"โคมพาแลง"

แสงส่องใส ในวังน้ำมอก
เรียนรู้เรื่องราว

จากจังหวัดหนองคาย บนทางหลวงหมายเลข 211 (หนองคาย-เชียงคาน) เลาะลำน้ำโขง ผ่านอำเภอท่าบ่อ อำเภอศรีเชียงใหม่ แล้วเลยไปอีก 20 กิโลเมตร แยกซ้ายที่บ้านลุมพินี (กิโลเมตรที่ 63-65 ก่อนถึงวัดหินหมากเป้ง 200 เมตร) ตรงไป 6 กิโลเมตร แยกขวาตรงสถานีอนามัยห้วยไฮ 3 กิโลเมตร ผ่านศูนย์พัฒนาชุมชนบ้านน้ำทอน ตามพระราชดำริ ผ่านโรงเรียนวังน้ำมอก พอข้ามสะพาน ที่ทำการ โฮมสเตย์บ้านน้ำมอก อยู่ซ้ายมือ

เอาจริงๆ น้องทีม ททท. สะกิดให้ดูเป้าหมาย

เพราะเพลิดเพลินกับธรรมชาติมาตลอดทาง

ด้วยช่วงเที่ยงวัน จุดหมายอยู่ที่ บ้านน้ำมอก

ก็ว่า...บ้านน้ำมอก จัดให้เป็น...ชุมชนป่าพื้นบ้าน อาหารชุมชน โดยตั้งอยู่เลขที่ 2 หมู่ 5 ตำบลพระพุทธบาท อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ซึ่งเป็นชุมชนเล็กๆเงียบๆ ที่อยู่ลึกเข้าไป ในหุบเขาที่โอบล้อม ซึ่งการดำเนินชีวิตของชุมชนนั้น เป็นไปอย่างสงบสุขและเรียบง่าย ก็คล้ายกับสายน้ำจากห้วยน้ำทอน ที่หลั่งไหลผ่านกลางหมู่บ้าน

กินข้าว...เซาเฮือน นิยามการท่องเที่ยวในชุมชน ที่เป็นการพักรวมกับชาวบ้าน เพื่อเรียนรู้ความเป็นอยู่ ของผู้คนในท้องถิ่น ที่ใช้วิถีอย่างพอเพียง

โฮมสเตย์บ้านน้ำมอก รองรับการท่องเที่ยวชุมชน ทำการเปิดตัวมา 14 ปีแล้ว ก่อนหน้าได้ทำเรื่องการอนุรักษ์ ด้วยผืนป่าประมาณ 3,500 ไร่ อันเป็นต้นน้ำลำธารหลายสาย มีทั้งนายทุนและชาวบ้านกันเอง เข้าไปลักลอบตัดไม้เผาถ่าน ทำให้เกิดปัญหากลับมาสู่ชุมชน อย่างที่ไม่สามารถ หลีกเลี่ยงได้ จนกระทั่งมีชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง ในบ้านวังน้ำมอก อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย พร้อมใจกันจัดตั้งเป็นป่าชุมชน ขึ้นบนภูผีปอบ-ภูปักแป้น เพื่อทำการพลิกฟื้น ให้ความอุดมสมบูรณ์ของป่ากลับคืน ปี 2543 ความอุดมสมบูรณ์ ผืนป่าได้คืนกลับดังเดิม พร้อมได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณ "ป่าพื้นบ้าน อาหารชุมชน ดีเด่น" จากกรมป่าไม้

ปราชญ์ชุมชนผู้หนึ่ง ที่เห็นความเป็นไปในชุมชน เล่าว่า "เราทำงานด้านอนุรักษ์มาได้ 16 ปีแล้ว ส่วนที่ได้มาเปิดในลักษณะ ของการท่องเที่ยวในชุมชนนั้น ก็จะอยู่ประมาณ 14 ปีมาแล้ว โดยชาวหมู่บ้านวังน้ำมอก ต่างอพยพจากอำเภอศรีเชียงใหม่ มาทางฝั่งลาวบ้าง หรือมาจากท่าบ่อ หลังๆมาจากอุดร-ขอนแก่น ถ้าแรกๆก็ทางศรีเชียงใหม่ ทางฝั่งกำแพงนคร แรกเริ่มเดิมทีที่เข้ามาอาศัยกัน ก็มาเบิกพื้นที่ให้เป็นหมู่บ้าน แต่ก่อนเป็นผืนป่าเต็มไปหมด แม้ถนนที่เข้ามา...ก็ยังไม่มี ต้องเดินข้ามมาทางภูผีปอบ เพื่อมาหาอยู่หากิน แล้วตัดไม้ทำถ่าน คนหนึ่งทำได้ 30-40 กระสอบ ตอนนั้นกระสอบละ 16 บาทเอง เมื่อพอได้อาศัยอยู่กันนานๆไป ก็เกิดมีการสัมปทานตัดไม้ เลยหันมาตัดไม้กัน แล้วมาเลิกการสัมปทานไป เมื่อปี 2530"

