PA to CEO

คุยสารพันสาระเพ

5. เรื่องห้องน้ำแตกเพิ่งจบไปหมาดๆ ตอนบ่ายเอาอีกแล้วนี่ขนาดเจ้านายไม่อยู่ในออฟฟิศนะเนี่ย ขืนนายอยู่คงยุ่งกว่านี้อีกร้อยเท่า เจ้าบอยลูกทีมบริหารลูกค้าทีมหนึ่งโทร.เข้ามาหาฉันตอนบ่ายครึ่ง ฉันเพิ่งกินข้าวเข้าไปได้คำเดียวที่โต๊ะทำงานนั่นแหละ เจ้าบอยเรียกฉันอย่างสนิทสนมว่าพี่แคลร์ทั้งที่ยังไม่เคยเห็นหน้ากัน พูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นทางโทรศัพท์ว่า

"พี่ พี่ช่วยโทร.หาท่านรัฐมนตรีให้หน่อยนะ" แม่เจ้าโว้ย ไอ้เจ้าบอยนี่มันคิดว่าฉันเป็นใครเนี่ย ถึงให้โทร.หารัฐมนตรี

"ไม่ดีมั้งคะ จะโทร.ไปทำไมกัน"

"งั้นพี่แคลร์ช่วยโทร.หาตำรวจติดตามท่านก็ได้ชื่อ พ.ต.ต. ?ให้ช่วยบอกท่านรัฐมนตรีหน่อยว่าวันนี้ (เจ้าบอยเอ่ยชื่อดาราสาวคนดังก้องฟ้าคนหนึ่งของเมืองไทย) เขามาไม่ได้ข้อเท้าแพลง ผมติดต่อช่องไปแล้ว เขากำลังหาดาราคนอื่นมาแทนอยู่ ท่านเข้มงวดนักเรื่องเวลาหรือกำหนดการต่างๆ ถ้านายรู้นายก็คงโกรธที่เราไม่ได้เตรียมการไว้"

ฟังเจ้านี่มันพูดแล้วฉันก็โมโหตงิดๆว่ามันเป็นเหตุสุดวิสัย เทวดาที่ไหนมันก็ช่วยไม่ได้แล้วใครมันจะมาโกรธบ้าโกรธบออะไรกัน รัฐมนตรีเขาไม่สนใจหรอกว่าใครจะมา ย้อนถามไปว่า

"แล้วทำไมบอยไม่โทร.เองล่ะคะ" เอาแล้วค่ะ จี๊ดขึ้นสมองอีกแล้วเมื่อเจ้าบอยตอบฉันมาว่า

"ก็พี่เป็นผู้ช่วยนายนี่ครับ ปกติเรื่องแบบนี้นายโทร.เอง นายเข้มงวดมากเรื่องพิธีการต้องเป๊ะหากผิดพลาดต้องแจ้งและแก้ไข (เออ สรุปแล้วมันกลัวนายด่าไม่ใช่ท่านรัฐมนตรี) แต่ตอนนี้นายติดประชุม ห้องแถลงข่าวก็ยังไม่เรียบร้อยเลยพี่ เดี๋ยวต้องจัดเอกสารอีก ลูกค้าให้ของชำร่วยมาแจกนักข่าว เขาก็เอามากองไว้ให้เราจัดเข้าชุดเองอีก พี่ช่วยผมหน่อยนะ"

"อ้าว แล้วทำไมไม่ให้คุณแววตา ลูกพี่คุณโทร.ล่ะคะ ระดับผู้อำนวยการโทร.หาก็ได้นี่คะ" ฉันยังคงพยายามอยู่

"ไม่ได้ครับ พี่แวววิ่งไปหาลูกค้าอีกรายเป็นฝรั่งด้วย พี่เขาเลยต้องไปเอง"

