ตะลอนตะลุย...คิมเบอลี่...

เที่ยวสุขใจ

ตอนที่ 1 Broome - Cape Leveque

รัฐ Western Australia (WA - ออสเตรเลียตะวันตก) เป็นรัฐที่ใหญ่ที่สุดในจำนวน 7 รัฐของประเทศออสเตรเลีย มีขนาดเกือบ 1 ใน 3 ของประเทศที่เป็นทวีปด้วย (ถ้านึกภาพความใหญ่ไม่ออกก็เทียบเอาว่ารัฐนี้ใหญ่กว่าประเทศไทยประมาณ 3 เท่าก็แล้วกัน) มีเมือง Perth (เพิร์ธ) เป็นเมืองหลวง รัฐนี้ประกอบด้วยชายทะเลยาวหลายร้อยกิโลเมตร ภูเขาหลายร้อยลูก ป่าไม้หลากหลายชนิด รวมทั้งบริเวณกรวดหินกว้างแห้งแล้งที่เป็นส่วนทำเหมืองทั้งเหมืองแร่ถ่านหิน เหมืองทองคำและเหมืองเพชร รัฐนี้จึงถือว่าเป็นรัฐที่ร่ำรวยที่สุด ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะคุ้นเคยกับตัวเมืองเพิร์ธและเมืองเล็กเมืองน้อยรอบๆ โดยเฉพาะทางตอนใต้ของเมือง เนื่องจากสามารถไปได้สะดวกไม่ว่าจะทางรถยนต์ รถเมล์หรือรถไฟ แต่ยังมีดินแดนแห่งหนึ่งที่อยู่แสนไกลจากเมืองหลวงหลายพันกิโลเมตร มีทั้ง พื้นดินและโขดหินสีแดง ท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้ม หาดทรายสีทอง และน้ำทะเลสีเขียวมรกต ได้ในเขตเดียว เป็นเขตที่บ่งบอกความเป็นเอกลักษณ์ของประเทศออสเตรเลียทั้งประเทศ จึงเปรียบเสมือนเพชรที่เปล่งประกายรอให้คนไปชื่นชม นั่นคือ เขต Kimberley (คิมเบอลี่)

ถึงแม้ว่าจะเคยเล่าถึงความดิบของธรรมชาติ บวกกับความท้าทาย ตื่นเต้น ผจญภัย (ประเภทฝันว่าเป็นหนุ่มคาวบอยและสาวห้าวในป่าใหญ่) ต้องการไปสัมผัสอย่างใกล้ชิดสักครั้งหนึ่งของบริเวณที่เป็นเขตทุรกันดารเข้าถึงยาก (หรือที่หลายคนบอกว่าเป็นเขต un-civilized) จากส่วนหนึ่งของเขตนี้ในเรื่องผจญภัยหลังเขาบนถนน Gibb River และ El Questro มาแล้ว แต่หลายคนอาจจะไม่ได้อ่านและเนื่องจากเขต Kimberley เขตเหนือสุดของรัฐนี้ เป็นเขตที่ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติหรือเรียกว่า un-touched เสียเป็นส่วนใหญ่ เป็นเขตที่มีภูมิประเทศที่ค่อนข้างจะแตกต่าง ด้วยความที่อยู่ห่างไกล ทำให้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางค่อนข้างสูง คนออสเตรเลียเองก็มีไม่ถึงครึ่ง (จาก 21 ล้านคน) ที่มาถึงที่นี่ ดังนั้น เมื่อมีโอกาสได้ขับรถตลุยเมืองหลักทั้ง 6 เมือง ซึ่งมีระยะทางมากกว่า 1,000 กิโลเมตร ถึงแม้ว่าจะไม่มีโอกาสเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวที่โด่งดังหลายแห่ง ก็ยังรู้สึกว่าโชคดีที่ได้เป็นหนึ่งในนั้น เลยอดไม่ได้ที่จะเขียนมาเล่าสู่กัน

