จินตนาการแห่งชีวิต

อิเลียนอร์ ฟาร์เจิน เขียน รัตนา รัตนดิลกชัย แปล
หนังสือคือแสงจันทร์

นิทานเหมือนช่อดอกไม้ ไม่ว่าจะอยู่ในอารมณ์แบบใด ดอกไม้ย่อมให้ความสดชื่นแก่ผู้พบเห็น ช่วยผ่อนคลายใจที่ขึ้งเครียดโศกเศร้า ความสุขจากการอ่านนิทานชั้นดีเหมือนได้กินอาหารรสวิเศษ เพราะนิทานอยู่ในห้วงคำนึงของเราทุกคน

จินตนาการแห่งชีวิต หนังสือรวมนิทาน 27 เรื่อง อิเลียนอร์ ฟาร์เจิน เขียน รัตนา รัตนดิลกชัย แปล สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2540

อิเลียนอร์ ฟาร์เจิน เป็นนักเขียนและกวีชาวอังกฤษ เธอเกิดในกรุงลอนดอน เมื่อ พ.ศ.-2424 บิดาของเธอเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง อิเลียนอร์ไม่เคยเข้าเรียนในโรงเรียนใด เธอกับพี่ชายเริ่มหัดเขียนเรื่องสั้นและบทกวีอ่านกันเอง ผลงานเขียนเล่มแรกของอิเลียนอร์ ชื่อ บทเพลงแห่งกรุงลอนดอน ซึ่งบรรยายถึงสถานที่และชื่อต่างๆในนครหลวงแห่งนี้ หนังสือเล่มนี้พิมพ์ ใน พ.ศ.2504

อิเลียนอร์ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเขียนเรื่องสำหรับเด็กดีเด่น เธอเขียนเรื่องสำหรับเด็กไว้มาก เช่น เรื่อง จิมมุมห้อง เกือกแก้ว มาร์ติน พิพพิน ในทุ่งดอกเดซี่ เป็นต้น นอกจากนี้เธอแต่งบทกวีสำหรับเด็กไว้รวม 30 เล่ม

หนังสือ จินตนาการแห่งชีวิต ได้รับรางวัล ๔ รางวัล คือ รางวัลฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน รางวัลเหรียญคาร์เนกี้ (รางวัลหนังสือเด็กดีเด่นที่เขียนโดยชาวอังกฤษ) รางวัลลูอิส คาร์รอล เชลฟ์ (เจ้าของบทประพันธ์อลิซผจญภัยในแดนมหัศจรรย์) และรางวัลเหรียญเรจินา (ของสมาคมห้องสมุดคาทอลิก)

นิทานทั้ง 27 เรื่องในเล่มถอดแบบมาจากชีวิตมนุษย์ เรื่องความรัก ความโลภ ความโกรธ และ ความหลง และแน่นอนว่าต้องมีเรื่องอัศจรรย์ เวทมนตร์และสิ่งที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตจริง อิเลียนอร์เขียนเล่าบรรยาย รายละเอียดต่างๆทำให้เห็นภาพชัดเจนเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก เธอเขียนอย่างพิถีพิถันไม่เพิกเฉยกับสิ่งหนึ่งสิ่งใด เรื่องเล่าของเธอจึงสมบูรณ์และงดงามควรค่าแก่การจำจดไว้เล่าต่อๆกันไป เฉกเช่นกับนิทานของ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน ที่กลายเป็นนิทานของเด็กๆทั่วทุกมุมโลก อิเลียนอร์กล่าวว่า

"จินตนาการแห่งชีวิต ไม่ใช่เรื่องเพียงเรื่องเดียว หากแต่เป็นเรื่องราวทั้งหมด 24 เรื่อง ซึ่งฉันค่อยๆเขียนเก็บไว้นานกว่า 30 ปี ฉันรวบรวมมันมาจากข้อมูลต่างๆนานา โน่นนิด นี่หน่อย แล้วก็เขียนคำนำเพื่ออธิบายถึงความหลากหลายของมันอีกเล็กน้อย ส่วนใหญ่ของเมล็ดพันธุ์ที่งอกงามกลายมาเป็นเรื่องทั้ง 27 นี้ฉันไม่รู้ว่ามันมาจากไหน ไม่รู้ว่ามันจะไปไหน แต่มันได้ตกลงในผืนดินอันอุดมสมบูรณ์ของจินตนาการที่ไม่อาจจำแนกแยกธาตุได้เลย ทว่า ก็มีบ้างที่ฉันจับต้องสัมผัสได้"

