การฝังเข็มเป็นศาสตร์ของจีน ที่มีประวัติยาวนานในการรักษาโรคประมาณถึง ๔,๐๐๐ ปี นับแต่ยุคจีนโบราณ มีที่มาเนื่องจากการค้นพบขบวนการประดิษฐ์เครื่องมือหินของยุคหินว่า การที่ได้ทิ่มแทงของแหลมลงบนส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย จะสามารถทำให้ความเจ็บปวดของอีกส่วนหนึ่งหายได้ จึงมีผู้ค้นคิดต่อไป พบวิธีที่เรียกว่า "เปียนสือ" (ใช้หินกดจุด) และ "กู่เจิน" (การฝังเข็มโดยใช้เข็มที่ทำด้วยกระดูกสัตว์) และพัฒนาต่อมาจนกลายเป็น "เจินฉื้อเหลียวฝ่า" (ฝังเข็มกดจุด) แล้วจึงเกิดเป็น "จิงลั่วเซวียซัว" (ตำราเส้นลมปราณ)

การพัฒนาและการวิจัยมีต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้ทราบเหตุผลทางวิทยาศาสตร์และทางการแพทย์หลายอย่าง ที่นำมาอธิบายผลของการรักษาด้วยการฝังเข็มได้ และองค์การอนามัยโลกได้ยอมรับว่า การฝังเข็มเป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลในโรคหลายชนิด ความนิยมการฝังเข็มจังแพร่กระจายไปทั่วโลก

มีรายงานว่า ค.ศ.๒๐๐๓ (พ.ศ.๒๕๔๖) ประเทศอังกฤษมีแพทย์ปริญญาที่ใช้การฝังเข็มรักษาคนไข้ร่วมด้วยประมาณ ๒,๐๐๐ คน ใน ค.ศ.๑๙๙๘ (พ.ศ.๒๕๔๑) ประเทศสหรัฐอเมริกา มีแพทย์ปริญญาที่ใช้การฝังเข็มรักษาคนไข้ร่วมด้วยมากกว่า ๓,๐๐๐ คน และมีหมอฝังเข็ม (Acupuncturist) ซึ่งไม่ได้เป็นแพทย์อีกประมาณหนึ่งหมื่นคนเศษ

ในปัจจุบันโรงพยาบาลต่างๆของไทย ทั้งโรงพยาบาลรัฐบาลและเอกชนจำนวนมาก มีบริการรักษาโดยการฝังเข็ม เช่น โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลหัวเฉียว โรงพยาบาลและศูนย์การแพทย์วิชัยยุทธ คลินิกแพทย์จีนมหาวิทยาลัยพะเยา และมีหลักสูตรการแพทย์ฝังเข็มในมหาวิทยาลัยชั้นนำเกือบทุกแห่ง

อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันผู้ป่วยจำนวนมากยังไม่มีความรู้เรื่องการฝังเข็ม และอาจยังไม่เชื่อถือว่า การรักษาโดยการฝังเข็มจะได้รับผลดี ผู้ควบคุมคอลัมน์นี้ จึงขอเสนอความรู้เรื่องการฝังเข็ม ซึ่งเป็นการรักษาทางเลือกที่ได้รับผลดี ดังกล่าวมาข้างต้นว่า องค์การอนามัยโลกได้รับรองการรักษาโรคด้วยการฝังเข็มแล้ว และเพื่อให้ท่านผู้อ่านพิจารณาการรักษาโดยฝังเข็มเพื่อการตัดสินใจด้วยตนเอง