ความจริงแล้วสามารถมาเขตนี้ได้ทั้งทางพื้นดิน ทางน้ำและทางอากาศ ถ้ามองจากแผนที่ เขตนี้จะเป็นเขตเหนือสุดของรัฐอยู่ติดกับชายฝั่งทะเลด้านทิศเหนือและติดกับรัฐ Northern Territory ซึ่งมีเมืองดาร์วิน (Darwin) เป็นเมืองหลวง ส่วนใหญ่คนที่อาศัยอยู่เขตนี้เป็นชนพื้นเมือง Aboriginal (อะบอริจิน-เชื่อหรือไม่ว่ามีประมาณ 140 เผ่าและเกือบร้อยภาษา ก่อนหน้านี้ก็เหมือนคนอื่นที่คิดว่ามีเผ่าเดียว) ทำให้ระมัดระวังและเข้มงวดในการเดินทางเป็นพิเศษ หากเข้าไปในท้องที่ของชุมชนพื้นเมืองโดยต้องทำหนังสือขออนุญาตล่วงหน้าและหากเป็นคนต่างชาติ ต้องมีใบสอบประวัติจากรัฐบาลกลาง (Australian Federal Police-Canberra) ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาเป็นเดือนสำหรับเตรียมการเดินทางแบบนี้ แต่อย่าเพิ่งตื่นตระหนกเพราะถ้าเป็นนักท่องเที่ยวปกติธรรมดาทั่วไปก็ไม่ต้องทำอะไรอย่างที่บอกข้างต้น หากต้องการไปเที่ยวเฉพาะในตัวเมืองหลักๆ หรือเมืองท่องเที่ยวก็ไปได้แบบสบายๆ เพราะโรงแรมดีๆ เยอะแยะมากมาย ถนนก็ดีขับรถไปไหนต่อไหนได้สะดวก หรือจะไปกับทัวร์ก็สบาย แต่ต้องขับรถเที่ยวภายในเส้นทางที่ปรากฎในแผนที่ (ที่มีการจัดพิมพ์อย่างเป็นทางการ) โดยไม่ออกนอกเส้นทาง (หากไม่มีใบอนุญาต) เกิน 50 เมตร เพราะเป็นเขตหวงห้ามของชนพื้นเมืองเสียเป็นส่วนใหญ่


Broome (เมืองบรูม)

เขต Kimberley มีเมืองใหญ่หลายเมืองแต่ค่อนข้างจะอยู่ห่างไกลกันหลายร้อยกิโลเมตร แต่เมืองที่ต้องเขียนถึงเป็นเมืองแรกคือเมือง Broome เพราะถือว่าเป็นเหมือนเมืองหน้าด่าน เป็นเมืองศูนย์กลางการท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของเขตนี้ ส่วนมากคนที่จะไป Broome มักจะเลือกที่จะไปทางเครื่องบินแทนการขับรถแม้จะค่อนข้างแพง (ราคาตั๋วไป-กลับประมาณ 600 เหรียญออสเตรเลีย-AUD ประมาณ 18,000 บาท หรือมากกว่าในฤดูกาลท่องเที่ยว) เพราะที่นี่ไกลจาก Perth ประมาณ 2,415 กิโลเมตรถ้าขับรถไปก็ต้องพักระหว่างทางหลายคืนกว่าจะถึง รวมทั้งค่าน้ำมันก็ไม่ค่อยจะถูกนัก ประมาณ 83 -93 เซนต์ ต่อลิตรสำหรับเบนซิน หรือ 90-102 เซนต์สำหรับดีเซล (ดีเซลแพงกว่า) จากนั้นก็ค่อยไปเช่ารถขับที่ Broome (ประมาณ AUD80-110 ต่อวันขึ้นอยู่กับว่าเป็นรถอะไร รถเก๋งจะถูกกว่ารถโฟว์วีล-4WD) มีคำแนะนำว่าถ้าไปทางเครื่องบินก็ควรจะเตรียมยาดมหรือน้ำหอมอะไรสักอย่างหนึ่งติดตัวไปด้วย เพราะอาจจะต้องเดินทาง โดยเครื่องบินขนาดเล็ก (ประมาณ 80 กว่าที่นั่ง) ตั้ง 2 ชั่วโมงครึ่ง หากเจอลมแรงหรือพายุขนาดย่อมหรือนั่งใกล้ผู้โดยสารที่รีบร้อนเดินทางไม่ได้อาบน้ำอาบท่าเข้าจะได้มีอะไรช่วยได้บ้าง

รูปจากวิวของเขตนี้บนเครื่องบิน (จากกล้องธรรมดาเพราะเขาห้ามใช้กล้องดิจิตอลระหว่าง 30 นาทีหลังจากบินขึ้นและก่อนบินลง) ในฤดูแล้ง น้ำทะเลของที่นี่จะเห็นเป็นสีเขียวมรกตเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่มีบางเวลาที่เป็นสีน้ำเงินก็จะเห็นเป็นสีเข้มจัด ประกอบด้วยหาดทรายยาวเลียบขอบทะเล ส่วนเส้นตรงที่เห็นลิบๆ ตัดขวางจากซ้ายไปขวาตรงกลางของภาพขวามือคือถนน Great Northern HW ที่วิ่งมาจาก Perth ขึ้นเหนือไปเมืองต่างๆ ผ่าน เขตพิลบาร่า (Pilbara) ติดกับเขตเมืองหลวง จนถึงเขตคิมเบอลี่ (Kimberley) และไปสิ้นสุดที่เมืองวินดั้ม (Wyndham) ซึ่งเป็นเมืองสุดท้ายของรัฐ WA ก่อนจะเข้ารัฐอื่นนั่นเอง

