เยือนขอนแก่น ตามรอยขอนแก่นเกมส์

เที่ยวทั่วไทย
ช่างภาพ: 

วันที่นิตยสารหญิงไทยฉบับนี้วางตลาด พิธีเปิด "ขอนแก่นเกมส์" การแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 40 ซึ่งจัดขึ้นในจังหวัดขอนแก่นเป็นครั้งที่สอง ณ สนามกีฬากลางจังหวัดขอนแก่น เพิ่งผ่านพ้นไปเพียงยี่สิบกว่าวันค่ะ กลิ่นไอที่กระตุ้นนักท่องเที่ยวให้ไปเที่ยวแดนดอกคูณแห่งนี้จึงยังคงคึกคักคึกครื้นอยู่ สมกับจุดเด่นทางการท่องเที่ยวที่ว่า "ร้อยแก่นสารสินธุ์...แหล่งเรียนรู้ อู่อารยธรรมใจกลางอีสาน"

สิ่งแรกที่เจสสิก้าต้องทำเมื่อสัญจรไปแต่ละจังหวัด คือการไปสักการะ "ศาลหลักเมือง"สถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่เคารพสักการะของชาวเมืองค่ะ ศาลหลักเมืองของทุกเมืองมักตั้งอยู่ใจกลางเมือง ที่จังหวัดขอนแก่นก็เช่นกัน เมื่อเราเลี้ยวรถผ่านหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล (รูปทรงและการตกแต่งด้วยผ้าสีขาวให้มองดูคล้ายการสานไม้ไผ่เป็นกระติ๊บข้าวเหนียวสวยงามแปลกตา)เข้ามา ที่ศาลาสุขใจ ถนนเทพารักษ์หน้าเทศบาลขอนแก่น เลี้ยวขวาตรงสถานีดับเพลง เราก็จอดรถตรงหน้าลานจอด บริเวณศาล ลงไปสักการะและชื่นชมทัศนียภาพโดยรอบได้เลยค่ะ

