข้ามากระทบทางกาย

"ปสาททั้ง 5 นี้ เป็นหัวหน้าเฉพาะระบบของตนไม่ก้าวก่ายกัน คนไหนได้รับข่าวสารอะไรแล้วก็รีบรายงานไปยังหัวหน้าใหญ่ คือ มโน ที่จุดศูนย์กลางอันเป็นจุดรวมทันที ฝ่ายมโนเมื่อได้รับรายงานจากระบบภายนอกก็รายงานแก่เจ้าเมืองในทันใดนั้น เจ้าเมืองก็ได้ทราบข่าวสารต่างๆทันที แม้จะสถิตอยู่กลางเมืองซึ่งเป็นที่รวมแห่งถนนใหญ่สี่สายดังกล่าวแล้ว แต่เมื่อได้ทราบข่าวสารแล้ว ก็เหมือนอย่างได้ออกไปเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รส ได้ถูกต้อง สัมผัสสิ่งภายนอกต่างๆ ด้วยตนเอง วิเศษกว่าระบบสื่อสารทั้งปวงของโลก"

จากประสาทสัมผัสภายนอกทั้ง 5 ส่งงานเข้าสู่ระบบประสาทชั้นใน มีมโนเป็นผู้รับช่วงงานที่ทุกหน่วยจากชั้นนอกส่งเข้าสู่ภายใน มโนเมื่อรับงานเข้ามาก็จะรีบรายงานต่อให้เจ้าเมืองรับรู้ในทันทีทันใด

"เมื่อได้ฟังเกี่ยวกับระบบสื่อสารอันละเอียดพิสดารของจิตตนครแล้ว บรรดาผู้มาบริหารจิตควรจะได้พิจารณาให้ประจักษ์ในความจริงประการหนึ่ง คือความจริงที่ว่า ยิ่งการสื่อสารหรือคมนาคมติดต่อเจริญออกไปกว้างไกลเพียงใดในโลกเรานี้ ผู้คนก็ยิ่งต้องวุ่นวายเหน็ดเหนื่อยเพียงนั้น"

แน่นอนว่าความเจริญก้าวหน้าไม่ว่าด้านใดๆ ก็ย่อมพ่วงพามาด้วยความวุ่นวายโกลาหล ยกตัวอย่างบ้านเมืองที่เจริญมากๆ ผู้คนก็พากันหลั่งไหลเข้าสู่ตัวเมืองกันมากขึ้นเรื่อยๆ การจราจรก็ติดขัดมากขึ้น ถนนหนทางที่มีอยู่เดิมสร้างไว้ไม่เพียงพอ ก็ต้องตัดถนนสายใหม่ๆเพิ่มขึ้น ทำอุโมงค์ทางลอดทางเชื่อม มีโครงการรถไฟฟ้าสายสีต่างๆทยอยกันเกิดขึ้น จากเดิมที่การจราจรแออัดคับคั่งและติดขัดอยู่แล้ว เมื่อมีการเร่งก่อสร้างโครงการใหม่ๆขึ้นอีก ก็ยิ่งติดขัดหนักกว่าเก่า พอสร้างแล้วเสร็จดี ก็มีโครงการอื่นๆผุดขึ้นใหม่ต่อเนื่องตามมา เพื่อรองรับความเจริญที่ขยายตัวเรื่อยไป เจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็มีงานล้นมือ ต้องเหน็ดเหนื่อยอยู่ไม่หยุดหย่อน