สรุปแล้วกูอีกซิเนี่ย ที่ต้องเป็นคนโทร.หาอีตาตำรวจติดตามนี่ โอ๊ย PA นี่มันจะต้องทำอะไรกันมากมายเช่นนี้ ไม่รู้เจ้าบอยมันไม่กล้าโทร.เองหรืออย่างไร ทำยังกับฉันว่างมาก จะโยนไปให้คนอื่นโทร.รึก็ รอบๆตัวก็มีแต่เด็กๆ ก็คงฉันนี่แหละที่ดูจะเหมาะสมที่สุด ฉันโทร.หาผู้พันซึ่งทำเสียงเข้มใส่ฉัน ฉันก็ลูกสาวนายพลเหมือนกันกลัวอะไร หลังจากแนะนำตัวเรียบร้อย ฉันก็เสียงเข้มกลับไปไม่แพ้กัน เล่าอาการบาดเจ็บของดาราสาวผู้นั้นที่ทำให้ไม่สามารถไปปรากฏตัวในงานแถลงข่าว และดื่มน้ำชาร่วมกับท่านรัฐมนตรีได้ และกล่าวต่อถึงการที่จะมีดาราสาวที่ดังไม่แพ้กันไปแทน ตาผู้พันดูไม่พอใจที่ฉันไม่สามารถบอกได้ว่าใครจะไปแทน โอ๊ย อยากจะกรี๊ดดังๆ ว่าก็ฉันไม่รู้ นั่งอยู่ในออฟฟิศเฉยๆ เขาโทร.มาให้ช่วยก็ช่วยแล้ว อย่าถามมากไม่รู้จริงๆ ฉันไม่เสียเวลาเว้าวอนกับอีตาผู้พันเสียงเข้มนี่มาก รีบฝากกราบขอโทษท่านรัฐมนตรี และขอบคุณผู้พันอย่างรวดเร็วเพื่อจะวางสายเสียที เสียเวลาไปประมาณหนึ่ง ข้าวปลากินไม่ลงแล้ว

นั่งทำงานคิ้วขมวดอีกพักใหญ่ อยากจะให้ไอ้น้องที่นั่งข้างๆช่วยบ้าง ก็ดูทุกคนจะยุ่งกันไปหมด ไม่มีใครเงยหน้าขึ้นมาเลย เสียงโทรศัพท์โทร.หานายมากมายตลอดเวลา บอกแล้วว่านายฉันเป็นหนุ่มรูปงาม ผลงานยอดเยี่ยมปีนี้ก็จะได้รับรางวัล CEO ดีเด่นอีก นักข่าวจึงโทร.มาขอสัมภาษณ์เยอะแยะ ทั้งหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และทีวี ยังมีการโทร.เชิญไปเป็นวิทยากรอีกฉันต้องถามชื่อเบอร์โทร.กลับ เพื่อหาวันเวลานัดหมายให้ จดบันทึกงานที่ต้องทำไว้อีกเยอะแยะเต็มโต๊ะ โอ๊ย จะบ้าตายจะฮ็อตฮิตอะไรกันขนาดนั้น แค่รับโทรศัพท์อย่างเดียวก็ไม่ต้องทำงานอย่างอื่นแล้ว งานเก่าก็ยังค้างคาอยู่เลย

ยังค่ะ ยังไม่จบบ่ายสองครึ่งนายโทร.มา เสียงสุภาพนุ่มนวลตามสไตล์

"พี่แคลร์เป็นไงบ้างครับ" เออ จะให้ฉันตอบว่า ส้วมแตก เด็กของคุณโยนปัญหามาให้ฉันแก้ หรือก็ไม่ได้ เลยได้แต่ตอบเสียงหวานว่า

"ก็ดีค่ะ งานเยอะอยู่แต่ก็ยังพอจัดการได้"

"ไม่เยอะหรอกครับ ถ้าบริหารจัดการดีๆ" นั่น เถียงฉันอีก อยากบอกเหลือเกินว่าไอ้งานจริงๆนี่มันคงไม่เยอะหรอก แต่ไอ้บ้าไอ้บอนี่ซิมันเยอะ แถมเสียเวลาในการประสานงานกับคนหลายคนอีก

"จัดช่อดอกไม้ให้ท่านรัฐมนตรีหรือยังครับ" แน้ ฉันต้องรู้ด้วยหรือว่าต้องจัดดอกไม้ให้ท่านด้วย ท่านรัฐมนตรีเป็นผู้หญิงน่ะค่ะ

"ยังค่ะ ต้องจัดด้วยหรือคะ" ฉันพูดได้แค่นั้น

"จัดซิครับ สืบมาด้วยว่าท่านชอบดอกไม้อะไร" เอาแล้วไง กระแทกเสียงเข้มใส่ฉัน อยากกรี๊ดอีกรอบ เฮ้อ กูจะรู้ไหมเนี่ย

