สักครั้งในชีวิตขอพิชิต...โมโกจู

โลกสวยด้วยพรรณไม้

กลางป่าเขาเลยยามอัสดงไปเมื่อใด ม่านรัตติการก็คลุมถ้วนทั่วทุกตารางเมตร แมกไม้ที่ชูเรือนยอดสูงตระหง่าน กลับคล้ายเป็นกำแพงเงาดำทะมืน แสงไฟสว่างเรื่อเรืองอยู่ตรงไหน...เราก็มารวมตัวกันตรงนั้น ทั้งยังมีการเล่าประสบการณ์ชวนให้ขนลุก ซึ่งอยู่ท่ามกลางของความวิเวกวังเวง พร้อมมีเสียงแว่วสายน้ำแม่กระสาไหล ราวกับเป็นซาวดนตรีบิ้วอารมณ์ให้หวั่นไหว บรื้อ!!!ไม่น่าให้พี่ตอนแกเล่าเล้ย...แต่ก็ยังเอียงหูฟังเรื่องจนจบ แล้วกิจกรรมต่อไปกลางป่ายามค่ำ จะไม่มีอะไรดีไปกว่า...การมุดเต้นท์นอนหลับ

เปลือกตาทั้งสองค่อยๆเปิดขึ้น หลังจากยินเสียงพี่ๆลูกหาบพูดคุยกัน เอียวตัวเอื้อมไปหยิบนาฬิกามาดูเวลา ซึ่งบอกให้ควรผละจากถุงนอนได้แล้ว หลังจากทานมื้อเช้าที่อร่อยเหมือนเดิม ประกอบไปด้วย ผักกูดพัดกับปลากระป๋อง หอยแครง-ปลาทอดกระป๋อง ปลาช่อนแดดเดียวทอด ไข่เค็ม น้ำพริกข่า น้ำพริกมะขาม น้ำพริกตาแดง พร้อมกับมีแตงกวาไว้ทานแนมอีกหน่อย แล้วเราก็หันไปเก็บข้าวของให้เรียบร้อย เพื่อมุ่งหน้าไปพักแรมที่ แค้มป์แม่เรวา และไปพักทานมื้อกลางวันกันอีกด้วย เราเริ่มการเดินทางในเวลา 9 นาฬิกาโดยประมาณ ลุยไปกับหนทางการเดินเท้า ที่รู้สึกยังสาหัสเหมือนเช่นเดิม

ระหว่างระยะทางเพียง 4 กิโลเมตร เราเดินพอมีเหงื่อซึมแผ่นหลังเล็กน้อย ก็มาถึงสะพานไม้ข้ามลำคลองแม่กระสา ซึ่งพี่ตอนเป็นคนมาทำเอาไว้ก่อนแล้ว แถมยังคุยฟุ้งไว้ซะด้วยว่า มีความแข็งแรงอย่างดีเยี่ยม ได้มาตราฐานไอเอ็สโอเก้าพันสองเสียด้วย ตอนเดินข้ามสะพานไม่เท่าไหร่หรอกครับ เพียงแต่ไม่ทำขาสั่นเดินเจียนหล่นก็แล้วกัน หลังจากเดินเข้าป่าไผ่ได้ไม่นาน ระหว่างทางจะเห็นซากไม้บ้านเก่า สักพักก็เห็นโพงของต้นยางขนาดใหญ่ มีลำต้นประมาณ 2-3 คนโอบได้ จะแลเห็นมีร่องรอยการเจาะรู แล้วทำการสุมไฟที่บริเวณโคนต้น เพื่อให้น้ำยางภายในลำต้นไหลออกมา และไปทำเป็นน้ำมันยางหรือทำขี้ใต้

