อ่านจิตให้กระจ่างใจ ใน "จิตตนคร"

หนังสือแห่งธรรม
ช่างภาพ: 

ตอนที่ 3 : ภัยแห่งจิตตนคร เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวรฯ ทรงเปิดเรื่องราวในตอนนี้ไว้ว่า "จิตตนครก็เช่นเดียวกับนครทั้งหลาย คือเป็นนครที่มีภัยธรรมชาติ ภัยธรรมชาติแห่งจิตตนคร ก็คือภัยที่เกิดจากธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ไฟ และลม นี่แหละ ดูก็คล้ายๆกับภัยธรรมชาติของโลก เช่น บางคราวดินถล่ม บางคราวไฟไหม้ บางคราวลมพายุเกิดน้อยหรือมากเป็นคราวๆ ถ้าเป็นไปโดยปกติ ก็ไม่เป็นภัย ทั้งกลับเป็นเครื่องเกื้อกูลชีวิตของสัตว์โลก ทั้งมนุษย์ และเดรัจฉาน เพราะสัตว์โลกทั้งหมดก็ต้องอาศัยธาตุทั้ง 4 นี้ เป็นเครื่องบำรุงเลี้ยงร่างกายที่ประกอบขึ้นด้วยธาตุทั้ง 4 เช่นเดียวกัน"

ในทางพุทธศาสนากล่าวว่า ร่างกายคนเราประกอบขึ้นด้วยธาตุทั้ง 4 คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม อันเป็นสิ่งที่ทรงสภาวะของมันอยู่เองตามธรรมดาของเหตุปัจจัย รูปหรือกาย หรือตัวตนของคนเรานั้น เกิดจากเหตุ หรือสิ่งที่มาเป็นปัจจัยกันของธาตุทั้ง4 และแท้จริงแล้ว หากดูให้ละเอียดลงไป ก็จะรู้ว่าไม่เป็นตัวไม่เป็นตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ที่เห็นเป็นตัวเป็นตนนั้นเกิดจากการประชุมกันขึ้นชั่วคราวของธาตุ 4 จึงสมมติว่าเป็นตัวเป็นตน เป็นบุคคล เรา เขา ดังเช่นเรื่องราวในหนังสือ มิลินทปัญหา คราวที่พระนาคเสนได้อธิบายต่อพระเจ้ามิลินท์ในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า "ชื่อที่เพื่อนพรหมจารีเรียกอาตมภาพว่า 'นาคเสน' นี้ เป็นเพียงแต่ชื่อบัญญัติขึ้นเพื่อให้เข้าใจกันได้เท่านั้น ไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนผู้ใดจะอยู่ในชื่อนั้น" พระเจ้ามิลินท์จึงได้ตรัสถามต่อว่า "ถ้าไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนเราเขาอยู่แล้ว บุคคลเหล่าใดถวายบาตร จีวร อาหาร ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค และวัตถุที่เก็บเภสัชไปแล้ว บุญกุศลก็ต้องไม่มีแก่บุคคลเหล่านั้นน่ะซิ...ถ้าสัตว์บุคคลตัวตนไม่มีแล้ว กุศลก็ต้องไม่มี อกุศลก็ต้องไม่มี ผู้ทำหรือผู้ให้ทำซึ่งกรรมดีกรรมชั่วก็ต้องไม่มี ผลแห่งกรรมดีกรรมชั่วก็ต้องไม่มี..."