"ค่ะ เดี๋ยวจัดการให้ เอาไปส่งที่โรงแรมเลยนะคะ"

"ไม่ต้องครับ เดี๋ยวผมให้ไก่ขับรถเข้าไปรับ จะให้เข้าไปเอาหนังสือให้ด้วย พี่แคลร์ช่วยเลือกหนังสือให้ผมสัก 3 เล่มนะครับ อยู่หลังโต๊ะทำงานผมแน่ะ ผูกโบมาสวยๆด้วย อ้อ อย่าลืมส่งรายงานไปให้สิงคโปร์ด้วยนะครับ"

พูดจบก็วางสายไป ทิ้งฉันให้นั่งงงเป็นไก่ตาแตก โถทูนหัว ฉันเพิ่งเข้ามาทำงานได้สองวัน ไม่มีใครบอกว่าอะไรเป็นอะไร จะให้รู้อะไรกันนักหนาแค่นี้ทำได้ก็บุญโขแล้ว แล้วนี่รายงานบ้าบออะไรกันอีกล่ะเนี่ย รายงานอะไรถึงใคร งานเก่าก็ยังไม่เสร็จงานใหม่เข้ามาอีกแล้ว ฉันเริ่มกลัวว่าตัวเองจะกลายเป็นคนขี้หลงขี้ลืม จึงรีบเขียนงานที่ต้องทำต่างๆ ลงบนโพสต์อิทสีเหลืองเพื่อช่วยจำติดไว้บนโต๊ะ เมื่อยขาก็เมื่อยเพราะดันขายาว สอดขาเข้าไปใต้โต๊ะก็ไม่ได้เพราะติดคีย์บอร์ดเลยต้องนั่งเอียงไปเอียงมาทั้งวัน

ว่าต่อด้วยเรื่องดอกไม้ของท่านรัฐมนตรี เฮ้อ จะให้ดอกไม้ทั้งทีก็ให้ๆไปเถอะ เขาต้องชอบอยู่แล้วละ ไม่เห็นต้องถามเลยว่าเขาชอบดอกอะไร ไม่ใช่แฟนสักหน่อย นายคงอยากได้คำชมจากท่านรัฐมนตรีว่า แหม คุณนุช่างรู้ใจว่าพี่ชอบดอกไม้นี้ แอบนินทานายในใจค่ะ

ฉันจัดแจงโทร.หานายตำรวจติดตามผู้นั้นอีกครั้ง คราวนี้ฉันพูดเสียงหวานใส่จริตเต็มที่ ให้เขานึกว่าฉันอายุสัก 28 ไม่ใช่ 45 โดยหวังว่าตาผู้พันนี่คงหน้าตาดีระดับหนึ่ง เพราะคงไม่มีใครเขาเอาหน้ายับๆเยินๆมาเป็นตำรวจติดตามหรอก ได้คำตอบว่าท่านชอบดอกลิลลี่ เอาละมาถึงคราวที่ต้องสั่งดอกไม้ นังน้องแป้งไม่ยอมพูดกับร้านดอกไม้เองกลัวได้ดอกไม้มาไม่ถูกใจ ฉันต้องเสียเวลาโทร.เองอีกแม้จะเล็กน้อยก็เถอะ บรรยายถึงช่อดอกลิลลี่และการแซมด้วยดอกไม้สีน้ำเงินที่ฉันอยากได้ ไม่ใช่ท่านรัฐมนตรีอยากได้ในราคา 3,500 บาท

จากนั้นก็เข้าไปในห้องนายขมีขมันหาหนังสือ เกี่ยวกับการบริหารองค์กร การตลาด และธรรมะภาคภาษาอังกฤษ ทั้งหมด 3 เล่มตามนายสั่ง ให้น้องแหม่มผูกโบให้ ที่นี่ก็ดีอย่าง ถามหาโบ ก็มีโบ ไม่ต้องวิ่งซื้อ สักพักใหญ่ดอกไม้ช่อเบ่อเริ่มก็มาถึงพร้อมใบเสร็จ ฉันรีบวิ่งไปหาป๋าวิชาญเพื่อขอเบิกเงิน ป๋าพูดง่ายพร้อมรอยยิ้ม