“เมื่อก่อนแถวนี้ เป็นพื้นที่ที่ราษฎรอาศัยอยู่ ต้นยางนาที่อยู่ภายในอุทยานฯทุกต้น...มีเจ้าของ ชาวบ้านจะมีการมาทำน้ำยาง ซึ่งเป็นยางธรรมชาติหรือยางป่า” พี่ตอนเอยขึ้น จากนั้นก็เกริ่นไปพร้อมกับการเคลื่อนตัว ว่า “ชาวเขาที่มาอาศัยกันดั่งเดิมนั้น มีอาชีพทำไร่ข้าวโพดและหาของป่า ต่อมาให้อพยพไปอยู่ 3 แห่งหลักๆ ส่วนหนึ่งไปอยู่ในโครงการของพระราชินี คือ บ้านเล็กในป่าใหญ่ ทั้งแถวที่จังหวัดเชียงใหม่ แล้วก็ลงมาที่อำเภอคลองลาน หรือไปทางคลองบางเจ้าบ้าง แล้วอีกส่วนหนึ่งทางยูเอ็นคอยดูแล เพื่อนำส่งไปอยู่ในประเทศที่สาม คือ อเมริกา แคนนาดา รัสเซีย หรือโซนในยุโรป ที่ไปรุ่นแรกก็ได้สัญชาติเกือบทั้งหมด”

โดยรวมพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ มีชาวเขาอาศัยดั่งเดิมหลายชนเผ่า ตั้งแต่ด่านแรกตรงสถานีไฟป่าฯกำแพงเพชร เมื่อก่อนเป็นค่ายทหารรับจ้างจีนฮ้อ แล้วตรงหัวสะพานเป็นค่ายของทหาร ตชด. รวมถึงบริเวณช่องเย็นก็เช่นกัน พื้นที่อุทยานฯเมื่อก่อนเป็นพื้นที่สีเทา ทางพี่วีระขอใช้คำนี้กับเรา เป็นพื้นที่รุ่นเดียวกับภูหินร่องกล้าหรือเขาค้อ...ประมาณนั้น สมัยที่พรรคคอมมิวนิสต์ถูกตีแตก หรือมีนักศึกษาหนีเข้าป่า แถวๆน่าน เพชรบูรณ์ และก็ที่นี่ด้วย จะมีทั้งโรงเรียน สถานที่สอนศาสนา หมู่บ้าน ตลาด อนามัย บ่อนการพนัน ที่นี่มีหมดในสมัยเก่าๆ

ในการเดินทางจากแคมป์แม่กระสา มาถึงปลายทางแค้มป์แม่เรวา ซึ่งควรจะใช้เวลาในการเดิน 2 ชั่วโมง แต่เราเร่งสปีตกันอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วโมงเศษก็ถึงแค้มป์แม่เรวา ขณะที่ระหว่างทางเสียเวลาเกือบยี่สิบนาที ในการหยุดถ่ายภาพดอกไม้สวยงาม หรือจะพูดจากันชัดเจนอย่างไม่อาย...พักเหนื่อยดมยา แล้วก็ถึงช่วงเวลาแห่งการอร่อยปาก ซึ่งทำให้เราต้องลุ้นและประหลาดใจอยู่เสมอ เมนูจานเด็นสุดๆต้องขอยกให้...ยำผักกูด ที่ช่วยให้มื้อกลางวันของวันนี้ ได้อร่อยกันจนน้ำตารินและเหงื่อไหลพราก จากนั้นก็โยนสัมภาระส่วนตัวเข้าเต้นท์ และถึงกิจกรรมไฮไลท์สำคัญของวัน คือ ไปชม น้ำตกแม่รีวา

