สัณหกช เทพโยธิน เรื่องราวมหัศจรรย์เบื้องหลังงานช่างภาพมือรางวัลเมืองไทย

เรื่องเล่าจากงานอาชีพ

แสงสีม่วงเข้มสลับสีม่วงอ่อนแซมสีชมพูหวาน เป็นสีขอบฟ้าสวยงามอยู่รายรอบพระพุทธไสยาสน์ วัดโลกยสุธาราม ภาพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเมืองเก่าแห่งนี้ สัณหกช เทพโยธิน ช่างภาพมือรางวัลเมืองไทยกดชัตเตอร์ในช่วงมหาอุทกภัยปลายปี 2554 ในขณะที่มีน้ำท่วมรอบๆองค์พระ เพียงใครได้ยลภาพที่ขยายใหญ่อยู่ด้านหน้าร้านของสัณหกช แกลเลอรี่ เสมือนหนึ่งถูกแม่เหล็กดูดให้เข้าไปยืนดูแบบชิดใกล้ ด้วยความรู้สึกร่มเย็นในพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า อีกทั้งแสงสีสวยงามที่ปรากฏอยู่บนภาพภายใต้กรอบรูปขนาดใหญ่นั้นจะไม่ค่อยมีใครได้พบเห็นด้วยตาตัวเอง น่าเชื่อว่าตากล้องต้องใช้เวลาหลายครั้งหลายครา เพื่อจะเลือกแสงสวยที่สุดมุมกล้องดีที่สุดในการกดชัตเตอร์ช็อตเด็ดนี้ไว้ด้วยความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง

พระพุทธไสยาสน์อันเป็นมรดกแห่งราชธานีกรุงศรีอยุธยา บูชาเสริมเมตตามหานิยม เป็นลักษณะสมัยศรีอยุธยาตอนกลาง ก่ออิฐถือปูน พระพักตร์หันไปทางทิศเหนือ ที่พระเศียรมีดอกบัวรองรับ พระบาทซ้อนกันเป็นมุมฉาก นิ้วพระบาทยาวเท่ากัน มีความยาว 42 เมตร ความสูง 8 เมตร วัดโลกยสุธารามอยู่ในเกาะเมืองที่ตำบลประตูชัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์

“ผมไปถ่ายรูปที่วัดโลกยสุธารามตอนนั้นน้ำยังท่วมอยุธยาอยู่ ผมอยากถ่ายทอดให้เห็นถึงงานด้านสถาปัตยกรรมของอยุธยาด้วยภาพสะท้อนเงาพระพุทธไสยาสน์อยู่ในน้ำ รูปนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศจากสมาคมสถาปนิกสยามฯ ภาพที่ส่งเข้าประกวดจะได้นำลงในหนังสือมหาวิทยาลัยศิลปากร งานวันนริศในเดือนเมษายน เป็นเรื่องที่ช่างภาพทุกคนใฝ่ฝันเมื่อผลงานของตัวเองจะได้เผยแพร่ลงในหนังสือทรงคุณค่าดังกล่าว ทั้งยังเป็นพลังใจสำคัญในการพัฒนางาน งานชิ้นนี้ผมขยายใหญ่ทำกรอบรูปโชว์หน้าร้านมีอาจารย์ท่านหนึ่งอยู่ย่านลาดพร้าวเห็นแล้วชอบใจมาก สั่งซื้อทันทีบอกว่าดูภาพนี้แล้วรู้สึกสงบเงียบเย็นสบายมีความสุขมาก” สัณหกช เทพโยธินเล่าถึงความเป็นมาของงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศชิ้นนี้