Broome มีอดีตและปัจจุบันเป็นเมืองที่ผลิตไข่มุกคุณภาพดีและมีสนามบินแม้ว่าจะค่อนข้างเล็กอยู่ติดถนนสายหลักไม่ไกลจากศูนย์การค้า ประกอบด้วยอาคารขนาดชั้นเดียวสองอาคาร คืออาคารผู้โดยสารขาเข้าและขาออกซึ่งมีร้านอาหารและขายของที่ระลึกบริการ แต่ก็สามารถรองรับผู้โดยสารจาก Perth Darwin และ Kununurra (คันนันเนอร่า) เมืองทางตะวันออกของ Kimberley ได้จึงค่อนข้างเจริญ มีโรงแรมดีๆ และมีศูนย์การค้าเรียกว่า Chinatown (คงจะเดาออกว่าทำไมถึงได้ชื่อนี้) ที่มีแหล่งบันเทิงเริงรมณ์ครบวงจร (Chinese Restaurants, McDonald, brothels, pubs, gambling ฯลฯ) รวมทั้งร้านขายของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยวมากมาย และมีโรงหนังชื่อว่า Sun Picture เป็นโรงหนังกลางแจ้ง (outdoor cinema) สร้างขึ้นเมื่อปี 2459 (ค.ศ. 1916-เกือบจะ 100 ปีมาแล้ว) และยังคงฉายหนังทุกวันเสาร์ตอน 6 โมงเย็น (อาจมีรอบพิเศษในวันอื่นๆ) ที่นั่งเป็นเก้าอี้ผ้าใบ (เหมือนที่เราใช้กันตามชายหาดพัทยาบ้านเราเป๊ะ) เรียงกันเป็นแถวจุคนได้เป็นร้อยเหมือนกัน ดังนั้นหากกินก๋วยเตี๋ยวแห้งที่เจ้าของทำขายไป เอนๆ ดูหนังไปก็เพลินดี แต่ถ้าวันไหนอากาศไม่ดีก็งดฉายกัน (อย่าเพิ่งร้องโอ้ว่าที่นี่มีแต่โรงหนังแบบนี้เพราะยังมีโรงหนังติดแอร์สำหรับคนที่ชอบความทันสมัยอีกโรงหนึ่ง)

เนื่องจาก Broome เป็นเมืองชายทะเล (Indian Ocean) ชายหาดที่มีหลายหาดก็เลยไม่ไกลจากตัวเมืองแค่ประมาณ 2-4 กิโลเมตร หาดที่มีชื่อเสียงที่สุดชื่อว่า Cable Beach (เคเบิ้ลบีช) เพราะยาวถึง 22 กิโลเมตร ชายหาดเป็นทรายขาวละเอียดและมีปูเฉฉวนที่ชอบบ้วนทรายออกมาเป็นเม็ดกลมๆ อยู่เยอะทำให้เกิดงานสร้างสรรศิลปะบนทรายมากมายและช่วงบ่ายตอนน้ำทะเลลง ชายหาดจะกว้างมากประมาณ 500 เมตร ให้ความรู้สึกเวิ้งว้างพิกลตอนที่เดินจากฝั่งไปจนติดน้ำทะเลและมองมาทางฝั่ง และเมื่อเดินกลับก็ไกลกว่าที่คิดอาจทำให้ขาของคนบางคนประท้วงได้ เหตุที่ได้ชื่อนี้เนื่องมาจากมีเคเบิ้ลสื่อสารเชื่อมจากเมือง Broome (ห่างจากตัวเมืองไป 6 กม) ไปอินโดนีเซีย ที่หาดนี้มีอะไรหลายอย่างเหมือนบ้านเรา เช่น นักท่องเที่ยวหรือคนท้องถิ่นมักจะมานั่งรอดูพระอาทิตย์ตกที่นี่ (เหมือนแหลมพรหมเทพที่ภูเก็ต) และจะมีอูฐให้ขี่ (เหมือนหาดบางแสนที่มีม้าให้ขี่และมีคนจูงเดินน่ะแหละ) รวมทั้งมีโรงแรมหลายดาวที่มีร้านอาหารยอดนิยมตอนเย็นคนจะแน่นมากๆ แต่ที่ไม่เหมือนบ้านเราก็คือ เห็นวิวได้โล่ง ชัดเจน 180 องศาเพราะไม่มีร่มกางเต็มหาดและไม่มีเก้าอี้ผ้าใบบังวิวสัญลักษณ์ของหาดในบ้านเราเลย