"ระบบสื่อสารของจิตตนครก็เช่นกัน ยิ่งเจริญเพียงใด เจ้าเมืองคือจิตได้รับการติดต่อรู้ข่าวสารเรื่องราวต่างๆมากเพียงใด ก็ยิ่งจะได้รับความทุกข์ลำบากวุ่นวายเพียงนั้น นอกเสียจากว่าเจ้าเมืองคือจิตจะมีสติปัญญารู้เท่าทันพอสมควร ว่าข่าวสารเหล่านั้นเป็นสักแต่ว่าเรื่องชั้นนอกเท่านั้น ถ้ารับเข้าไปเก็บไว้ผิดที่ คือรับเข้าไปเก็บไว้ชั้นในคือจิต ก็ย่อมจะทำให้หนักให้แน่นไปหมด หาที่ว่างที่โปร่งที่สบายไม่ได้ หมดความเบาสบาย หมดความเป็นสุข กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ถ้ามีสติปัญญารู้เท่าทันก็ต้องรู้ว่า เรื่องข้างนอกต้องปล่อยไว้ให้เป็นเรื่องอยู่ข้างนอก ต้องไม่เข้าไปยึดเอาไปเป็นเรื่องข้างใน พระพุทธดำรัสเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่บรรดาผู้มาบริหารจิตทั้งปวง ควรให้ความสนใจปฏิบัติตามให้ได้พอควร ก็คือพระพุทธดำรัสที่ว่า 'สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น' ความไม่ยึดมั่นในสิ่งทั้งปวงจะนำไปสู่ความสงบสุขอันควรเป็นยอดปรารถนาของทุกคน"

ระบบสื่อสารที่ล้ำสมัย เข้าถึงได้หลากหลายช่องทาง เมื่อไหร่ที่ไหนก็ได้ นอกจากเป็นข้อดีที่ให้ความสะดวกสบายแล้ว บางคราวก็อาจกลายเป็นช่องทางที่นำ มาซึ่งความวุ่นวายที่เพิ่มขึ้น ถ้าเจ้าเมืองตั้งหลักไม่ได้ตั้งรับไม่ดี นอกจากความวุ่นวายที่ชวนปวดหัวแล้วก็จะนำมาซึ่งปัญหาสารพัดสารพัน ซึ่งหนทางตั้งรับที่ดีคือต้องแยกแยะให้ได้ว่าเรื่องไหนที่ควรต้องจัดการสานต่อก็ดำเนินการไป ส่วนเรื่องราวยุ่งเหยิงทั้งหลายต้องก็ปล่อยผ่านเลยไป ที่สำคัญเรื่องที่ยังมีหน้าที่ต้องเข้าไปจัดการเกี่ยวข้อง ก็ต้องหยิบจับดำเนินการแบบหลวมๆ ซึ่งไม่ใช่ว่าหยิบจับลงมือทำอย่างหละหลวมย่อหย่อน แต่หมายถึงทำแบบไม่ต้องเข้าไปยึดมั่นถือมั่น ไม่จับไม่ยึดไม่ถืออะไรเอาไว้ให้หนักอกหนักใจ เมื่อทำเสร็จสิ้นเรียบร้อยดีแล้ว ก็ต้องปล่อยผ่านไปเช่นกัน ดังพระสัทธรรมที่ได้ยินได้ฟังกันบ่อยๆว่า สิ่งทั้งปวงนั้นไม่มีอะไรน่ายึดมั่นถือมั่นทั้งสิ้น

"ระบบสื่อสารแห่งจิตตนครมีความรวดเร็วอย่างน่าอัศจรรย์ สื่อสารที่ส่งเข้าไปจากระบบชั้นนอก แม้จะต้องผ่านระบบชั้นในก่อน จึงจะถึงเจ้าเมือง แต่ก็รวดเร็วมาก คือจะทราบถึงเจ้าเมืองในทันใดนั้นเอง ความรวดเร็วจากต้นทางทั้ง 5 ถึงปลายทางชั้นในคือมโนนั้น มีอุปมาเหมือนอย่างความเร็วแห่งเงาของนกที่ทอดจากยอดไม้ถึงแผ่นดิน คือเมื่อนกบินมาจับบนยอดไม้ เงาของนกจะลงถึงพื้นดินทันที สื่อสารที่ส่งเข้าไปจากระบบชั้นนอกจะถึงมโนทันทีฉันนั้น และมโนก็รายงานเจ้าเมืองทันที"

มโนเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากในจิตตนคร เรียกว่าเป็นเบอร์สอง รองลงมาจากเจ้าเมืองหรือนครสามีก็ว่าได้ ไม่ว่าเรื่องอะไรที่ส่งเข้ามาจากภายนอก มโนเป็นต้องรับรู้ทุกเรื่องราว แล้วต้องรีบรายงานต่อไปยังเจ้าเมืองทันที ความรวดเร็วฉับไวของมโนที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวรฯ ทรงเปรียบว่า เหมือนดั่งความเร็วของเงานก ยามนกบินมาจับยอดไม้ เงานั้นก็ทอดถึงพื้นดินทันทีเช่นกัน เป็นความเร็วชนิดชั่วพริบตาเดียวที่มโนรับรายงานมาแล้วส่งต่อไปยังเจ้าเมือง

"ข่าวสารอันใดที่ถึงมโนแล้ว ไม่มีที่มโนจะปกปิดเอาไว้ จะรายงานทันทีทั้งหมด แต่ก็มีเหตุบางอย่างที่ทำให้ข่าวสารจากภายนอกเข้าไปไม่ถึง คือบางคราวเจ้าเมืองพิจารณาข่าวสารเก่าต่างๆ มโนต้องคอยรายงานเรื่องจากแฟ้มเก็บเอกสารต่างๆ อยู่ตามที่เจ้าเมืองต้องการ มโนจึงไม่ว่างที่จะรับข่าวสารใหม่ๆ ที่ส่งทยอยกันเข้ามาอยู่ตลอดเวลา เมื่อมโนไม่ว่างที่จะรับเช่นนั้น ข่าวสารเหล่านั้นก็เข้าไม่ถึงเจ้าเมือง จนกว่ามโนจะว่างและรับข่าวสารเหล่านั้น เจ้าเมืองจึงจะได้ทราบข่าวสารใหม่ๆ ต่างๆ ต่อไปตามปกติ มโนซึ่งเป็นหัวหน้าแห่งระบบสื่อสารทั้งหมดขึ้นตรงต่อเจ้าเมืองแต่ผู้เดียว"

มโนเป็นผู้ใกล้ชิดที่มีบทบาทสำคัญและขึ้นตรงต่อเจ้าเมือง แต่ก็ใช่ว่ามโนจะมีเวลาว่างคอยรับฟังข่าวสารต่างๆ จากภายนอกอยู่ตลอด เพราะหลายครั้งหลายคราวเจ้าเมืองก็ชอบนั่งพิจารณาอยู่แต่ข่าวสารเก่าๆ หางานให้มโนทำด้วยการให้ไปเปิดแฟ้มนั้นแฟ้มนี้ที่มีแต่เรื่องเดิมๆ วนเวียนซ้ำซาก บางเรื่องราวจึงเป็นเรื่องเก่าๆที่เล่าไปก็ไร้ประโยชน์ แต่เมื่อมโนไม่ว่างเสียแล้ว ข่าวสารใหม่ๆ จึงไปไม่ถึงเจ้าเมือง ต้องรอให้มโนว่างเสียก่อนเรื่องราวใหม่ๆจึงทยอยเข้าถึงเจ้าเมืองได้

"มโนเป็นผู้ทำงานมากกว่าหัวหน้าระบบสื่อสารภายนอกทั้ง 5 แม้ในขณะที่ชาวจิตตนครนอนหลับ ประสาททั้ง 5 พักหลับกันหมด แต่มโนก็ยังไม่หลับ เพราะเจ้าเมืองยังไม่ยอมหลับ ยังเรียกหามโน มารายงานเรื่องราวต่างๆกันอีกโดยเฉพาะ ดังที่เรียกกันในภาษาจิตตนครว่า ฝัน เจ้าเมืองชอบฝันอยู่กับมโนเสมอ มโนจึงมีเวลาพักจริงๆวันหนึ่งไม่นานนัก"

