รักต่างสี

นาดีน กอร์ดีเมอร์ เขียน จิตาภรณ์ วนัสพงศ์ แปล
หนังสือคือแสงจันทร์

"ในโลงศพนั้นเอง มีร่างของใครคนหนึ่งนอนอยู่เป็นคนที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อนเลย...ร่างนั้นล่ำหนาแลดูเป็นชาวพื้นเมืองที่ผิวสีอ่อนและมีแผลเป็นที่มีรอยเย็บอย่างประณีตอยู่บนหน้าผาก..."

ฉันยกข้อความเรื่องความตายมาขึ้นต้นเรื่องเพราะมีความตายขื่นขมอยู่ในหนังสือ หนังสือชื่อ รักต่างสี หนังสือดีเล่มนี้ มีตราประทับสีทองบนหน้าปกว่า Nobel Prize ภาพปกสีโทนน้ำตาลและออกจะหมองๆ ไม่ทำให้สะดุดใจนัก หากไม่มีตราประทับพิมพ์ทองว่ารางวัลโนเบล นักอ่านอีกหลายคนรวมทั้งฉันก็คงจะเลยผ่าน ฉันสั่งซื้อหนังสือจากเว็บไซต์ หนังสือไม่ได้บอกให้ชัดเจนว่าพิมพ์เมื่อใด หากเขียนไว้ในคำนำสำนักพิมพ์ก็พอจะทราบได้ว่าพิมพ์หลังจากผู้ประพันธ์ได้รับรางวัลโนเบลไม่นาน

"แต่เมื่อกลาง พ.ศ.2543ที่ผ่านมา อาจมีหลายคนสะดุดใจอยู่บ้างกับข่าว นาดีน กอร์ดีเมอร์ นักเขียนจากแอฟริกาใต้ ได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม นาดีนเป็นชาวผิวขาวที่เกิดและเติบโตในประเทศนี้ ทว่างานเขียนของเธอสะท้อนความนึกคิดและจิตสำนึกที่ต่อต้านความอยุติธรรมแห่งการเหยียดผิวอย่างชัดเจน

"ความเด่นของงานของนาดีน ไม่ใช่เพียงแต่การแสดงให้เห็นภาพรวมของระบบสังคมแห่งการเหยียดผิวและการเมืองของแอฟริกาใต้ ซึ่งปกครองโดยคนผิวขาว หากแต่ยังสะท้อนให้เห็นประเด็นปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ในทุกสังคมในโลกนี้"

รักต่างสี นาดีน กอร์ดีเมอร์ เขียน จิตราภรณ์ วนัสพงศ์ แปล สำนักพิมพ์ธัญญา พับลิเคชั่น

"นาดีน กอร์ดีเมอร์ เป็นลูกสาวของช่างนาฬิกาและพ่อค้าเพชรชาวยิว ซึ่งอพยพมาจากลิธัวเนีย มารดาของเธอเป็นชาวอังกฤษ ครอบครัวของเธออาศัยอยู่ในเขตทรานสวาล ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ และอุดมไปด้วยแหล่งแร่ทองคำ ห่างจากเมืองโจฮันเนสเบิร์ก ราว 60 กิโลเมตร"

เธออ่านหนังสือและเรียนรู้โลกรอบตัว เธอจึงเริ่มตั้งคำถามต่อท่าทีของชาวแอฟริกาใต้ผิวขาว และพบว่าเธอมิได้มีอคติต่อชาวผิวดำเช่นเดียวกับคนพวกนั้น

"ฉันมิได้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตชาวผิวขาวที่อาศัยอยู่รอบๆเมืองหลวงที่คอยแต่จะเอาแบบอย่างคนยุโรปเท่านั้น แต่ฉันอยู่ท่ามกลางผู้คนหลายผิวสี หลายเผ่าพันธุ์ การค้นพบนี้เป็นความรื่นรมย์ส่วนตัว แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความรู้สึกนี้ทำให้เกิดสำนึกทางการเมืองในการวิพากษ์วิจารณ์อำนาจของคนผิวขาว แต่เนื้อแท้ของงานเขียนก็ยังเป็นอิสรภาพส่วนบุคคล"