หัวข้อภาพถ่ายที่ส่งเข้าประกวดเพื่อน้อมรำลึกถึงสมเด็จย่า ณ นิวาสสถานเดิม 110 ปีวันคล้ายวันพระราชสมภพ21 ตุลาคม 2553 ‘สัณหกช’ เข้าไปในพิพิธภัณฑ์อุทยานสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี บริเวณคลองสาน เพื่อจะหามุมถ่ายรูปภาพเข้าประกวด เมื่อได้เห็นภาพพระบรมฉายาลักษณ์เก่าภาพหนึ่งสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีแสดงความรักที่ยิ่งใหญ่ต่อพระเจ้าอยู่หัวขณะเมื่อทรงพระเยาว์ สายตาก็เหลือบไปเห็นป้ายประกาศห้ามบันทึกภาพ แต่ในใจครุ่นคิดว่าพระบรมฉายาลักษณ์ที่อนุรักษ์อยู่ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้สมควรที่จะนำมาเผยแพร่ให้คนไทยและชาวต่างประเทศได้รู้ซึ้งถึงความรักที่ยิ่งใหญ่ “เมื่อผมเดินคล้อยหลังกลับจากห้องนั้นเสมือนด้วยแรงอธิษฐานของผม ส่งผลให้หน้าต่างห้องซึ่งเป็นสถานที่เก็บภาพพระบรมฉายาลักษณ์ก็ค่อยๆเปิดออกเสมือนหนึ่งเป็นการต้อนรับอาคันตุกะที่ปรารถนาดีทั้งหลายมาเยือนสถานที่แห่งนี้ ผมรีบหยิบกล้องถ่ายภาพบันทึกภาพพระบรมฉายาลักษณ์ไว้หลายรูป ในใจก็รู้สึกกังวลว่าอยู่ในเงื่อนไขของภาพที่จะส่งเข้าประกวดหรือไม่ เนื่องจากมีป้ายประกาศห้ามบันทึกภาพพระบรมฉายาลักษณ์ แต่เมื่อประกาศผลได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดภาพถ่าย และผมได้นำภาพนี้ขยายใหญ่เข้ากรอบรูปและนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายในงาน”

คณะกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ซึ่ง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯเป็นองค์ประธาน กรรมการประกอบด้วย คุณจันทนี ธนรักษ์ รองราชเลขาธิการ สำนักราชเลขาธิการ ทำหน้าที่เป็นประธานเปิดนิทรรศการจัดแสดงภาพวัดปทุม มุมสะท้อนสู่ยุคร่วมสมัยพร้อมมอบรางวัลถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อันมี รศ.ดร.สุจิตรา เหลืองอมรเลิศ พันเอกหญิง คุณหญิงอัสนีย์ เสาวภาพ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ทัศนา บุญทอง

ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ รองราชเลขาธิการ สำนักราชเลขาธิการ ปฏิบัติงานแทนราชเลขาธิการ กองงานในพระองค์ มีหนังสือจากสำนักราชเลขาธิการ พระบรมมหาราชวัง มีข้อความว่าได้ทูลเกล้าถวายตามที่ขอพระราชทานภาพถ่ายที่ได้รับรางวัลประกวดภาพถ่ายนิวาสสถานเดิม อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เมื่อได้นำภาพขึ้นทูลเกล้าถวายแล้วทรงตรัสขอบใจ หนังสือดังกล่าวนี้สัณหกชนำเข้ากรอบรูปตั้งอยู่บนที่สูงของร้านด้วยความรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างยิ่ง

เบื้องหลังงานถ่ายภาพวัดปทุม มุมสะท้อนสู่ยุคร่วมสมัย สัณหกชเลือกกดชัตเตอร์ภาพมุมเตี้ยๆซุ้มประตูเข้าโบสถ์จำนวน4-5ซุ้มซึ่งเป็นซุ้มโบราณอายุ 163 ปี เมื่อเดินเลยมาอีกสักนิดเป็นศูนย์การค้าสยามพารากอนมีการสร้างศาลาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเพิ่งสร้างเสร็จ นำมาเปรียบเทียบความเก่าและใหม่เป็นที่ภาคภูมิใจในศิลปวัฒนธรรมแบบไทย ๆ

