PA to CEO

คุยสารพันสาระเพ

4. หลังจากการทำงานในวันแรกของการเป็นผู้ช่วยส่วนตัวประธานกรรมการบริหาร (PA to CEO) ผ่านไปอย่างสะบักสะบอม ฉันกลับถึงบ้านสี่ทุ่มครึ่ง ละครเรื่องโปรดจบไปแล้ว ข้าวก็ไม่ได้กินเพราะเหนื่อยจนกินไม่ลง กว่าจะอาบน้ำเข้านอนก็ปาเข้าไปเกือบตีหนึ่ง ตีห้าครึ่งนาฬิกาปลุกดังอีกแล้ว ฉันกระฉับกระเฉงลุกขึ้นมาอาบน้ำ แต่งหน้าแต่งตัว

ฉันก็เป็นแบบนี้ต่อให้เหนื่อยแทบตาย เมาแทบตาย ตอนเช้าฉันก็สามารถลุกขึ้นมาต่อสู้กับวันใหม่ได้อย่างกระปรี้กระเปร่าเสมอ ทำธุระส่วนตัวเรียบร้อยก็ลงมากินข้าวเช้าตั้งแต่หกโมงครึ่ง โดยมีแม่บ้านเก่าแก่มาสะลึมสะลือทำกับข้าวให้กินตั้งแต่มืด ฉันมักจะเรียบร้อยตั้งแต่เช้ามืดเสมอ ไม่เคยสักครั้งที่จะมาแต่งหน้าทาปาก หรือกินข้าวเช้าในรถ ออกจากบ้านก่อนเจ็ดโมงเล็กน้อย วันนี้จะเจออะไรบ้างหนอ

ฉันฟันฝ่ารถติดถึงที่ทำงานก่อนแปดโมงเล็กน้อย ไม่เช้าเท่าเมื่อวานที่ออกจากบ้านตั้งแต่หกโมงขึ้น ไปถึงเป็นคนแรกเช่นเคย แต่วันนี้ฉันไม่เดือดร้อนเพราะมีกุญแจเข้าออฟฟิศ เข้ามาปุ๊บฉันก็ไล่หาสวิตช์ไฟเปิดไฟมันทุกดวง เพื่อเป็นการบอกให้รู้ว่า PA คนใหม่นี่มาแต่เช้านะยะ มาถึงโต๊ะทำงานเล็กกระจิริดของฉันจะเก็บกระเป๋าคริสเตียน ดิออร์ ในลิ้นชักก็ไม่มีที่อีก เพราะคุณ PA คนเก่าเธอเอาอะไรต่ออะไรเข้าไปซุกไว้เสียเต็ม เลยจำเป็นค่ะต้องโชว์กระเป๋าของจริงราคาแพงไว้บนโต๊ะทำงานนี่แหละ

เปิดประตูเข้าไปในห้องทำงานนาย น่าน เซ็นชื่อในจดหมายที่พิมพ์ให้ทุกฉบับเรียบร้อย วางเป็นระเบียบเหมือนเดิมในแฟ้ม โอ้ ขยันจริ๊ง นี่เข้าออฟฟิศมากี่โมงกี่ยามกันล่ะนี่ นอกจากเซ็นชื่อในจดหมายเรียบร้อย ยังแถมโน้ตสั้นๆเขียนบอกฉันไว้อีกว่า 'ช่วยเลื่อนนัดของผมในสัปดาห์นี้ออกไปให้หมด ไม่ว่างเลย จัดตารางให้ใหม่ด้วยครับ ขอบคุณ'

แล้วมีนัดอะไรบ้างล่ะนี่ นัดกับใคร ที่ไหน เมื่อไหร่ แล้วจะว่างรับนัดอีกเมื่อไหร่ ฉันต้องหาความรู้เองหมดหรือนี่ ไม่เป็นไรใจเย็นๆ ฉันปลอบใจตัวเอง

ก่อนเก้าโมงเล็กน้อย พนักงานเริ่มเข้ามาทำงานกัน วันนี้ดูมากคนขึ้น ส่งเสียงทักทายยิ้มแย้มกัน 'มีความสุขกันจริงนะมึง' ฉันแอบคิดอิจฉาในใจ ความจริงน้องๆก็น่ารักดี เข้ามาทักทายฉัน แนะนำตัวเอง เรียกฉันว่าพี่แคลร์อย่างสนิทปาก แต่ก็ไม่วายมีเรื่องให้เสียดแทงใจ เนื่องจากได้ยินเสียงพูดแผ่วๆกันเองในกลุ่มว่า "ดูไฮโซฯนะ แต่แก่เชียว ใครจะไปกล้าใช้" น่าน อีนี่วอนเสียแล้ว หัวใจฉันเต้นตูมตามด้วยความแค้น แต่ก็ต้องทำไม่รู้ไม่ชี้ ไม่ได้ยิน เพราะเด็กเขาก็คงไม่เจตนาจะให้ฉันได้ยิน ฉันดันหูดีเองต่างหาก แหม เช้ามาก็หัวใจผุกร่อนเสียแล้ว พยายามมองโลกในแง่ดีว่าที่นี่ แม้จะงานเยอะ แต่เพื่อนร่วมงานก็น่ารัก

