สื่อมวลชนสัญจร : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์

แบ่งปันความรู้สู่สาธารณะ

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ เป็นศูนย์กลางในการศึกษาโบราณวัตถุ ศิลปะวัตถุในศิลปะทวารวดีที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย สร้างขึ้นหลังจากที่ได้ย้ายเมืองนครชัยศรีจากตำบลท่านามายังบริเวณพระปฐมเจดีย์ในช่วงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ครานั้นสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย มีพระดำริให้รวบรวมโบราณวัตถุในเมืองนครชัยศรี เจ้าพระยาศรีวิไชยชนินทร์ สมุหเทศาภิบาลมณฑลนครชัยศรีในขณะนั้น จึงมอบหมายให้หลวงพุทธเกษตรานุรักษ์ (จร จรณี) และหลวงไชยราษฏร์รักษา (โพธิ์ เคหะนันท์) ดำเนินการรวบรวมโบราณวัตถุ

ในระยะแรกโบราณวัตถุและศิลปกรรมต่างๆที่รวบรวมมาได้นำมาเก็บไว้ที่ระเบียงคดรอบองค์พระปฐมเจดีย์ ต่อมา พ.ศ.2454 ได้ย้ายไปที่วิหารตรงข้ามพระอุโบสถต่อมาคือ พระปฐมเจดีย์พิพิธภัณฑสถาน ซี่งอยู่ในความดูแลของวัดพระปฐมเจดีย์ ขณะนี้อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร เมื่อโบราณวัตถุที่ค้นพบใหม่เพิ่มมากขึ้นทำให้อาคารพิพิธภัณฑสถานที่บริเวณเดิมคับแคบ ใน พ.ศ.2510 กรมศิลปากรจึงจัดสร้างอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหลังปัจจุบันขึ้น ทั้งยังได้เคลื่อนย้ายโบราณวัตถุจากพิพิธภัณฑสถานหลังเดิมมาจัดแสดง โดยมากจะเป็นโบราณวัตถุในวัฒนธรรมทวารวดี ส่วนใหญ่เป็นหลักฐานในวัฒนธรรมทวารวดี ซึ่งเป็นช่วงอดีตที่รุ่งเรืองของดินแดนนครปฐม

สิรินทร์ ย้วนใยดี หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ นำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์ สถานที่รวบรวมและเก็บรักษาโบราณวัตถุที่หาชมได้ยากตั้งแต่สมัยแรกที่เมืองแห่งนี้สร้างขึ้น ส่วนใหญ่เป็นศิลปะทวารวดี การจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์ฯ เป็นการปรับปรุงจากการจัดแสดงเดิมโดยเพิ่มเนื้อหาทางประวัติศาสตร์และพัฒนาการของเมืองนครปฐมที่สอดคล้องกับโบราณวัตถุที่รวบรวมไว้ในพิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่มีอายุอยู่ในสมัยทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ 12-16) ทั้งยังได้พัฒนารูปแบบการจัดแสดงที่ช่วยสื่อเนื้อหาเรื่องราวให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ในส่วนแรกของนิทรรศการจัดแสดงแนะนำลักษณะทั่วไปของจังหวัดนครปฐมในปัจจุบัน จากนั้นพาผู้ชมย้อนอดีตเพื่อทราบว่าก่อนจะมาเป็นนครปฐมในปัจจุบัน ดินแดนแห่งนี้มีความเป็นมาอย่างไร นำเสนอเรื่องราวการตั้งถิ่นฐานของชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ การติดต่อรับพุทธศาสนาและวัฒนธรรมจากอินเดียเข้ามาผสมผสานกับความเชื่อและวัฒนธรรมท้องถิ่นจนพัฒนาเป็นชุมชนยุคต้นประวัติศาสตร์ที่รู้จักกันในนามทวารวดี โบราณวัตถุที่จัดแสดงนี้มีเครื่องใช้สมัยก่อนประวัติศาสตร์ โบราณวัตถุที่แสดงอิทธิพลวัฒนธรรมอินเดียและภาพปูนปั้นรูปชาวต่างประเทศที่แสดงถึงการติดต่อกับชุมชนภายนอก ภาพปูนปั้นแสดงลักษณะหน้าตาและการแต่งกายของคนพื้นเมือง เครื่องประดับ และเครื่องปั้นดินเผาแบบต่างๆ รวมถึงศิลาจารึกพบบริเวณเมืองโบราณนครปฐมซึ่งล้วนเป็นหลักฐานสำคัญที่ทำให้เข้าใจวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนทวารวดีที่นครปฐมเมื่อพันกว่าปีมาแล้ว