สัณหกชได้ส่งภาพถ่ายในชื่อผลงานความแตกต่างที่ลงตัว ได้รับรางวัลที่ 1 ถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินสด 5 หมื่นบาท รวมทั้งกล้องถ่ายรูปแคนนอนมูลค่า 25,500 บาท สำหรับคณะกรรมการตัดสินจากผู้ทรงคุณวุฒิจากสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ อ.นิติกร กรัยวิเชียร อุปนายกสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยฯ สุรินทร์ บัญญัติปิยพจน์ ที่ปรึกษาชมรมถ่ายภาพขาวดำแห่งประเทศไทย ปริญญ์ จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหารกลุ่มเซ็นทรัล คัมภีร์ ผาติเสนาะ หัวหน้ากองนิตยสารNational Geographic จุฬวิศว์ ศานติพงศ์ ช่างภาพอิสระ ดาว วาสิกศิริ ศิลปินนักถ่ายภาพ

ภาพถ่ายตำหนักดาราภิรมย์ เชียงใหม่ของเจ้าดารารัศมี พระราชวรชายา เป็นงานที่ช่างภาพให้ความสนใจส่งงานเข้าประกวดเป็นจำนวนมาก ‘สัณหกช’ เล่าถึงเบื้องหลังการทำงานชิ้นนี้ว่า“ตอนนั้นผมไม่มีคนเฝ้าร้านสัณหกชแกเลอรี่ แต่ผมอยากถ่ายภาพงานนี้มากได้ศึกษาดูงานภาพเก่าๆที่หอสมุดแห่งชาติไว้แล้ว ผมตัดสินใจนั่งรถทัวร์ของนครชัยแอร์ไปถึงเชียงใหม่ ต่อรถสองแถวเข้าไปแม่ริม เพื่อถ่ายรูปบริเวณระเบียงทางเดินด้านหลังพระตำหนักดาราภิรมย์และเดินทางกลับทันที ช่างภาพส่วนใหญ่ถ่ายรูปจากด้านหน้าของพระตำหนัก แต่คอนเซ็ปท์ของผมถ่ายรูปจากด้านหลังของพระตำหนักด้วยความรู้สึกว่าถ้าหากเจ้าดารารัศมียังทรงพระชนม์ชีพอยู่ บริเวณระเบียงทางเดินด้านหลังไปยังห้องน้ำจะเป็นจุดได้พบเห็นเจ้าดารารัศมีได้มากกว่าบริเวณด้านหน้าที่จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะล้านนา อีกทั้งบริเวณลานดินดอกปีบหรือกาสะลองกลีบสีขาวร่วงหล่นอยู่รายรอบพระตำหนักฯเป็นบรรยากาศย้อนเวลาเก่าๆเสมือนหนึ่งมีชีวิต รัชกาลที่5ทรงโปรดพระมเหสีพระองค์นี้มากเนื่องจากทรงมีพระปรีชาสามารถมาก รับสั่งได้หลายภาษา ทรงถ่ายรูปได้ ทรงขี่ม้าได้ ขณะที่ผมถ่ายรูปธงประจำพระองค์เป็นรูปดาวดาราเปล่งประกายห้อยอยู่ ผมจึงหยิบธงนี้แขวนขึ้นมา แสงสะท้อนเข้ามาเมื่อเปิดห้องดูกลมกลืนได้อย่างลงตัว”

เจ้าดารารัศมี พระราชวรชายา เจ้าหญิงแห่งราชวงศ์ฝ่ายเหนือ มีบทบาทสำคัญในการรวมล้านนาเข้ากับสยาม พระองค์คือดวงประทีปแห่งล้านนา ทรงดำรงตำแหน่งเป็นศูนย์รวมดวงใจของข้าราชบริพารฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ ทรงมีบทบาทพลิกฟื้นศิลปวัฒนธรรมแห่งแผ่นดินล้านนา เจ้าหญิงเสด็จลงมาถวายตัวสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเป็นตำนานรักอันยิ่งใหญ่ระหว่างสองพระองค์สุดที่จะพรรณนา ต่อมาเจ้าดารารัศมีทรงประทับอยู่ในพระตำหนักดาราภิรมย์ ณ สวนเจ้าสบาย อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพระตำหนักที่รัชกาลที่ 6 สร้างถวายแวดล้อมด้วยพระประยูรญาติและข้าราชบริพารในพระองค์เป็นเวลา 20 ปี