ยิ่งมโนรับข่าวสารจากภายนอกเข้ามามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งดูเหมือนต้องทำงานหนักมากยิ่งขึ้นเท่านั้น เพราะแม้แต่ยามพักผ่อนนอนหลับของชาวจิตตนคร มโนก็ยังไม่หลับไม่นอน ต้องคอยรับใช้เจ้าเมืองที่สั่งให้ติดตามไปรายงานเรื่องราวอยู่ในความฝันด้วย เรียกได้ว่าแต่ละวันๆนั้นมโนต้องทำงานหนักจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อนอย่างแท้จริงก็ว่าได้

"เพื่อให้ง่ายเข้าจะขอเปรียบเจ้าเมืองที่รับข่าวสารจากมโนไปสะสมไว้มากมายไม่หยุดยั้งกับแปรงทาสีที่มีอยู่อันเดียว จะใช้จุ่มลงไปในสีต่างๆ กัน สีนั้นบ้าง สีนี้บ้าง โดยไม่มีเวลาหยุดเอาแปรงแช่น้ำมันล้างสีออกเสียบ้างเลย ผลจะเป็นเช่นไรทุกท่านย่อมนึกได้ถึงแปรงทาสีอันนั้น ว่าต้องสกปรกเลอะเทอะและใช้งานไม่ได้ผลดีจริง"

ข่าวสารที่เจ้าเมืองได้รับจากมโนจึงไม่ต่างจากแปรงทาสีที่จุ่มลงในถังสีต่างๆ สีแล้วสีเล่า พอหยิบแปรงไปทาใช้งาน สีที่ออกมาก็ไม่รู้ว่าเป็นสีอะไรกันแน่ ทั้งเสียของทั้งเปรอะเปื้อนไม่น่าดู แต่ถ้าเจ้าเมืองมีเวลานำแปรงนั้นไปแช่ลงในน้ำมันล้างสีบ้าง คือจุ่มสี ทาสี แล้วก็ล้างสีออก แล้วค่อยจุ่มสีใหม่ ทาสี แล้วจึงล้างสีอีก ทำอย่างนี้ก็ย่อมได้เนื้องานที่ออกมาเป็นผลสำเร็จด้วยดี ดังที่เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงสรุปไว้ในตอนท้ายบทว่า

"บรรดาผู้มาบริหารจิตคือผู้กำลังพยามปฏิบัติต่อจิตของตนเหมือนช่างทาสีปฏิบัติต่อแปรงสำหรับทาสี คือพยามล้างสีที่จับให้ออกไปเสมอๆ ความสกปรกแม้มีบ้างก็จะไม่มากมาย จิตก็เช่นกันเมื่อจิตเป็นสามัญชนก็ต้องมีอารมณ์ มีกิเลสเศร้าหมองเป็นธรรมดา แต่ถ้าพยายามใช้ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ ทาน ศีล ภาวนา เข้าขัดเกลาไว้เสมอ กิเลสเครื่องเศร้าหมองก็จะไม่ท่วมท้นจนเกินไป แต่จะค่อยลดน้อยลงได้ทุกที โดยที่เจ้าตัวหรือเจ้าเมืองแห่งจิตตนครนั่นเองจะรู้ด้วยตนเอง จิตที่มีอารมณ์หรือมีกิเลสเครื่องเศร้าหมองน้อย ย่อมเป็นจิตที่ผ่องใส มีความสุขมาก ส่วนจิตที่มีอารมณ์หรือมีกิเลสเครื่องเศร้าหมองมาก ย่อมเป็นจิตที่หม่นหมองมีความสุขน้อย เจ้าเมืองแห่งจิตตนครทุกคนย่อมรู้จักตัวของตัวเองได้ดังนี้"

(ขอขอบคุณภาพประกอบจากหนังสือ วจนธรรม instanyana ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก)

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า