ส่วนที่ 2 นำเสนอเรื่องราวทางด้านศาสนาและความเชื่อของชุมชนทวารวดีที่นครปฐมที่สะท้อนผ่านงานศิลปกรรมต่างๆ โดยเฉพาะศิลปกรรมเนื่องในพุทธศาสนาลัทธิเถรวาทอันเป็นความเชื่อหลักในวัฒนธรรมทวารวดี โบราณวัตถุที่จัดแสดงในส่วนนี้ประกอบด้วยชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมและประติมากรรมประเภทต่างๆ อาทิ พระพุทธรูป ภาพสลักเล่าเรื่องพุทธประวัติ ภาพปูนปั้นเรื่องชาดกประดับฐานเจดีย์และธรรมจักร ซึ่งโบราณวัตถุเหล่านี้จัดว่าเป็นตัวอย่างงานศิลปกรรมสมัยทวารวดีที่งดงามยิ่งทำให้ผู้สนใจศิลปะทวารวดีต้องเข้ามาเยี่ยมเยือน

ส่วนที่ 3 นำเสนอเรื่องราวของนครปฐม ภายหลังจากความเจริญรุ่งเรืองของสมัยทวารวดีผ่านพ้นไป ไม่ปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ชัดเจนมากนัก ต่อในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯให้ปฏิสังขรณ์องค์พระปฐมเจดีย์และเป็นงานสำคัญที่สืบเนื่องต่อกันมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เมืองนครปฐมได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นมณฑลนครชัยศรี ในรัชกาลต่อมา เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้ก่อสร้างพระราชวังสนามจันทร์ขึ้น เมืองนครปฐมจึงได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องก่อนที่จะเปลี่ยนฐานะมาเป็นจังหวัด ศิลปโบราณวัตถุที่จัดแสดงในส่วนนี้มีหุ่นจำลองพระราชวังปฐมนครที่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นที่นครปฐม สำหรับเป็นที่ประทับในการเสด็จฯมานมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ พระพุทธรูปสมัยรัตนโกสินทร์ที่ได้จากองค์พระปฐมเจดีย์และหุ่นจำลองของเมืองนครปฐมปัจจุบัน

สิรินทร์ ย้วนใยดี หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ กล่าวว่าที่นี่รวบรวมโบราณวัตถุที่มีลักษณะเฉพาะคือธรรมจักร ด้วยเมืองทวารวดีเป็นเมืองท่าค้าขายเป็นศูนย์กลางทางพุทธศาสนาจึงมีธรรมจักรเป็นจำนวนมาก ธรรมจักรชิ้นนี้พิเศษมีการแสดงภาพเล่าเรื่อง ลูกช้างเทน้ำพร้อมด้วยเทวีซึ่งเป็นผู้หญิงสื่อถึงการชำระล้าง ความอุดมสมบูรณ์ความโชคดี ธรรมจักรชิ้นนี้เป็นการเล่าเรื่องพระพุทธเจ้าประสูติเป็นการอวยชัยให้พรบันดาลความสุขพบในบริเวณเมืองเก่า นครชัยศรี สำหรับความเชื่อทางด้านศาสนาในจังหวัดนครปฐมนั้นเป็นศาสนาพราหมณ์มาก่อน พุทธศาสนาเข้ามาในภายหลัง ธรรมจักรชิ้นเก่าอีกชิ้นหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ โดยปกติจะต้องมีบันไดแก้วบันไดทองพาดลงมา แต่งานชิ้นนี้ไม่มีบันไดแก้วบันไดทอง จึงยังเป็นข้อสันนิษฐาน