ผู้ควบคุมคอลัมน์นี้จึงขอเสนอประสบการณ์จริงที่ตนเองเคยรักษาโรคด้วยการฝังเข็มมาแล้ว ประมาณ พ.ศ.๒๕๔๒ ผู้ควบคุมคอลัมน์นี้ป่วยเป็นโรคงูสวัด มีอาการคือ เป็นผื่นแดงขึ้นที่แผ่นหลังด้านขวา แผลค่อยๆขยายจนลามถึงใต้ราวนม มีอาการเจ็บปวดมาก ได้รักษาทั้งยาแผนโบราณจนถึงแพทย์แผนปัจจุบันที่มีชื่อเสียงมาก ก็ไม่หาย เจ็บปวดมากขนาดเวลาเดินต้องงอตัว หากนั่งพิงรถ หรือพิงที่ใดที่เสียดสีแผลงูสวัด จะเจ็บปวดและปวดแสบปวดร้อนมาก

อยู่มาวันหนึ่ง ท่านอดีตรองนายกรัฐมนตรี เศวต เปี่ยมพงศ์สานต์ กรุณาแนะนำให้ไปพบคุณหมอ บุตรชายของท่าน ซึ่งเป็นแพทย์ผู้ชำนาญด้านโรคผิวหนัง ที่คลินิกท่าช้างวังหน้า คุณหมอแนะนำให้รักษาด้วยการฝังเข็ม ซึ่งขณะนั้น ผู้ควบคุมคอลัมน์นี้ ก็ยังไม่มีความรู้เรื่องการฝังเข็ม แต่เนื่องจากเจ็บปวดทุกข์ทรมานมากมานานเกือบปีแล้ว คิดว่าพบฟางเส้นสุดท้ายจะลองเกาะดู!!

คลินิกของคุณหมอท่านนี้ มีแพทย์หญิงจากสหรัฐฯเป็นแพทย์ฝังเข็ม จำได้ว่า เมื่อเข้ารับการฝังเข็มครั้งแรก ฝังเข็มบริเวณหัวเข่า แล้วนอนนิ่งๆ ประมาณ ๒๐ นาที จากการฝังเข็มครั้งแรก รู้สึกได้ชัดเจนว่า ความเจ็บปวดได้ลดน้อยลงประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ ได้รับการฝังเข็มประมาณ ๕ ครั้ง ทุกครั้งรู้สึกว่าความเจ็บปวดลดน้อยลงเรื่อยๆ จนเหลือความเจ็บปวดประมาณอีกสัก ๕ เปอร์เซ็นต์ คุณหมอผู้รักษาต้องเดินทางกลับสหรัฐฯ และแนะนำว่าให้ไปฝังเข็มต่อกับหมอจีน แต่ผู้ควบคุมคอลัมน์นี้ไม่ได้ไป เพราะความเจ็บปวดก็ลดลงจนเหลือเล็กน้อยแล้วค่อยๆหายไปพร้อมๆกัน แผลงูสวัดก็แห้งหาย แต่ทุกวันนี้ถ้าเอื้อมมือไปคลำที่แผ่นหลังก็ยังพบตำแหน่งของแผลที่เคยเป็นงูสวัดได้

ต่อมาผู้เขียนเจ็บเข่าข้างซ้าย เพราะข้อเข่าเสื่อม เนื่องจากนั่งปลูกต้นไม้แล้วลุกขึ้นนั่งลงบ่อย ต้องใช้ร่มถือค้ำยัน ได้ไปฝังเข็มที่โรงพยาบาลหัวเฉียว อาการก็ทุเลาลงบ้าง ภายหลังจึงไปทำกายภาพบำบัดที่สถานพยาบาลคุรุสภาติดต่อกันระยะหนึ่ง ปัจจุบันผู้เขียนเดินได้สะดวก ไม่เจ็บเข่าและไม่ต้องใช้ไม้ค้ำยัน!!