มา Broome แล้วควรออกไปเดินสะพานไม้เลียบป่าโกงกาง (Mangrove) ใกล้กับ China Town ซึ่งค่อนข้างหนาทึบและดูเหมือนว่าเขาจะปล่อยให้จะขยับขยายออกไปในทะเลเรื่อยๆ เพื่อรักษาฝั่งทะเล แต่ถ้ามีเวลามากกว่านั้นก็ควรหาโอกาสนั่งเรือเล็กออกไปในทะเลซึ่งมักไม่ไกลจากฝั่งแต่วิ่งเลียบป่าโกงกางในแถบ Town Beach มองเข้าฝั่งจะเห็นโรงแรมมากมาย รวมทั้งโรงแรมระดับ 4 ดาวชื่อ Mangrove Hotel ซึ่งคนทั่วไปมักจะมานั่งร้านอาหารริมทะเลตอนเย็นๆ ป่าโกงกางของที่นี่เป็นสัญญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งอาหารสำหรับสัตว์น้ำ มักจะเห็นชาวประมงแล่นเรือมายกกระชังดักปูและปลาที่ทิ้งไว้ค้างคืน เรือบางลำก็มีเด็กๆ ในครอบครัวไปทำความรู้จักวิธีการแต่เนิ่นๆ

นั่งเรือเล็กเพลิดเพลินมากกว่า ไปช้าๆ เสียงก็ไม่ดัง ลมก็พัดเบาๆ เย็นสบาย น้ำทะเลบริเวณป่าโกงกางก็มีสีเขียวมรกตใสและนิ่งมากจนเห็นกิ่งใม้ที่อยู่ในน้ำ ตามชายฝั่งหรือบนกิ่งไม้แล้งๆ ทั้งหลายหรือแม้แต่ทุ่นเรือก็เห็นนกหลายชนิดทั้งตัวเล็กตัวน้อย มีทั้งตัวเดียวหรือเป็นกลุ่ม เกาะกันอยู่เต็ม อยากจะถ่ายมาทั้งหมดแต่พอเรือวิ่งเข้าไปใกล้นิดหนึ่งก็บินไปกันหมด เหลือที่ไม่สนโลกอยู่ประมาณในรูป บางครั้งก็โชคดีได้เห็นครอบครัวปลาโลมา (Dolphin) ทั้งตัวใหญ่ ตัวเล็ก ออกมาว่ายอวดหน้าเรือบ้าง ข้างๆ เรือบ้าง พยายามยามถ่ายอยู่หลายครั้งแต่กดชัตเตอร์ไม่ทันเพราะท่านว่ายฉวัดเฉวียนเหลือเกินเลยได้ภาพมาอวดแค่นี้แหละ

Broome อาจจะเป็นเมืองที่เรียกได้ว่าเป็นเมืองแรกที่มีวัฒนธรรมผสมผสานจากหลายเชื้อชาติอย่างแท้จริงของออสเตรเลียเพราะมีทั้งวัฒนธรรมของ อะบอริจิน ญี่ปุ่น จีนและยุโรปให้เห็นอยู่ทั่วไป ประวัติศาสตร์ของ Broome บอกไว้ว่าสมัยก่อนคนญี่ปุ่นเป็นผู้ริเริ่มมาทำฟาร์มไข่มุกที่นี่จนมีชื่อเสียงจนถึงปัจจุบันนี้จึงมีทั้งอนุสาวรีย์เชิดชูเกียรติผู้ริเริ่มที่ย่าน China Town ทั้งสุสานของนักงมไข่มุกที่เสียชีวิตมากกว่า 900 คนและงานเฉลิมฉลองที่เรียกเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า Shinju Maisuri หรือ Festival of the Pearl ก็มีประมาณ 10 วันเป็นประจำทุกปีและมีซากเรือสินค้าของญี่ปุ่นที่มาเกยตื้นและอับปางลงเมื่อหลายสิบปีมาแล้วอยู่หลายลำ

อีกแห่งหนึ่งที่ควรไป คือ จุดเริ่มต้นของเรดเดลบีช (Reddell Beach) และเป็นจุดสิ้นสุดของ Cable Beach (ที่ยาวถึง 22 กม) จึงมีทางเดินศึกษาธรรมชาติเลียบฝั่ง (ชื่อว่า Lurujarri Heritage Trail) สำหรับคนที่ต้องการทดสอบความเข้มแข็งเพราะยาวถึง 80 กิโลเมตร (แต่ถ้าไม่ไหวจะแวบออกตอนไหนก็ได้เพราะแบ่งออกเป็น ช่วงตามเรื่องราวของเพลงโบราณของเผ่าอะบอริจิน) หรือแม้แต่ขับรถบนชายหาด จากหาดนี้ไป Cable Beach ได้ สถานที่แห่งนี้ชื่อว่า Gantheaume Point (แกนแตมพ้อยท์) อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 8 กม. ถนนเข้าไปเป็นถนนราดยางจากตัวเมืองและก่อนจะถึงเป็นถนนลูกรัง (ผ่านพื้นที่ของ Aboriginal ) แต่ขับง่าย Gantheaume Point เป็นสถานที่คุ้มครอง ดังนั้น ก่อนจะเข้าไปเดินรอบบริเวณควรอ่านป้ายต่างๆ ในอาคารก่อน เช่น ระวังหินลื่น หินร่วง แมงกระพรุน คลื่นแรง ไม่มียามชายฝั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎข้อห้ามมิฉะนั้นอาจจะโดนปรับให้เจ็บใจตัวเองได้ เช่น ต้องไม่เก็บหิน ดิน ทราย หรือเปลือกหอย ห้ามค้างคืน ก่อไฟ เล่นกระดานโต้คลื่น ทำสกปรกเลอะเทอะ ห้ามนำหมา ม้า อัลกอร์ฮอล์ มอเตอร์ไซด์ เข้ามา แม้แต่เปลือยกายอาบแดดและล้างปลาก็ห้าม