โดยไม่ต้องนำสัมภาระติดตัวไปด้วย เพราะต้องกลับมาพักแรมเหมือนเดิม เรายังคงลุยฝ่าเข้าดงไม้ไผ่อีกเช่นเคย แต่ว่าในบริเวณป่าไผ่แถวๆนี้ ละม้ายคล้ายโลเคชั่นหนังจีนซะจริงๆ พอมาแถวที่รกชัฏมากหน่อย จะเห็นร่องลอยการทำกินสัตว์ป่า อย่างเช่น รอยเท้า กองมูล หรือช่องทางที่ใช้เดินเป็นประจำ ต่อเมื่อเห็นพี่อาทิตย์คุ้ยเขี่ยมูลสัตว์ แล้วเอยมาทางพวกเราว่า “กองนี้เป็นขี้ของเสือโคร่งครับ...น่าจะถ่ายเอาไว้เมื่อคืนก่อน เสือโคร่งจะเดินช่วงบ่ายถึงหัวค่ำและเช้ามืด” เมื่อเราได้รับฟังแค่นั้น ก็พากันแห่เข้าไปพิจาณาอย่างถี่ถ้วน ราวกับนั่งดูเพชรนิลจินดาล้ำค่า เราใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมง ก็เดินลงมาตัดที่คลองแม่รีวา ซึ่งเป็นต้นต่อของลำน้ำใสเย็น บางคนก็นั่งพักเมื่อย บ้างก็เติมน้ำไว้ดื่ม หรือถ่ายภาพที่ประทับใจ

ขบวนการเดินป่าหน่อมแน้มของเรา ใช้เวลาเดินดื่มด่ำกับธรรมชาติที่งดงาม กระทั่งเวลาเกือบบ่ายสอง...ถึงเริ่มได้ยินเสียงของน้ำตก ครั้นพอลัดเลาะทางที่หวาดเสียวสักครู่ ก็มาถึงน้ำตกแม่รีวาตอนบ่ายสองกว่า จากนั้นพากันตะกายไต่ตามโขดหิน เพื่อเข้าไปชื่นชมกับน้ำตกอย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นน้ำตกขนาดใหญ่จำนวน 5 ชั้น ลักษณะเป็นสายน้ำจากยอดเขาสูงชัน ไหลทิ้งตัวลงมารวมพักเป็นแอ่ง แล้วค่อยไหลเอื่อยไปตามซอกหิน กลายเป็นธารน้ำที่ไหลเชี่ยวขึ้น นับเป็นอีกมุมหนึ่ง ที่สะท้อนความบริสุทธิ์ของผืนป่า กระทั่งได้การยกย่องจากเอเซียนแมคกาซีน ให้เป็นน้ำตกที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในเอเซีย เราชื่นมื่นจนกระทั่งเวลาล่วงถึงบ่ายสาม แล้วมุ่งเดินกลับมาที่แค้มป์แม่เรวา ในเวลา 16 นาฬากา 10 นาที ซึ่งตามปกติควรใช้เวลาเดินเร็วกว่านี้ แต่เราลั้นลากับน้ำตกแม่รีวานานไปหน่อย

วันนี้รีแรคตัวเองอย่างสบายใจ แล้วก็กะจะพักผ่อนให้เต็มที่ ก่อนที่จะเข้านอนกันแต่หัวค่ำนั้น ทางพี่เจ้าหน้าที่นำทางสั่งการ จะเป็นฉบับปฏิวัติที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ โดยให้เราแยกสัมภาระจำเป็นตอนขากลับ ฝากเอาไว้ที่แค้มป์แม่เรวาเสียก่อน อย่างพวกเสื้อผ้าเปียก...ให้ตากค้างเอาไว้ได้ หรือกระทั่งเต้นท์นอนก็นำไปเพียงบางส่วน ด้วยการเดินป่าในวันรุ่งขึ้นนั้น...หินสุด แล้วหลังจากจัดสัมภาระเสร็จเรียบร้อย งานปาร์ตี้รวมตัวนวดน้ำมันมวย ก็พลั่นได้เริ่มต้นขึ้นอีกครา แล้วก็ทางพี่ตอนอีกแล้วบอกว่า ระหว่างทางที่เดินไปชมน้ำตกนั้น มีพวก เห็บลม อาศัยกันอย่างชุกชุม ซึ่งมักอยู่กันตามขอนไม้หรือตามรอยเท้าสัตว์ ถ้าจะให้ดีควรนำเสื้อผ้าผึ่งกองไฟให้ร้อน และแล้วงานปาร์ตี้น้ำมันของเรา ก็เปลี่ยนเป็นปาร์ตี้ลนเสื้อผ้า ให้ร้อนละอุกันทุกชิ้น เอ่อ!!!สนุกดี...แถมยังอบอุ่นตัวอีกด้วย