ใครเล่าจะบอกได้ว่าแท้จริงแล้วความนึกและถ้อยคำต่างๆมันมาได้อย่างไร แม้ว่าบางเรื่องอาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ที่เราเคยพบเห็นเคยได้ยิน หลังจากนั้นจินตนาการ ความฝันของผู้เขียนก็จะเริ่มเสกเป่าสายลมในจินตนาการให้ก่อเกิดเป็นเมฆก้อนใหญ่ แล้วโปรยปรายลงมาเป็นเรื่องสนุกสนาน ทั้งคุณค่าของมันก็จะเริ่มปรากฏเป็นที่รู้จักเมื่อมีคนอ่านต่อๆกันไป

เราเชื่อกันว่านิทานคือเรื่องของเด็ก เด็กเท่านั้นจึงจะเหมาะกับการฟังและอ่านนิทาน หนังสือ จินตนาการแห่งชีวิต จะทำให้ความเชื่อเดิมเปลี่ยนไป วันอ่านหนังสือวันหนึ่งนั้น จินตนาการแห่งชีวิต จะช่วยให้เราพักผ่อนอย่างเพลิดเพลิน นิทานหลายเรื่องยืดยาวกว่านิทานทั่วๆไป เนื้อเรื่องที่ยาวขึ้น คือการทวนซ้ำความมหัศจรรย์และความศรัทธาต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ทำให้หัวใจคนอ่านอุ่นวาบขึ้นอย่างมีความสุขเมื่อรับรู้ถึงความดีความงามในนิทาน นิทานยังสนุกสนานตื่นเต้นและปลุกเร้าการผจญภัยขึ้นอีกครั้ง

นิทานไม่ปล่อยให้ผู้อ่านเดียวดาย ความสุขเหนือจริงในนิทานจะช่วยลบรอยบาดแผลเหมือนเป็นยาวิเศษให้แก่หัวใจ นิทานในหนังสือจินตนาการแห่งชีวิตที่จะทำให้อิ่มใจ แม้หลายเรื่องจะค่อนข้างจะเศร้า แต่ก็แฝงด้วยความใฝ่ฝันและความศรัทธาในหัวใจคน เช่น ปาฏิหาริย์บนเกาะกันดาร ชาวนาผู้ใจดี และหนูน้อยผู้จุมพิตต้นพีช

ฉันขอเล่าเรื่องย่อๆของ ปาฏิหาริย์บนเกาะกันดาร เรื่องนี้มีส่วนผสมผสานของความเศร้าอ่อนหวาน และพลังของความเมตตา เรื่องมีอยู่ว่า ราชินีทรงมีเกาะแสนสบายส่วนพระองค์อยู่เกาะหนึ่งตั้งอยู่กลางทะเลห่างฝั่งออกไปเล็กน้อย ไม่ต้องบรรยายหรือเห็นด้วยตาใครๆก็จะบอกได้ว่า เกาะแสนสุขของราชินีนั้นย่อมสวยงาม เพียบพร้อมไปด้วยข้าวของเครื่องใช้หรูหรา อาหารการกินก็เหลือเฟือ ราชินีเสด็จมาพักผ่อนบนเกาะด้วยเรือพระที่นั่งสีทอง ซึ่งมีธงชัยผ้าไหมโบกสะบัด และไม่ไกลจากเกาะแสนสบายของพระราชินียังมีเกาะแห้งแล้งกันดารอยู่หนึ่งเกาะ