ที่จุดนี้มีสิ่งที่น่าสนใจหลายอย่าง อย่างแรกเพราะเป็นจุดที่ตั้งของประภาคาร (lighthouse) มาก่อน แต่ที่เป็นจุดเด่น คือ พื้นดินและหินทั่วทั้งบริเวณกว้างขวางจะมีสีแดงเข้มเพราะมีธาตุเหล็กมาก หินก็ซ้อนกันเป็นชั้นๆ และเป็นเหลี่ยมคมด้วยความที่เป็นแหลมยื่นออกไปถูกลมค่อนข้างแรงและคลื่นสูงจากน้ำทะเลทำให้ก้อนหินถูกกัดกร่อนเป็นรูปทรงอย่างที่เห็น อีกประการหนึ่งเขาบอกว่าที่นี่จะมีรอยเท้าไดโนเสาร์ (Dinosaur Footprints) อายุ 130 ล้านปีซึ่งจะเห็นได้ก็ต่อเมื่อน้ำลด (เขาว่า 1.3 เมตรขึ้นไปแต่มองเท่าไหร่ก็ไม่เห็น) เลยได้ดูแค่ตัวอย่างที่เขาบล็อกเอาไว้ให้ 3 รอยให้คนชมบนพื้นดินด้านบนแทน ประการต่อมาก็เป็นเรื่องโรแมนติคของผู้ดูแลประภาคารสมัยก่อนที่หญิงทั้งหลายไฝ่ฝันขอให้มีสามีแบบนี้บ้างก็คือ สระว่ายน้ำทำจากหินทรายที่สามีทำให้ภรรยาชื่ออนาสตาเซียซึ่งเป็นโรคไขข้ออักเสบ (arthritis) มานั่งแช่น้ำอุ่นสระนี้เลยได้ชื่อว่า Anastasia's pool

นอกจากนั้นก็ควรขับรถต่อไปที่ท่าเรือ ดูเขาเล่นเซิร์ฟบอร์ดและเรือใบ หากเป็นตอนเย็นๆ จะสวยมาก และหากวางแผนให้ดีมาตรงกับเวลาที่เรียกว่า Staircase to the moon ก็จะได้บรรยากาศโรแมนติคยามค่ำคืนอย่างมาก เวลาที่ว่าคือ พระจันทร์เต็มดวง (เดือนมีนาคม-ตุลาคม) ขึ้นตรงกับเวลาน้ำลงในบริเวณชายฝั่งที่เป็นโคลนทำให้แสงของดวงจันทร์สะท้อนกับรอยหยักของโคลนอันเกิดจากคลื่นเล็กๆ ทำให้ดูเหมือนกับบรรไดขึ้นไปสู่ดวงจันทร์ (เสียดายมาไม่ตรงเวลาเลยไม่มีรูปมาฝาก) หรือถ้าตรงกับตลาดนัดที่จัดกันทุกวันเสาร์ตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึงบ่ายโมง ณ บริเวณอาคารเก่าแก่สถาปัตยกรรมท้องถิ่นที่เคยเป็นที่ทำการสายเคเบิ้ลมาก่อนก็จะได้เดินดูและจับจ่ายข้าวของสารพัดชนิด นอกจากจะมีของสด ของแล้ง อาหารการกิน ต้นไม้ ต้นดอก ของใช้ เสื้อผ้า ของเล่น เครื่องประดับ งานฝีมือ ยังมีงานศิลปะหลากหลายรูปแบบทั้งงานวาดงานพิมพ์ รวมทั้งศิลปะที่ทำจากลูกโบแอบมาขายด้วย หรืออาจจะออกไปดูฟาร์มสัตว์โดยเฉพาะอย่างยิ่งจระเข้ที่ Wilderness Parks นอกเมืองก็ดีเหมือนกัน