ค่ำนี้มีเรื่องเล่ารอบกองไฟ ที่ไม่เหมือนเมื่อคืนก่อน โดยถึงคิวของพี่อาทิตย์บ้างละ เป็นเรื่องของสัตว์ป่าในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ เพราะสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์และหลากหลาย ตลอดจนมีแหล่งน้ำชุ่มช่ำตลอดปี จึงกลายที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหลายชนิด ได้แก่ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่สำรวจพบมี 57 ชนิด 26 วงศ์ เช่น กระทิง วัวแดง เสือโคร่ง เสือดาว เสือแดง เสือดาว หมีควาย หมีหมา นาก จำนวนนั้นพบสัตว์ป่าสงวน 3 ชนิด คือ สมเร็จ เลียงผา เก้อหม้อ สัตว์จำพวกนกพบมากถึง 305 ชนิด 53 วงศ์ แล้วมีนกที่หายาก เช่น นกเงือกคอแดง นกกาฮัง นกกระเต็นขาวดำใหญ่ สัตว์เลื้อยคลานพบประมาณ 22 ชนิด 11 วงศ์ เช่น เต่าหก เต่าเดือย เต่าเหลือง เหี้ย ตะกวด งูเห่า งูแมวเซา งูจงอาง และสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกพบถึง 7 ชนิด 4 วงศ์ เช่น อึ่งกรายลายจุด อึ่งข้างดำ กบห้วยขาปุ่ม กบทูด เขียดจิก

พี่อาทิตย์มาเจาะลึกเรื่องเสือโคร่ง ว่า “เสือโคร่งในประเทศไทยตอนนี้ เหลือพื้นที่ที่อาศัยอยู่ในป่าจริงๆประมาณ 3 แห่ง ที่มีมากที่สุดอยู่ในบริเวณห้วยขาแข้ง แล้วรองลงมาเป็นทุ่งใหญ่นเรศวร อีกที่หนึ่งเป็นทางผืนป่าทับลาน ดงพญาเย็น และแก่งกระจาน อำเภอกุยบุรี แม้เขาใหญ่จะสมบูรณ์มากก็ตาม...แต่ไม่มี เสือโคร่งส่วนใหญ่จะอยู่ตัวเดียว นอกจากในช่วงฤดูผสมพันธุ์ หรือไม่ก็เป็นช่วงที่ยังมีลูกอ่อน จะมาอยู่กันเป็นครอบครัวน่ารัก แต่เมื่อไหร่ที่ลูกโตเต็มวัย จะต่างแยกตัวออกอยู่เดี่ยวอีกครั้ง ระยะ 1-2 ปีก็สามารถแยกตัวออกได้แล้ว เสือโคร่งที่สมบูรณ์เพศจริงๆประมาณ 2-3 ปีครับ

...แต่มีปัจจัยอื่นๆที่นำมาซึ่งการผสมพันธุ์ อาทิ พื้นที่ที่อยู่อาศัย...หากเป็นพื้นที่ป่าที่มีการรบกวน หรืออาหารไม่มีความอุดมสมบูรณ์ เสือโคร่งจะไม่ค่อยมาผสมพันธุ์กัน เพราะหากผสมพันธุ์ไปแล้ว เกิดมีปริมาณอาหารไม่เพียงพอ ต่อการเลี้ยงตนเองและลูก นับเป็นโอกาสที่ค่อนข้างจะซุ่มเสี่ยง ซึ่งอาหารควรมีประมาณ 20 กิโลกรัมต่อวันต่อหนึ่งตัว หากในช่วงที่มีการผสมพันธุ์ จะมีความต้องการมากกว่านั้นอีก จากการศึกษาวิจัยห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่นเรศวร พบว่า เสือโคร่งตัวผู้ตัวหนึ่ง จะสร้างอาณาเขตของตัวเองประมาณ 2-3 ร้อยตารางกิโลเมตร ส่วนเสือโคร่งตัวเมียประมาณ 60-80 ตารางกิโลเมตร