พระตำหนักดาราภิรมย์ เป็นแปลงทดลองการเกษตรส่วนพระองค์ขนาดใหญ่ ทรงทดลองปลูกกะหล่ำปลีสีม่วง, แครอท ,แตงโมบางเบิด, แคนตาลูป ,ลำไย ผลไม้ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดเชียงใหม่ ทรงฟื้นฟูศิลปะด้านการแสดงล้านนา ทรงฟื้นฟูศิลปะการทอผ้า

เมื่อสัณหกชไปรับรางวัลด้วยตัวเอง มีการจัดเวทีขันโตกบริเวณมุมที่สัณหกชถ่ายภาพไว้ ช่างภาพหลายคนตั้งคำถามว่า คุณรู้ได้อย่างไรว่าเขาจะจัดงานขันโตกในบริเวณนี้คุณถึงได้มาถ่ายรูปที่มุมนี้ ก็ตอบไปว่าไม่ได้รู้เรื่องนี้แต่อย่างใด เพียงแต่เป็นความคิดต่างออกไปเท่านั้นจึงได้เลือกถ่ายภาพในมุมมองดังกล่าว สถานที่ดังกล่าวเป็นมรดกของชาติ หากจะเปรียบอาชีพเราก็เสมือนหนึ่งเป็นศิลปินวาดรูป การทำงานชิ้นหนึ่งย่อมเป็นประโยชน์ ประกอบกับคนเราไม่ได้มีอายุยืนนานมากนักควรจะทำอะไรให้ก่อเกิดประโยชน์สำหรับแผ่นดินบ้าง ภาพเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นหลังเป็นงานที่มีคุณค่ามากกว่าเพียงความสวยงามเท่านั้น “ผมไม่ได้เรียนมาทางด้านศิลปะแต่เป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเอง อีกทั้งค้นคว้าหาความรู้จากหอสมุดแห่งชาติ กล้องถ่ายรูปที่ใช้เป็นกล้อง Nikon V90Digital เป็นกล้องที่ใช้งบประมาณไม่สูงมากนัก กล้องCanon ผมก็เคยใช้กล้องเป็นเครื่องมือสื่อสารเพื่อจะถ่ายทอดงานทรงคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมของไทย”

ถ้อยคำนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ถอดมาจากคำบรรยายถึงคุณสมบัติและสรรพคุณที่เป็นใบประกาศความสำเร็จบนเวทีการประกวดภาพถ่าย ท่ามกลางความเจริญของบ้านเมืองในยุคที่เทคโนโลยีไม่เคยหยุดรอใคร เราได้มีโอกาสพบกับการเดินทางของชายผู้หนึ่งที่กำลังเก็บเกี่ยวร่องรอยของความงดงามจากวัฒนธรรมอันงดงามที่นับวันจะจางหายไปจากความเป็นคนไทย สัณหกช เทพโยธิน เป็นชาวพระนครศรีอยุธยาที่มีสายเลือดของคนไทยเต็มตัวรักการถ่ายภาพมานานกว่ายี่สิบปี โดยมีจุดประสงค์ที่ต้องการหาตัวตนให้พบจากการถ่ายภาพจวบจนปัจจุบันผลงานที่สะสมอยู่ได้บอกถึงชื่อเสียง และแนวทางที่ไม่ค่อยเหมือนใคร