ช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ Broom ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวเท่าไหร่เพราะร้อนและแฉะ (เหมือนบ้านเราเป๊ะ) แต่ตอนช่วงพฤษภาคม-สิงหาคม คนจะมามากเพราะอากาศดี ถึงกระนั้นก็อาจจะต้องเตรียมสะตังค์กันไว้หน่อยเพราะราคาที่พักช่วงนี้ก็ประมาณ 89-152 เหรียญ (ฤดูการท่องเที่ยวราคามากกว่าตามระเบียบ) แม้ว่าลักษณะที่พักจะเหมือนราคา 600-1000 บาทบ้านเรา เรื่องอาหารการกินก็ไม่ต้องพูดถึงถ้าไปทานที่ร้านอาหารราคาของแต่ละจานก็อยู่ระหว่าง 12-22 เหรียญ ถ้าเป็นอาหารกลางวันจะถูกกว่าประมาณ 8-10 เหรียญ ทั้งๆ ที่เป็นอาหารแบบเดียวกัน (สงสัยจะบวกราคาบรรยากาศด้วย) ร้านแต่ละร้านจะปิดประมาณ 3 ทุ่มรวมทั้งอาหารในโรงแรมด้วยยกเว้น pub บางแห่งที่ปิดประมาณเที่ยงคืนแต่ไม่มีอาหารขายนอกจากเครื่องดื่มและกับแกล้มเท่านั้น (ไม่เหมือน Thailand ที่มีอาหารเพียบแถมไม่ต้องคำนึงถึงราคาตลอด 24 ชั่วโมง)

การเช่ารถที่เมือง Broome ทำได้สะดวกสบาย มีบริษัทดังๆ รออยู่ที่สนามบินทั้งจองมาล่วงหน้าหรือมาหาเช่าที่นี่ หากเช่ารถ 4WD (แพงหน่อย) ก็อาจจะออกไปผจญภัยบนถนนที่ยากลำบากตามแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่แถบชายทะเลตอนเหนือซึ่งเป็นเขตของชนพื้นเมือง Aboriginal ได้หลายแห่ง เช่น Willie Creek (วิลลี่ครีก) Beagle Bay (บีเกิ้ลเบ) Lombadina (ลอมบาดีน่า) และไปสิ้นสุดที่ Cape Leveque (เคป เลเวค)


Cape Leveque

ต้องเตือนกันก่อนว่าถนนที่จะไป Cape Leveque เป็นเส้นทางที่ค่อนข้างท้าทายความสามารถในการขับรถ 4WD (4 Wheel-Drive) อยู่มากเหมือนกัน ตัวแหลมอยู่ในเมือง Kooljaman (คูลจาแมน) ห่างจาก Broome ไปราว 220 กิโลเมตร ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าบริเวณที่จะไปนี้เป็นท้องที่ของชนพื้นเมือง Aboriginal ดังนั้น จะต้องไม่ขับออกไปนอกถนนสาธารณะที่ปรากฎอยู่บนแผนที่เป็นอันขาด (แม้ว่าพอขับไปจะเห็นทางแยกออกไปจากถนนซ้ายบ้างขวาบ้างก็ตาม) การออกไปนอกถนนต้องมีการขออนุญาติจากชนพื้นเมืองก่อนเสมอ และถึงแม้จะเปิดเป็นถนนสาธารณะแต่เมื่อจะเข้าชุมชนทุกแห่งที่ปรากฎบนแผนที่ก็ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม (5 เหรียญต่อคนหรือบางแห่งต่อรถคันหนึ่ง) แต่เมื่อไปถึงแล้วจะพบว่าคุ้มค่าเหลือหลาย

เริ่มต้นเดินทางจาก Broome ไปทางทิศเหนือของตัวเมือง โดยถนน Great Northern Highway (ถนนที่วิ่งระหว่างเมืองมาจาก Perth ยาวไปจนถึงเขตชายแดนของ Western Australia) ดังนั้น ช่วงแรกนี้ประเดิมด้วยถนนดี ราดยางและกว้าง ก่อนจะเข้าทางแยกด้านซ้ายมือหลังจากขับไปบนถนน Highway ประมาณ 14 กิโลเมตร ช่วงแรกที่ขับเข้าไปคนขับอาจจะคิดว่าถนนก็ดีนะ ถึงจะเป็นลูกรังแต่ก็เป็นทางเรียบ กว้างขวาง รถเก๋งก็น่าจะขับได้อย่างสบายๆ แต่พอวิ่งไปๆ ถึงจะเข้าใจว่าทำใมต้องใช้รถ 4WD ของแท้ รวมทั้งต้องขับอย่างระมัดระวัง ต้องมีสมาธิสูง ประสาทต้องตื่นตัวตลอดเวลา เผลอไม่ได้เลย