พระเจ้ามิลินท์ยังตรัสถามต่อไปอีกว่า หากเป็นเช่นนั้นแล้ว ส่วนต่างๆของร่างกายส่วนใดหรือที่เป็นพระนาคเสน เช่น ผมหรือ เป็นนาคเสน ขนหรือ เป็นนาคเสน เล็บหรือ ฟันหรือ หนังหรือ เป็นนาคเสน คำตอบของเรื่องนี้พระนาคเสนได้ตอบแบบอุปมาอุปไมยเปรียบเทียบว่าร่างกายนี้ประกอบขึ้นด้วยส่วนต่างๆ เช่นเดียวกับรถ และได้ทูลถามกลับว่า "อาตมาขอถามว่า มหาบพิตรเสด็จมาด้วยพระบาท หรือด้วยราชพาหนะอย่างไร?" พระเจ้ามิลินท์ตรัสตอบว่า "ข้าแต่พระนาคเสน โยมไม่ได้มาด้วยเท้า โยมมาด้วยรถต่างหาก" พระเถระซักถามต่อไปว่า "ถ้ามหาบพิตรเสด็จมาด้วยรถจริงแล้ว ขอจงตรัสบอกอาตมภาพเถิดว่า งอนรถหรือเป็นรถ?" "ไม่ใช่ พระผู้เป็นเจ้า" "ถ้าอย่างนั้น เพลารถหรือ...เป็นรถ?" "ไม่ใช่" "ถ้าอย่างนั้น รถมีอยู่ในเพลาหรือ?" "ไม่ใช่" "ถ้าอย่างนั้น ล้อรถหรือ...เป็นรถ?" "ไม่ใช่" พระนาคเสนทูลถามไปถึงทุกๆส่วนประกอบของรถว่าเป็นรถหรือ พระเจ้ามิลินท์ก็ทรงตอบว่า "ไม่ใช่" และตรัสขึ้นว่า "การที่เรียกว่ารถนี้เพราะอาศัยเครื่องประกอบรถทั้งปวง...มีอยู่พร้อม จึงเรียกว่ารถได้" พระเถระจึงกล่าวว่า "ถูกแล้ว มหาบพิตร ข้อที่อาตมภาพได้ชื่อว่า 'นาคเสน' ก็เพราะอาศัยเครื่องประกอบด้วยอวัยวะทุกอย่าง คือ อาการ 32 มี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เป็นต้น อันจำแนกแจกออกไปเป็นขันธ์ ธาตุ อายตนะทั้งปวง ข้อนี้ถูกตามถ้อยคำของนางปฏาจารา ภิกษุณีผู้เป็นพระอรหันต์ กล่าวขึ้นในที่เฉพาะพระพักตร์ของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า 'อันที่เรียกว่ารถ เพราะประกอบด้วยเครื่องรถทั้งปวงฉันใด เมื่อขันธ์ทั้งหลายมีอยู่ ก็สมมติเรียกกันว่าเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ฉันนั้น' ดังนี้ ขอถวายพระพร"

เป็นอันว่าการประชุมขึ้นของส่วนต่างๆที่ประกอบด้วยธาตุทั้ง4ที่เคลื่อนไหว ไหลเวียนไปมาอยู่ตลอดนี้เอง ทำให้เกิดเป็นชีวิตที่สมมติว่าเป็นตัวตนเราเขาขึ้น ซึ่งหากยังมีกิเลส ยังมีอุปาทาน ยังมีการยึดถือ ก็จะกลับมาเกิด หากไม่มีการยึดถือแล้วก็จะไม่กลับมาเกิดอีก และถ้าผู้นั้นไม่เกิดแล้วก็พ้นจากบาปกรรมทั้งหลาย แต่ถ้ายังเกิดอยู่ก็หาพ้นไม่ แล้วชีวิตหนึ่งๆนั้น "ต้องบริโภคอาหาร เช่น ข้าว น้ำ ต้องมีความอบอุ่น ต้องหายใจเอาอากาศเข้าไปบำรุงเลี้ยงร่างกายอยู่ทุกขณะ ชีวิตที่ประกอบขึ้นด้วยธาตุทั้ง 4 ก็ต้องอาศัยธาตุทั้ง 4 บำรุงเลี้ยงให้ดำรงอยู่ ภัยของจิตตนครก็เกิดจากธาตุทั้ง 4 เช่นเดียวกัน" ความเป็นไปของชีวิตหนึ่งๆ ที่อุปมาว่าเป็นดั่งจิตตนครนี้ บรรดาผู้คนพลเมืองภายในมหานครจะอยู่อย่างผาสุกหรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับการบำรุงเลี้ยงร่างกาย ดูแลจัดการส่วนต่างๆให้เป็นไปอย่างเหมาะสม เช่น เรื่องอาหารการกินที่ต้องกินอาหารครบหมู่ กินแบบพอดีๆ ไม่มากไม่น้อยเกินไป อากาศก็ควรต้องได้สูดอากาศสดชื่นบริสุทธิ์สม่ำเสมอ ไม่อยู่อย่างแออัด อุดอู้ หรืออยู่กับมลพิษ การทำหน้าที่การงาน ตลอดจนการพักผ่อนก็ให้เป็นไปอย่างเหมาะสม เมื่อดูแลร่างกาย บริหารธาตุทั้ง 4 ได้พอเหมาะ และเป็นไปอย่างสืบเนื่อง ร่างกายก็ย่อมสุขสบายดี ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บรบกวน