"ไกลออกไปในทะเล ยังมีเกาะแสนกันดารอันเป็นชุมชนชาวประมงอยู่เกาะหนึ่ง ที่นี่ไร้ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ใดๆทั้งสิ้น การดำรงชีวิตอยู่นัยเป็นสงครามอันหนักหนาสาหัสทีเดียว พื้นดินบนเกาะแห้งแล้งมีแต่ก้อนหิน โคลนตม หญ้าแทบไม่มีเห็น และไม่มีต้นไม้ พุ่มไม้ หรือดอกไม้อยู่เลย จริงซี! ยังมีไม้ดอกขึ้นอยู่ต้นหนึ่ง" กอกุหลาบดอกสีขาวเก้าดอกหอมละมุนอยู่หลังโบสถ์ กุหลาบคือความชื่นใจเพียงอย่างเดียวของชาวเกาะกันดาร

เย็นวันหนึ่งขณะที่ราชินีมาพักผ่อนบนเกาะแสนสบาย พระองค์ทอดพระเนตรเห็นภาพผู้หญิงชาวเกาะ สวมเสื้อผ้าซอมซ่อแบกกระบุง เดินข้ามสันทรายอย่างรีบเร่งจากแผ่นดินใหญ่ก่อนที่น้ำจะขึ้นท่วมทางเดิน พระราชินีไม่สบายพระทัยเลย พระองค์ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีคนยากจนอยู่บนเกาะที่ดูเหมือนก้อนหินเดียวดายแห่งนี้ ราชินีตัดสินพระทัยไปเยี่ยมชาวเกาะทันที ชาวเกาะกันดารตื่นเต้นดีใจมากจัดเตรียมการต้อนรับเท่าที่พวกเขาจะทำได้

กุหลาบสีขาวที่กำลังบานหอมกรุ่น ชาวเกาะคาดหวังให้พระราชินีได้เห็นดอกไม้สวยงามน่ารัก บังเอิญว่ากลางคืนนั้นฝนตกหนัก ทำให้มีแอ่งน้ำบนทางที่พระราชินีจะเสด็จ หญิงสาวคนหนึ่งชื่อลอยส์น้อย เธอเป็นเจ้าของกอกุหลาบขาว จึงตัดสินใจถอนกุหลาบทั้งกอ...ใบกุหลาบ กลีบดอกสีขาวทั้งเก้าดอกและกิ่งก้านช่วยแอ่งน้ำตื้นเขิน ไม่มีใครตำหนิลอยส์น้อยเลย เพราะทุกคนไม่ต้องการให้พระราชินีดำเนินไปบนแอ่งน้ำเปียกแฉะ ราชินีเสด็จกลับไปพร้อมมีพระราชดำริจะช่วยเหลือชาวเกาะมากมาย

โลกมีความเศร้าหมองเสมอ พระราชินีสวรรคต...

"เมื่อทำการฝังพระศพ พวกเขาก็ได้ฝังพระองค์ไปพร้อมกับน้ำพระเนตรซึ่งยังเอ่อท้นอยู่ในพระหทัยและพระเนตรนับแต่คราวเสด็จไปเยือนเกาะกันดาร ไม่มีผู้ใดซับน้ำพระเนตรนี้ได้"

นิทานจะช่วยเปิดประตูความสุข เพราะอย่างนั้นจึงมีเรื่องปาฏิหาริย์เกิดขึ้นเสมอโดยไม่มีเหตุผล แม้พระราชินีจะสวรรคตไปแล้ว ตอนจบเรื่องแม้พระองค์จะไม่สามารถช่วยให้ชาวเกาะสุขสบายขึ้นได้ แต่พระองค์ก็ทรงปกป้องให้ชาวเกาะปลอดภัยจากพายุและกระแสน้ำเชี่ยวกราก กลีบกุหลาบและใบมากมาย

คลื่นกลีบกุหลาบทอดยาวจากเกาะหนึ่งไปถึงอีกเกาะหนึ่ง ชาวเกาะได้เดินเท้าพ้นน้ำไปหาครอบครัว

นิทานของ อิเลียนอร์ ฟาร์เจิน มีความสมจริงพอเหมาะกับพรายฟองของเรื่องอัศจรรย์ ตัวละครเนื้อเรื่อง และการบรรยาย จึงกลายเป็นเหลี่ยมมุมวิเศษซึ่งส่องประกายระยิบระยับดังแสงดาวแสนงามในคืนเดือนแรมที่ดาวพร่างพราวเกลื่อนฟ้า