เดิมทีถนนเส้นนี้ก็คงจะทำเอาไว้เป็นอย่างดีเหมือนกัน แต่มีคนเล่าให้ฟังว่าพอถึงฤดูน้ำหลากทีไร ถนนหลายช่วงก็จะโดนกระแสน้ำจากห้วยหลายสายที่พาดผ่านถนน หรือน้ำท่วมบริเวณกว้างกัดเซาะเอาบ้าง ยางที่ราดหน้าถนนก็หายไปๆ บางช่วงเหลือยางขรุขระบ้าง บางช่วงยางที่ราดก็หายไปหมดเหลือแต่กรวดและหิน ขับไปรถสั่นสะเทือนทั้งคัน หัวสั่นหัวคลอน บางทีถ้าวิ่งเร็วหน่อย (ตามที่บางคนบอกว่าวิ่งเร็วจะลดความสะเทือน) ยางรถโดนหินก้อนโตเข้าก็เต้นออกนอกเส้นทางไปเบรคแทบไม่ทันก็มี แบบนี้ราดยางตลอดคงไม่ไหวเลยใช้วิธีมาปรับปรุงซ่อมแซมถนนหลังฤดูน้ำหลากเป็นปีๆ ไป ช่วงไหนไปเจอเขาทำถนนและยังมีน้ำขังก็ต้องลุยโคลนกัน ถ้าไม่มีน้ำขังก็มีผุ่นผงหนาหลายนิ้ว เพิ่งรู้ว่าถนนฝุ่นแบบนี้บังคับพวงมาลัยยาก รถคอยจะแถออกนอกถนน ต้องหยุดและถอยให้เข้าเส้นทางกันใหม่อยู่เรื่อยๆ

นักขับ 4WD ตัวจริงเขาบอกว่าถ้าขับไปบนถนนฝุ่นหรือถนนกรวดหรือขึ้นเขา นอกจากจะต้องใช้ยางรถลูกดอกกว้างและลึกเป็นพิเศษแล้ว จะต้องปล่อยลมยางรถให้แฟบจาก 32 เหลือ 24 (หรือแล้วแต่) เพื่อให้หน้ายางกว้างเกาะถนนได้ดีขึ้น แต่ทั้งนี้ต้องมีที่สูบลมให้กลับเหมือนเดิมเมื่อมาวิ่งบนถนนราดยาง หรือ Highway ภายหลังอีก สำหรับตัวเราเป็นนักขับสมัครเล่น รถก็เช่าเขามาไม่มีอุปกรณ์สูบลมให้ ก็เลยต้องขับไปทั้งอย่างนั้นแหละ ดังนั้น จากที่คิดว่าแค่ 200 กิโลเมตรกว่าๆ วิ่งไม่ถึง 3 ชั่วโมงสบายมากนั้น เลยกลายเกือบ 4 ชั่วโมง กว่าจะไปถึงแบบเครียด ตายังเบิกค้าง สมองตื้อและเส้นเลือดขมับโป่งพองไปโดยปริยาย

เมื่อไปถึงแล้วก็ต้องไปจ่ายค่าธรรมเนียม 5 เหรียญต่อคนก่อนหากมาเที่ยวเฉยๆ ไม่ได้มาค้าง แต่หากคิดว่าแบบนี้คงขับกลับ Broome ไม่ไหวแน่ภายในวันเดียวต้องค้างก็ไม่ต้องห่วงเพราะที่แหลมมีบริการที่พักของชุมชน Kooljaman หลากหลายประเภทตามแต่สถานะการเงินจะอำนวย ทั้งแบบบ้าน แบบเต้นท์ และบริเวณไปจอดรถนอนค้างคืนกันเอง ได้พักสักคืนก็ดีจะได้ไม่ต้องรีบร้อนอยู่ชื่นชมวิว ทิวทัศน์ของทะเล หาดทราย หินและหน้าผาสีแดง เล่นน้ำหลายหาด หรือจะไปดำน้ำ ตกปลา กินบาบีคิว หรือจะขึ้นเฮลิคอปเตอร์เที่ยวก็ยังได้อีก โดยเฉพาะนั่งดูพระอาทิตย์ตกสีแดงเจิดจ้าผ่านหาดทรายสีขาวและทะเลเขียว หากจะทำอาหารทานเองร้านขายของชำก็เปิดบริการตลอดปีแต่กำหนดเวลาปิดเปิดเป็นช่วงๆ ถ้าไม่คิดจะทำอาหารเองก็มีร้านอาหารแต่จะเปิดบริการเฉพาะในฤดูแล้งตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนตุลาคม (หลังจากนั้นเป็นฤดูน้ำหลากถนนถูกตัดขาดไม่มีนักท่องเที่ยวมาก)