ตามประวัติของศาลเจ้าพ่อหลักเมืองขอนแก่นกล่าวว่า.... เดิมแท้อยู่บ้านโนนเมือง อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ซึ่งอยู่ห่างจากตัวอำเภอชุมแพ เป็นระยะทาง 1 ก.ม. บริเวณโดยรอบเป็นเนินดินสูงมีพื้นที่ประมาณ 20 ไร่ ล้อมรอบด้วยคลองสองชั้นมีสะพานข้ามและมีทางเข้าออกทางเดียว ชาวอำเภอชุมแพ เรียกพื้นที่ตรงนี้ว่า "กู่" ก่อนจะไปถึงกู่จะมีรูปพระนอนสลักลงบนหิน ปัจจุบันบริเวณนี้เป็นวัดป่า เมื่อปี พ.ศ.2498 ประมาณเดือน 4 ได้มีคนแก่มากราบเรียนท่านเจ้าคุณ พระราชสารธรรมมุนี(หลวงพ่อกัณหา) เจ้าคุณเจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น วัดศรีนวล เขาเล่าให้ฟังว่ามีอยู่วันหนึ่งเขาได้ไปนอนพักที่โรงนาฝันประหลาดว่าเห็นคนแก่นุ่งห่ม ชุดขาวบ่นว่า "อยากจะไปอยู่ในเมือง" คืนที่สองฝันอีกว่า "อยากจะไปอยู่ในเมือง" และพูดต่อว่า "อยากจะไปอยู่เป็นมิ่งขวัญของเมือง" พอคืนที่สามก็ได้ฝันลักษณะเดิมอีก จากนั้นพอตื่นขึ้นก็รู้สึกว่าร้อนรนอยู่ไม่ได้นอนไม่ได้ ไม่รู้จะไปปรึกษาใคร ก็เลยเดินทางเข้าในเมืองมาเล่าความฝันให้ท่านเจ้าคุณฟัง และท่านเจ้าคุณได้ถามว่า "ลักษณะตรงนั้นเป็นอย่างไร" คนแก่ตอบว่า "ลักษณะตรงนั้นเป็นกู่เก่า มีป่าขนาดใหญ่ ต้นไม้ขึ้นหนาทึบมีเสาหิน และใบเสมาเป็นจำนวนมาก" ท่านเจ้าคุณก็เลยออกปากว่า "ถ้าเป็นมิ่งเป็นขวัญของเมือง ก็ต้องเป็นหลักเมือง" ประกอบว่าจังหวัดขอนแก่นยังไม่มีหลักเมือง ท่านเจ้าคุณจึงเรียนให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น คือ หลวงพินิจ และได้มอบหมายให้ฝ่ายพระมหาสุคนธ์ พระอีกจำนวนหนึ่งพร้อมปลัดจังหวัดไปอัญเชิญหลักเมืองออกมาจากกู่ และเกิดอาเพศฝนตกหนัก มีฟ้าผ่าลงมาโดนเสาหลักเมือง (ปัจจุบันเป็นเสาหลักเมืองอำเภอชุมแพ) รถเกิดติดหล่มไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ ก็เลยปรึกษากันว่า "เฮาเป็นผู้น้อย ผู้ใหญ่บ่ได้มาเพิ่นเลยบ่ไป" และได้อัญเชิญหลักเมืองลงไว้ที่วัดพระนอน แล้วกลับมาเล่าเหตุการณ์ให้ท่านเจ้าคุณฟัง ท่านเจ้าคุณเลยไปอัญเชิญด้วยตัวเองได้นำหมอลำ หนัง มาฉลองที่วัดพระนอนหนึ่งคืน แล้วค่อยอัญเชิญออกมา สี่หลัก หลักที่หนึ่งอยู่ที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองขอนแก่น หลักที่สองอยู่ที่ศาลหลักเมืองอำเภอชุมแพ ส่วนสองหลักที่เหลืออยู่ที่หน้าโบสถ์วัดศรีนวลจังหวัดขอนแก่น ลักษณะหลักเมืองเป็นเสาหินทราย รูปทรง 8 เหลี่ยม สูงประมาณ 3 เมตร มีลายสลักตัวหนังสือขอม พิธีตั้งเสาหลักเมือง นิมนต์พระมาสวดยกตั้งตามแบบพิธีพุทธ ณ ที่สนามศาลาสุขใจ ท่านเจ้าคุณได้ตั้งชื่อว่า "ศาลเทพารักษ์หลักเมือง" มีนามย่อว่า "อินทร์ตา" การก่อสร้างได้ร่วมกันสร้างทั้งชาวไทยและชาวไทยเชื้อสายจีน จึงได้อัญเชิญอากงอาม่าอยู่รวมกัน บางคนเรียกว่า "ศาลหลักเมืองกง"

จากนั้นเราเดินทางไปบริเวณ "บึงแก่นนคร"มีลักษณะเป็นบึงขนาดใหญ่ ในเนื้อที่ 603 ไร่ ในเขตเทศบาลกลางเมืองขอนแก่น เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ มีถนนเลียบริมน้ำโดยรอบ ได้มีการปรับปรุงพื้นที่บริเวณรอบบึงให้เป็นสวนสุขภาพ ภายในสวน มีสวนบอนไซ มีภาพประติมากรรมรูปต่างๆ ต้นคูน (ดอกราชพฤกษ์ ดอกไม้ประจำจังหวัดขอนแก่น)แผ่ร่มเงาตามทางเดิน ออกดอกสีเหลืองงามสะพรั่ง และไม้ดัดมากมาย ทำให้ดูร่มรื่นสวยงาม รอบบึงแก่นนคร เป็นสถานที่พักผ่อนและออกกำลังกายกลางเมือง สวนจีนคุนหมิง มีบริการเช่าจักรยานปั่นรอบบึงชม.ละ20บาท นอกจากนี้ยังมีสนามเด็กเล่น ร้านอาหาร มีซุ้มเล็กขายขนมขายน้ำไอติมลานและมีอาหารปลาขายให้คนเอาอาหารโปรยให้ปลาด้วย ด้านทิศเหนือ ของบึงแก่นนครเป็นที่ประดิษฐานอนุสาวรีย์ "ท้าวเพียเมืองแพน" ผู้ก่อตั้งเมืองขอนแก่น เรามองเห็นพระธาตุองค์หนึ่ง สูงเด่นเป็นสง่าอยู่คนละฝั่งกับบึงแก่นนคร สอบถามคู่หนุ่มสาวที่มานั่งเล่นแถวนั้น ได้ความว่าเป็นที่ตั้งของ "วัดพระธาตุเก้าชั้น(พระมหาธาตุแก่นนคร)"หรือวัดหนองแวง