ธรรมจักรเป็นงานศิลปกรรมในศิลปะทวารวดีอีกประเภทที่พบมากในเมืองนครปฐมโบราณ ทำทั้งแบบสลักนูนสูง และแบบลอยตัวมีส่วนฐานสำหรับถ่วงน้ำหนัก บางครั้งพบร่วมกับกวางหมอบเป็นสัญลักษณ์สำคัญแทนพระพุทธประวัติครั้งแสดงปฐมเทศนา ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้กับกรุงพาราณสี ยังได้พบฐานรองรับธรรมจักรควบคู่กับธรรมจักรด้วย ทั้งสองส่วนนี้เป็นคติเดิมจากศิลปะอินเดียโบราณที่มีการสร้างเสาธรรมจักรประดิษฐานตามพุทธสถานต่างๆ

คนสงสัยว่าโบราณวัตถุชิ้นนี้เป็นโอ่งหรือไหแต่เป็นโกศใส่กระดูก ในอารยธรรมโบราณหินสลักค่อนข้างยากน่าจะใช้พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าเป็นสิ่งสำคัญ ด้านล่างเป็นดอกบัว เป็นลักษณะหนึ่งของเจดีย์ในสมัยแรกๆสร้างเจดีย์เพื่อเก็บกระดูกพระบรมอัฐิ

สิรินทร์ ย้วนใยดี ให้รายละเอียดถึงห้องจัดแสดงเกี่ยวกับศาสนาความเชื่อในจังหวัดนครปฐม มีชาดก ธรรมจักร พื้นที่แผ่นดินที่เรายืนอยู่นี้มีความเป็นมาอย่างไร เรานำโบราณวัตถุก่อนประวัติศาสตร์บอกเล่าเรื่องราวที่จังหวัดนครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี อู่ทอง กาญจนบุรี ทั้งนี้นครปฐมเป็นยุคโลหะมาแล้วเมื่อพิจารณาจากสภาพทางธรรมชาติ นครปฐมเป็นเมืองเกษตร พื้นที่ราบลุ่มมีแม่น้ำไหลผ่านดินลุ่มน้ำในช่วงก่อนประวัติศาสตร์ บริเวณนี้เคยเป็นทะเลมาก่อนเมื่อทะเลเหือดแห้งไปจึงมีผู้คนเข้ามาอยู่อาศัยมีการเดินทางติดต่อกันในภูมิภาคต่างๆซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางประวัติศาสตร์ โบราณวัตถุที่พบเจอในน้ำติดมากับเรือจมเพราะสมัยก่อนนั้นพาหนะส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเรือ บุคคลที่มีการสัญจรติดต่อกันนั้นมีลักษณะการแต่งตัวแปลกๆเป็นแรงบันดาลใจของคนสมัยก่อน มีการใส่หมวกอาหรับ อินเดีย

นครปฐมอยู่ในลุ่มแม่น้ำท่าจีน มีเมืองโบราณปราจีนบุรี ปูนปั้นมีความน่าสนใจในสมัยทวารวดีพบมากในการประดับศาสนสถาน มีรูปทรงสี่เหลี่ยมปูนปั้นประดับตามช่องต่างๆ 1 ชิ้น 1 งาน ใบหน้าไม่เหมือนกัน จากการขุดค้นธรรมศาลาพบปูนปั้นมากมายหน้าตาไม่ซ้ำกัน ด้านหนึ่งเป็นคนแคระกับยักษ์ อีกด้านหนึ่งจะเป็นเทวดา มีการแสดงลักษณะที่แตกต่างกัน ใบหน้าเรียบๆ ยิ้มๆ แสดงออกซึ่งการเป็นทวารวดีมีคิ้วต่อกันเป็นปีกกา ตาโปนออกมา จมูกโตได้รับอิทธิพลจากอินเดีย แต่ถ้าเป็นทวารวดีแท้ๆจมูกจะแบน ปากพื้นเมืองจะบานๆ แบะๆ ปูนปั้นในหมวดยักษ์ขมวดคิ้ว ดังนั้น เขาจึงเปรียบคนที่ขี้โมโหโกรธาหน้าบึ้งเหมือนยักษ์ขมวดคิ้ว เวลายิ้มมองเห็นเขี้ยว คนแคระเชื่อมโยงวรรณกรรมตะวันตก คนแคระเทพเจ้าแบกโลก ในราชสำนักอินเดียคนแคระเป็นเครื่องหมายของความอุดมสมบูรณ์ ความร่ำรวย