ผู้จัดการทีมบริหารลูกค้าคนหนึ่งมาทวงสัญญาที่จะให้ลูกค้าเซ็นจากฉัน น้องจิ๋มโต๊ะข้างๆที่เป็นผู้ช่วยฉันอีกที ช่วยเปิดหาแฟ้มสัญญา และบอกวิธีการทำสัญญากับลูกค้าให้ ค่อยยังชั่ว สัญญาเป็นภาษาอังกฤษ ฉันสามารถแก้ไขข้อความเดิมและพิมพ์เสร็จภายใน 10 นาที ฉันเริ่มสงสัยว่าทำไมไม่โปรโมทไอ้น้องจิ๋มนี่ขึ้นเป็นผู้ช่วยส่วนตัวท่านประธานเจ้าหน้าที่บริหารแทนคนเก่าเสียเลย ดูรอบรู้ไปซะทุกเรื่อง เด็กมันก็ดูสวยดี แม้รสนิยมการแต่งตัวจะดูแย่ (สำหรับฉันนะคะ) แต่ก็ดูคล่องแคล่วดี ไม่เป็นไรวันหลังค่อยถาม

ฉันทำงานแบบไม่ได้เงยหน้ามาจนเกือบเที่ยง ก็ได้ยินเสียงโวยวายดังมาจากห้องน้ำหญิง ผู้จัดการบริหารลูกค้าคนหนึ่งวิ่งกรี๊ดกร๊าดออกมาจากห้องน้ำ จนฉันตกใจนึกว่าใครตาย หล่อนวิ่งมาหาฉันและบอกว่า

"พี่แคลร์ ห้องน้ำเหม็นมาก พี่ไปดมซิ" ต๊าย ตาย ฉันเริ่มฉุน นี่มึงจะให้กูไปดมส้วมรึนี่ แต่ปากก็ถามอย่างสุภาพว่า

"แล้วทำไม มีอะไรคะ"

"พี่น่ะ ห้องน้ำเหม็นนี่เมื่อไหร่จะซ่อมเสียที" ว่าแล้วหล่อนก็เดินหน้างอกลับไปนั่งที่โต๊ะ ฉันนั่งคิดต่อในใจ กูจะบ้าตาย จะไปตรัสรู้ไหมเนี่ย ว่าส้วมมันเสียอยู่ เพิ่งเข้ามาทำงานได้ 2 วัน ไอ้พวกนี้มันนึกว่าบริษัทจ้างเทวดาเข้าทำงานรึไง นั่งงงๆอยู่สักพัก ก็ลุกไปที่ห้องน้ำ ที่มีแม่บ้านหน่อยกับพนักงานสาวอีกคนหนึ่งยืนดูสถานการณ์อยู่ ยัยหน่อยอธิบายว่าห้องน้ำห้องกลางนี่เสียมานานแล้ว แก้ไม่หาย กลิ่นมันขึ้น บางทีน้ำท่วม ฉันเลยถามว่า

"อ้าว แล้วทำไมไม่เรียกคนมาซ่อมล่ะคะ" ยัยแม่บ้านตอบหน้าตายว่า

"ก็คุณแคลร์นั่นแหละต้องเรียก หน้าที่ PA" ฉันฟังแล้วสะอึก อะไรวะ (ขอโทษค่ะ นี่เป็นเสียงจากความคิด) ส้วมเหม็นนี่เป็นหน้าที่ของ PA แก้ปัญหา แล้วยัยแม่บ้านนี่มันมายืนหัวโด่อยู่ ทำไมไม่เรียกช่างมาซ่อมเอง ใครก็ได้โอเปอเรเตอร์ก็ได้ ไม่เห็นต้องมารอฉัน อยากตายเสียให้รู้แล้วรู้รอด คิดถึงนังเหมียวมันไม่เห็นต้องทำอะไรแบบนี้ ระหว่างที่คิดถึงนังเหมียวก็สูดดมส้วมไปพร้อมกับหน่อย และกุ๊ก เพื่อหาว่ากลิ่นเหม็นมันมาจากไหน แต่ไม่ใช่ห้องกลางที่แม่บ้านบอกว่าเสียแน่นอน

ระหว่างที่เพลิดเพลินอยู่กับการดมส้วม เหตุสยดสยองก็เกิดขึ้น โถส้วมห้องกลางเกิดอาการน้ำค่อยๆ เอ่อขึ้นจากรูส้วม แล้วทะลักพรวดออกจากโถและไหลนองไปตามพื้นอย่างรวดเร็ว อย่าเชียวนะ รองเท้าฉันคู่นี้แพง อย่าบังอาจมาโดนเชียว เราทั้งสามประสานเสียงกันร้องกรี๊ดกร๊าด พร้อมกับวิ่งหนีน้ำที่ไหลมาเรื่อยๆตามพื้น