...โดยมีการเดินวงรอบครบในหนึ่งเดือน พร้อมกับทำการสเปรย์ ขีดข่วนเป็นรอย หรือถ่ายมูลเอาไว้ ในระหว่างที่เดินไปตามถิ่นอาศัยของตน จะทำการสเปย์กันทั้งวัน แต่จะมีระยะห่างหรือจุดประจำ ส่วนมูลที่ถ่ายออกมาก็เช่นกัน จะถ่ายตามรายทางในถิ่นอาศัย สำหรับรอยขีดข่วน จะบ่งบอกสภาพพื้นที่ที่อาศัย ส่วนใหญ่จะข่วนบริเวณที่เป็นป่าโล่ง บางครั้งจะไม่ขีดข่วนเพียงอย่างเดียว อาจมีการสเปย์ไปที่รอยข่วนขีดด้วย และร่องรอยข่วนจะบ่งขนาดรอยเท้าเสือได้ ในการสร้างอาณาเขตของเสือโคร่งนั้น จะขึ้นอยู่กับปัจจัยของเหยื่อ ที่มีการอพยพย้ายถิ่น หรือสภาพพื้นที่อยู่อาศัย อย่างแหล่งน้ำ สภาพผืนป่า

...ยามที่เสือโคร่งเติบโตเต็มวัยแล้ว ส่วนใหญ่จะมีพื้นที่หากินของตัวเองเป็นหลัก ในการที่จะอพยพย้ายถิ่น หรือการหาถิ่นคลอบครองใหม่ จะเป็นเรื่องของเสือโคร่งวัยหนุ่มมากกว่า ซึ่งจะยังไม่มีพื้นที่อาศัยเป็นของตัวเอง แล้วโอกาสในการจะพบกับเจ้าถิ่น ช่วงที่กำลังเดินหาถิ่นของตนเองนั้น ก็มีส่วนที่ได้พบเจอกันบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีการต่อสู้รุนแรงนัก ด้วยรู้ว่า เป็นถิ่นอาศัยของใครของมัน เสือต่างชนิดอยู่ในพื้นที่ของเสือโคร่งได้ อย่างเสือดาว เสือลายเมฆ เสือไฟ เพราะช่วงอายุของเหยื่อนั้น จะเป็นตัวกำหนดประเภทของเสือ ตัวอย่างเสือดาวจะล่าเหยื่อ ที่มีอายุตั้งแต่เริ่มโตจนถึงยังไม่โตเต็มวัย

...แต่ถ้าเป็นเสือโคร่งจะล่าเหยื่อ สัตว์กีบพวกวัวแดง กระทิง เก้ง กวาง หมูป่า ซึ่งต้องเติบโตเต็มวัยไปแล้ว ดังนั้นการที่อาหารของเสือแตกต่างกัน ทำให้เสือต่างชนิดมาอยู่ร่วมกันได้ นกเงือกเป็นดัชนีวัดความสมบูรณ์ทางอาการฉันใด เสือโคร่งก็เป็นดัชนีวัดความสมบูรณ์ภาคพื้นดินฉันนั้น โดยอยู่ในชั้นบนสุดของปิรามิตห่วงโซ่อาหาร ฉะนั้นเสือโคร่งจึงเป็นตัวควบคุม อย่างแรกเลย คือ ปริมาณสัตว์ป่า อย่างที่สองเป็นการควบคุมสายพันธุ์ ซึ่งสัตว์ที่อ่อนแอจะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ การล่าเหยื่อของเสือโคร่ง จะต้องมีความมั่นใจในแต่ละครั้ง เพราะการล่าไม่ได้สำเร็จทุกครั้งไป จำนวนหนึ่งในยี่สิบครั้งที่ล่าสำเร็จได้