นอกจากความอบอุ่นซาบซึ้งใจแล้ว และปาฏิหาริย์แล้ว ในนิทานทั้ง 27 เรื่อง ยังเล่าถึงเรื่องการเกื้อกูลและศีลธรรมซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการอยู่ร่วมกันในสังคมมนุษย์ บางเรื่องก็เหมือนท่วงทำนองของบทเพลงสบายๆเพลงหนึ่งที่จะพาผู้อ่านลอยละล่อง เริงระบำไปยังดินแดนแสนไกล จากเรื่อง ป่า-ตะวันตก ช่างตัดเสื้อน้อย และแพนนีชิส เพราะ อิเลียนอร์ ฟาร์เจิน เป็นกวี จึงมีบทกวีอ่อนหวานอยู่ในนิทานของเธอ

"ฉันรู้ว่าเธอนั้นอ่อนหวาน

ยิ่งกว่าทุ่งหญ้าเดือนมิถุนา

และสุกใสดังดาวเด่น

ที่กะพริบพรายกับจันทรา

ฉันคะนึงหาท้องทุ่งหญ้า

และฝันถึงดวงดารา

แม้จะรู้น้อยนิดเหลือเกินว่า

เธอนั้นหนา-คือใคร"

หลายเรื่องดูเหมือนจะเรียบง่ายธรรมดา ความเรียบง่ายนั้นกลายเป็นสิ่งพิเศษทันทีจากการความสามารถในการประพันธ์ของเธอ เช่นเรื่องปลาทอง ดอกไม้ไร้นาม ช่างตัดเสื้อน้อย เจ้าหญิงองค์ที่ 7 เรื่องปลาทอง ปลาทองตัวหนึ่งหลงรักดวงจันทร์ที่เขาเข้าใจว่าเป็นปลาตัวหนึ่ง และยังอยากครอบครองดวงอาทิตย์ ปลาทองอยากเรียนรู้โลก เฝ้าฝันจะผจญโลกกว้าง และหลงคิดว่าตนเองรู้จักโลกมากกว่าใครอื่น

"เจ้าปลาทองทิ้งตัวให้จมดิ่งลงก้นมหาสมุทรเหมือนหินสีทองก้อนเล็กๆ มันนอนร้องไห้ด้วยดวงใจแตกสลายอยู่ ณ ที่นั่นเป็นอาทิตย์ เรื่องที่เรือบอกเล่านั้นเกินกว่าที่มันจะสามารถเข้าใจได้ หากแต่มันก็ยังคงร้อนรุ่มปรารถนาอยากจะครอบครองดวงจันทร์ อยากจะเป็นปลาที่ยิ่งใหญ่กว่าดวงอาทิตย์"

ปลาทองคือผู้ไม่รู้จักตน ไม่รู้โลก เหมือนกบในกะลาที่เรารู้จักกันดี และเรื่อง ห้องของหญิงสาว หญิงสาวขอพรให้เทพธิดาเปลี่ยนห้องเป็นสีนั่นสีนี่ สุดท้ายก็ไม่มีห้องใดให้เธออาศัยอยู่ นี่คือการไม่รู้จักตนเอง ไม่พึงใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่แล้ว เรื่องของคนโลภมักจะจบลงโดยที่ไม่เหลือสิ่งใดเลย

ความโลภของคนในสังคมก็เฉกเช่นกัน ใครๆย่อมรู้ว่าหากโลภมากเกินไป สักวันหนึ่งชีวิตอาจพังพินาศ ไม่ใช่เพียงเรื่องเงินทอง ความโลภจะทำให้ผู้คนรอบตัวเกลียดชังไม่คบหาเราด้วย หากขาดมิตรและไร้เพื่อนแล้วก็จะยิ่งกลายเป็นคนโดดเดี่ยวแห้งแล้ง