เป็นเวลา 223 ปีมาแล้วที่ "วัดหนองแวง" เดิมชื่อวัดเหนือ ถูกสร้างขึ้นบริเวณนี้เมื่อปี พ.ศ. 2332 พร้อมกับวัดกลาง และวัดธาตุ โดยท้าวเพียเมืองแพน เจ้าเมืองคนแรก ณ บ้านบึงบอน (บึงแก่นนคร) ต่อมาปี พ.ศ.2354 ท้าวจามมุตร เจ้าเมืองคนที่ 2 ได้ย้ายเมืองไปอยู่บ้านดอนพันชาติ เขตเมืองมหาสารคาม (บ้านโนนเมือง ตำบลแพง อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม) บ้านบึงบอนจึงกลายเป็นเมืองเก่าตั้งแต่นั้นมา ปัจจุบันนี้วัดหนองแวง ตั้งอยู่ที่เลขที่ 593 ถนนกลางเมือง ริมบึงแก่นนคร อำเภอเมือง ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ.2442 โดยพระยานครศรีบริรักษ์(อู๋) และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2527 เขตวิสุงคามสีมา กว้าง 40 เมตร ยาว 80 เมตร มีเนื้อที่ดินที่ตั้งวัด 26 ไร่ 65 ตารางวา ลักษณะพื้นที่ตั้งวัดและบริเวณโดยรอบเป็นที่ราบเรียบ เป็นลักษณะ 6 เหลี่ยม มีหมู่บ้านล้อมรอบสามด้าน และมีบึงแก่นนครอยู่ทางทิศตะวันออกของวัด เคยได้รับรางวัล เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง ปี พ.ศ.2524 เป็นวัดพัฒนาดีเด่น ปี พ.ศ. 2526 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกฐานะขึ้นเป็น พระอารามหลวง ปี พ.ศ. 2527 ภายในวัดมีพระมหาธาตุแก่นนคร หรือ พระธาตุเก้าชั้นฐานสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ 50 เมตร เรือนยอดทรงเจดีย์จำลองแบบจากพระธาตุขามแก่น จัดสร้างขึ้น เนื่องในวโรกาสที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี และมหามังคลานุสรณ์ 200 ปี เมืองขอนแก่น ความสูงขององค์พระธาตุฯ 80 เมตร มีพระจุลธาตุ 4 องค์ ตั้งอยู่ 4 มุมและมีกำแพงแก้วพญานาค 7 เศียรล้อมรอบ เป็นศิลปะสมัยทวาราวดี ผสมผสานศิลปะอินโดจีน รูปทรงพระมหาธาตุมีลักษณะแบบชาวอีสานตากแห