ถ้าไม่อยากพักรวมกับคนมากๆ ที่แหลม ก็มีเมืองลอมบาดีน่า (Lombadina) ให้เลือกอยู่ไม่ไกลมากประมาณ 20 กิโลเมตร ที่นี่มีที่พักแต่ไม่อนุญาติให้ตั้งเต้นท์หรือจอดรถนอน นอกจากนั้นการขับรถเข้าไปในพื้นที่จะต้องเสียค่าธรรมเนียมเข้าพื้นที่ 5 เหรียญต่อคัน มีร้านขายของชำที่เปิดปิดเป็นเวลาเหมือนกันแต่ไม่มีร้านอาหาร ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวไม่พลาดที่จะไปชมโบสถ์เก่าแก่ที่ถือว่าเป็นสถาปัยกรรมชิ้นเอก สร้างโดยชาวยุโรปที่เข้ามาตั้งแต่เริ่มแรก โครงสร้างรอบนอกเป็นเหล็ก โครงหลังคาเป็นไม้จากต้นไม้พื้นเมืองในท้องถิ่นและหลังคามุงด้วยกาบของต้นไม้ชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า Paperbark (ขออภัยรูปที่ถ่ายเอาไว้ไม่ได้เรื่องเลย) ถ้ามีเวลาพักค้างคืนที่นี่มีคำแนะนำว่าควรจะซื้อทัวร์ของคนท้องถิ่นไปตกปลาและจับปูที่อยู่ในโคลนตามแบบวิถีชีวิตของพวกเขา (เช่น ไม่ได้ใช้เบ็ดแต่เหลาไม้พื้นเมืองให้มีปลายแหลมใช้พุ่งแทงปลาแทน)

ขากลับควรแวะที่บีเกิ้ลเบ (Beagle Bay) เพราะถึงตอนนี้ก็เหลือระยะทางเพียง 120 กิโลเมตรไกลจาก Broome แล้ว ที่นี่ไม่มีที่พักและที่กางเต้นท์ และต้องเสียค่าธรรมเนียมเข้าพื้นที่ 5 เหรียญ ต่อคน แม้ว่าเมืองนี้จะอยู่ใกล้กับชายทะเลและมีหาดทรายแต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะแวะเข้าไปเพื่อดูโบสถ์พิเศษที่ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นในการสร้างโดยพระฝรั่งนิกาย Pallotine ดูภายนอกโบสถ์สีขาวกระจ่าง ดูไปก็เหมือนโบสถ์อื่นๆ ต้องเข้าไปข้างในเพราะลักษณะเด่นไม่เหมือนโบสถ์ทั่วไป อยู่ตรงแท่นบูชาที่ตกแต่งด้วยเปลือกหอยมุกทั้งแท่น ทำให้เป็นมันวาว สวยงามมาก

นอกจากนั้น บนถนน Highway ประมาณ 38 กิโลเมตรก่อนจะถึง Broome จะมีทางแยกขวามือไปวิลลี่ ครีค (Willie Creek) สำหรับคนที่ชอบตกปลาและคนที่ต้องการไปดูฟาร์มเลี้ยงหอยมุก (ชื่อเดียวกับสถานที่) ที่มีชื่อเสียงมาก ที่นี่เป็นแห่งเดียวที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้อย่างเป็นทางการ ปกตินักท่องเที่ยวจะไปกับทัวร์จากเมือง Broome โดยทางรถหรือเครื่องบินเล็กของฟาร์มเอง เนื่องจากจะได้เข้าไปชมการสาธิตกระบวนการในการผลิตมุกด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ฟังการบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับมุกแต่ละชนิด และกรรมวิธีการเลี้ยงหอยในกระชังอย่างใกล้ชิด รวมทั้งยังอาจได้จับจ่ายซื้อผลิตภัณฑ์มุกราคาพิเศษติดไม้ติดมือมาด้วย (ไม่ได้เข้าไปดูหรอกเพราะขับกลับมาถึงตรงนี้ก็ได้เวลาปิดไม่ให้เข้าแล้ว)

ถ้าเช่ารถเก๋ง (ถูกหน่อย) ก็เสี่ยงหน่อยอาจจะไปไม่ถึงที่หมาย ควรขับไปตามถนนสายหลัก (Great Northern HWY) ดีกว่า อาจจะแวะไปเมือง Derby (เดอบี้-220 กม.) หากขับต่อเรื่อยๆ ก็จะไปถึงแต่ละเมืองถัดๆ กันไป ได้แก่ Fritzroy Crossing (ฟริซรอยครอสซิง-396 กม.) ตามด้วยเมือง Halls Creek (ฮอลส์ครีก-686 กม.) เมือง Kununurra (คันนันเนอร่า-1,044 กม.) และสิ้นสุดเขตของรัฐ WA ที่เมือง Wyndham (วินดั้ม-1,055 กม.)