นิทานปลูกความฝัน ความรื่นเริง ความสนุกสนานและเต็มไปด้วยเรื่องเหลือเชื่อ และความรู้สึกเหล่านี้ล้วนมีอยู่ล้นเหลือในวัยเยาว์ และจะเป็นเหมือนเงาในวันที่เด็กๆเติบโตขึ้น ดวงตะเกียงวิเศษแห่งความใฝ่ฝันนี้จะไม่มีวันมอดแสง เป็นความทรงจำแสนสุขสีทองที่จะส่องสว่างวิบวับอยู่ตลอดกาล

ความทรงจำแสนสุขตลอดกาลนี้มีอยู่ในเรื่อง นกคู่รัก เรื่องเล่าว่ามีเด็กหญิงคนหนึ่งที่ชื่อ ซูซาน บราวน์ อายุประมาณ 9 ขวบ เธอขายเชือกรองเท้า และมียายเฒ่ายิปซีชื่อ ดินาห์ อายุของแกนั้นมากจนนับไม่ไหว ยายเฒ่ามีนกคู่รัก อยู่ในกรงคู่หนึ่ง ทั้งสองนั่งอยู่หน้าโรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง

แม่เฒ่าขายความอยากรู้อยากเห็น ที่เรียกว่า "คำทำนายโชคชะตา" นางให้นกเป็นผู้เลือกคำทำนาย

"นกคู่รักคู่นี้เป็นนกที่มหัศจรรย์อย่างยิ่ง! พวกมันไม่เพียงแต่มองดูน่ามหัศจรรย์ด้วยขนสีเขียวใบหญ้าอันเรียบลื่น กับขนหางสีฟ้าทิ้งชายยาวเท่านั้น หากแต่ยังน่ามหัศจรรย์ที่สามารถทำนายโชคชะตาให้เราได้ในราคาเพียง 1 เพนนีอีกด้วย เธอไม่มีทางจะไปหาโชคชะตาราคาถูกกว่านี้ได้ที่ไหนหรอก"

ซูซาน บราว์ เห็นเด็กๆมาขอซื้อคำทำนายกันทุกๆวัน เธอเองก็ปรารถนาเหลือเกินที่จะซื้อคำทำนายบ้าง แต่เพราะความยากจนเด็กหญิงจึงได้แต่เฝ้ามองและฟังคำทำนายของเด็กนักเรียน กระทั่งวันหนึ่งยายเฒ่านั่งโงกหลับในแสงแดด บางสิ่งวิเศษก็เกิดขึ้น ประตูกรงเปิดแง้มทิ้งไว้ นกตัวหนึ่งออกจากกรงแล้วเดินไปบนถนน ซูซาน บราว์ ใจเต้น นั่งจ้องนกน้อยตัวนั้น และทันใดก็มีเจ้าแมวตัวหนึ่งอยู่ริมถนนใกล้ๆนก ซูซาน บราว์ สะดุ้ง เธอกระโจนไปจับนก เจ้านกเกาะบนนิ้วของเธอ สิ่งวิเศษสุดได้เกิดขึ้นกับเด็กหญิงแล้ว และยังเกิดขึ้นอีก

"เจ้านกคู่รักก็ยื่นจะงอยปากออกไปจิกกระดาษสีชมพูทำนายโชคชะตาแผ่นหนึ่งขึ้นมาส่งให้ซูซาน"

ซูซานเก็บใบทำนายไว้จนตราบชั่วชีวิต ตอนกลางวันเธอใส่มันไว้ในกระโปรง กลางคืนใส่ไว้ใต้หมอน และเธออ่านมันไม่ออก...

"แต่มันเป็นคำทำนายสีกุหลาบ ซึ่งเธอไม่ต้องหาซื้อ"

นิทานเปรียบดั่งลำธารทองคำ จินตนาการแห่งชีวิต คือลำธารแห่งนั้นที่ไหลรินจากขุนเขา จินตนาการ มีปลาความหวังแหวกว่าย น้ำสีทองในลำธาร สะท้อนแสงแดดยามกลางวัน แสงจันทร์ยามค่ำคืนและคลอทำนองไปกับสายลมแผ่วผิวชั่วนิรันดร์ เพราะโลกนี้มีเด็กๆและผู้ใหญ่หัวใจงาม