หลายเวทีของการประกวดภาพถ่ายมักจะมีชื่อปรากฏอยู่ในระดับต้นๆ แต่ทุกภาพก็ยังคงบอกความเป็นคนช่างคิด ช่างสังเกต และมีแนวทางที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ความโดดเด่นที่มักเห็นได้จากภาพถ่ายของเขา คืองานที่ซ่อนเรื่องราวไว้บนแผ่นกระดาษ โดยเฉพาะเป็นงานที่เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมของไทย ในมุมมองที่ถ่ายทอดมาจากความเป็นจริง

สิ่งเหล่านี้คงเป็นสะพานที่พาไปสู่รางวัลมากมาย จากการประกวดภาพถ่ายของ ‘สัณหกช’ จากการที่ได้พูดคุยอย่างเป็นกันเอง แม้การประกวดภาพถ่ายจะมีมากมายหลายเวที แต่ ‘สัณหกช’ มักจะเลือกเฉพาะรายการที่สามารถส่งเสริมงานด้านศิลปวัฒนธรรมของบ้านเรา เธอบอกกับเราว่า การที่เราได้เรียนรู้เรื่องราวในอดีตได้ชัดเจน ก็เป็นเพราะบรรพบุรุษของเราได้สืบสาน และอนุรักษ์เรื่องราวผ่านผลงานมากมาย ดังนั้นจึงต้องการสานต่อเรื่องราวในปัจจุบันให้ยาวนานไปถึงชนรุ่นหลัง

ความน่าสนใจอีกประการหนึ่งจากการสร้างสรรค์ผลงานภาพถ่าย ก็คือการสรรหาเรื่องราว วางโครงเรื่องและกำหนดชื่อเรื่อง ลงในแผ่นสตอรี่บอร์ดก่อนการเดินทางไปถ่ายภาพเสมอ สิ่งนี้จึงเป็นความแตกต่างที่ทำให้ผลงานภาพถ่ายหลายชิ้นดูโดดเด่นจากหลายๆคน

ปัจจุบัน ‘สัณหกช’ ยังคงชอบที่จะเก็บตัวอยู่ในร้านขายของเล็กๆ ไม่เคยนำเสนอผลงานผ่านสื่อที่มีอยู่อย่างมากมาย มุ่งมั่นหาประสบการณ์ เพาะต้นกล้าแห่งวัฒนธรรมไทยจากการถ่ายภาพ เพื่อให้คนรุ่นต่อไปได้เก็บเกี่ยวผลงานที่เป็นแนวทางของตนเอง นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อวิถีชีวิตในอนาคต เราขอชื่นชมและฝากศิลปินที่ไร้ตำแหน่ง ไว้บนที่ว่างของเส้นทางการรักษามรดกไทยด้วยภาพถ่ายอีกสักคน

ชีวิตการศึกษา จบการศึกษาระดับปริญญาตรีคณะรัฐศาสตร์ สาขาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยรามคำแหงเมื่อปี 2526 ทั้งๆที่มีจิตใจชอบการถ่ายภาพมานานแล้ว แต่เนื่องจากบิดามารดามีความประสงค์ให้บุตรทั้ง 8 คนหรือคนใดคนหนึ่งได้รับราชการ อุษา, นิตยา ,ศศิพิณ ,สุกัญญา ,สัณหกช ,สุวัฒน์ ,ขวัญใจ, นิษฐาแต่เมื่อเรียนจบแล้วสัณหกชทำงานฝ่ายทรัพยากรบุคคลกับอังคกาญจน์ ตันติวิรุฬห แม่ทัพหญิงประธานกรรมการบริหาร ริช เอเชียสตีล เจ้าของสตอรี่มากมายในการนำบริษัทก้าวไปสู่ Hub แห่งอาเซียน ในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์และนอกเวลางานสัณหกชค้นคว้าหาความรู้จากหนังสือเก่าๆ ในหอสมุดแห่งชาติ เพื่อได้แนวคิดองค์ประกอบศิลปะในการถ่ายภาพย้อนยุค ศึกษาภาพเรื่องราวทำเป็น Story Board ก่อนที่จะไปตระเวนถ่ายรูปจริงตามสถานที่ต่างๆ จากนั้นก็เริ่มต้นส่งผลงานเข้าประกวดภาพถ่ายและมีความสุขกับงานอดิเรกเช่นนี้