...การล่าเหยื่อจึงต้องมีการระวังตัวอย่างมาก โดยจะล่าเหยื่อตัวที่เลือกสรรค์ไว้แล้ว ด้วยโอกาสที่เกิดการพลาดพลั้งหรือบาดเจ็บ...มีสูง หากมีการบาดเจ็บขึ้นมาเมื่อใด โอกาสต่อไปที่จะปกป้องถิ่นอาศัย จากเสือโคร่งหนุ่มที่กำลังเสาะหาถิ่น จะกระทำได้น้อยหรืออาจสูญเสียถิ่นอาศัย กระทั่งอาจถูกทำร้ายจนเสียแก่ชีวิตได้ ส่วนใหญ่เสือโคร่งเวลาล่าเหยื่อนั้น จะกัดในส่วนของบริเวณต้นคอ ปาก หรือคอหอย เพื่อทำให้เหยื่อขาดใจตายโดยเร็ว การกัดบริเวณต่างๆที่กล่าวมา ยังเป็นการป้องกันร่างกายของเสือโคร่ง ที่ไม่ให้ไปโดนเขาสัตว์ขวิด หรือโดนเล็บเท้าขีดข่วน”

นับเป็นสัตว์ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง แต่ว่า เราก็มิได้เกรงกลัวเท่าไหร่นัก เพราะมีเสือนักข่าวคร๊อกๆฟี้...นอนใกล้ตลอดคืน ที่สำคัญการมากินนอนกลางป่านั้น เรานั่นแหละ...กลายเป็นสิ่งแปลกปลอมอย่างหนึ่ง ที่มายุ่มย่ามในถิ่นอาศัยส่วนตัวของเขา แล้วเราก็ไม่ใช่อาหารจานเด็ดอีกด้วย ซึ่งพอตื่นมารับแสงอรุณของวันใหม่ ก็ต้องมีการทำใจอย่างหนักไว้ก่อน เพราะหนทางเดินป่านับต่อแต่นี้...สาหัสเหลือประมาณ ด้วยต้องมีการเดินเท้ากันทั้งวัน แล้วเส้นทางก็ชันในระดับ 340 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ไล่จนกระทั่งขึ้นไปถึงระดับ 1,964 เมตร ซึ่งเป็นเส้นทางที่ต้องไต่ระดับตั้งแต่ 20 องศา ไปจนกระทั่งถึง 40-60 องศาเลยทีเดียว

เริ่มเดินห่างจากแคมป์แม่เรวา ในเวลาประมาณ 7 นาฬิกา 30 นาที แล้วเดินห่างต่อไปอีก 45 นาที ก็ได้แยกออกเป็นสองกลุ่ม เหมือนนักร้องแยกวงเมื่อดัง ไม่เหมือนตอนที่ออกตอนเช้า จะอยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา กลุ่มแรกมีพี่อาทิตย์นำหน้าพวกนักข่าว แต่มีก็ อ้วน-ศรัณยา หญิงเหล็กมาร่วมทางด้วยคน กลุ่มที่เดินตามหลังซึ่งมีพี่ตอนปิดท้าย เป็น วิเวียน-ปิติญา น้องสาวคนเล็ก ตามด้วย ชาติ-ภคพล แอ้ทท์-วรวิท และ ครุฑ-ปิยครุฑ แล้วก็หนุ่มคนนี้แหละครับ แม้จะมีประสบการณ์กับทริปก่อน แต่ก็หวังความช่วยเหลือไม่ค่อยได้ เพราะเอาแค่ตัวเองรอด...ก็บุญแล้ว เมื่อเวลาผ่านไปถึง 11 นาฬิกา 15 นาที เรากลับมาร่วมตัวทานอาหารกลางวัน ซึ่งแต่ละคนนำติดตัวมาด้วย แต่ก็ทานไม่ลงด้วยเหน็ดเหนื่อยที่สุด