ภายในองค์พระธาตุมีอยู่ 9 ชั้น คือ ชั้นที่ 1 เป็นหอประชุมมีพระบรมสารีริกธาตุ ประดิษฐานอยู่บนบุษบกตรงกลางและพระประธาน 3 องค์อยู่ตรงกลาง บานประตู หน้าต่าง แกะสลักภาพนิทานเรื่องจำปาสี่ต้น โดยเฉพาะบานประตูแกะสลักภาพ 3 มิติและมีจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เมืองขอนแก่น ชั้นที่ 2 เป็นหอพัก บานประตูหน้าต่างเขียนลวดลายเบญจรงค์และภาพแกะสลักนิทานเรื่องสังศิลป์ชัย ตามผนังด้านบนมีภาพเขียนเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับคะลำ หรือข้อห้ามต่าง ๆ ของชาวอีสาน ชั้นที่ 3 เป็นหอปริยัติ บานประตูหน้าต่างเขียนลวดลายเบญจรงค์และภาพแกะสลักนิทานเรื่องนางผมหอมชั้นที่ 4 เป็นหอปริยัติธรรม ภายในมีพิพิธภัณฑ์ของเก่าบานประตูหน้าต่างภาพพระประจำวันเกิด เทพประจำทิศและตัวพึ่ง-ตัวเสวย ชั้นที่ 5 เป็นหอพิพิธภัณฑ์ มีบริขารของหลวงปู่พระครูปลัดบุษบา สุมโน อดีตเจ้าอาวาสวัดรูปที่ 6 บานประตูหน้าต่างแกะสลักภาพพุทธชาดก ชั้นที่ 6 เป็นหอพระอุปัชฌายาจารย์ บานประตูหน้าต่างแกะสลักนิทานชาดกเรื่องเวสสันดร ชั้นที่ 7 เป็นหอพระอรหันตสาวก บานประตูหน้าต่างแกะสลักนิทานเรื่องพระเตย์มีใบ้ ชั้นที่ 8 เป็นหอพระธรรม เป็นที่รวบรวมพระธรรม คัมภีร์สำคัญทางพระพุทธศาสนามีพระไตรปิฏก ฯลฯ บานประตูแกะสลักรูปพรหม 16 ชั้น ชั้นที่ 9 เป็นหอพระพุทธ ตรงกลางมีบุษบก เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า บานประตูแกะสลักภาพ 3 มิติ รูปพรหม 16 ชั้น และสามารถชมทัศนียภาพของตัวเมืองขอนแก่นได้ทั้ง 4 ด้าน โดยเฉพาะทางด้านทิศตะวันออกสามารถมองเห็นบึงแก่นนครได้สวยงามมาก ทางวัดได้จัดให้มีมัคคุเทศน์น้อยนำชม อธิบายภาพเขียนต่าง ๆ รวมทั้งสิ่งของที่จัดแสดงไว้ เพื่อความเข้าใจในเรื่องราวต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น

โคมไฟริมถนนทุกสายในตัวเมืองขอนแก่นเป็นรูปลักษณ์ของตัวละครจากวรรณกรรมเรื่องสังข์ศิลป์ชัย หรือ เรียกตามสำเนียงอีสานว่า"สังสินไซ" เป็นนิทานพื้นบ้านที่รู้จักกันแพร่หลายในภาคอีสานและลาว "มหาสิลา วีระวงส์"ผู้รวบรวมแก้ไขได้ให้ความเห็นว่า หนังสือเรื่องนี้แต่งได้ถูกต้องตามแบบแผนของคำกลอนลาว ทุกถ้อยคำที่ใช้มีความหมายไพเราะ แม้ในบทที่แสดงความโกรธแค้นก็ใช้ถ้อยคำสุภาพ ผู้รจนาหนังสือเล่นนี้ยังเป็นปราชญ์ที่มีความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรมแตกฉานในภาษาบาลี มีความรู้ภาษาสันสกฤตและราชประเพณีเป็นอย่างดี จึงมีการสันนิษฐานว่าผู้แต่งหนังสือสังข์ศิลป์ชัยเป็นคำกลอน คือ ท้าวปางคำ น่าจะเป็นเชื้อพระวงศ์ที่ไปครองเมืองหนองบัวลำภู ท้าวปางคำแต่งหนังสือเรื่องสังข์ศิลป์ชัยในราว พ.ศ. 2192 เป็นหนังสือเทศน์ลำ เรียกว่า ลำสังข์ศิลป์ชัย หรือ ศิลป์ชัยชาดก เป็นใบลานจารึกด้วยอักษรธรรม มีอยู่ทั้งสิ้น 21 ผูก ของเดิมเป็นการเขียนแบบร้อยแก้ว ใช้สำหรับอ่านฟังในเวลาโศกเศร้า เช่น ในงานศพ (ลาวเรียกว่า งานเฮือนดี) หนังสือเรื่องนี้มีผู้คัดลอกเขียนใส่ใบลานต่อ ๆ มา มีการพิมพ์ทั้งภาษาลาวและภาษาไทยอย่างกว้างขวาง และปรากฏว่ามีบางตอนไม่ตรงกัน ท่านมหาสิลาฯ ได้พยายามอ่านอยู่หลายฉบับ และนำมาเทียบเคียงกัน เห็นว่าฉบับที่คัดลอกมาจาก จังหวัดอ่างทองของไทย และฉบับของท่านหยุย อภัย จากเมืองโขง แขวงจำปาศักดิ์ ซึ่งเป็นมรดกตกทอดกันมามีข้อความตรงกัน จึงได้ถือเอาต้นฉบับเมืองโขง มาแก้ไขเรียบเรียงและพิมพ์ขึ้นครั้งแรกในประเทศลาวเมื่อปี พ.ศ. 2492 หนังสือเล่นนี้ได้มีการพิมพ์ต่อมาอีกหลายครั้งจนถึงทุกวันนี้