"ไม่มีหรอกคุณแคลร์ ยังไม่ได้เบิก ต้องวันจันทร์นะ"

"อ้าวป๋า แล้วเกิดเด็กๆจะใช้เงิน จะเอาที่ไหนล่ะคะ"

"ปกติมันก็มีแหละ แต่คราวนี้เด็กเบิกซื้อของเยอะ หลายงานเลยหมดเร็ว คุณแคลร์ออกไปก่อนแล้วกัน เดี๋ยววันจันทร์ผมให้แต่เช้าเลย"

เออ แล้วทำไมต้องวันจันทร์ด้วยล่ะ วันนี้เพิ่งวันพุธ ฉันต้องควักกระเป๋าเองอีกหรือนี่ 3,500 บาท เชียวนะ เมื่อวาน 200 บาท ก็ยังไม่ได้คืน นี่มันบริษัทอะไรกันวะเนี่ยทำไมจึงมีเรื่องไม่หยุดไม่หย่อน มองไปรอบๆ ผู้คนที่นี่ก็ดูปกติสุขดี เขาคงชินชากันเสียแล้ว เอ๊ะ หรือเป็นเฉพาะ PA ที่ยุ่ง คิดโน่นคิดนี่ นายไก่คนขับรถรูปงามมาแล้ว กระหืดหระหอบมาเชียวแทบจะกระชากช่อดอกไม้ไปจากมือฉัน แถมหนังสือ 3 เล่มไปอย่างเร่งรีบ

"พี่ ขอโทษนะผมรีบเดี๋ยวต้องไปธุระอีกที่ ขืนกลับไปไม่ทันรับนายนี่ผมตายแน่ ต้องไปถึงงานก่อนท่านรัฐมนตรี" ว่าแล้วเจ้าไก่ก็วิ่งเข้าไปหาป๋าวิชาญเพื่ออะไรสักอย่าง แล้วรีบวิ่งออกประตูไป ทุกอย่างรวดเร็วแบบ 60 วินาทีเบ็ดเสร็จ จะว่าไปเจ้าไก่นี่ก็น่าสงสารพอๆ กับฉัน พักนี้ไม่ค่อยได้ใช้สมองค่ะ ใช้ความเร็วอย่างเดียว เฮ้อ ถอนใจทีขอแวบไปซื้อกาแฟใต้ถุนตึกกินก่อน แล้วขึ้นมาสู้กันต่อ ไหนๆก็ควักกระเป๋าให้บริษัทไปเป็นพันแล้วนี่ จะมาอะไรนักหนากับกาแฟแก้วละ 150 บาทกันเล่า

แม้ว่าตอนนั้นจะห้าโมงครึ่งแล้ว เหลืออีกแค่ครึ่งชั่วโมงก็จะเลิกงาน แต่ฉันก็ยังนั่งหน้ายุ่งคิ้วขมวดกับงานตรงหน้าที่ไม่ใช่มีแค่ตรวจสอบตารางนัดหมายของนายรูปงามของฉัน และจัดตารางใหม่ให้เท่านั้น แต่ยังมีงานเก่าที่ยังค้างๆอยู่ แถมด้วยเสียงโทรศัพท์ที่ยังดังไม่หยุด บางสายก็โทร.มาถามคำถามที่ฉันฟังไม่เข้าใจด้วยซ้ำ ได้แต่จดบันทึกไว้ จด จด จดจนบนโต๊ะมีแต่โพสท์อิทเพิ่มจาก 1 ใบเป็น 6 ใบแล้ว ล้วนเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม ฉันถึงกับต้องปฏิเสธเพื่อนรักที่โทร.มาชวนไปกินไปเม้าท์กันที่หลังสวน เสียดายจัง แต่ก็ไปไม่ได้จริงๆ งานยังท่วมหัวอยู่ ฉันได้แต่นั่งปลอบใจตนเองว่านี่มันเพิ่งวันที่ 2 ของการทำงานใหม่ อีกหน่อยปรับตัวได้ทุกอย่างก็คงดีขึ้นเองแหละ และ PA ก็จะเป็นงานที่สบายๆ