"จิตตนครมีถนน 4 แพร่ง มีนครสามี คือ เจ้าเมือง ที่สถิตอยู่ตรงที่รวมของถนน 4 แพร่ง ท่านผู้รู้ได้กล่าวบอกไว้ว่า ถนน 4 แพร่งนั้น คือ ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม เจ้าเมืองคือจิตสถิตอยู่ตรงที่รวมของธาตุ 4 นี้เอง" ในใจกลางจิตตนคร ยังเป็นที่อยู่นครสามี ผู้เป็นเจ้าเมืองปกครองจิตตนคร

เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงเปรียบว่าจิตหรือใจของคนเรานี้ ก็เปรียบเสมือนดั่งเจ้าเมือง หรือที่เรียกในอีกชื่อว่า "นครสามี" ซึ่งเป็นผู้ปกครองดินแดนจิตตนคร โดยที่จิตหรือใจนี้เป็นดั่งศูนย์รวมของถนนทั้ง 4 สาย ได้แก่ ดิน น้ำ ไฟ ลม ที่รวมตัวกันขึ้นเป็นเสมือนเมือง เมืองหนึ่งนั่นเอง และธาตุทั้ง 4 ที่ประชุมกันขึ้นเป็นร่างกายจะเป็นไปตามปกติก็ด้วยธาตุทั้ง4นี้ต้องอยู่ในภาวะที่สมดุล เพราะหากธาตุทั้ง4ในร่างกายอยู่ในภาวะไม่สมดุล หรือเสียสมดุล ก็ย่อมก่อเกิดความอ่อนแอ นำความเจ็บไข้ได้ป่วยมาสู่ร่างกายได้ ดังที่เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ได้ทรงพรรณนาไว้ดังนี้

"ฉะนั้น เมื่อธาตุทั้ง 4 ยังรวมกันอยู่เป็นปกติ ที่อยู่ของเจ้าเมืองก็เป็นปกติ ถ้าธาตุทั้ง 4 เกิดผิดปกติ เช่น มีจำนวนลดน้อยลงไปกว่าอัตราที่ควรมี หรือธาตุอย่างใดอย่างหนึ่งน้อยหรือมากเกินไป จิตตนครก็ระส่ำระสาย ไม่เป็นสุข ทั้งเจ้าเมือง และพลเมืองทั้งปวงก็อยู่ไม่เป็นสุข"

ภัยร้ายแรง 3 ประการ ที่คอยจู่โจมเข้าเบียดเบียนความผาสุกของชาวจิตตนคร มีอยู่ 3 อย่างด้วยกัน คือ ภัยพยาธิ ซึ่งก็คือโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลายที่คอยรุมเร้าเข้ามาอยู่เป็นระยะๆ ภัยชรา คือ ความแก่ หรือความเสื่อมถอยของร่างกายที่เกิดขึ้นอยู่ทุกขณะ และเห็นชัดเจนมากยิ่งขึ้นตามวันเวลาที่ล่วงเลยไป ไม่มีใครอาจต้านทานหรือหยุดยั้งไว้ได้ และสุดท้าย ภัยมรณะ ก็คือความตาย หรือความแตกดับของขันธ์หรือร่างกายนั่นเอง สิ่งนี้จะเกิดขึ้นกับใคร เมื่อไหร่ เวลาไหน เกิดขึ้นที่ใด ในลักษณะไหน เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอาจล่วงรู้ได้ รู้เพียงว่าเป็นสิ่งที่ควบคู่มากับการเกิด มีเกิดก็ต้องมีตาย ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมองเห็นเข้าใจในสิ่งเหล่านี้ แล้วเตรียมตัวตั้งรับให้พร้อมอย่างมีสติ เพื่อให้การจากไปนั้นเป็นการนำพาไปสู่สิ่งที่ดี