การที่เล่าประสบการณ์ของผู้เขียนก็เพื่อให้ท่านผู้อ่านทราบว่าการฝังเข็มรักษาจะช่วยเป็นทางเลือกแก่ผู้ป่วยให้พ้นความทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวดได้ ต่อไปนี้เป็นความรู้เกี่ยวกับการรักษาด้วยการฝังเข็ม ซึ่งนำมาจากเอกสารเผยแพร่เรื่อง ฝังเข็มรักษาโรคของโรงพยาบาลและศูนย์การแพทย์วิชัยยุทธ โดย นายแพทย์กิตติศักดิ์ เก่งสกุล

การฝังเข็ม คือการปักเข็มลงบนจุดต่างๆของร่างกาย ขณะที่เข็มผ่านผิวหนังจะมีอาการเจ็บเล็กน้อย (ผู้เขียนมีประสบการณ์ได้รับการฝังเข็ม รู้สึกเจ็บนิดหน่อยเหมือนมดเล็กๆกัด แต่ถ้าหมอจีนใช้เข็มใหญ่แทง ก็เจ็บมากขึ้นบ้าง แต่ไม่ถึงกับเจ็บมากๆ อาจจะรู้สึกเหมือนอาการปวดตื้อๆ หรือปวดหน่วงๆ หรืออาจปวดร้าวไปตามทางเดินของเส้นลมปราณ เข็มที่ใช้ในการฝังเข็มต้องเป็นเข็มใหม่ และหมอจะใช้เข็มเพียงครั้งเดียวเท่านั้น และจะไม่นำเข็มที่ใช้แล้วกลับมาใช้อีก

การฝังเข็มโดยทั่วไปมี ๒ วิธี คือ ๑. ปักเข็มขนาดเล็กๆ บนจุดฝังเข็มที่มีผลต่อการรักษาโรค (ซึ่งหมอฝังเข็มต้องเรียนรู้ศาสตร์แห่งสรีระว่า จุดไหนของร่างกายเป็นจุดที่ใช้รักษาโรคอะไร) เมื่อปักเข็มลงแล้ว คาเข็มไว้ ๒๐-๓๐ นาที จากนั้นกระตุ้นเข็มด้วยวิธีต่างๆ หรือไม่กระตุ้นก็ได้ แล้วจึงเอาเข็มออก

วิธีนี้แท้จริงควรเรียกว่า การปักเข็ม เพราะไม่ได้ฝังลงไปจริงๆ และเป็นวิธีที่ปลอดภัย มีภาวะแทรกซ้อนน้อย ๒. การฝังเข็มเล็กๆลงไป หรือปักคาเอาไว้เป็นเวลานานอาจเป็นหลายวันหรือสัปดาห์หรือเดือน วิธีนี้เป็นอันตรย เพราะมีรายงานว่า เข็มเคลื่อนไปทำอันตรายต่อก้านสมอง หรือเข้าไปในข้อ

ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย จึงมักเลือกวิธีที่ ๑ เสมอ อาการเจ็บป่วยและโรคที่อาจได้รับผลดีโดยการรักษาด้วยการฝังเข็ม

๑. ปวดศีรษะไมเกรน ทำการรักษาประมาณ ๑๐ ครั้ง มีโอกาสที่อาการจะหายได้ประมาณ ๖๐% ของผู้ป่วย และอีก ๑๐% ความรุนแรงของอาการปวดหัวจะลดลงกว่าครึ่ง ทำให้ไม่ต้องกินยาแก้ปวดที่มีฤทธิ์แรง

๒. อัมพาตใบหน้าจากเส้นประสาทอักเสบ ควรทำการรักษาในระยะเริ่มเป็นโดยเร็วที่สุด ซึ่งมีโอกาสจะหายเกือบ ๑๐๐% และจะหายเร็วขึ้น จากการรักษาปกติจะหายใน ๓ เดือน ถ้าฝังเข็มจะหายใน ๓ สัปดาห์

๓. อาการปวดประสาทจากงูสวัด ควรทำการรักษาภายใน ๔ สัปดาห์ หลังจากเริ่มเกิดอาการทางผิวหนัง รอช้าไปอาจไม่หายและเป็นติดตัวตลอดไป

๔. อาการชาหรือชาจนปวดจากเส้นประสาทเสื่อมในโรคเบาหวาน การฝังเข็มร่วมกับการฉีดยาบำรุงประสาทได้ผลดีที่น่าพอใจ

