รุ้งจิต ตั้งจิตเจริญ ฝึกเจ้าตูบ ด้วยความเข้าใจ

มืออาชีพ
ช่างภาพ: 

หลายคนอาจจะเคยรู้สึกว่าสุนัขบางตัวนิสัยไม่น่ารักเลย สั่งอะไรก็ไม่เชื่อฟัง บางตัวเห่าเสียงดังหนวกหู ห้ามก็ไม่หยุด แถมยังทำลายข้าวของเสียหาย หนักกว่านั้น ยังไปไล่กัดคนอื่นอีก สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้เลี้ยงหรือคนที่อยู่แวดล้อม พฤติกรรมเหล่านี้มักถูกมองว่าเป็นเพราะเจ้าตูบมีนิสัยไม่ดี เลี้ยงไม่เชื่อง สายพันธุ์ดุร้าย จนหลายครั้งลงเอยด้วยการทอดทิ้ง หรือทำให้หมดลมหายใจ ทว่าในความคิดของ ครูเมี่ยว-รุ้งจิต ตั้งจิตเจริญ เจ้าของ "คลิกเกอร์ด็อก" สถาบันที่เน้นการสอนเจ้าของให้ฝึกสุนัข กลับเห็นต่างว่านิสัยไม่ดีหลายอย่างนั้นไม่ได้เกิดจากตัวสุนัขเอง แต่มักมาจากเจ้าของเป็นผู้ทำให้เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ

"ดิฉันชอบสัตว์เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ที่บ้านคุณแม่จะเลี้ยงเป็ด ไก่ แมว และสุนัขไว้เยอะมาก เราเลยคลุกคลีกับสัตว์มาตั้งแต่เด็ก พอเข้ามหาวิทยาลัยจึงอยากเลือกเรียนสาขาวิชาที่เกี่ยวกับสัตว์ แต่ไม่ได้อยากเป็นสัตวแพทย์ แค่อยากเลี้ยงสุนัขให้ดีเลยเลือกเรียนที่ภาควิชาสัตวศาสตร์ คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ เรียนเกี่ยวกับสุขภาพสัตว์ วิธีการผสมพันธุ์ และการดูแลสัตว์ เมื่อจบออกมาได้ทำงานที่โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อมีโอกาสเรียนรู้จิตวิทยาและการแก้ไขพฤติกรรมสุนัขจาก คุณเฟรด อลิมูซ่า นักพฤติกรรมสุนัขโดยตรง ในขณะนั้นที่โรงพยาบาลมีโครงการ ABC 4 Dogs หรือ ศูนย์เรียนรู้พฤติกรรมและปรับปรุงบุคลิกภาพสุนัข ตัวดิฉันได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาด้านพฤติกรรมสุนัขแก่เจ้าของ"

แม้ภายหลังจะออกจากงานประจำ แต่ผู้ที่ครูเมี่ยวได้เคยให้คำปรึกษาเรื่องพฤติกรรมสุนัขติดใจในคำแนะนำที่ได้ผลและทำได้จริง เกิดเป็นกระแสปากต่อปากแนะนำกันมา ด้วยจิตใจที่รักสัตว์ อยากจะให้เจ้าของและสุนัขได้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข จึงเกิด "คลิกเกอร์ด็อก" ในที่สุด

"จากที่เราได้เห็นมา นิสัยไม่ดีหลายอย่างของสุนัขมาจากความไม่เข้าใจของผู้เลี้ยง บางทีเราอยากจะหยุดพฤติกรรมที่ไม่ต้องการ แต่ดันไปจับ ไปกอด ตัวสุนัข ซึ่งเป็นท่าทางชื่นชมและให้รางวัลแก่เขา ทำให้ปัญหาที่มีอยู่เลวร้ายเข้าไปใหญ่ ดิฉันจึงเป็นเหมือนล่ามแปลภาษาช่วยให้เจ้าของ คิดและเข้าใจในแบบของสุนัข เพราะทุกวันนี้ เจ้าตูบที่บ้านเราไม่ต้องอยู่ป่า ไม่ต้องหาอาหารเอง จากที่ต้องออกล่า ต้องทำงานเพื่อแลกอาหาร กลายเป็นเจ้าของประเคนอาหารให้อย่างเต็มที่ กินทิ้งกินขว้างก็ยังเหลือ สุนัขเลยรู้สึกไปว่าตัวเองเจ๋ง ที่อยู่ของสุนัข จากที่จ่าฝูงได้สิทธิอยู่บนพื้นที่สูง ส่วนลูกฝูงที่อ่อนแอกว่าอยู่ตามใต้โต๊ะ ใต้ท้องรถ กำบังตัว แต่ปัจจุบันเราได้สร้างพื้นที่พิเศษ ที่สูงไปกว่าการอยู่บนโต๊ะม้าหินหรือบันไดวัด 'ลูกจ๋ามานอนบนตักม่ามี้เลย' (หัวเราะ) เราจับสุนัขมาอยู่บนตัวเรา เหยียบตัวเราเป็นพื้นที่สูงที่สามารถข่มสุนัขตัวใหญ่ ซึ่งในที่นี้หมายถึงตัวเจ้าของได้อีกด้วย