ผู้หญิงมีความคิด นักเขียนหญิงรางวัลโนเบลมีไม่มาก จึงนับว่ามีความสุขที่ได้อ่านหนังสือของเธอ มคคนให้คำอธิบายสำหรับหนังสือดีๆไว้มากมาย เช่น หนังสือคือเพื่อนแท้ หนังสือเป็นขุมทรัพย์ หนังสือช่วยเพิ่มสมาธิ หนังสือทำให้คนเป็นคน เฮนรี่ เดวิด ธอโร่ กล่าวถึงหนังสือว่า "มีคนจำนวนมากสักเท่าไหร่แล้วที่ตั้งต้นยุคใหม่ในชีวิตของเขาหลังจากที่ได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง"

นาดีน กอร์ดีเมอร์ คือความอัศจรรย์ที่หาญกล้า เฉียบคม เธอเล่าเรื่อง และคัดสรรถ้อยคำให้ตรงกับความหมายที่ต้องการอันเป็นที่ปรารถนาว่าจะสร้างสรรค์งานเขียน คำอธิบายของเธอแสนจะบาดใจ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องการเมือง ความแตกต่างของสีผิวอื่นๆ ซึ่งเป็นต้นธารของเรื่องทั้งหมด งานเขียนของ เธอไม่ได้ก้าวร้าวรุนแรง ไม่ได้พูดถึงปืน หรือระเบิด ทว่าการเขียนบรรยายของเธอจะปลุกเร้าให้เราตื่น ได้เหนือความคาดหมาย

นาดีน กอร์ดีเมอร์ เป็นผู้หญิงคนแรกในรอบยี่สิบห้าปีที่ได้รางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม และเป็นผู้หญิงหนึ่งในเจ็ดคนที่ได้รับรางวัลนี้ บัณฑิตสภาสวีเดนได้กล่าวสดุดีเธอว่า

"นาดีน กอร์ดีเมอร์ ผู้ซึ่งงานเขียนอันสละสลวยดุจมหากาพย์ของเธอเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติอย่างมหาศาล"

เรื่องสั้น 7 เรื่องที่รวมกันอยู่ในหนังสือชื่อ รักต่างสี (Six feet ofthe country) ลำดับแรกชื่อ รอยแยกของแผ่นดิน เพียงเรื่องเดียวนี้ก็จะได้เห็นพลังอำนาจของคำว่า วรรณกรรม ที่เปล่งแสงกล้า

คู่สามีภรรยาผิวขาว ทั้งสองตัดสินใจซื้อฟาร์มนอกเมือง ความตั้งใจเดิมมีว่าจะอยู่ทำฟาร์มเพียงสองสามเดือนก่อน แต่เมื่อนานเข้าเลริซภรรยารู้สึกหลงใหลชีวิตในฟาร์มและชนบทเงียบสงบ เธอจึงตัดสินใจทำฟาร์ม ส่วนสามีนั้นจะกลับมาในวันหยุด เลริซจ้างครอบครัวชาวพื้นเมืองไว้ช่วยทำงาน เธอไม่มีลูกและใจดี ชาวพื้นเมืองถูกลิดรอนสิทธิ์หลายๆอย่าง แต่สำหรับในฟาร์มนี่เลริซจะดูแลพวกเขาเป็นอย่างดี

"คนงานในฟาร์มของเลริซมีเมียและลูกเล็กๆ พักอยู่ด้วย พวกเขาต้มเบียร์หมักโดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีตำรวจมาค้นจับ ที่จริงแล้วเราออกจะรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองด้วยซ้ำ เมื่อรู้สึกว่าคนยากไร้พวกนี้ไม่มีอะไรจะต้องหวาดเกรงนักเมื่ออาศัยอยู่กับเรา เลริซยังดูแลเอาใจใส่แม้กระทั่งลูกๆของคนงาน ด้วยความสามารถทั้งหมดที่ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งไม่เคยมีลูกเป็นของตัวเองจะพึงทำได้ ถ้าบังเอิญพวกเขาป่วยขึ้นมาก็จะได้รับการดูแลราวกับเป็นเด็กเล็กๆเลยทีเดียว"

ชีวิตในไร่ของเลริซกับคนงาน ดำเนินไปอย่างราบรื่น เธอมีความสุขและเพลิดเพลินกับการใช้ชีวิตในฟาร์ม มีเด็กพื้นเมืองชื่อ เจ้าหนูอัลเบิร์ต ที่เธอมักจะเอาใจเป็นพิเศษ คืนหนึ่งเด็กชายจึงกล้าที่จะเดินมาเคาะหน้าต่างห้องนอน เพื่อบอกกับพวกเขาว่า มีชายคนหนึ่งป่วยมาก เด็กหนุ่มผู้ป่วยไม่ใช่คนงานในไร่ เขาเป็นน้องชายของคนงานชื่อเปตรัส ที่ลี้ภัยผิดกฎหมายด้วยการเดินเท้าตลอดทั้งกลางวันกลางคืนเพื่อหนีความยากจนมาเพื่อหางานทำ