เราวิ่งกันออกจากประตูห้องน้ำ โชคดีที่ห้องน้ำมีสเต็ปลงไป ทำให้สะกัดน้ำไม่ให้ไหลเข้ามาในส่วนที่เป็นออฟฟิศ พอโถส้วมห้องกลางมันสำลักน้ำพรวดพราดออกมาพอสมควร มันก็หยุดลงไปเฉยๆ แปลกแล้วมันก็หายเหม็นในบัดดล ยังดีนะคะน้ำที่ออกมาจากโถส้วมเป็นน้ำสะอาด หากมีสิ่งปฏิกูลปนเปื้อนออกมาด้วยละก็ สาบานได้ฉันจะหิ้วกระเป๋าเดินออกไปจากบริษัทนี้ทันที ไม่ทำงานที่นี่แล้ว กลับไปนอนดูทีวีที่บ้านดีกว่า

โกรธนะ ไม่รู้เหมือนกันว่าโกรธส้วม โกรธแม่บ้าน หรือโกรธที่ต้องรับภาระในการซ่อมส้วม แม้จะไม่ต้องซ่อมเองก็เถอะค่ะ ฉันแว้ดใส่น้องผู้หญิงที่กำลังจะเข้าห้องน้ำว่า

"ไปเข้าห้องผู้ชายโน่น ส้วมแตกไม่เห็นหรือคะ"

"ก็ไอ้เจตต์ มันเพิ่งเดินเข้าห้องน้ำชายค่ะพี่"

"ก็ไล่มันออกมาซิคะ" ฉันวีนแตก ยังไงก็ยังลงคะขาอย่างสุภาพ ทุกคนที่ยืนห้อมล้อมอยู่ ณ ที่นั้นหันมามองหน้าฉัน คงคิดว่า อีนี่คงเอาเรื่องเหมือนกัน คราวนี้เป็นฉันบ้างที่ทำหน้างอ ไอ้เจ้าเจตต์หนุ่มตัวยาวผมยาวรวบหางม้าไว้ข้างหลังเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยอาการรีบร้อน คงได้ยินเสียงฉันปรี๊ดอยู่ ฉันระหว่างอยู่ในอารมณ์นั้นเห็นท่าทางหนุ่มเจตต์นี่แล้วอดไม่ได้ที่จะปรี๊ดต่อ

"ล้างมือหรือยัง" หนุ่งเจตต์ทำหน้าอายๆ เดินกลับเข้าไปในห้องน้ำใหม่เพื่อล้างมือ โดยมีผู้หญิงที่ยืนออกันอยู่หน้าห้องน้ำส่งเสียง "อี๊ย อื๊ยๆๆๆๆ" ไล่หลังไป

ฉันจัดการให้น้องแป้งโอเปอเรเตอร์โทร.เรียกเจ้าหน้าที่ของตึกขึ้นมาจัดการห้องน้ำหญิงให้ก่อน น้องแป้งรีบบอกฉันว่า

"เขาซ่อมหลายรอบแล้วพี่ มันไม่หายหรอก" เออ นังหนูนี่มันพูดง่ายนะ ฉันเลยปรี๊ดแตกอีกรอบ

"ซ่อมไม่หายก็ต้องซ่อม ชั่วคราวก็ต้องซ่อม จะปล่อยให้น้ำมันเอ่ออยู่อย่างนี้ได้ไง"

"น้ำมันขึ้นเดี๋ยวเดียวก็หยุดแล้วนี่ เดี๋ยวพี่หน่อยเขาก็ถูทำความสะอาดก็ใช้ได้แล้ว กว่ามันจะมีอาการอีกก็เป็นเดือนพี่" โอ๊ย อีหนูนี่มันใจเย็นจังโว้ย ฉันคิดของฉันอยู่ในใจ

"เออ ยังไงก็เรียกช่างขึ้นมาดูหน่อยดีกว่าค่ะ" ฉันตัดบท รู้สึกทุรนทุรายกับความใจเย็นของคนที่นี่ ก็ดูซิยัยหน่อยแม่บ้านยังยืนหัวเราะกิ๊กกั๊ก แซวไอ้เจ้าเจตต์อยู่ไม่เดือดร้อน

ทุกคนต้องใช้ห้องน้ำผู้ชายไปก่อน จนกว่าจะบ่ายสามที่ช่างจะขึ้นมาซ่อมห้องน้ำให้ ยังดีค่ะที่ที่นี่มีผู้ชายแค่ไม่กี่คน กว่าปัญหาเรื่องห้องน้ำจะเรียบร้อยก็ปาเข้าไปชั่วโมงกว่า เสียเวลาค้นหาตารางนัดหมายของนายฉันไปเยอะ

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า