ปัจจุบันชาวบ้านน้ำมอก ได้เข้าร่วมโครงการหมู่บ้านโฮมสเตย์ จำนวนกว่า 20 หลังคาเรือน โดยมีการฝึกอบรมเด็กๆภายในหมู่บ้าน ให้เป็นเด็กรักษ์ป่าและเป็นเจ้าบ้านน้อย ซึ่งจะคอยนำทางแก่นักท่องเที่ยว และพาร่วมกิจกรรมเชิงอนุรักษ์ต่างๆ

ศูนย์ประสานงานท่องเที่ยวและวัฒนธรรมพื้นบ้าน ผมและเพื่อนนักข่าว มาพร้อมกับทีมงาน ททท. เพื่อศึกษาข้อมูลและการแนะนำ ด้านการท่องเที่ยวในวังน้ำมอก โดยเฉพาะการเดินเท้า ขึ้นสู่เส้นทางศึกษาธรรมชาติภูผีปอบ ที่เสมือนกับซูเปอร์มาร์เก็ตอันเก่าแก่ และคงไว้ในความศักดิ์สิทธิ์ของชุมชน โดยเป็นหนทางที่ร่มครึ้ม เย็นรวยรื่นด้วยต้นไม้สูงใหญ่ ละม้ายหลังคากันแดดตามธรรมชาติ ระหว่างสองฝากทางเดินนั้น ก็ดารดาษด้วยพรรณไม้นานาชนิด อย่างดอกลิ้นมังกร ดอกดินแดง ดอกกระเจียว ต้นยางใหญ่...ที่มีอายุร่วม 250 ปี และเห็ดต่างๆ อย่างเ ห็ดมันปู ซึ่งก็มักแลเห็นชาวบ้านป่า เก็บใส่กระบุงเอากลับบ้าน ไปทำแกงเห็ดรสเด็ดกินกัน นอกจากนั้นบริเวณตีนภู ยังคงหลงเหลือ เตาถ่านโบราณ หลักฐานการทำไม้เผาถ่านในอดีต ของชุมชนวังน้ำมอก แล้วพอได้เลยไปอีกก็ถึง บ่อน้ำทิพย์ ดงสลัดได น้ำตกวังน้ำมอก

ด้วยเวลามีน้อย จึงมิได้ร่วมกิจกรรมตามป่าเขา

ซึ่งพอได้ฟังๆแล้ว ใคร่อยากลองอยากรู้ซะจริงๆ

แล้วซักไซ้ปราชญ์คนเดิม ถึงความเป็นมาตรงนี้

ก็มีคำตอบยาวเหยียดว่า ที่จริงพื้นที่แถวๆนี้ เป็นป่าสงวนครับ แต่มีกันพื้นที่ ให้เขตป่าอยู่ด้านบน ส่วนอาศัยอยู่ด้านล่าง ก็ประมาณ 6 พันกว่าไร่ ที่เป็นพื้นที่โดยรวม แต่ส่วนตรงนี้ ประมาณ 4-5 ไร่เท่านั้น โดยตั้งแต่ปี 2540 มาแล้ว ยังไม่ได้ตั้งเป็นศูนย์ฯ แต่มาเพื่อรณรงค์ต่อยอด โครงการพระราชดำริ ที่ชื่อว่า "โครงการราษฎรอาสาพิทักษ์ป่า" โดยกองพันที่ 2 อุดรธานี รับเอาโครงการไปส่งเสริม แต่ก็ไม่ได้มีการประสานงานต่อ ปราชญ์ผู้นี้...จึงตั้งกลุ่มเด็กรักษ์ป่า เรียนรู้ทรัพยากรป่าไม้ และผลกระทบต่อชุมชน ที่เกิดขึ้นจากการสัมปทานป่า

ต่อเมื่อหมดงบประมาณ ในเรื่องการจัดตั้งโครงการ ชาวบ้านได้อยู่อาศัยกันตามปกติ ก็เลยเริ่มทำเรื่องเล็กๆน้อยๆ อย่างเรื่องของการอนุรักษ์ เริ่มด้วยการเรียนรู้นิเวศป่าชุมชน แล้วก็สืบสานงานต่อๆมา จนกระทั่งเป็นจุดกำเนิดศูนย์ฯ ซึ่งมีหลายกลุ่มคนเข้ามาทำงาน กระทั่งเป็นกลุ่มที่ใหญ่ขึ้น ต่อเมื่อชุมชนเริ่มเป็นที่รู้จักกันดีแล้ว เลยดึงทางด้านวัฒนธรรมอีสานเหนือ พร้อมกับเน้นความสัมพันธ์สองฝั่งโขง นำเข้ามาทำการฟื้นฟูเสียใหม่