บัญชา เกียรติจรุงพันธ์ แสดงความคิดเห็นไว้ว่า.... สินไซ เป็นวรรณกรรมที่นักปราชญ์ได้นำเอาแก่นธรรมะคืออภิธรรมขั้นสูง คือแนวทางการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานไปสู่การตัดกิเลสจนพบอริยสัจสี่อันเป็นโลกุตรธรรม ซ่อนไว้ใจกลางเรื่อง จากนั้นจึงล้อมไว้ด้วย ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปวัฒนธรรม คำสอนแก่ทั้งผู้นำและประชาชนทั่วไป แล้วเคลือบชั้นนอกไว้ด้วยความสนุกผจญภัย รัก-โลภ-โกรธ-หลง-ชิงรักหักสวาท มีเล่ห์เหลี่ยมชิงไหวชิงพริบ ผสมกลมกลืนได้อย่างลงตัว จึงทำให้วรรณกรรมเรื่องนี้ได้รับการตอบรับจากสังคมในยุคสมัย จนกระทั่งยอมรับนำเอาแนวปฏิบัติบางประการมาเป็นขนบธรรมเนียมของตน และเพื่อให้เผยแพร่ให้แก่ประชาชนทั่วไปที่แม้จะไม่ได้เรียนหนังสือ ให้สามารถรับรู้เรื่องราวได้ จึงได้แปรรูปวรรณกรรมออกมาด้วยวิธีการที่หลากหลาย เช่น การร้องหมอลำ เทศน์แหล่ หนังตะลุงอีสาน โดยเฉพาะการทำเป็นฮูบแต้ม (ภาพจิตรกรรมฝาผนัง) ที่เจตนาแต้มไว้ภายนอกสิม (โบสถ์) ยิ่งแสดงถึงเจตนาของความศรัทธาที่อยากจะให้ผู้เลื่อมใสศรัทธา โดยเฉพาะสตรีที่เข้าไปภายในสิมไม่ได้ และส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนหนังสือจะได้เข้าใจเรื่องราวผ่านทัศนศิลป์เหล่านั้น

เราขับรถออกจากเมืองขอนแก่น บริเวณสวนสาธารณะ ประตูเมืองขอนแก่น ที่เรียกกันว่าลานกระติ๊บเข้าสู่ถนนมิตรภาพ ผ่านมหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยแห่งแรกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเกิดจากพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช โปรดเกล้าฯ ให้ก่อตั้งขึ้นและสถาปนาเป็นมหาวิทยาลัย โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้การศึกษาชั้นสูงขยายออกไปถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภูมิภาคที่สำคัญที่สุดส่วนหนึ่งของประเทศ เพื่อเป็นผลดีต่อการพัฒนายกฐานะความเป็นอยู่ของประชาชนในภูมิภาคนี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่นเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 บนพื้นที่ประมาณกว่า 5,000 ไร่ บริเวณ "มอดินแดง" เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯ ทรงกระทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2510 มหาวิทยาลัยแห่งนี้อยู่ห่างจากตัวเมือง 4 กิโลเมตร มีทางเข้าสองทางคือด้านถนนประชาสโมสรและ ด้านถนนมิตรภาพ (สายขอนแก่น-อุดรธานี) ..... เราเดินทางผ่านถนนเส้นนี้เพื่อพาคุณผู้อ่านไปเที่ยวยังสถานที่ท่องเที่ยวใหม่อีกแห่งหนึ่งของเมืองขอนแก่น โปรดติดตามอ่านในฉบับต่อไปค่ะ