ถวายสักการะพระบรมอัฐิ

ประชาธิปก ปร.

ตลอดพระราชพิธีอัญเชิญพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว กลับสู่ประเทศไทย และการถวายพระราชกุศลทักษิณานุปทาน รัฐบาลได้กำหนดให้สถานที่ราชการทุกแห่งทั่วราชอาณาจักรลดธงครึ่งเสา เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี มีกำหนด 3 วัน คือ วันที่ 24-26 พฤษภาคม 2492 และเฉพาะวันที่ 24 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันอัญเชิญพระบรมอัฐิมาถึงกรุงเทพฯ ณ ท่าราชวรดิฐนั้น ให้สถานที่ราชการหยุด1วัน และให้ประชาชนผู้จะไปเฝ้าฯระหว่างทางที่อัญเชิญพระบรมอัฐิฯจากท่าราชวรดิฐ เข้าสู่พระบรมมหาราชวัง แต่งกายไว้ทุกข์โดยทั่วกัน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้อัญเชิญพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ออกประดิษฐาน ณ พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัยในพระบรมมหาราชวัง เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าเฝ้าฯถวายราชสักการะ ตั้งแต่วันที่ 13-29 มิถุนายน พ.ศ. 2492 ระหว่างเวลา 10.00-16.00 น. ทุกวัน แต่มีเงื่อนไขว่า จะต้องแต่งกายสุภาพตามแบบข้าราชการเข้าออกพระราชฐาน จะไว้ทุกข์หรือไม่ก็ได้ หญิงชาติที่ไม่มีประเพณีนิยมสวมกางเกงโดยปกติ จะสวมกางเกงเข้ามาไม่ได้

ในวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2492 เวลา 16.30 น. ได้มีการอัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารไปประดิษฐานในพระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมขุนชัยนาทนเรนทร ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ทรงถวายพระราชกุศลทอดผ้า พระสงฆ์ 30 รูปสดับปกรณ์ แล้วทรงบรรจุผอบพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระพุทธบัลลังก์พระพุทธอังคีรส เสด็จแล้วทรงวางพวงมาลาของหลวง ต่อจากนั้น สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 และพระบรมวงศานุวงศ์ ทรงวางพวงมาลาตามลำดับ จากนั้นจึงตามด้วยบุคคลอื่นๆ

ในการพระราชพิธีบรรจุพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สำนักพระราชวังได้ใช้เหรียญราชรุจิยา เงินรัชกาลที่ 7 จำนวน1เหรียญ เพื่อประกอบในการบรรจุพระบรมราชสรีรางคารด้วย หลังจากนั้นในทุกๆปี เมื่อถึงวันที่ 30 พฤษภาคม ซึ่งตรงกับวันเสด็จสวรรคต สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 จะเสด็จฯไปบำเพ็ญพระราชกุศลทุกครั้ง ไม่ว่าจะประทับอยู่ในกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัดก็ตาม

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ โปรดเกล้าฯให้พิมพ์หนังสือเป็นที่ระลึกพระราชทานในงานถวายพระราชกุศลทักษิณานุปทานพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ จดหมายเหตุงานพระบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ.2468 โดยมีพระราชประสงค์ให้คัดเอาจดหมายเหตุ 2 เรื่อง ซึ่ง หม่อมเจ้าวิศิษฎ์สวัสดิรักษ์ สวัสดิวัตน์ ทรงอธิบายไว้ในคำนำหนังสือ ได้แก่ ราชกิจจานุเบกษาฉบับพิเศษ ซึ่งพระยาประกาศอักษรกิจ (เสงี่ยม รามนันทน์) เจ้ากรมราชกิจจานุเบกษาเรียบเรียงขึ้น และหนังสืออธิบายงานราชาภิเษกภาษาอังกฤษ ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสให้ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัติ แต่งขึ้นทูลเกล้าฯถวาย ทรงแจกในงานบรมราชาภิเษก เมื่อครั้ง พ.ศ.2468 นอกจากนี้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศิริรัตนบุษบง พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ได้ทรงจัดพิมพ์หนังสือพระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่องเสด็จประพาสชวาและบาหลี พ.ศ.2472 มีพระประสงค์แจกผู้มาถวายสักการะพระบรมอัฐิเป็นจำนวน 2,000 เล่ม โดยแจกร่วมไปกับหนังสือที่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ได้โปรดเกล้าฯให้จัดพิมพ์