การหล่อโลหะเป็นเครื่องประดับ ตุ้มหูสมัยทวารวดีใหญ่มากต่างจากเครื่องประดับสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ไม่ได้ใส่เพียงครั้งเดียวตอนเสียชีวิตแต่เขาใช้ในชีวิตประจำวันจึงมีการขยายหู ระเบิดหูเป็นพันๆปีมาแล้ว ตุ้มหูส่วนหนึ่งถูกขอยืมไปจัดแสดงในต่างประเทศ เครื่องประดับที่ทำจากโลหะมีค่า มีการฝังหินสีอัญมณีไว้ด้วย ตู้จัดแสดงนี้เป็นเครื่องปั้นดินเผามีการศึกษาค้นคว้าเป็นส่วนยอดสถูปมีจารึกคาถาหัวใจของพระพุทธศาสนาที่มีชื่อเสียง

"พระสารีบุตรศึกษาเรียนมาทุกสำนักยังไม่เจอสิ่งที่ตัวเองคิดว่าที่สุด วันหนึ่งเดินผ่านไปเห็นพระอัสสะชิ เดินมาด้วยกิริยาที่สำรวมและสงบมาก ถามไปคำเดียวว่าใครเป็นอาจารย์ของท่าน อยากจะขอไปเรียนด้วย พระอัสสะชิก็ตอบว่า เย...ธัมมา เป็นภาษาบาลีค่อนข้างยาวมาก แปลเป็นไทยหมายความว่า สิ่งใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตได้ตรัสถึงเหตุสิ่งนั้น คนสมัยก่อนมีจิตใจอ่อนไหว เมื่อได้ฟังอุปติสสะบรรลุพระโสดาบันจึงตามไปบวช จากนั้นก็ได้เป็นพระสารีบุตร ซึ่งเป็นอัครสาวกของพระพุทธเจ้า ด้วยคาถาย่อๆของบอกทุกอย่างว่าอริยสัจ4 เหตุแห่งทุกข์ และวิธีการดับทุกข์ อะไรเกิดแต่เหตุพระพุทธเจ้าบอกวีธีดับเหตุนั้นเป็นอักษรปัลลวะ เขียนเป็นภาษาบาลี มีการจารึกเขียนเป็นภาษามอญ มีการพูดถึงทวารวดีอาจจะเป็นมอญเป็นภาษาพื้นเมือง เขียนตามพระวจนะของพระพุทธเจ้าเป็นภาษามอญ ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้ประจำในท้องถิ่น ตัวอักษรเย...ธัมมัง เป็นจารึกที่สวยงามมาก ลายมือของอาลักษณ์ไม่ใช่ลายมือหวัดๆธรรมดา" สิรินทร์ ย้วนใยดี เล่าถึงเกร็ดความรู้ให้คณะสื่อมวลชนรับฟัง

นครปฐมเป็นเมืองใหญ่ที่สุดในบรรดาเมืองทวารวดี เมื่อเปรียบเทียบกับกำแพงแสน อู่ทอง ปราจีนบุรี เจดีย์พระประโทน พระปฐมเจดีย์อยู่นอกเมือง สมัยก่อนที่รัชกาลที่ 4 เสด็จฯมายังพระปฐมเจดีย์ยังอยู่ในป่าเขา ชาวเมืองทิ้งเมืองไปนานแล้วเหลือแต่เพียงองค์พระปฐม เมื่อรัชกาลที่ 4 ทรงฟื้นฟูซ่อมแซมพระปฐมเจดีย์ ความเจริญก็เริ่มเข้ามาอยู่ในบริเวณนี้ ยิ่งมีการสร้างทางรถไฟในสมัยรัชกาลที่ 5 การคมนาคมขนส่งสะดวก