ทุ่มครึ่งยังคงมีพนักงานนั่งกันอยู่ 4 คน รวมทั้งฉัน ทันใดนั้นก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นที่โต๊ะใดโต๊ะหนึ่ง ไม่มีใครสนใจจะดึงสายโทรศัพท์กันเลยนี่ กูอีกซิเนี่ย นึกในใจ

"ฮัลโล" และตามด้วยชื่อบริษัท ฉันได้ยินเสียงเข้มตอบกลับมา

"พี่แคลร์ใช่ไหมครับ เวลารับโทรศัพท์อย่าพูดฮัลโลครับ ให้ใช้คำว่าสวัสดีค่ะ บอกชื่อบริษัทเขาไป แล้วบอกชื่อพี่ครับ อย่ารับสายแบบนี้อีกนะครับ" ฟังแล้วอยากจะกรี๊ดใส่โทรศัพท์ โถพ่อคู้ณจะสองทุ่มอยู่รอมร่อ มีพนักงานมานั่งรับโทรศัพท์นี่ก็มหัศจรรย์แล้ว ยังจะมาเรื่องมากอีก จะมีแก่ใจถามซักคำไหมว่า ป่านนี้ฉันยังนั่งทำซากอะไรอยู่ ทำไมไม่กลับบ้านกลับช่อง แต่ฉันก็สะกดความคิดไว้แค่นั้น และถามด้วยเสียงสุภาพว่า

"คุณนุมีอะไรหรือคะ ยังไม่เสร็จงานอีกหรือ" ฉันได้ยินเสียงเข้มตวัดกลับมาว่า

"ยังครับ ก็พี่แคลร์ส่งหนังสือมาทำไมไม่ส่งจดหมายมาด้วย" จดหมายเวรอะไรอีกล่ะนี่ ใจคิดแบบนั้น ปากได้แต่พูดว่า

"จดหมายอะไรหรือคะ คุณนุไม่เห็นสั่งนี่" พยายามใจเย็น

"เวลาจะให้ของคน ต้องทำจดหมายนำส่งด้วยซิครับว่าให้อะไร ให้ทำไมเนื่องในโอกาสอะไร ผมก็รอจะเซ็นจดหมายก่อนมอบหนังสือให้ท่านรัฐมนตรี เนี่ยผมเลยต้องยื่นให้ท่านเฉยๆ การจะให้ของคนต้องมีที่มาที่ไปซิครับ จะมาแค่ส่งๆ ให้แค่นี้ได้อย่างไร" นายฉันพูด หรือเรียกชัดๆ คือด่าเสียยืดยาว โอ๊ยพ่อคู้ณ ใครจะไปรู้ล่ะว่าพ่อเรื่องมากขนาดนี้ ไม่ได้พบปะเจอหน้ากันเลย แค่สั่งงานกันทางโทรศัพท์ทำได้แค่นี้ก็บุญโขแล้ว แต่ฉันก็พูดเพียงว่า

"อ้าว ขอโทษค่ะไม่ทราบ ไม่ทราบด้วยซ้ำว่าจะเอาหนังสือไปให้ใคร คุณนุไม่ได้บอกเลยไม่ได้ทำจดหมายไปให้" มั่วไปก่อน

"ผมจะพบรัฐมนตรีผมก็ต้องเอาหนังสือให้ท่านซิครับ" โว้ยยย อยากตาย จะให้ฉันรอบรู้ไปเสียทุกเรื่องเชียวหรือนี่ เฮ้อ คนอย่างนี้ก็มีด้วย นายฉันดูจะใจเย็นลง ฉันไม่อยากเซ้าซี้เรื่องงานแถลงข่าวหรือเลี้ยงน้ำชาต่อ เพราะเกรงว่าจะได้ยินบทสนทนาที่ไม่พึงประสงค์ต่อไปอีก

"แล้วทำไมพี่แคลร์ยังไม่กลับบ้านล่ะครับ" หมั่นไส้ ด่าเสร็จอารมณ์ดีขึ้นมาเชียว

"ยังใหม่น่ะค่ะ ก็ศึกษางานทำงานไปเรื่อยๆ รอเผื่อคุณนุกลับเข้ามาในออฟฟิศด้วยค่ะ" ฉันตลบตะแลงไปตามสถานการณ์ ใจก็นึกหวั่นๆว่านายจะให้อยู่รอเหมือนกัน แต่โชคดีนายไม่คิดจะกลับเข้ามา แถมพูดให้ฉันสบายใจว่า