ขณะเดียวกันเพื่อเป็นการบันทึกเหตุการณ์สำคัญอันควรแก่ความทรงจำของคนไทย สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ยังโปรดเกล้าฯให้ เจ้ากาวิละวงศ์ ณ เชียงใหม่ ถ่ายภาพยนตร์ และถ่ายภาพธรรมดาในงานพระราชพิธีอัญเชิญพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รวมทั้งพระราชพิธีทักษิณานุปทานในพระบรมมหาราชวัง เพื่อทรงเก็บไว้เป็นที่ระลึก และในโอกาสเดียวกันนี้ หม่อมเจ้าการวิก และ หม่อมเจ้าหญิงผ่องผัสมณี จักรพันธุ์ ได้ทรงถ่ายภาพยนตร์ และถ่ายภาพการอัญเชิญเสด็จพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และรับเสด็จ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ณ ท่าราชวรดิฐ และในพระบรมมหาราชวังเพื่อเป็นอนุสรณ์อีกด้วย นอกจากนี้หน่วยราชการ อาทิ กระทรวงศึกษาธิการยังได้ถ่ายภาพยนตร์เกี่ยวกับงานพระราชพิธีต่างๆ เพื่อบันทึกไว้เป็นภาพยนตร์การศึกษาเกี่ยวกับพระราชประเพณี รวมทั้งยังมีช่างภาพของธนาคารออมสิน 3 คน ในความควบคุมของ นายเจือ จักษุรักษ์ ด้ำการถ่ายภาพยนตร์ตามริ้วขบวนรับเสด็จทั้งในและนอกพระบรมมหาราชวัง เพื่อทำภาพยนตร์ข่าวงานพระราชพิธี โดยปฏิบัติตามระเบียบของสำนักพระราชวัง เช่นเดียวกับกระทรวงศึกษาธิการ

ในพระราชพิธีบรรจุพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ในวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2492 กรมโฆษณาการได้ถ่ายภาพนำขึ้นทูลเกล้าฯถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ 1 ชุด ทูลเกล้าฯถวาย สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ1ชุด และอีก 1 ชุด ถวาย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมขุนชัยนาทนเรนทร ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

โอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ หม่อมทวีวงศ์ ถวัลยศักดิ์ เลขาธิการพระราชวังเชิญเหรียญรัตนาภรณ์รัชกาลที่ 7 ชั้นที่ 3 ชั้นที่ 4และชั้นที่ 5ไปในขบวนอัญเชิญพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และรับเสด็จ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ณ สิงคโปร์ เพื่อพระราชทานแก่เจ้าหน้าที่เรือวิลเฮม ไรซ์ ในวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2492 นอกจากนี้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมขุนชัยนาทนเรนทร ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ทรงมีหนังสือในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และในพระนามของ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ถวายสมเด็จพระเจ้ากรุงอังกฤษ

เพื่อขอบพระทัยและขอบใจเจ้าหน้าที่อังกฤษในอาณาเขตที่เกี่ยวข้อง ในการที่ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ทรงได้รับความสะดวกและการต้อนรับถวายพระเกียรติแด่พระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในระหว่างทางที่อัญเชิญกลับสู่ประเทศไทย อีกทั้งยังทรงมีหนังสือขอบใจรัฐบาลไทยรวมทั้งข้าราชการต่างๆที่เกี่ยวข้องที่ให้ความร่วมมือช่วยเหลือ จนได้บรรลุผลเป็นที่เรียบร้อย ตลอดจนขอบใจประชาชนทั้งหลายโดยทั่วกัน

การเสด็จฯนิวัติสู่ประเทศไทยของ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ในครั้งนี้ รัฐบาลมีดำริจะจัดวังตำบลท่าช้าง อันเป็นที่ประทับที่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ พระบรมชนกในพระองค์เคยประทับมาก่อนถวายเป็นที่ประทับตามคำปรารภของคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เนื่องจากวังศุโขทัยซึ่งเป็นที่ประทับเดิม ยังคงใช้เป็นที่ทำการของกระทรวงสาธารณสุข แต่ด้วยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเชิญเสด็จฯไปประทับ ณ วังสระปทุม สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ จึงเสด็จฯไปประทับที่ตำหนักหอ อันเป็นที่ประทับเดิมของ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ซึ่งเมื่อครั้งทรงพระชนม์ชีพ มีความสนิทสนมรักใคร่กับ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นอันมาก

ด้วยเหตุนี้ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 จึงทรงเห็นว่า เนื่องจากพระองค์มิได้มีพระราชกิจจะทรงปฏิบัติมากนัก เว้นแต่เป็นการเสด็จฯออกให้บุคคลเข้าเฝ้าฯในช่วงเวลาเสวยพระสุธารสชา จึงทรงตัดสินพระทัยประทับ ณ วังสระปทุม เป็นเวลาเกือบ 2 ปี จากนั้นจึงเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับที่พระตำหนักสวนบ้านแก้ว จังหวัดจันทบุรี และทรงพระกรณียกิจมากมายอันเป็นคุณประโยชน์แก่ชาวจันทบุรี ตลอดบั้นปลายพระชนม์ชีพ