ผู้ที่เข้าชมพระพุทธรูปทวารวดีมีอาการยืนเอียงโดยเฉพาะตรงเข่าเหมือนตั้งใจให้เห็นว่าพระพุทธรูปทวารวดีขาหักทั้งหมด เป็นเพราะใช้แผ่นหินก้อนใหญ่ ทำเป็นเดือยแยกเป็นท่อนๆต่อกันได้ ด้านหลังมีการสลักเป็นของเดิมเห็นหินทราย ในยุคทวารวดีหินปูน สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพรับสั่งให้รวบรวมไว้ หลวงพ่อใหญ่องค์นี้ใหญ่ที่สุดพบตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 5 ปูนปั้นสดๆมีส่วนหนึ่งที่เผาบางคนว่าเผาเก่ากว่ายังพิสูจน์ไม่ได้ เพราะเคยพบพระพุทธรูปสมัยทวารวดีที่เป็นปูนสด จึงสันนิษฐานว่าถ้าต้องเผาใช้เวลาเยอะ ศาสนสถานที่ประดับมีร่องรอยเศษข้าวเศษแกลบอยู่ในพระพุทธรูปแสดงว่าในสมัยนั้นมีการบริโภคข้าวแล้ว ปูนโบราณได้จากแคลเซียมเปลือกหอยหินปูน ปูนปั้นสดอยู่ได้เป็นพันๆปีไม่เหมือนปูนเผา ถ้าปูนเผาอยู่ได้นานไม่หลุดร่วงลงมา แต่ถ้าถูกความชื้นจะยุ่ยเป็นผุยผงลงมาเหมือนกับธรรมศาลาที่เราเห็นกัน ดังนั้น ภายในพิพิธภัณฑ์ต้องระวังเรื่องความชื้นเป็นพิเศษจะส่งผลกระทบต่อโบราณวัตถุ ภาชนะดินเผา ปูนปั้นไม่เหมือนไม้

ร่องรอยอารยธรรมทวารวดีที่ปรากฏผ่านทางพระพุทธรูป เป็นความโชคดีที่ชาวนครปฐมมีพระพุทธรูปศิลาขาวอายุนับพันปีไว้เพื่อสักการบูชาถึงสองพระองค์ที่องค์พระปฐมเจดีย์ส่วนใหญ่ผู้คนจะเข้ามาสักการะทุกวันที่ 13พฤศจิกายน ของทุกปี เป็นเวลาต่อเนื่องมานานหลายปีแล้ว พระพุทธรูปศิลาขาว พระพุทธรูปขนาดใหญ่มีรอยต่อเป็นท่อนๆตั้งอยู่ในวัดทุ่งพระเมรุแล้วนำมาประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถวัดพระปฐมเจดีย์ พระพุทธรูปศิลาขาวอีกองค์หนึ่งนำมาประดิษฐานอยู่ ณ ลานทักษิณชั้นลดด้านทิศใต้ขององค์พระปฐมเจดีย์ พระพุทธรูปศิลาขาวอีกองค์หนึ่งประดิษฐานไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระพุทธรูปศิลาขาวอีกองค์หนึ่งประดิษฐานไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