"ผมไม่เข้าแล้วละ เหนื่อยมากเลยจะกลับบ้านแล้ว พี่ก็กลับเถอะพรุ่งนี้เจอกัน แต่เช้าพี่โทร.จองร้านอาหารให้ด้วยนะ จะเลี้ยงส่งประธานกับบอร์ดที่เขามาประชุม จะกลับพรุ่งนี้ค่ำแล้ว ขออาหารไทยนะครับ เชิญระดับผู้อำนวยการเราไปด้วย ผู้จัดการด้วยแล้วกัน AE ไม่ต้อง เที่ยงตรงแหละครับ เตรียมของชำร่วย 3 ชิ้น ให้นายๆเขาด้วย เอาเป็นผ้าไหมหรือผ้าพันคอไหมฝากภรรยาเขาก็แล้วกัน ขอบคุณครับ" พูดเร็วปรื๊ดจดแทบไม่ทัน นายจบธุระที่อยากพูดเสร็จก็วางสาย ทิ้งฉันให้จิตใจล่องลอยโหวงเหวงอยู่เพียงเดียวดาย จะบ้าตาย ไปกินข้าวกันแค่สี่คนไม่ได้หรือไง จะแห่กันไปทำไมตั้ง 10 คน ให้มันยุ่งยาก แล้วจะกินอะไรกันล่ะ ร้านไหน ระดับไหน แพงแค่ไหน โอ๊ย คิดแล้วอยากตาย ถ้าความคิดอยากตายของฉันเป็นจริงขึ้นมา ทำงานที่นี่ 2 วัน ฉันคงตายๆ เกิดๆ หลายรอบแล้วค่ะ

นั่งกลั้นหายใจสักพักก็ตัดสินใจปิดคอมพิวเตอร์ เก็บโต๊ะ เก็บของกลับบ้านดีกว่า เหลืองานไว้ทำพรุ่งนี้บ้างเดี๋ยวไม่มีอะไรทำ ฉันคิดอย่างประชดตัวเอง ทำไมนายคนไทยนี่มากเรื่องจัง นายฝรั่งนี่เดินผิวปากสบายใจ ฉันเคยถูกเรียกประชุมตั้งแต่เช้าเจ็ดโมงครึ่งก็ไม่เห็นรู้สึกเดือดร้อนอะไร เพราะการประชุมจัดกันที่ริมสระน้ำโรงแรม ทานอาหารเช้าไปด้วย ประชุมไป พิมพ์งานไปด้วย รู้สึกผ่อนคลาย ก็ได้แต่บ่นในใจค่ะ มันก็แค่จองโต๊ะอาหารไม่เห็นมีอะไรมาก คิดไปก็เก็บโต๊ะไปเรื่อยๆ เอาโพสท์อิทมาวางเรียงลำดับงานก่อนหลัง เพื่อสะดวกในการทำงานวันรุ่งขึ้น แม่เจ้า โพสท์อิทวันวานที่เขียนไว้ว่า ต้องส่งพวงหรีดไปงานศพคุณพ่อของลูกค้าที่เพิ่งเสียชีวิตไป กับต้องส่งดอกไม้ไปเยี่ยมภรรยาลูกค้าอีกรายที่เพิ่งคลอดลูก ฉันลืมสนิท นึกโกรธตัวเองที่อุตส่าห์จดไว้เตือนความจำก็ยังลืม นึกโกรธที่เรื่องจุกจิกมันเยอะมากจนกลายเป็นคนขี้ลืมไปเลย ต๊าย ป่านนี้คุณพ่อของลูกค้าเขาไม่ไปเกิดใหม่แล้วหรือ แล้วลูกชายของลูกค้าอีกรายที่เพิ่งคลอด ป่านนี้ไม่วิ่งได้แล้วหรือจะโทร.ไปร้านดอกไม้ป่านนี้คงนอนกันไปหมดแล้ว หรือไม่ก็นั่งดูละครทีวีกันอยู่ โทร.ไปคงไม่มีใครรับสาย ยืนสับสนในชีวิตสักพักก็ตัดใจ เอาน่า พรุ่งนี้สู้กันใหม่ กลับบ้านอาบน้ำนอนดีกว่า

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า