เด็กหนุ่มนอนป่วยอยู่ในไร่มาสามวันแล้ว คืนนั้นเขาเสียชีวิตด้วยโรคนิวมอเนีย จากการเดินเท้าอันยากลำบาก รัฐนำคนตายไปชันสูตรและฝังแบบอนาถา

มนุษย์ในแต่ละเผ่าพันธุ์ต่างก็มีความเชื่อ ประเพณีต่างกัน พวกเขาต้องการจัดพิธีศพของตนเอง และพ่อของผู้ตายก็ได้รับใบอนุญาตให้เดินทางมาร่วมงานศพแล้วด้วย พวกเขาต้องการให้ขุดร่างคนตายขึ้นมา ทั้งยังรวบรวมเงินเป็นค่าจ้างขุดที่ต้องจ่ายให้แก่รัฐ

"และมันรวมกันอยู่ตรงนี้แล้ว เงินยี่สิบปอนด์ เป็นธนบัตรใบละปอนด์ปนกับใบละครึ่งปอนด์ ธนบัตรบางใบถูกพับและรีดจนเรียบเก็บไว้นานจนเปื่อย มีสภาพไม่ต่างไปจากผ้าขี้ริ้วเก่าๆ แต่บางใบก็ใหม่เอี่ยมและเรียบลื่นคงจะเป็นเงินของฟรานซ์ ผมเดาอยู่ในใจ แล้วก็เงินของอัลเบิร์ต ของดอราแม่ครัว แล้วก็ของจาค็อบคนสวน พระเจ้าเท่านั้นที่ทราบว่ามีเงินของใครรวมอยู่ในนี้อีกบ้าง

"เพื่อแลกกับสิ่งไร้ประโยชน์ของพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นความเชื่อของคนจนพวกนี้ ก็เหมือนกับคนจนทุกหนทุกแห่งนั่นแหละ ผมคิดในใจ พวกเขาเฝ้าแต่ผูกมัดตัวเองเอาไว้อย่างเหนียวแน่นกับพิธีกรรมของชีวิต เพื่อที่จะให้ตัวเองแน่ใจว่าได้ทำพิธีศพอย่างสมเกียรติ ซึ่งยากที่คนอย่างเลริซกับผมจะเข้าใจได้ เรามีทรรศนะว่า ชีวิตเท่านั้น จึงเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย แต่เมื่อพูดถึงความตาย เราก็มองเห็นว่ามันเป็นเหมือนกับการล้มละลายครั้งสุดท้ายเท่านั้นเอง"

อ่านเนื้อเรื่องตอนที่ชนพื้นเมืองพบว่าร่างในโลกนั้นไม่ใช่ลูกชายขอเขา ราวกับต้องกลืนยาขม สิ่งที่ชั่วร้ายที่สุดก็คือแม้ว่าจะตายไปแล้ว พวกเขาก็ยังถูกช่วงชิงความเชื่อ และดูถูกศักดิ์ศรีของความเป็นคน นาดีน กอร์ดีเมอร์ เขียนว่า ร่างที่นอนตายในโลงที่ทางราชการได้ขุดขึ้นมาให้นั้น ไม่ใช่ร่างของพี่น้องพวกเขา

นี่คือเหตุผลที่จะทำให้เกิดความรู้สึกน้ำตาตกใน

ถูกต้องทีเดียวว่าหนังสือเล่มหนึ่ง กระดาษไม่กี่แผ่นทำให้เกิดแรงบันดาลใจมหาศาล

นอกจากเรื่องรอยแยกของแผ่นดินแล้ว เรื่องสั้นอีกหกเรื่องก็ให้คุณค่าแก่การอ่านอย่างหาที่เปรียบได้ยาก เรื่องสั้นเหล่านั้นชื่อ บรรยากาศดีเพื่อนบ้านเป็นมิตร รักกลางเมือง รักต่างสี รอยด่างของชีวิต และเรื่องเล่าจากหมู่บ้าน อีกสองเรื่องที่ฉันจะเขียนถึง คือ มารดาของแผ่นดิน กับ รักต่างสี