การยอมรับในฝูงนั้น ทุกวันนี้ฝูงของสุนัขไม่ใช่สัตว์สี่ขาหน้าขนอีกต่อไป แต่เป็น "หมานุษย์" สุนัขไม่ได้มองว่ามนุษย์คือมนุษย์ แต่มองว่ามนุษย์คือสุนัขที่ตัวใหญ่กว่า แต่อ่อนแอ ประมาณว่า 'ฉันเช็คแล้วเช็คอีก พวกแกไม่มีทีท่าจะสู้ ดังนั้น ต้องมีคนแข็งแกร่งกว่าดูแลที่นี่' อีกทั้งเจ้าของเองเป็นผู้แสดงท่าทีให้สุนัขตีความว่า เรายอมรับในความแข็งแรง ผ่านการลูบตลอดเวลา การอุ้ม การทำเสียงหงิงๆ เวลาเล่น ท่าทางเหล่านี้แสดงถึงการประจบ จากลูกสุนัขตัวน้อยที่ไม่สามารถปกป้องใครได้ โดนเราคะยั้นคะยอ ให้คิดไปว่าตัวเองเป็นจ่าฝูง สุนัขของเราจึงทำการข่มขวัญทุกคน เห่าอย่างบ้าคลั่ง พยายามปกป้องตัวเองและหมานุษย์ทั้งฝูง

สิ่งเหล่านี้เกิดจากความไม่รู้ของผู้เลี้ยง จึงเกิดสุนัขที่มีปัญหาขึ้น จนสุดท้ายเลี้ยงไม่ไหว ไม่มีความสุขกับการอยู่ด้วยกัน ต้องทิ้งบ้าง ยกให้คนอื่นบ้าง เลือกวิธีผิดๆในการลงโทษบ้าง โดยลืมไปว่าปัญหาทั้งหมดทั้งมวลล้วนเกิดจากตัวเจ้าของทั้งสิ้น"

มีหลายครั้งครูเมี่ยวต้องเจอกับคำถามว่า ทำไมสุนัขที่บ้านเห่าไม่หยุด ห้ามไม่ฟัง นั่นเพราะเจ้าของได้วางตัวเองอยู่ต่ำกว่าสุนัข ทำให้สุนัขไม่เชื่อฟังคำสั่ง ซ้ำร้ายยังแว้งกัดเมื่อยิ่งพยายามจะลงโทษ การแก้ไขอย่างง่ายๆ คือ ต้องวางตัวเราให้สูงขึ้นแล้วข่มสุนัขให้อยู่ต่ำลง ทำหน้าที่เป็นผู้ห้ามปรามพฤติกรรมของสุนัข

"เป้าหมายของคนส่วนใหญ่ที่มาเรียนกับดิฉันคือ จะทำโทษสุนัขอย่างไร เราคุ้นเคยกับการมอบประสบการณ์ที่ดีแก่สุนัข ทั้งการให้อาหาร ให้ขนม พาไปเที่ยว แต่ไม่คุ้นเคยกับการมอบประสบการณ์ร้ายๆให้ ยกตัวอย่าง สุนัขกัดข้อเท้าเรา แทนที่จะห้ามปราบ เรากลับดึงขาหนี 'โอ๊ย ไม่เอาๆ อย่ากัดนะลูก' โทนเสียงและท่าทางที่ใช้ ทำให้สุนัขตีความผิดว่าเรากำลังชม เลยยิ่งทำซ้ำๆ เพราะถือว่าทำแล้วได้รับประสบการณ์ที่ดี

ในการลงโทษไม่แนะนำให้ตีสุนัข เพราะหลายครั้งเราไม่ได้ตีหนเดียวจบ เราจะตีจนหายแค้น นั่นเท่ากับเรากำลังคุกคามอย่างไร้เหตุผล วิธีทำโทษอย่างถูกต้อง มี ๒ ประเภท คือ โดยใช้อุปกรณ์ และ โดยตัวเราเอง

การใช้อุปกรณ์นั้น ได้แก่ การกระตุกสายจูงเมื่อทำผิด หรือ การใช้อุปกรณ์ที่ทำให้เกิดเสียงดัง เพื่อให้สุนัขตกใจในทันที อุปกรณ์ที่นำมาใช้เป็นของอะไรก็ได้ที่สร้างเสียงดังๆ เช่น หนังสือพิมพ์ ขวดพลาสติกเปล่า สมมติว่าเราอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ เห็นสุนัขกำลังถ่ายผิดที่ เราฟาดหนังสือพิมพ์นั้นลงกับพื้นให้เกิดเสียงดังจนสุนัขตกใจ แล้วทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ อย่าให้รู้ว่าเราเป็นคนลงโทษ การลงโทษต้องเกิดจากพระเจ้า ที่เป็นเช่นนี้เพราะ หากเราแสดงตัวว่าเป็นคนลงโทษ เวลาที่เราอยู่กับสุนัข เขาจะทำตัวดีสุดสุดเพราะกลัวการลงโทษจากเรา แต่เมื่อเราไม่อยู่ตรงนั้น สุนัขจะทำนิสัยเดิมที่ไม่ดี ดังนั้น การลงโทษต้องมาจากพระเจ้า เพื่อให้สุนัขเดาไม่ได้ว่าจะได้เจอเรื่องร้ายๆ จากที่ไหนเมื่อไหร่ และทำตัวดีตลอดเวลา