"พระพุทธรูปองค์ใด มีพุทธลักษณะอันงามสง่าโสภา พร้อมสำเร็จด้วยศิลาขาวอันมีคุณค่ายิ่ง อันชนผู้มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระรัตนตรัย สร้างไว้เป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาในสมัยทวารวดีซึ่งเป็นเมืองไทยในโบราณมีอายุนานนับพันปี มีพระพักตร์อิ่มเอิบดุจพระจันทร์วันเพ็ญในยามราตรีมีอภินิหารไม่น้อยเป็นที่รวมแห่งใจใครเพื่อจะบูชาของชนผู้มีศรัทธาอยู่เนืองนิจ ทรงประทับนั่งอยู่บนบัลลังก์ภัทรอาสน์ ณ มณฑลด้านทิศใต้ขององค์พระปฐมเจดีย์เป็นเวลาครบ30ปี ประดุจกำลังประทานพรแก่ปวงประชาทุกหมู่เหล่า ข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมเกล้าวันทา พระพุทธรูปศิลาขาวพระองค์นั้น พร้อมทั้งพระธรรม และพระสงฆ์ ข้าพระพุทธเจ้าตั้งใจน้อมบูชาพระพุทธรูปศิลาขาวนั้นอันควรแก่การนอบน้อมโดยส่วนเดียวเช่นนี้ในสมาคมนี้ด้วยประการฉะนี้แล้ว ด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธรูปศิลาขาวอันศักดิ์สิทธิ์นั้นขอข้าพระพุทธเจ้าจงมีความสุข เป็นผู้ไม่มีเวร ปราศจากอันตราย เจริญงอกงามไพบูลย์ในพระธรรมเป็นนิจเทอญ..." บทสวดที่ถ่ายทอดเป็นภาษาไทยมีความไพเราะเป็นอย่างยิ่ง

ภาพสลักจากเจดีย์จุลประโทนเป็นองค์เจดีย์อยู่กลางเมืองเก่าคู่กับประโทนเจดีย์เป็นเจดีย์แบบทวารวดีฐานเป็นสี่เหลี่ยม จากการขุดค้นสร้างซ้อนกันไม่ต่ำกว่า3สมัย ขุดเข้าไปข้างในมีโบราณสถานที่มีขนาดเล็กกว่ามีการย่อมุมมาด้านอกเป็นสี่เหลี่ยมตามปกติ ภาพประดับเล่าเรื่องชาดก นักวิจัยคาดหมายว่ามีอิทธิพลพุทธศาสนาหลายนิกาย ชิ้นนี้เป็นสิงโตทวารบาน เมื่อยกชิ้นนี้ออกไปมีการเปลี่ยนรูปแบบ ฝีมือปูนปั้นเป็นคนละฝีมือกันมีการระบายสีด้วย

ชื่อของทวารวดีเป็นชื่อที่ชาวต่างชาติคุ้นเคยมากโดยเฉพาะชาวฝรั่งเศสให้ความสนใจ รู้จักมากกว่าสุโขทัยเนื่องจากมีการเผยแพร่ข้อมูลเนื่องจากยุคทวารวดีมีการติดต่อเชื่อมโยงกับยุโรป อินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เชื่อมกับฟูนัน เขมร ทำให้มีความน่าสนใจ ชิ้นนี้เป็นชาดกตอนที่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นม้า เรื่องราวการค้นคว้าไม่มีสิ้นสุด จึงเป็นเสน่ห์ในการสร้างจินตนาการต่อไปได้อีกมากมาย รวมทั้งยังมีคัมภีร์ที่เขียนถึงเรื่องทวารวดี

วัฒนธรรมทวารวดีเป็นวัฒนธรรมทางพุทธศาสนารุ่นแรกสุดที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เป็นวัฒนธรรมเนื่องในพุทธศาสนาแบบเถรวาทที่ใช้ทั้งภาษาบาลีและสันสกฤตในคัมภีร์ทางศาสนา อิทธิพลทางศาสนาเปลี่ยนแปลงความเชื่อของคนพื้นเมืองเดิมอย่างกว้างขวาง คติในการฝังศพแบบสังคมดั้งเดิมก็เปลี่ยนเป็นเผาศพตามคตินิยมในพุทธศาสนา เมืองโบราณนครปฐมเป็นหน้าด่านในการยอมรับนับถือพุทธศาสนาที่เริ่มแพร่หลายเข้ามา ปรากฏร่องรอยหลักฐานทั้งศาสนสถาน ศาสนวัตถุ ศิลปกรรม ข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน วัฒนธรรมทวารวดีเจริญรุ่งเรืองอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12-16ในช่วงแรกอิทธิพลของวัฒนธรรมอินเดียปรากฏอย่างชัดเจน ต่อมาศิลปวัฒนธรรมทวารวดีจึงได้มีพัฒนาการและผสานวัฒนธรรมอินเดียกับรสนิยมพื้นถิ่นจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง

ในแง่ศิลปกรรม ศิลปะทวารวดีได้รับอิทธิพลจากศิลปะอินเดียสกุลอมราวดี คุปตะ หลังคุปตะและปาละ ศิลปะทวารวดีที่คงเหลืออยู่ในเขตจังหวัดนครปฐมมีทั้งสถาปัตยกรรม ประติมากรรม ศิลปวัตถุอื่นๆโดยสถาปัตยกรรมที่ยังคงอยู่มีสภาพไม่สมบูรณ์ ส่วนบนของศาสนสถานพังทลายลงหมด แต่สามารถพบส่วนยอดของสถูปศิลาได้ในหลายแห่ง

จดหมายเหตุการเดินทางของชาวจีนได้รับการบันทึกไว้ว่ามีอาณาจักรโบราณชื่อทวารวดี ทั้งยังได้ค้นพบเหรียญเงินจารึกภาษาสันสกฤต ณ เมืองโบราณนครปฐมมีข้อความว่า "ศรีทวารวดี ศวรปุณยะ" แปลว่า พระเจ้าทวารวดีผู้มีบุญอันประเสริฐ ต่อมายังได้พบเหรียญลักษณะเดียวกันนี้ในพื้นที่อื่นๆที่ได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมทวารวดีด้วย

ประติมากรรมในสมัยทวารวดีส่วนใหญ่เป็นพระพุทธรูป ธรรมจักร กวาง หมอบ ประติมากรรมประดับศาสนสถาน พระพุทธรูปที่พบสลักด้วยหิน พระพุทธรูปรุ่นต้นปรากฏอิทธิพลของศิลปะอินเดียมากกว่าพระพุทธรูปรุ่นถัดมา พระพุทธรูปยืนมักตั้งตรงทรงแสดงปางแสดงธรรมทั้งสองพระหัตถ์ ส่วนพระพุทธรูปนั่งในท่านั่งขัดสมาธิราบและแสดงปางสมาธิ มีบางส่วนที่พบพระพุทธรูปนั่งห้อยพระบาทแสดงปางแสดงธรรมด้วยพระหัตถ์ขวา ในศิลปะทวารวดีจะพบพระพุทธรูปที่เป็นภาพสลักนูนต่ำ หากเป็นขนาดใหญ่จะสลักบนผนังถ้ำ ส่วนที่เป็นขนาดเล็กนิยมทำเป็นพระพิมพ์ทั้งที่ทำด้วยดินเผาและดินดิบ พระพิมพ์สมัยทวารวดีสร้างขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ เพื่อการสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาโดยจารึกคาถา เย ธมฺมา ซึ่งเป็นหัวใจของพระศาสนาบนพระพิมพ์เหล่านั้นด้วย

วิถีชีวิตของชาวทวารวดีโบราณสามารถศึกษาได้จากชิ้นส่วนประติมากรรมต่างๆที่พบโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาพปูนปั้นเล่าเรื่องชาดกประดับเจดีย์จุลประโทณ หลักฐานเหล่านี้บ่งชี้ลักษณะทางกายภาพของชาวทวารวดีโบราณ เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ภาชนะประเภทต่างๆ