มารดาของแผ่นดิน เรื่องของแม่ชาวมุสลิมคนหนึ่งที่มีหัวใจแกร่งกล้าไม่หวั่นเกรงว่าภัยจะมาถึงตัว เธอมีลูก 9 คน ลูกสี่คนแรกเกิดกับสามีคนที่หนึ่ง อีก 4 คนเกิดกับสามีคนปัจจุบัน ครอบครัวอยู่รวมกันในบ้านหลังเล็ก ยกเว้นลูกสาวคนโตแยกเรือนแต่งงาน

มุซฟา เป็นแม่บ้าน ดูแลบ้านและเลี้ยงลูก เธอใจดีชอบช่วยเหลือคน เป็นนักจัดการที่ละมุนละม่อม วันหนึ่งเธอยกเครื่องอัดสำเนามาที่บ้านทำเอกสารเพื่อช่วยเหลือคนพื้นเมือง เมื่อสามีทักท้วงว่าเธอยังแบกรับปัญหาของคนอินเดียด้วยกันไม่พออีกหรือ เธอตอบสามีน่าฟังว่า

"มันจะต่างอะไรกันล่ะ ยูซุฟ พวกเราทุกคนล้วนมีปัญหาเดียวกันทั้งนั้น"

ในเรื่องเธอถูกจับ ซึ่งเธอไม่ได้กังวลเลยแม้แต่น้อย สามีของเธอในช่วงต้นก็วุ่นวายใจและสับสน

ฉันขอบคุณนาดีน เธอสามารถสื่อสารพลังอันวิเศษของเพศหญิงชาวบ้านธรรมดากับเรื่องการเมือง เพราะไม่ว่าเราจะเป็นใครหากคิดทำประโยชน์แล้วก็สามารถจะทำได้ทั้งนั้น

"หล่อนไม่ใช่ผู้หญิงสมัยใหม่ที่ตัดผมสั้นและสวมกระโปรงสั้นจู๋ เขาแต่งงานกับสตรีมุสลิมพื้นๆธรรมดา ที่ตั้งท้องคลอดลูกแล้วก็นั่งตำพริกไว้กินเอง ในใจเขาปรากฏเครื่องถ่ายสำเนาของหล่อนวูบขึ้นมาทันใด คืนนั้นก่อนที่หล่อนจะถูกจับไป เขารู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นบ้า โง่งม และสิ้นหวัง เขาเริ่มกลายเป็นวิญญาณของเหยื่อที่เร่ร่อนอยู่ตามฉากของเหตุการณ์อาชญากรรม ด้วยแรงกระตุ้นอะไรไม่รู้ที่เขาไม่เข้าใจและไม่มีเวลาพอที่จะทำความเข้าใจ"

แม้จบเรื่องเธอยังถูกกักขัง หากนาซูฟก็คิดได้ว่าที่เขารักและแต่งงานกับแม่ม่ายลูกติดอย่างเธอ ก็เพราะเธอเป็นอย่างที่เธอเป็นนี่เอง ไม่เพียงดูแลคนในบ้าน ใจของเธอกว้างใหญ่ ช่วยเหลือผู้เดือดร้อนอยู่เสมอไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นชนชาติใด

เรื่องสั้นที่นำมาเป็นชื่อหนังสือ คือ รักต่างสี เห็นชื่อก็พอจะบอกให้รู้ว่าเป็นเรื่องความรักของคนสองคนที่มีสีผิวต่างกัน รักบริสุทธิ์ของหนุ่มสาวต่างเชื้อชาติคู่หนึ่งทำให้เกิดโศกนาฏกรรมที่นึกไม่ถึง

"เด็กในฟาร์มเล่นด้วยกันเมื่อพวกเขายังเล็ก แต่เมื่อเด็กผิวขาวแยกไปเข้าโรงเรียน พวกเขาก็ไม่เล่นด้วยกันอีกต่อไปแม้กระทั่งในวันหยุด ถึงแม้ว่าเด็กผิวดำส่วนใหญ่จะได้เรียนหนังสือเหมือนกัน แต่พวกเขาก็ถูกเด็กผิวขาวเรียนล้ำหน้าไปเรื่อย จนทิ้งห่างออกไปทุกที"

"เมื่อพวกเขาย่างวัยรุ่นหนุ่ม เด็กผิวดำที่มีร่างกายเปลี่ยนไป ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงกิริยาวาจาไปเป็นแบบผู้ใหญ่ด้วยอย่างง่ายดาย โดยเริ่มเรียกเพื่อนเล่นเก่าแก่ของเขาว่า นาย และ นายหญิง"