"เหตุที่ทำให้ธาตุทั้ง4แห่งจิตตนครแปรปรวนนั้น บางทีก็เกิดจากเจ้าเมืองและพลเมืองทำขึ้นเอง เช่น พากันรื่นเริงสนุกสนานเกินไป ไม่คอยดูแลทำนุบำรุงทาง 4 แพร่ง คือธาตุทั้ง 4 ไว้ให้ดี ก็เหมือนอย่างถนนหนทางในบ้านเมืองเรานี้แหละ ถ้าไม่หมั่นทะนุบำรุง คือซ่อมแซมตกแต่งอยู่เสมอแล้ว ก็จะเสียหายไปโดยลำดับ บางทีเกิดจากธรรมชาติ เช่น บางคราวลมกำเริบ ทำให้จิตตนครหวั่นไหว บางคราวไฟกำเริบ ทำให้ร้อนรุมคล้ายกับเกิดลมพายุ เกิดไฟไหม้ ในบ้านเมืองเรานี้แหละ เจ้าเมืองและพลเมืองทั้งปวงก็หมดผาสุก ภัยเช่นนี้ชาวจิตตนครเรียกกันว่า ภัยพยาธิ"

ที่ว่า "ภัยพยาธิ" หรือภัยที่เกิดจากโรคภัยคุกคาม หลายครั้งเป็นสิ่งที่เกิดจากเจ้าเมืองและพลเมืองทำขึ้นเอง พูดง่ายๆก็คือ ถ้าคนเราไม่รู้จักรักตัวเอง แต่ทำร้ายตัวเอง เช่น รักสนุกจนเกินลิมิต ชอบทำอะไรสุดขีด อย่างเช่นเที่ยวดึกเที่ยวดื่นจนเสียสุขภาพ ตื่นเช้ามาส่องกระจกแล้วตกใจเพราะเห็นตาเป็นจ้ำไม่ต่างจากหมีแพนด้า บางคนชอบนั่งสรวลเสเฮฮาเม้าท์นู่นเม้าท์นี่ไม่หยุด คุยไปดื่มไป เติมแอลกอฮอล์แก้วแล้วแก้วเล่า ทำอย่างนี้เป็นประจำ พอเวลาตับแข็งถามหา ถึงได้รู้ว่าทำบางอย่างพลาดไป ก็ไม่รู้จะโทษใครที่ไหน นอกจากว่าตัวเรานั่นแหละที่ทำร้ายตัวเราเองมาตลอด อย่างนี้เป็นต้น

"อีกอย่างหนึ่งเรียกกันว่า ภัยชรา คือ ถนน 4 แพร่งนั้นเก่าแก่ลงไปทุกวัน แสดงความชำรุดทรุดโทรมให้เห็นอยู่เรื่อยๆ ทั้งเจ้าเมืองและพลเมืองต่างก็พากันซ่อมแปลงต่างๆอย่างสุดฝีมือ บางทีก็ใช้ตัดต่อตกแต่ง บางทีก็ใช้สีทาให้แดงบ้าง ให้ดำบ้าง ให้ขาวบ้าง เป็นต้น สุดแต่จะเห็นว่าควรจะตกแต่งอย่างไร ต่อสู้กับภัยชราที่มาเกิดขึ้นแก่จิตตนคร ก็พอแก้ไขปะทะปะทังไปได้ แต่ถนน 4 แพร่งนี้ก็ทรุดชำรุดลงอยู่เรื่อยๆ เจ้าเมืองเองที่ดำรงชีวิตอยู่ตรงที่รวมของถนนก็เริ่มอ่อนเพลียเมื่อยล้า ไม่ว่องไวกระฉับกระเฉงเหมือนแต่ก่อน"

ส่วน "ภัยชรา" ก็เป็นอย่างที่รู้ๆกันว่า ไม่มีใครอยากแก่ ยิ่งคนสมัยนี้หาวิธีหนีความแก่กันสารพัด ทั้งกินยาทั้งเสริมวิตามินไม่รู้กี่ขนาน ทั้งฉีดทั้งผ่า ทั้งดัดทั้งดึงสารพัดท่าราวกับนวดวัดโพธิ์ก็ไม่ปาน บางคนร้อยไหมบนใบหน้าไม่รู้กี่เส้นต่อกี่เส้น หวังจะหนีจากคำว่า "ชรา" ไปให้ได้ หรืออยู่ห่างๆเข้าไว้เป็นดี อุตส่าห์ยอมเจ็บตัว ยอมเสียเงินเสียทองไม่ใช่น้อย แถมยังเสี่ยงแพ้ยาอีกด้วย บางคนทำใจดีสู้เสือ ทั้งๆที่แพ้หมอ แพ้มีด แพ้เข็มฉีดยา กลัวก็กลัว แต่กลัวแก่มากกว่า เลยยอมลงทุนทำศัลยกรรมให้เนี้ยบสุดสุด แต่สุดท้ายก็หนีไม่รอดอยู่ดี