‘สัณหกช’ กวาดรางวัลที่ 1 มาแล้วมากกว่k 30 รางวัล เขาเลือกส่งภาพถ่ายเข้าประกวดเฉพาะในหัวข้อที่เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมไทย “ผมรู้สึกว่างานถ่ายรูปเป็นงานที่ผมต่อยอดได้ แต่ถ้าผมยังทำงานฝ่ายทรัพยากรบุคคลตำแหน่งสูงสุดคือการไต่เต้าเป็นผู้อำนวยการทรัพยากรบุคคลเป็นตำแหน่งสุดยอด จะเกิดช่องว่างในการบริหารงาน ในขณะที่ตำแหน่งบริหารทรัพยากรบุคคลที่บริหารได้อย่างดีต้องอยู่ระดับกลางๆ ผมทำงานฝ่ายบุคคลเป็นเวลา 15 ปีด้วยความรู้สึกดีมากๆกับเจ้านาย แต่เมื่อถึงเส้นทางที่จะต้องเลือกเดินด้วยการถ่ายรูปงานสถาปัตยกรรมศิลปวัฒนธรรมเป็นการสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้น รวมถึงการเป็นอาจารย์พิเศษสอนการถ่ายภาพที่สั่งสมเรียนรู้ด้วยตัวเองตลอดจนใช้วิชาครูพักลักจำเพื่อถ่ายทอดความรู้ให้กับเด็กรุ่นใหม่ที่รักการถ่ายภาพและคนที่มีอาชีพเป็นช่างภาพอยู่แล้วแต่ต้องการต่อยอดความรู้จากผู้มีประสบการณ์”

บ้านพักอยู่ย่านจรัญสนิทวงศ์ซอย 35 ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากย่านที่รับทำกรอบรูปด้วยการออกแบบกรอบรูปทุกชนิด รับถ่ายภาพในและนอกสถานที่ รับสอนการถ่ายภาพ ทั้งนี้ออฟฟิศอยู่ที่ชั้น 1 ห้างสรรพสินค้าพาต้าปิ่นเกล้า ร้านนี้เป็นร้านเดียวที่ไม่มีประตูในห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ แขกผู้มาเยือนสามารถเดินเข้าไปในร้านได้ตลอดเวลาที่ห้างสรรพสินค้าพาต้าปิ่นเกล้าเปิด ดังนั้นบางวันที่‘สัณหกช’ต้องออกไปทำงานนอกสถานที่ ร้านนี้ก็ยังเปิดตามปกติเพียงแต่ไม่มีผู้ให้บริการ อาคันตุกะสามารถเดินชมร้านได้โดยมีเสียงเทปขับขานของนกร้องต้อนรับ“ร้านนี้ไม่มีใครขโมยของ คนที่ชอบงานศิลปะจะมีความรักเมื่อเห็นรูปถูกใจก็จะเดินเข้ามาดู ถ้าผมอยู่ก็ได้พูดคุยกัน ลูกค้าส่วนใหญ่จะอยู่คอนโดมีเนียมในละแวกอาณาบริเวณใกล้เคียงแห่งนี้ ของทุกอย่างที่อยู่ในร้านนี้อยู่ครบ ถ้าหากจะหายไปบ้างก็คิดเสียว่าเป็นการโฆษณางานให้ผม ชาติก่อนเราคงทำอะไรเขาไว้ ชาตินี้ก็มาเอาของๆเรา คิดเสียว่าของบางอย่างไม่ใช่ของเราถ้าเกิดอะไรหายไปสักอย่างหนึ่ง”