จากจารึกภาษามอญที่พบบริเวณเมืองนครปฐมและเมืองโบราณอื่นๆในวัฒนธรรมทวารวดี มีข้อสันนิษฐานว่าชาวทวารวดีในสมัยนั้นเป็นกลุ่มคนที่ใช้ภาษามอญเป็นหลัก เมืองโบราณทวารวดีมีกลุ่มเชื้อสายอื่นๆปะปนอยู่ด้วย คนส่วนใหญ่เป็นชาวมอญหรือคนที่ใช้ภาษามอญในการสื่อสารเป็นหลัก หลักฐานภาพปูนปั้นที่พบเป็นรูปบุคคลในเครื่องแต่งกายผ้านุ่งทบชายผ้าด้านหน้า คาดทับด้วยสารรัดที่ทำด้วยเชือก ผ้าหรือเข็มขัด ไม่พบว่ามีการสวมเสื้อ บางครั้งใช้ผ้าพาดบ่า หรือรัดอก ทั้งนี้บุรุษและสตรีแต่งกายใกล้เคียงกัน ชาวทวารวดีโบราณนิยมสวมเครื่องประดับ สร้อย ตุ้มหู กำไล กำไลต้นแขน รวมทั้งเครื่องตกแต่งศีรษะแบบต่างๆ พบตุ้มหูที่ใช้สอยจริงในลักษณะเดียวกับภาพปูนปั้น ยังค้นพบลูกปัดที่เป็นหิน แก้ว และโลหะในเมืองโบราณทวารวดีหลายๆแห่ง

ภาชนะเครื่องใช้ในเมืองนครปฐมโบราณส่วนใหญ่เป็นภาชนะดินเผาแบบไม่เคลือบ มีทั้งสืบทอดรูปแบบมาจากสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ลายเชือกทาบ ลายขูดขีดและรูปแบบที่เป็นอิทธิพลจากอินเดีย ลายประทับในกรอบสี่เหลี่ยมที่เป็นรูปสัตว์และดอกไม้ ภาชนะดินเผาเหล่านี้ หม้อ ไห ชาม โถมีพวย ตะเกียง ตะคัน จานมีเชิง ใช้ในชีวิตประจำวันและพิธีกรรมทางศาสนา ทั้งนี้ภาพปูนปั้นประดับฐานเจดีย์จุลประโทณยังปรากฏภาพกินนรกำลังเล่นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งลักษณะคล้ายพิณเปี๊ยะซึ่งเป็นเครื่องสาย พื้นบ้านทางภาคเหนือของไทย เครื่องดนตรีลักษณะนี้เทียบเคียงได้กับเครื่องดนตรีโบราณของอินเดียชื่อ เอกะตันตริที่มักพบในศิลปะอินเดียภาคใต้ในช่วงพุทธศตวรรษที่13-14ซึ่งมีอายุไล่เลี่ยกับศิลปะทวารวดี และมีความเป็นไปได้ถึงอิทธิพลทางวัฒนธรรมอินเดียที่มีต่อทวารวดี

โบราณวัตถุสำคัญที่พบคือจารึกโบราณซึ่งมักจารึกบนแผ่นหินหรือศาสนวัตถุ จารึกเหล่านี้ส่วนใหญ่จารึกด้วยอักษรปัลลวะที่ใช้กันในอินเดียภาคใต้ราวพุทธศตวรรษที่ 13 ภาษาที่ใช้ในจารึกมีทั้งภาษาบาลีและมอญโบราณ เนื้อความในจารึกส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับหลักธรรมในพุทธศาสนาหรือเป็นบันทึกการสร้างวัดหรือการบริจาคที่ดินหรือสิ่งของให้กับวัด

ในกรณีที่โรงเรียนพานักเรียนเข้าชมเป็นหมู่คณะเพื่อเข้ามานมัสการพระปฐมเจดีย์โบราณสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งมหัศจรรย์ยิ่งใหญ่ที่สุดเนื่องจากไม่มีใครเหยียบเงาของยอดองค์พระปฐมเจดีย์ได้ด้วยความสูงที่นกเหินฟ้ากว่าพันฟุต และสามารถเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์ซี่งอยู่ในอาณาบริเวณใกล้เคียงจะมีวิทยากรให้ความรู้อย่างจุใจ กล่าวได้ว่าย้อนเวลาเข้าสู่ยุคทวารวดีด้วยตัวเอง ทั้งนี้สามารถสอบถามได้ที่ 0-3424-2500