"ยังอีกภัยหนึ่งที่ชาวจิตตนครกลัวนักหนาก็คือ ภัยมรณะ ซึ่งจะทำลายถนน 4 แพร่งของจิตตนคร เท่ากับเป็นการทำลายเมืองกันทั้งหมดทีเดียว และต่างก็รู้ว่าภัยนี้จะต้องมาถึงในวันหนึ่งข้างหน้า แต่ก็พากันนอนใจเหมือนอย่างไม่มีภัย"

ภัยสุดท้าย "ภัยมรณะ" ภัยประเภทนี้เป็นภัยร้ายแรงที่สุด ใครๆก็ไม่อยากเจอ แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครหนีพ้นอีกเช่นกัน ทางที่ดีควรจะหันหน้ามาพิจารณาความตายให้ละเอียดลึกซึ้ง หรือเตรียมพร้อมรับมือล่วงหน้าไว้ดีกว่า เพราะไหนๆ ก็ไหนๆ ไม่มีใครหนีพ้นอยู่ดี อีกอย่างภัยชนิดนี้บางทีก็ไม่มีสัญญาณบอกล่วงหน้าเสียด้วย บางคนบทจะไปก็ไปปุบปับ มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ เพราะฉะนั้นทางที่ดี ควรเตรียมความพร้อมไว้เสมอ ด้วยการเตรียมจิตเตรียมใจ ฝึกสติไว้ มองให้เห็นถ่องแท้ว่าเป็นเรื่องธรรมดา ธรรมชาติ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับใครๆเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่เกี่ยงว่าอายุมากอายุน้อย เพศไหนวัยใดอยู่ในสถานภาพไหน ยากดีมีจนอย่างไร ทุกคนจึงควรใช้ชีวิตอยู่บนหนทางของความไม่ประมาท เพราะทุกๆ ชีวิตนั้นย่อมมีโอกาสได้พบความไม่แน่นอนบนหนทางเดินอยู่เสมอ

"ผู้มาบริหารจิตทั้งหลาย คือผู้พยายามศึกษาปฏิบัติ ให้รู้จักวิธีจัดการกับภัยดังกล่าวแล้วทั้งหมดให้ได้ดีที่สุดในยามเมื่อภัยดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นกับจิตตนครของตน ตนผู้บริหารจิต คือ ผู้ศึกษาธรรม และธรรมนั้น ท่านเปรียบเป็นร่มใหญ่ที่กันแดดกันฝนได้"

เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงตระหนักดีว่าอันภัยร้ายแรงทั้ง3นั้นสามารถเกิดขึ้น และบุกจู่โจมเข้ามาถึงใจกลางมหานครได้ทุกเมื่อ หากว่าเจ้าเมืองและผู้คนพลเมืองในพระนครนั้นๆ จะหันหน้ามายึดเอาพระธรรมเป็นที่พึ่ง ด้วยการเร่งขวนขวายศึกษาธรรม และมีธรรมปฏิบัติควบคู่กันไป ก็ย่อมช่วยให้ผ่อนหนักเป็นเบาได้อย่างแน่นอน

"หรือจะกล่าวอีกอย่าง ธรรมก็คือเครื่องป้องกันรักษาเจ้าเมืองแห่งจิตตนครให้พ้นภัยทั้งหลายดังกล่าวแล้ว แม้ภัยจะเกิดขึ้นหนักหรือเบาเพียงไร เจ้าเมืองที่มีธรรมเป็นเครื่องป้องกันรักษาก็ย่อมไม่กระทบกระเทือน เพราะภัยนั้นหนักเกินไป ส่วนเจ้าเมืองที่ไม่มีธรรมจักต้องได้รับแรงกระทบกระเทือนเต็มที่เป็นธรรมดา ก็เหมือนคนไม่มีร่มใหญ่เดินตากแดดตากฝนก็ย่อมร้อน ย่อมเปียก ส่วนคนที่มีร่มใหญ่ แม้จะมีฝนตก แดดออก ก็ย่อมพ้นจากความร้อน ความเปียกได้โดยควร การมาบริหารจิต หรือการมาศึกษาธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงเป็นสิ่งควรกระทำทั่วกัน แม้ปรารถนาความพ้นภัยทั้งปวง"

(ขอขอบคุณภาพจิตรกรรม สร้างสรรค์โดย ธีรโพธิ ภิกขุ)

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า