จากนั้นขบวนแรกจำต้องล่วงหน้าไป ซึ่งขณะนี้สะสมระยะทางได้เพียง 1 กิโลเมตร จากระยะทางทั้งหมด 8 กิโลเมตร เฮ้อ!!!ไม่รู้จะจดจำให้ท้อใจไปทำไม แล้วพอเราเดินเท้ามาได้อีก 2 กิโลเมตร ผมก็เดินเดี่ยวออกห่างจากขบวนแรก ด้วยก้าวเท้าไปได้ไม่เกินสิบก้าว ต้องยืนนิ่งให้กล้ามเนื้อคลายเสียก่อน เพราะเกรงว่า หากฝืนตามเจ้าหน้าที่หรือพี่ๆลูกหาบ อาจมีการนอนสลบระหว่างทางแน่ ด้วยพวกเขามีความอึดอดทน ที่ถ่ายทอดมาทางดีเอ็นเอ แล้วก็เริ่มใช้วิธีการเดินตามที่ อ้วน-ศรัณยา บอกไว้ว่า การเดินป่าเหมือนการเจริญสติหรือเดินจงกลม...ซ้ายก้าวหนอขวาย่างหนอ เอ่อ!!!ช่วยผ่อนคลายได้บ้างเหมือนกัน

ก็อย่างที่เจ้าหน้าที่กำชับทุกคนว่า ทุกคนไม่ต้องรีบร้อนมาก เดินไปพักไปพรางก็ได้ ด้วยเป็นการเดินขึ้นเขาที่หนักที่สุด มีทางขึ้นชันที่สุดประมาณ 60 องศา ซึ่งอาจต้องใช้ทั้งมือและเท้าช่วยจิกขึ้นไป โดยสรุปแล้วจะมีทางชันมากๆเป็นช่วงๆ สลับกับทางลาดให้เดินได้นิดหน่อย หลังจากที่พลิกแพลงการเดินเฉพาะตัว จากที่เดินรั้งท้ายขบวนแรกมาพักหนึ่ง ก็กลับเข้ามาอยู่ในขบวนได้สำเร็จ หากที่แท้แล้วทุกคนกำลังนั่งรออยู่ เลยเดินเลี่ยงไปนั่งพักข้างพี่ๆลูกหาบ พร้อมกับไถ่ถามเคล็ดลับการแบกสิ่งของ

ซึ่งทาง พี่เอ พี่ปู พี่เฟย ช่วยกันอธิบาย ว่า “การหาบสิ่งของด้วยถุงกระสอบ กับหาบด้วยตะกร้าไม้ไผ่สาน จะขึ้นอยู่กับพี้นที่ที่เดินป่าด้วยครับ อย่างแถวภูกระดึง ที่มีพื้นที่โล่งหน่อย จะหาบสิ่งของแบบมีคานไม้สอด ส่วนที่ภูสอยดาวทางชันหน่อย จะหาบด้วยกระสอบใส่สัมภาระ ส่วนภายในผืนป่าอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ หาบด้วยตะกร้าช่วยผ่อนแรงได้เยอะกว่า เพราะได้ใช้ทั้งหัวและไหล่...เป็นตัวช่วยเฉลี่ยน้ำหนัก เพราะเส้นทางการเดินป่า ในแต่ละแห่งไม่เหมือนกัน

...การกำหนดน้ำหนักสิ่งของให้ลูกหาบ ก็มีความแตกต่างกันไปด้วย ที่อุทยานแห่งชาติฯกำหนดน้ำหนักสัมภาระ ที่ให้ลูกหาบได้หาบไม่เกิน 20 กิโลกรัมต่อคน เพราะต้องเดินทางในระยะไกลกันมาก ไม่เหมือนกับแถวภูกระดึง สามารถหาบขึ้นลงหรือเร่งทำเที่ยวได้ หรือในบางครั้งตอนหาบขึ้นไปแล้ว ระหว่างทางยังหาลูกค้า หาบของลงมาได้อีกด้วย เรียกว่า หาบของวนไปวนมา ได้หลายรอบต่อหนึ่งวัน แต่การหาบของของลูกหาบในอุทยานฯนี้ จะเดินหาบของไปทั้งวัน กว่าจะเสร็จสิ้นทริป”

(โปรดอ่านต่อฉบับหน้า)