ประเภทที่ ๒ การลงโทษโดยตัวเราเอง เช่น การเมิน ไม่สนใจไม่สบตา หรือ การใช้เสียงโทนต่ำ เช่น พูดคำว่า เฮ้ย หรือ เอ๊ย โดยทำเสียงให้ต่ำ สั้น กระชับ และมั่นใจ ทั้งนี้การใช้เสียงของเราจะต้องเชื่อมกับอะไรสักอย่างที่เป็นการลงโทษ มิเช่นนั้นถึงจะเฮ้ยหรือเอ๊ยแค่ไหนสุนัขก็ไม่เข้าใจ ตัวอย่างเช่น เอ๊ย แล้วตามด้วยการฟาดขวดเปล่าใส่พื้นดังๆเป็นการลงโทษ ทำซ้ำๆเมื่อสุนัขจำได้ แค่เราทำเสียง เอ๊ย เขาก็จะหยุดพฤติกรรมที่ไม่ดีเหล่านั้น เป็นต้น"

กว่า ๕ ปี ที่ครูเมี่ยวเปิดโรงเรียนสอนเจ้าของให้ฝึกสุนัข "คลิกเกอร์ด็อก" เมื่อถามถึงเหตุการณ์ที่ประทับใจ ชื่อของ "พีจัง" และ "เจ้าบีเกิ้ลแสนซน" ได้ถูกหยิบยกมาบอกเล่าเรื่องราวให้เราฟัง

"พีจังเป็นสุนัขที่เจ้าของนำมาฝากเลี้ยง เป็นสุนัขพิการ เจ้าของเลี้ยงไปสักพักแล้วเกิดเป็นโรคกระดูกสันหลังคดทำให้พิการ เจ้าของพีจังเองไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่เขาเลือกที่จะดูแลพีจังอย่างดีที่สุดทุกวิถีทาง นั่งรถมาไกลเพื่อฝากให้ดิฉันช่วยดูแล ไม่ทิ้งขว้าง ซึ่งจุดนี้ทำให้เรารู้สึกประทับใจ

บ้านที่สองเป็นประสบการณ์การฝึกสุนัขนอกสถานที่ สุนัขที่ฝึกคือพันธุ์บีเกิ้ล ซึ่งเห่าตลอดเวลา และก้าวร้าววิ่งไล่กัดคนในบ้าน เมื่อเกิดปัญหาขึ้นเจ้าของสุนัขตัวนี้พยายามหาทางแก้ไข เคยไปฝึกก็แล้ว แต่ไม่ประสบผล จนเกือบจะถอดใจฉีดยาให้สุนัขเสียชีวิต พอดีสัตวแพทย์ได้แนะนำให้มาลองฝึกกับดิฉัน ได้นั่งคุยกันแล้วพบว่า สุนัขไม่ได้ก้าวร้าวอย่างที่คิด แต่เขาทำตามคำสั่งที่เราสอนโดยไม่รู้ตัว เช่น เวลาที่มีญาติมาทานข้าวที่บ้าน เจ้าบีเกิ้ลตัวนี้จะไล่งับ เจ้าของจะรีบเข้าไปจับตัว ไปอุ้มไว้ ซึ่งทำให้สุนัขคิดว่าตัวเองเจ๋ง ยิ่งเลยเถิดไปกันใหญ่

พอเราพบสาเหตุแล้วทำการแก้ไข ทุกอย่างก็จบลงด้วยดี เจ้าของสุนัขได้ยื่นซองค่าเล่าเรียนมาให้ ซึ่งได้ชำระครบไปก่อนแล้ว แต่เขายืนยันว่าเป็นสินน้ำใจเล็กน้อย เพราะการได้เจอเราทำให้เขาไม่ต้องทำบาปทำกรรมพรากชีวิตเจ้าบีเกิ้ล จำนวนเงินภายในซองมากกว่าค่าเล่าเรียนเสียอีก ซึ่งดิฉันได้นำไปสมทบเป็นค่ารักษาพยาบาลให้พีจังทั้งหมด

ดิฉันทำงานทุกวันนี้ไม่ใช่แค่เพื่อเงินทอง แต่ทำเพราะเราชอบ ได้คลุกคลีกับสุนัขที่รัก ได้เจอกับคนดีๆ ดิฉันเชื่อว่าคนที่มาที่นี่เป็นเจ้าของที่มีความรับผิดชอบสูง เป็นคนจิตใจดี ปลื้มใจที่ได้เห็นหน้าตายิ้มแย้มของพวกเขา ได้ทำให้สุนัขและเจ้าของอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข"

การปรับพฤติกรรมของสุนัขนั้น สิ่งสำคัญต้องเข้าใจธรรมชาติของมันเสียก่อน เช่นเดียวกันกับการจะอยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง ต้องเข้าใจในความต่างของกันและกัน...