๕. อาการชาหรือปวด จากรากเส้นประสาทถูกกดทับ เนื่องจากกระดูกหรือหมอนรองกระดูกเสื่อม การฝังเข็มอาจทำให้อาการทุเลาลงได้ แต่ถ้ามีกล้ามเนื้อลีบหรืออ่อนกำลัง ควรพิจารณาทำผ่าตัดก่อน การฝังเข็มหลังผ่าตัดเมื่อตัดไหมแล้วรากประสาทจะฟื้นตัวเร็วขึ้น

๖. อัมพฤกษ์ อัมพาต จากเส้นโลหิตในสมองตีบ ควรทำการรักษาในระยะเฉียบพลัน เลยเส้นเลือดในสมองตีบอุดตันเร็วที่สุดในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดอาการ มีโอกาสหายได้ ส่วนเส้นโลหิตในสมองแตก อาจต้องรอเวลาประมาณ ๕-๗ วัน หลังเกิดอาการ ควรรักษาโดยฝังเข็มจะให้ปลอดภัยเร็วขึ้นกว่ารักษาวิธีอื่น และระบบประสาทจะฟื้นตัวเร็วขึ้น

๗. อาการกลืนอาหารไม่ได้ และ/หรือ พูดไม่ชัด จากโรคสมอง การฝังเข็มได้ผลดีมาก หากก้านสมองยังปกติ (ต้องให้แพทย์ตรวจ) ผู้ป่วยอาจหายเป็นปกติโดยการฝังเข็มเพียง ๖ ครั้ง แต่ถ้ามีเสียงแหบร่วมด้วยอาจบ่งบอกว่าก้านสมองถูกทำลาย การรักษาโดยฝังเข็มจะทำได้ยากกว่า

๘. อาการปัสสาวะไม่ได้ จากกระเพาะปัสสาวะไม่ทำงาน เนื่องจากโรคของสมองและไขสันหลัง ควรทำในระยะที่เริ่มเป็นจะได้ผล หากใส่สายปัสสาวะมานาน กระเพาะปัสสาวะแคบลงมาก จะรักษาได้ยาก

๙. ไขสันหลังได้รับอันตรายจากอุบัติเหตุ ควรทำฝังเข็มในระยะแรก จะฟื้นตัวเร็วขึ้น

๑๐. อาการวิงเวียนศีรษะ และเดินเซเสียการทรงตัว หากเกิดจากโลหิตไปเลี้ยงสมองไม่ดี หรือเกิดจากเส้นประสาทรับความรู้สึกของเท้าเสื่อม (Sensory Ataxia) การฝังเข็มได้ผลดี ส่วนเวียนศีรษะจากประสาทหูผิดปกติ การกินยาจะดีกว่า

๑๑. อาการปวดประสาทใบหน้า จากเส้นประสาทสมองคู่ที่ ๕ หรือคู่ที่ ๙ อักเสบ การฝังเข็มทำให้อาการทุเลาลง ลดความทรมาน ช่วยให้การรักษาด้วยยาได้ผลดียิ่งขึ้น

๑๒. ผู้ป่วยสมองทำงานผิดปกติหลังจากอุบัติเหตุ หรือหลังจากผ่าตัดสมอง ควรทำในระยะแรก โอกาสที่สมองจะฟื้นตัวเร็วขึ้น และฟื้นตัวได้มากกว่าผู้ป่วยที่ไม่ได้ฝังเข็ม

๑๓. อาการปวดบริเวณท้ายทอย (Occipital Neuralgia) ได้ผลดี อาการปวดมักหายไปอย่างรวดเร็ว

๑๔. อาการปวดกล้ามเนื้อเส้นเอ็นจากอุบัติเหตุ หรือกีฬา ได้ผลดีมาก การฝังเข็มจะทำให้อากาการบาดเจ็บหายเร็วขึ้น

๑๕. อาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง (Myofascial Pain Syndrome Fibromyagia) ได้ผลปานกลาง อาจต้องรับการฝังเข็มหลายครั้ง เนื่องจากเป็นโรคที่รักษายาก