‘สัณหกช’ กล่าวถึงแนวโน้มงานศิลปะที่อยู่ในกรอบรูป“Trendsงานศิลปะที่เข้ากรอบรูปในเมืองไทยไม่เคยล้าสมัย คนที่มองหาของขวัญให้กับบุคคลที่ตัวเองรักย่อมต้องการหาของพิเศษที่ไม่เหมือนใครให้ในเทศกาลสำคัญๆ พระบรมฉายาลักษณ์เกี่ยวกับราชวงศ์ที่เข้ากรอบรูปเป็นของขวัญ ดังนั้นภาพที่นำมาเข้ากรอบรูปในร้านนี้จึงเลือกภาพเก่าที่ไม่ค่อยได้พบเห็นกันโดยทั่วไป ตลอดจนรูปที่ผมตระเวนถ่ายรูปไว้ การจัดภาพดอกบัวดอกใหญ่เพียงดอกเดียวอยู่โผล่พ้นน้ำบ่งบอกความหมายเข้ากรอบรูปสีดำ”

ภาพที่ขายดีมากคือภาพด้านหลังของ พระพุทธรูปมหานวมินทร์ศายมุนีศรี(หลวงพ่อใหญ่) ซึ่งเป็นพระพุทธรูปใหญ่ที่สุดในโลก อยู่ที่วัดม่วง บ้านหัวตะพาน หมู่ที่ 6 อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง มีความสูงเท่ากับตึก 32 ชั้นก่ออิฐถือปูนฉาบทาสีทองตลอดทั้งองค์ “ผมถ่ายภาพด้านหลังขององค์พระเป็นภาพขาวดำและปิดทองหลังพระเข้ากรอบรูปสีดำ เมื่อวันที่ 29 พ.ย. ผมทราบว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงทำบายพาส ทำกรอบรูปขนาดใหญ่พระพุทธรูปปิดทองเพื่อเข้าไปถวายที่โรงพยาบาลศิริราช ผมนั่งมอเตอร์ไซค์พร้อมหอบรูปใหญ่นี้ไปด้วย ในใจคิดว่าร้านผมไม่มีประตู ไม่มีใครเฝ้าร้าน ถ้าผมต้องรอคิวเป็น 2-300 คนผมคงจะแย่แน่ๆ ผมไปถึงก็ยืนกอดรูปไว้แน่น ผมเห็นนักเรียนเข้าคิวกันแน่นมาก ปรากฎว่ามีผู้หญิงท่านหนึ่งลงมาจากลิฟท์อาคารร้อยปี ท่านเข้ามาถามผมว่าจะนำรูปนี้ถวายในหลวงใช่หรือไม่ ผมก็ตอบว่าใช่ครับ ท่านก็ให้เจ้าหน้าที่จัดโต๊ะ และให้ทหารเรือนำพรมแดงมาปูลาดไว้ และให้ผมถือรูปไปที่โต๊ะซึ่งมีพระบรมรูปของพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยพานพุ่มตั้งอยู่ ผมได้น่ารูปไปถวายด้วยความรู้สึกปลาบปลิ้มปิติเป็นอย่างยิ่ง”

ช่างภาพมือรางวัลเมืองไทยนักค้นคว้าและศึกษาประวัติศาสตร์ศิลปวัฒนธรรมไทยอย่างล้ำลึก นักวางแผนงานก่อนที่จะลงมือถ่ายภาพสวยๆในภาคสนาม ผลงานสวยงามส่วนหนึ่งปรากฏอยู่ภายในร้านสัณหกช แกลเลอรี่ ชั้น 1 พาต้าปิ่นเกล้า ผู้สนใจสามารถเข้าชมได้หรือหากผู้ใดประสงค์จะเป็นศิษย์เรียนรู้เรื่องการถ่ายภาพอย่างสุนทรีย์สอบถามได้ที่ 086-056-0079 หรืออีเมล์ sanhakoct@hotmail.com