ช็อปงานอาร์ต ตลาด (ถนนคนเดิน) ท่าแพ

ชมตลาด
ช่างภาพ: 

ถนนคนเดิน (Walking Street) เป็นหนึ่งในแนวคิดการพัฒนาเมืองและการกำหนดใช้พื้นที่เมืองให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชน ซึ่งหลายประเทศได้ดำเนินการจนกลายเป็นที่รู้จักในฐานะแหล่งรวมงานศิลปะ ที่ศิลปินอิสระได้ใช้เป็นเวทีในการแสดงออกทั้งงานดนตรี วรรณศิลป์ จิตรกรรม ฯลฯ ตลอดจนเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติต้องแวะมาเยี่ยมเยือน

ถนนคนเดินที่จังหวัดเชียงใหม่มี 4แห่ง คือ ถนนคนเดินวัวลาย อยู่ที่ถนนวัวลาย ใกล้กับประตูเมืองเชียงใหม่ เปิดเฉพาะวันเสาร์ เวลาประมาณ 17.00 - 22.00 น. กาดต้อนกอง เช้าวันเสาร์ ณ ชุมชนสันทรายต้นกอก ตำบลฟ้าฮ่าม จำหน่ายสินค้าพื้นเมือง อาหารพื้นเมือง ผักปลอดสารพิษ ไม้ดอก ไม้ประดับ ถนนคนเดินสายหัตถกรรมสันกำแพงทุกวันเสาร์ เวลา 15.00-22.00 น.

แต่ถนนคนเดินที่ดังและใหญ่ที่สุด เปิดเฉพาะวันอาทิตย์ เวลาประมาณ 17.00 - 22.00 น. คือกาดกลางคืน ถนนคนเดินท่าแพ ระยะทางประมาณ1.5กิโลเมตร นับตั้งแต่ประตูท่าแพไปจนถึงหน้าวัดพระสิงห์ ผ่านสี่แยกกลางเวียง แยกซ้ายไปวัดเจดีย์หลวง และแยกขวาไปสิ้นสุดที่อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ตลอดสองฝั่งถนนเต็มไปด้วยร้านค้าต่างๆ มากมาย ทั้งสินค้าพื้นเมือง จำพวกเครื่องประดับตกแต่ง เสื้อผ้า ของที่ระลึก กระเป๋า ผ้าพันคอ โคมไฟ ฯลฯ งานหัตถกรรมพื้นบ้านนานาชนิด ทั้งเสื้อผ้า ผ้าทอมือ งานไม้แกะสลัก สินค้าแฟชั่น ไปจนถึงสารพัดสารพันของกิน เช่น ขนมจีน โรตี ข้าวซอย หมี่ยำ ผัดหมี่ ข้าวปุกงา ไข่ป่าม ข้าวจี่ ลูกชิ้น หมูยอ ผัดไทย ไอติมหลอด ไอติมโบราณ น้ำผลไม้ กาแฟ ฯลฯ

นับว่าเป็นถนนคนเดินที่ได้ทั้งอิ่มท้องและอิ่มใจ เพราะผ่านวัดสำคัญๆ ของเมืองเชียงใหม่ให้เราได้เดินชมความงดงามของศิลปกรรม สถาปัตยกรรมในยามค่ำคืน อาทิ วัดพันเตา ที่มีวิหารสร้างด้วยไม้หลังใหญ่ วัดเจดีย์หลวง ที่ด้านหลังวิหารมีเจดีย์หลวงเก่าแก่ วัดดวงดีที่ว่ากันว่าใครไปกราบไหว้พระดวงดีแล้วจิตใจจะสบายดี จึงมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เข้าไปกราบไหว้ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์กันอย่างเนืองแน่น

และที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดสำหรับเรา คือถนนสายนี้เป็นเหมือนห้องแสดงงานศิลปะ และงานหัตถกรรมขนาดใหญ่ มีเหล่าจิตรกร คนทำงานสร้างสรรค์มารวมอยู่ในย่านเดียวกัน เราสามารถเดินชมสุนทรียศิลป์กันได้อย่างเพลิดเพลินเหมือนกับกำลังเดินอยู่ในแกลเลอรี่ ชาวต่างประเทศสนใจงานที่สื่อถึงวิถีชีวิต สังคม และวัฒนธรรมไทย ซึ่งศิลปินที่นำผลงานของตนมาวางโชว์ จึงเหมือนใช้งานศิลปะเป็นสื่อกลางระหว่างสองวัฒนธรรม ใบหน้าเปื้อนยิ้มของคู่สนทนาค้าขาย ที่คุยกันถึงงานศิลปะแต่ละชิ้นอย่างเนิ่นนาน เหมือนจะบอกกับเราว่า...ที่สุดแล้วคุณค่าของเงินตราเทียบไม่ได้กับความชื่นใจ ภูมิใจเมื่อมีผู้ยอมรับและชื่นชมในงานศิลปะของตน