๑๖. อาการปวดข้อกราม (T.M.Joint Arthritis) ได้ผลดีมาก อาการมักหายอย่างรวดเร็ว

๑๗. อาการท้องอืด คลื่นไส้ อาเจียน โดยเฉพาะผู้ป่วยหลังผ่าตัด การฝังเข็มทำให้ทางเดินอาหารมีการปรับตัว ทำงานดีขึ้น และกลับมาเริ่มทำงานใหม่ได้เร็วขึ้น

๑๘. อาการคลื่นไส้อาเจียน จากการให้เคมีรักษาผู้ป่วยมะเร็ง องค์การอนามัยโลกรับรองว่า ได้ผลดี

๑๙. อาการปวดประจำเดือน (Primary Dysmenorrhea) ได้ผลดีมากกว่าการกินยา ผู้ที่รักษาโดยฝังเข็มแล้วจะไม่ได้ผลมีน้อย

๒๐. อาการประจำเดือนมามากหรือน้อยเกินไป การฝังเข็ม มีผลต่อการปรับเปลี่ยนและการสร้างฮอร์โมน (Hormone) ในร่างกาย ทำให้ประจำเดือนกลับมาเป็นปกติ

๒๑. อาการวัยทอง (Menopausal Syndrome) เฉพาะผู้ที่ไม่สามารถรักษาด้วยฮอร์โมนได้ การฝังเข็มก็เป็นอีกทางเลือก

๒๒. ผู้ป่วยที่เจ็บป่วยในระหว่างตั้งครรภ์และให้นมบุตร ซึ่งต้องการหลีกเลี่ยงการใช้ยา การฝังเข็มอาจช่วยรักษาโรคได้หลายชนิด ปรึกษาแพทย์เป็นกรณีไป

๒๓. อาการแพ้ท้อง การฝังเข็มปลอดภัยและได้ผลดี องค์การอนามัยโลกรับรอง

การฝังเข็มมีอันตรายหรือไม่

จากรายงานขนาดใหญ่ถึงผลการศึกษาปัญหาแทรกซ้อนจากการฝังเข็มตีพิมพ์ในวารสาร BMJปี ๒๐๐๑ รวม ๒ รายงาน เป็นการศึกษาไปข้างหน้า Prospective Study) โดย อาเดรียนไวท์ (Ardrian White) และคณะกับแมคเฟอร์สัน H.และคณะ พบภาวะแทรกซ้อน ๑๔ ครั้ง ต่อการรักษา ๑๐,๐๐๐ ครั้ง และไม่พบภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เมื่อรักษา ๓๐,๐๐๐ ครั้ง โดยแพทย์และนักกายภาพบำบัดที่ได้รับการฝึกสอนมาอย่างดี ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการลืมเข็มลืมคนไข้ เป็นลม อ่อนเพลีย มีรอยเขียวช้ำที่จุดฝังเข็ม อย่างไรก็ตาม การทบทวนจากรายงานทั่วโลกถึงภาวะแทรกซ้อนจากการฝังเข็มในรอบ ๒๗ ปี (๒๕๐๙-๒๕๔๖) พบภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง ๒๑๖ ราย ที่สำคัญได้แก่ภาวะเยื่อหุ้มปอดทะลุ เส้นประสาทหรือเส้นโลหิตได้รับอันตราย เลือดออกในเยื่อหุ้มหัวใจ เข็มเข้าไปในข้อ เลือดออกในก้านสมอง เป็นต้น

ข้อปฏิบัติของผู้ป่วยที่จะรักษาโดยการฝังเข็ม

๑. ตัดสินใจรับการรักษาโดยสมัครใจ ควรศึกษาข้อมูล ประโยชน์ และรับทราบผลแทรกซ้อนของการรักษาที่อาจเกิดขึ้นแล้ว

๒. หากผู้ป่วยมีโรคติดเชื้อรุนแรง เช่น โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องอันอาจติดต่อไปยังผู้อื่นได้ ต้องรีบแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนลงมือรักษา

๓. หากมีโรคประจำตัว มีเครื่องกระตุ้นหัวใจ การหายใจ โรคลมชัก ตั้งครรภ์ ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนลงมือรักษา

๔. เพื่อความปลอดภัยของทั้งคนไข้และแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วยจำเป็นต้องตรวจเลือดเพื่อดูให้แน่ใจก่อนการรักษาว่า ไม่มีโรคติดต่อทางเลือดและน้ำเหลือง

การปฏิบัติตัวระหว่างทำการฝังเข็ม

แพทย์จะวิเคราะห์โรค และปักเข็มลงในจุดที่มีผลในการรักษา โดยใช้เข็มขนาดเล็กที่สุดเท่าที่จำเป็น ผู้ป่วยไม่ควรกังวลหรือกลัวมากเกินไป เช่น กลัวการติดเชื้อ ความเจ็บปวด แผนกฝังเข็มใช้เข็มที่มีคุณภาพสูง ได้มาตรฐานที่เชื่อถือได้ ผ่านการฆ่าเชื้ออย่างดี และเป็นเข็มที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง ในการปักเข็มจำนวนหนึ่งแสนครั้งของคลินิก ยังไม่มีจุดฝังเข็มจุดใดที่มีการติดเชื้อ (คลินิกฝังเข็มของโรงพยาบาลวิชัยยุทธ) เข็มที่ใช้ฝังมีขนาดเล็กกว่าเข็มฉีดยาและเข็มเจาะเลือดที่ใช้กันทั่วไปประมาณ ๒-๓ เท่า เข็มที่เล็กที่สุดที่ใช้โตกว่าเส้นผมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

นอกจากนี้เข็มที่ใช้เป็นเข็มตันไม่มีรูตรงกลาง จึงไม่ได้ตัดกล้ามเนื้อ ตัดเส้นเลือดเหมือนเข็มฉีดยา และเจ็บน้อยกว่า โอกาสจะเกิดอันตรายต่อเส้นประสาท เส้นเลือด และอวัยวะภายในมีน้อย ระหว่างปักเข็ม ผู้ป่วยอาจเกิดความรู้สึกได้ ๒ แบบ

๑. รู้สึกหนักๆ หน่วงๆ ตื้อๆ ในจุดฝังเข็มในระหว่างที่เข็มทำงานอยู่

๒. มีความรู้สึกแล่นแปล๊บๆไปตามเส้น เนื่องจากแพทย์จะวางเข็มไว้ข้างๆเส้นประสาทบางเส้น เพื่อผลการรักษาที่ดี หากรู้สึกเจ็บมากเกินไป ให้แจ้งแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ทราบ

การถอนขยับเข็มออกเล็กน้อยหรือลดการ กระตุ้นให้เบาลงก็หายเจ็บ การกระตุ้นไฟจะช่วยให้ผลการรักษาดีขึ้นบ้าง แต่ไม่ใช่สิ่งสำคัญ อย่าเข้าใจผิดว่า ยิ่งกระตุ้นแรงยิ่งดี สิ่งสำคัญมากคือการกำหนดจุดถูกต้อง และมีประสิทธิภาพในการรักษา ในระหว่างคาเข็ม แพทย์จะสั่งให้นอนนิ่งๆ พยายามอย่าขยับกล้ามเนื้อบริเวณที่ฝังเข็มมากเกินไป เพราะเข็มจะปิดในกล้ามเนื้อ แม้ไม่เกิดอันตรายแต่อาจทำให้เจ็บมากขึ้น และอาจมีเลือดออกตอนถอนเข็ม ผู้ป่วยสามารถขยับตัวได้บ้างเล็กน้อย พยายามผ่อนคลายกล้ามเนื้อจะสบายที่สุด แต่ถ้าหากมีอาการผิดปกติ เช่น รู้สึกหวิวๆ หน้ามืดจะเป็นลม แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก ให้รีบแจ้งแพทย์หรือผู้ช่วยแพทย์ทันที