ผมส่งคำถามต่อไปว่า แบ่งการจัดแสดงเช่นไร

ผองเพื่อนที่อยู่ข้างๆ ต่างทำท่าพยักพเยิดด้วย

ปราชญ์ชุมชน ก็ให้คำตอบ ในน้ำเสียงยินดีว่า

"ก็ในส่วนข้างบนนั้น จะแสดงทางด้านวัฒนธรรม เป็นเรื่องของพิธีกรรมต่างๆ อย่างพิธีบายศรีสู่ขวัญ ซึ่งประเพณีของชาวอีสานเรา จะไม่ทำกันกลางทางเดิน แล้วส่วนการแสดง...ก็จะแสดงข้างบนนั้นด้วย เฉพาะที่แสดงในงานบุญเท่านั้น แต่หากเป็นการแสดง การละเล่นธรรมดาๆ ก็แสดงกันตามลานกว้างๆ และมาตรงบริเวณด้านล่างนี่ จะจัดแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิต อย่างการทอผ้าด้วยกี่กระตุก การทำเครื่องจักรสาน การทำมาหากิน ก็มีให้ชมอุปกรณ์จับปูจับปลา อันสะท้อนถึงการดำรงชีวิต ในแบบอย่างพออยู่พอกิน ซึ่งคนทั่วไปมาแลเห็น อาจทำให้เกิดความสุขใจ กับสิ่งดีๆมีคุณค่า ของผู้คนรุ่นปู่รุ่นย่า ที่ได้สั่งสมในสิ่งดีงาม"

ระหว่างที่เดินชมตามสถานที่ ก็ให้เกิดอาการสะดุดตา ด้วยไปเห็นที่แขวนไว้ตามชายคาบ้าน มีลักษณะที่แปลกตา และสีสันให้น่ามอง ซึ่งปราชญ์ในชุมชน หันมาบอกกับพวกเรา นั่นก็คือ โคมพาแลง หรือบางทีก็เรียกกันว่า โคมไฟพาแลง

โคมพาแลง...ชาวอีสานใช้สำหรับในพิธีสำคัญๆ อย่างพิธีต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง หรือพิธีบายศรีสู่ขวัญ โดยความหมายของโคมพาแลงนั้น ส่งเสริมให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง มีคุณธรรมจริยธรรม ที่ก่อเกิดแก่ผู้คนที่มาร่วมในพิธี หรือว่าคนที่ได้รับอานิสงส์กลับไป ด้วยภายในตัวโคมพาแลงนั้น มีความหมายในแต่ละผลิตภัณฑ์ ที่ใช้สอยกันภายในหมู่บ้าน โดยเริ่มที่ส่วนบนสุดเรียกว่า พาข้าวหย่อง คือ ภาชนะที่เอาไว้ใส่เครื่องบูชา อย่างข้าวตอก ดอกไม้ เพื่อนำไปสักการะพระพุทธรูป หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองอย่างพระธาตุ-พระสถูป ต่อมาเป็นผ้าฝ้ายพื้นบ้านที่มีลวดลายดอกแก้ว อันความหมายคนโบราณชาวอีสาน ว่าดอกแก้วได้หมายถึง คุณงามความดีของคน แล้วก็ยังมีดอกกระถิน ในลักษณะเป็นตุ้มกลมๆ เอาไว้ใช้ในงานบุญประจำปี อย่างงานผ้าป่า-งานกฐิน เพื่อนำมาประดับประดากองกฐิน หรือวัดวาอารามให้สวยงาม ซึ่งแฝงเรื่องของความสามัคคี ที่ต้องนำเส้นฝ้ายหลายๆเส้นมามัดรวมกัน และตัดให้ลูกกลมๆ

ทั้งหมดรวมแต่สิ่งมงคลทั้งนั้น ผมเปรยขึ้นมา

แล้วหันไปซื้อของที่ระลึก เป็นของฝากขากลับ

ก็คิดไปคิดมา เลยซื้อโคมพาแลง ขนาดเล็กไป

และก็มาพร่ำเพ้อกับเพื่อนๆ...อยากพักสักคืน

ด้วยผมมารู้สึกว่า การท่องเที่ยวตามชุมชน หรือการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ถือเป็นการ "เรียนรู้เรื่องราว" ที่ดีอย่างหนึ่ง ซึ่งก็มักจะได้สาระความรู้ เข้าใจวัฒนธรรมประเพณี ทราบในความเป็นมาเป็นไปของชุมชน เห็นความเชื่อมโยงของผู้คน หรือฟังในทัศนความคิดเห็นต่างๆ ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความสุขใจ...ที่ก่อตัวเกิดขึ้นมาอย่างงดงาม

ซึ่งหากอยากค้างคืนที่ โฮมสเตย์บ้านน้ำมอก พร้อมฟังเรื่องราวต่างๆจากบรรดาผู้เฒ่าผู้แก่ แล้วได้นั่นกินอาหารพื้นบ้านอร่อยๆกับแพ็คเกจ2 วัน 1 คืน รวมที่พักแรม และอาหาร ทั้งรวมกิจกรรมทำบุญ และไปเดินลุยป่าเที่ยว ในราคา 990 บาทต่อคนต่อคืน ติดต่อสอบถามที่ 0-4242-3783 08-6232-5300 08-0462-5677 ได้เลยครับ