หญิงสาวกับชายหนุ่มเคยวิ่งเล่นด้วยกันครั้งยังเด็ก เมื่อเข้าโรงเรียนเด็กชายผิวขาวกับเด็กหญิงผิวดำก็ไม่ได้พบกันอีกเลย

เปาลัส แอสเซนดิค คือชื่อของชายหนุ่มผิวขาวลูกชายเจ้าของไร่ เขาเป็นเด็กหนุ่มรูปหล่อและมีชื่อเสียงมากในโรงเรียน เธเบดีคือเด็กสาวผิวดำ ทั้งสองยังนึกถึงและส่งของขวัญเล็กๆน้อยๆให้กันอยู่เสมอ ปิดเทอมใหญ่คราวนั้นทั้งคู่อายุสิบสี่สิบห้า ต่างเดินเล่นแล้วพบกัน รักของหนุ่มสาวปราศจากความเกรงกลัวใดๆ ทั้งคู่ลอบพบและเสพรสอันหวานชื่นของรัก

"เขาจ้องมองไปที่ใบหน้าสีเข้มของเธอ แล้วก็แลเห็นส่วนหนึ่งเป็นเงาสีดำกลมโตของเธอเป็นประกายสุกใสราวกับน้ำไหลริน กำลังจ้องมองตอบเขาอย่างตั้งอกตั้งใจ เฉกเช่นแววตาของเธอสมัยที่พวกเขาเคยรวบรวมตุ๊กตาวัวดินมาไว้ด้วยกัน และเช่นเดียวกับแววตาของเธอเมื่อเขาเล่าเรื่องครั้งที่ถูกกักตัวไว้ที่โรงเรียนในวันหยุดสุดสัปดาห์"

เมื่อเปาลัสอายุสิบเก้า เขาต้องจากบ้านเพื่อไปเรียนต่อสัตวแพทย์ในมหาวิทยาลัย เวลานั้นเธเบดีตั้งครรภ์ เธอไม่บอกให้เขารู้และได้แต่งงานกับนจาบูโลชายหนุ่มเผ่าเดียวกัน ทารกน้อยคลอดออกมามีผิวขาว เส้นผมสีทอง

ชายหนุ่มผิวขาวเมื่อกลับมาเมื่อปิดเทอมแล้วรู้ข่าว เขาเดินตรงเข้าไปในหมู่บ้านของคนผิวดำ เมื่อเห็นทารกซึ่งเป็นสายเลือดของตัวเอง ใบหน้าก็นองไปด้วยน้ำตา ความสุขไม่มีจริงสำหรับคนต่างสี มันคือความโหดร้าย สองวันต่อมาชายหนุ่มกลับมาอีกครั้ง ขณะที่ทารกกำลังท้องเสีย รุ่งขึ้นก็พบว่าเด็กทารกเสียชีวิต เธเบดีไม่ได้ร้องไห้ เธอเศร้าซึมและมือเย็นเยียบราวกับศพ

เรื่องราวถึงโรงถึงศาล ครั้งแรกเธเบดีให้การว่าชายหนุ่มผิวขาวว่ากรอกของเหลวใส่ปากทารก หนึ่งปีให้หลังจากนั้น เธเบดีให้การอีกครั้ง เธอบอกว่าไม่เห็นเลยว่าชายผิวขาวคนนั้นทำอะไรบ้างในบ้านเธอ เปาลัส เอสเซนดิค บอกว่า เขาไปพบเธอที่กระท่อม แต่ไม่ได้วางยาพิษเด็กทารก ศาลกล่าวว่า

"คำตัดสินสำหรับผู้ต้องหาก็คือ ไม่ผิด"

ส่วนเธเบดี เด็กสาวผิวดำให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่า "มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตอนเรายังเป็นเด็ก แต่เราจะไม่ได้พบกันอีกแล้ว"

เราจะไม่ได้พบกันอีกแล้ว คงไม่ใช่ความจริงหรอก เพราะเนื้อหาและเรื่องราวในเล่ม รักต่างสี ไม่ว่าจะเป็นมิตรภาพความขมขื่น ความโศกเศร้า ผู้คนที่ถูกลิดรอนสิทธิ์ ความรักและตัวละครทุกตัวทำให้สั่นไหว และจะเป็นที่จดจำ คงอยู่ในใจไปอีกแสนนาน