ผ้าทอไทยครั่ง บ้านทัพหลวง อุทัยธานี

ตอนที่ 2 วิถีไทยในลายผ้า
เส้นไหม ใยฝ้าย
ช่างภาพ: 

ผ้าพื้นบ้านพื้นเมืองของไทยที่ทอกันตามท้องถิ่นต่างๆ ในปัจจุบันนี้เต็มไปด้วยลวดลาย และสัญลักษณ์ต่างๆ มากมาย ซึ่งผู้ใช้ผ้าในยุคปัจจุบันอาจไม่เข้าใจความหมาย และมองไม่เห็นคุณค่า ลวดลายและสัญลักษณ์เหล่านี้ บางลายก็มีชื่อเรียกสืบต่อกันมาหลายชั่วคน บางชื่อก็เป็นภาษาท้องถิ่น ไม่เป็นที่เข้าใจของคนไทยในภาคอื่นๆ เช่น ลายเอี้ย ลายบักจัน ฯลฯ บางชื่อก็เรียกกันมาโดยไม่รู้ประวัติ เช่น ลายแมงมุม ลายปลาหมึก ซึ่งแม้แต่ผู้ทอก็อธิบายไม่ได้ว่าทำไมจึงเรียกชื่อนั้น บางลวดลายก็มีผู้ตั้งชื่อให้ใหม่ เช่น ลาย "ขอพระเทพ" เป็นต้น สัญลักษณ์ และลวดลายบางอย่าง ก็เชื่อมโยงกับคติและความเชื่อของคนไทยพื้นบ้าน ที่นับถือสืบต่อกันมาหลายๆชั่วอายุคน และยังสามารถเชื่อมโยงกับลวดลายที่ปรากฏอยู่ในศิลปะอื่นๆ เช่น บนจิตรกรรมฝาผนัง และสถาปัตยกรรม หรือบางทีก็มีกล่าวถึงในตำนานพื้นบ้าน และในวรรณคดี เป็นต้น เราอาจศึกษาเปรียบเทียบลวดลายสัญลักษณ์เหล่านี้ กับสัญลักษณ์อย่างเดียวกันที่ปรากฏอยู่ในศิลปะประเภทอื่นๆ เช่น ในจิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม และแม้แต่ใน ตำนานพื้นบ้านที่เล่าขานสืบต่อกันมา หรือในวรรณกรรมต่างๆ ลวดลายที่เชื่อมโยงกับความเชื่อพื้นบ้านไทยอย่างเห็นได้ชัด มีดังนี้ สัญลักษณ์งูหรือนาค งูหรือนาคปรากฏอยู่ในลายผ้าพื้นเมืองของคนไทยกลุ่มต่างๆ เกือบทุกภูมิภาคของประเทศ โดยเฉพาะในล้านนา และในอีสาน นอกจากนี้ยังพบในศิลปะของกลุ่มคนที่พูดภาษาตระกูลไท ที่อาศัยอยู่นอกดินแดนของไทยในปัจจุบัน เช่น ในสิบสองปันนา ในลาว อีกด้วย

ในอดีตนั้นชาวไทยครั่งจะทอผ้าซิ่นไหมหรือผ้าซิ่นฝ้ายไว้นุ่งเอง โดยจะใช้ผ้าซิ่นฝ้ายไว้นุ่งทำงานและผ้าจะทอขึ้นเพื่อใช้ในเวลามีงานบุญ งานแต่ง โดยเฉพาะเจ้าสาวจะต้องทอผ้าหน้ามุ้ง ผ้าห่ม ปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน ผ้าสไบ ผ้าเช็ดเท้า หมอนและผู้ที่เป็นเจ้าบ่าว จะต้องมาช่วยเจ้าสาวปั่นด้ายในเวลากลางคืน และชนชาติลาวครั่งจะต้องมีผ้าสีแดงอยู่ 1ผืน ซึ่งมีลวดลายสวยงามที่สุดเพราะผ้าผืนนี้จะ เก็บไว้ใช้ห่มก่อนเสียชีวิต ซึ่งเชื่อว่าจะมีชีวิตสุขสบายในภพหน้านอกจากนี้แล้วจะทอผ้าไว้เพื่ออุทิศส่วนกุศลผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว

ผ้าซิ่นของชาวไทยครั่งยังมีเอกลักษณ์เฉพาะที่ไม่เหมือนผ้าซิ่นของชนชาติอื่น คือผ้าซิ่นจะมี 3ส่วน ซึ่งเปรียบได้กับอวัยวะของมนุษย์ คือ มีหัว ตัว ตีน ส่วนตัว และหัวจะมีสีอะไรก็ได้ แต่ส่วนตีนจะต้องเป็นสีแดง ปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลง คือ ไม่มีส่วนหัว และส่วนเชิงจะต้องเป็นสีเดียวกับตัวผ้าซิ่น สำหรับผ้าซิ่นของชาวไทยครั่งที่ทอจากผ้าไหมจะนิยมสีแดง นอกจากนี้ยังนำวัตถุดิบจากรอบตัว คือ ดอกไม้ ใบไม้ เปลือกไม้ มาทำให้เกิดสีต่างๆ เช่น สีเขียว สีม่วง สีชมพู สีเทา สีน้ำตาล อีกทั้งยังได้กำหนดความหมายของสีแต่ละสีด้วย เช่น สีขาว หมายถึง ความสว่าง ท้องฟ้าสีดำ หมายถึง ความมืด สีเขียว หมายถึง ใบไม้ ป่าไม้ เป็นต้น ส่วนลายผ้าก็จะจินตนาการจากสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวเช่นกัน คือ ดอกไม้ ดาวบนท้องฟ้าสิ่งปลูกสร้าง สัตว์ต่าง ๆ อันเป็นการแสดงถึงความเป็นธรรมชาติที่อ่อนช้อยและงดงามอย่างมาก

ผ้าทอชาวไทยครั่งลายโบราณของจังหวัดอุทัยธานี จึงเป็นการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีของชนชาติไทยครั่ง (ลาวครั่ง) ที่อพยพมาอาศัยอยู่ในตำบลโคกหม้อ อำเภอทัพทัน ตำบลทัพหลวง ตำบลบ้านบึง ตำบลห้วยแห้ง ตำบลบ้านไร่ อำเภอบ้านไร่ และยังคงผลิตผ้าทอตามรูปแบบวิธีการผลิตผ้าทอแบบโบราณซึ่งได้สืบทอดมาจากบรรพบุรุษอย่างเคร่งครัด ทำให้ผ้าทอลายโบราณของจังหวัดอุทัยธานี เป็นผ้าทอที่ทรงคุณค่าและเป็นที่นิยมของบุคคลทั่วไป

(ขอขอบคุณผืนผ้าสวยๆจาก กลุ่มทอผ้าบ้านทัพหลวง คุณสินเทา ป้อมคำ บ้านเลขที่ 37 หมู่ 2 ตำบลทัพหลวง อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี 61140 โทร.0-5654-6128)